LOG Audio – แบรนด์ที่เชื่อมโยงความเป็น Hi-End ยุคดั้งเดิม กับภาพลักษณ์ Lifestyle ยุคใหม่เข้าด้วยกัน

เครื่องเสียงยุคนี้ต้องออกแบบให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนรุ่นปัจจุบันด้วย ซึ่งคนทั่วไปจะคุ้นเคยกับเครื่องเสียงประเภทที่เรียกตัวเองว่า Lifestyleทว่า เครื่องเสียงไล้ฟสไตล์ที่มีอยู่มากมายในตลาดทุกวันนี้มีทั้งประเภทที่ไร้คุณภาพ และประเภทที่เน้นคุณภาพ ซึ่งแน่นอนว่า สิ่งที่ต่างกันไม่ใช่จะดูได้จากรูปร่างภายนอก แต่ให้ดูที่ ราคากับ สเปคฯ + เทคโนโลยีที่สินค้ายี่ห้อนั้นนำมาใช้ในการออกแบบและผลิต

LOG Audio : แหล่งกำเนิด

LOG Audio เป็นแบรนด์ใหม่ซิงๆ ที่มีแหล่งกำเนิดในประเทศออสเตรีย ดินแดนแห่งดนตรี, ศิลปกรรม, อารยธรรม และธรรมชาติที่สวยงาม

LOG Audio : ผู้ก่อตั้ง และบุคคลที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์

ผู้ก่อตั้งมีนามว่า Thomas Pfob ซึ่งปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่งเป็น CEO ของแบรนด์ด้วย

เขามีแนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยี digital เป็นพื้นฐาน ซึ่งสืบเนื่องมาจากข้อเท็จจริงที่ว่า ปัจจุบันนี้ แทบจะทุกสิ่งอย่างรอบๆ ตัวเราได้กลายเป็นดิจิตัลไปเกือบทั้งหมดแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และดนตรี ต่างก็ใช้วิธีบันทึกและมิกซ์เสียงด้วยกระบวนการทาง digital ทั้งสิ้น แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ผลิตลำโพงเกือบทั้งหมดยังคงออกแบบลำโพงด้วยพื้นฐานอะนาลอกกันอยู่ ด้วยเหตุนี้ Thomas Pfob จึงตั้งใจที่จะปฏิวัติแนวทางการออกแบบระบบลำโพงที่ก้าวล้ำไปสู่อนาคต โดยใช้แนวคิดการออกแบบที่อิงกับพื้นฐาน digital เต็มตัว

LOG Audio : เทคโนโลยีเด่นของแบรนด์

ด้วยเป้าหมายที่ Thomas Pfob ตั้งเป็นแนวทางพัฒนาเอาไว้ข้างต้นนั้น นำมาซึ่งผลลัพธ์จากการค้นคว้าพัฒนาของเขาและทีมงานจนได้ออกมาเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เขาให้ชื่อว่า “LOG AudioEngine

LOG AudioEngine

LOG AudioEngineเป็นเทคโนโลยีระบบเสียงที่ล้ำสมัยมากที่สุดในโลก และเป็นหัวใจสำคัญที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ LOG Audio ทุกรุ่น บางรุ่นแยกออกมาอยู่ภายนอกตัวลำโพง ในขณะที่บางรุ่นบรรจุอยู่ด้านใน ซึ่งภายใน LOG AudioEngine ประกอบด้วยการทำงานหลักๆ 4 ส่วนสำคัญ ได้แก่

1) การประมวลผลสัญญาณดิจิตัลแบบไร้การสูญเสีย (lossless signal processing)
2) ใช้วงจรครอสโอเวอร์แบบดิจิตัลที่มีความชันมากๆ ในการตัดแบ่งสัญญาณสำหรับแต่ละไดเวอร์ (ultra steep digital crossover)
3) ใช้วงจรดิจิตัลฟิลเตอร์แบบลิเนียร์เฟสในการกรองสัญญาณ (linear-phase technology)
4) ใช้วงจรขยาย class A/B ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ แยกสำหรับไดเวอร์แต่ละตัว (newly developed class-A/B power amp for every driver)

1) lossless signal processing

การทำงานของภาค digital signal processing (DSP) ที่อยู่ใน LOG AudioEngine ช่วยลดความซับซ้อนในการแปลงสัญญาณดิจิตัลให้เป็นอะนาลอก (และจากสัญญาณอะนาลอกให้เป็นดิจิตัล) ให้น้อยลง ส่งผลให้สัญญาณเสียงไม่ถูกทำให้เกิดความสูญเสีย ตั้งแต่อินพุตไปจนถึงตัวไดเวอร์ของลำโพง แม้ว่าการเชื่อมต่อระหว่างแหล่งต้นทางกับลำโพงจะมีระยะทางที่ยาวก็ตาม

จากภาพข้างบนนี้ ด้านล่างของภาพคือสัญญาณอินพุตดิจิตัลทั้งที่มาจากการสตรีม, จากทีวี รวมถึงสัญญาณอะนาลอกจากเครื่องเล่นแผ่นเสียง จะถูกส่งเข้าไปที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคที่ชื่อว่า Digital Control Unit (ชื่อรุ่นว่า PROLOG 2) ก่อนจะส่งต่อไปที่ลำโพงรุ่น CUBE* ซึ่งเป็นลำโพงแอ๊คทีฟที่มีทั้ง DSP, DAC และเพาเวอร์แอมป์ Class A/B อยู่ในตัว

* สัญญาณอะนาลอกจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงจะถูกแปลงให้เป็นสัญญาณดิจิตัลก่อนส่งออกไปจากตัว PROLOG 2

2) digital crossover

ไดเวอร์ทุกตัวที่ใช้ในลำโพง LOG Audio จะถูกปรับแต่งมาแล้วเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด แต่กระนั้น เนื่องจากลักษณะการออกแบบทางรูปทรงของตัวไดเวอร์เอง ทำให้มันแสดงความผิดเพี้ยนที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวมันเองออกมาด้วย แต่ด้วยพลังของโปรเซสเซอร์ที่อยู่ใน LOG AudioEngine ซึ่งไม่เพียงแค่สามารถปรับแก้ความผิดเพี้ยนนั้นให้ออกมาถูกต้องเป็นธรรมชาติด้วยกระบวนการทางดิจิตัลเท่านั้น แต่ยังสามารถแยกแยะความถี่ตอบสนองให้กับไดเวอร์แต่ละตัวได้อย่างถูกต้องแม่นยำอีกด้วย กระบวนการเหล่านี้ทำงานโดยไม่ก่อให้เกิดความสูญเสียขึ้นกับสัญญาณ ซึ่งระบบการทำงานของวงจรครอสโอเวอร์แบบอะนาลอกไม่สามารถทำได้แบบนี้ ้เพราะครอสโอเวอร์แบบอะนาลอกจะทำให้เกิดความสูญเสียขึ้นกับสัญญาณต้นทาง

ภาพกราฟด้านบนนั้นแสดงให้เห็นถึงรายละเอียดของความถี่เสียงที่สูญเสียไป (ลูกศรชี้) กับการทำงานของวงจรครอสโอเวอร์ 3 ทางแบบอะนาลอก (เส้นกราฟสีแดง) เมื่อเทียบกับการทำงานของวงจรครอสโอเวอร์ 3 ทางแบบดิจิตัล (เส้นกราฟสีเขียว) ที่สามารถเก็บรายละเอียดของสัญญาณเสียงเอาไว้ได้มากกว่า

3) linear-phase technology

ซ้ายมือ (สีเขียว) คือฟิลเตอร์แบบ Linear Phase ส่วนทางขวามือ (สีแดง) คือฟิลเตอร์แบบ Non-Linear Phase

การทำงานของวงจรอิเล็กทรอนิคในการปรับแก้ไขสัญญาณมักจะทำให้เกิดปัญหาเฟสเคลื่อน (phase shift) เสมอ ในขณะที่วงจรแก้ไขสัญญาณทำงาน จะเกิดความเพี้ยนกับผลข้างเคียงเชิงลบขึ้นกับความถี่ LOG AudioEngine จะช่วยขจัดอาการเฟสเคลื่อนเหล่านี้ และยังมีความสามารถในการช่วยปรับแก้ความแตกต่างของ เวลาที่เกิดขึ้นระหว่างไดเวอร์แต่ละตัวด้วยกระบวนการทางดิจิตัล ซึ่งต้องขอบคุณพลังของโปรเซสเซอร์ที่ใช้ในการคำนวน ทำให้สัญญาณเสียงมีเฟสที่ตรงกับต้นฉบับ และถูกแปลงออกมาเป็นเสียงโดยไม่มีความผิดเพี้ยนใดๆ ถือเป็นการปฏิวัติเทคโนโลยีออดิโออย่างแท้จริง

4) fully active driver

ไดเวอร์ทั้งหมดที่บรรจุอยู่ในลำโพง LOG Audio จะรับเอ๊าต์พุตที่ส่งตรงจากภาค DAC มาที่ไดเวอร์แต่ละตัวแยกจากกัน และแต่ละตัวจะถูกควบคุมสั่งงานด้วย digital DSP ที่ปรับตั้งเจาะจงกับไดเวอร์ตัวนั้นๆ โดยเฉพาะ นอกจากนั้น ไดเวอร์แต่ละตัวยังถูกขับด้วยเพาเวอร์แอมป์ class A/B ที่แยกเด็ดขาดของใครของมันอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ ไดเวอร์แต่ละตัวจึงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่ตรงตามที่ทีมวิศวกรของ LOG Audio ตั้งใจ ซึ่งจะทำให้ได้เสียงที่ไม่มีความเพี้ยนหรือสีสันปนเข้าไปในน้ำเสียงเลย แม้ว่าในขณะที่เปิดดังมากๆ ก็ตาม

ทั้งหมดนั้นคือเทคโนโลยีทั้งหมดที่ LOG Audio ใช้ในการสร้างสรรผลิตภัณฑ์ และแน่นอนว่า ก่อนจะบรรจุผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นลงก่อน ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นจะถูกทดสอบขั้นตอนสุดท้ายพร้อมทั้งปรับจูนด้วยการทดลองฟังโดยทีมงานด้วย

LOG Audio : ผลิตภัณฑ์ในปัจจุบัน

LOG Audio แบ่งผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของพวกเขาออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ คือ

1. กลุ่ม Active Speakers
2. กลุ่ม Active Sound Systems
3. กลุ่ม Active Built-in Speakers

กลุ่ม Active Speakers

เป็นลำโพงแบบ standalone ที่มี DSP และภาคขยายบรรจุอยู่ภายในตัวตู้ รองรับสัญญาณเสียงดิจิตัลจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคที่ชื่อว่า PROLOG 2 ที่ทำหน้าที่เป็นตัวคอนโทรลให้กับลำโพงในกลุ่มนี้ ซึ่งผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้มีอยู่ทั้งหมด 4 รุ่น คือ

VERVE = เป็นลำโพงตั้งพื้นรุ่นใหญ่สุด ระดับเรือธงของแบรนด์นี้ ถือว่าเป็นรุ่นที่แสดงให้เห็นถึงปรัชญาในการออกแบบของแบรนด์ได้ชัดเจนมากที่สุด เหมาะกับคนที่ไม่ยอมประนีประนอมกับข้อจำกัดใดๆ VERVE เป็นลำโพง 5 ทางที่ใช้ซับเบสขนาด 12 นิ้ว สำหรับถ่ายทอดความถี่ต่ำตั้งแต่ 80Hz ลงไปจนถึง 20Hz ทำงานร่วมกับวูฟเฟอร์, มิดเร้นจ์, โดมทวีตเตอร์ และซุปเปอร์ทวีตเตอร์ที่ทำด้วยฮอร์นอย่างละตัว โดยที่ไดเวอร์แต่ละตัวมีเพาเวอร์แอมป์แยกขับอิสระ นับกำลังขับรวมกันได้ถึง 800 วัตต์ ตอบสนองความถี่ตั้งแต่ 22 – 25000 เฮิร์ต ทำความดังได้สูงสุด 110 ดีบี

VIVANT = ลำโพงตั้งพื้นระดับเรฟเฟอเร้นจ์ รุ่นรองลงมาจาก VERVE เป็นลำโพง 5 ทางเหมือนกัน โดยใช้ไดเวอร์ขนาด 8 นิ้วขับเบส, และใช้ไดเวอร์ขนาด 3 นิ้วขับเสียงกลาง, โดยมีโดมทวีตเตอร์ขนาด 1 นิ้วขับแหลม นอกจากนั้น ที่ด้านหลังของตัวตู้ยังมีซับวูฟเฟอร์ขนาด 12 นิ้วกับซุปเปอร์ทวีตเตอร์ฮอร์นฝังอยู่ที่ด้านหลัง ช่วยกับสร้างแอมเบี้ยนต์ต่ำๆ และปลายเสียงสูงๆ ไดเวอร์ทั้งหมดทำงานด้วยกำลังขับของแอมป์ class A/B ที่แยกสำหรับไดเวอร์แต่ละตัว นับรวมกำลังขับทั้งหมดได้มากถึง 600 วัตต์ สามารถใช้ได้ทั้งในชุดสเตริโอและชุดโฮมเธียเตอร์

CUBE = ลำโพงสองทาง วางบนขาตั้ง ใช้ได้ทั้งในชุดฟังเพลงสเตริโอ และในชุดโฮมเธียเตอร์ ทำงานในระบบตู้เปิดกับไดเวอร์ 3 ทาง ประกอบด้วยซับวูฟเฟอร์, เบส/มิดเร้นจ์ และโดมทวีตเตอร์อย่างละตัวต่อข้าง ใช้แอมป์ class A/B แยกขับไดเวอร์แต่ละตัว นับกำลังขับรวมกันได้ 400 วัตต์ ตอบสนองความถี่ตั้งแต่ 30 – 25000Hz ทำความดังได้สูงสุด 105dB

IMAGE = เป็นลำโพงติดผนัง ออกแบบตัวตู้ลักษณะเป็นกรอบรูปทรงสี่เหลี่ยม มีภาพปิดทับซ่อนลำโพงไว้ด้านล่าง สามารถใช้ดูหนังในชุดเซอร์ราวนด์ได้โดยใช้งานร่วมกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิค PROLOG 8 หรือจะใช้ในการฟังเพลงกับระบบเสียงสเตริโอก็ได้โดยใช้งานร่วมกับตัวคอนโทรล PROLOG 2 ก็ได้

กลุ่ม Active Sound System

เป็นกลุ่มของผลิตภัณฑ์ประเภท All-in-One คือรวมทุกส่วนการทำงานเข้ามาไว้ภายในตัวตู้เดียวกัน ทำงานได้โดยไม่ต้องต่อพ่วงกับอุปกรณ์ตัวอื่น รองรับการสตรีมสัญญาณจากอุปกรณ์พกพาผ่านแอพลิเคชั่น และการสตรีมไฟล์เพลงจากเซิร์ฟเวอร์ Wi-Fi ที่รองรับมาตรฐาน UPnP ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้มีอยู่ 2 รุ่น คือ

MONOLOG square

MONOLOG slim

MONOLOG = ลำโพงตู้เดียว ให้เสียงออกมาเป็นโมโน ทำงานในระบบ 3 ทาง กำลังขับรวม 400 วัตต์ ตอบสนองความถี่ตั้งแต่ 30 – 25000Hz ทำความดังสูงสุดได้ 105 ดีบี ภายในบรรจุเทคโนโลยี LOG AudioEngine ที่สามารถรองรับสัญญาณเสียงดิจิตัลจากการสตรีมผ่านเข้าทางระบบไร้สาย Bluetooth และ AirPlay เล่นเพลงจากผู้ให้บริการต่างๆ อาทิ TIDAL, Spotify, Tunein และ Qobuz ได้ รวมถึงสตรีมจากคอมพิวเตอร์ผ่านเข้าทาง Wi-Fi ด้วย ลำโพงรุ่น MONOLOG มีให้เลือก 2 แบบคือ “Squareตัวตู้ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส เน้นความบางของตัวตู้เพื่อให้เหมาะกับการแขวนบนผนัง กับแบบ “Slimตัวตู้ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าไปตามแนวนอน เหมาะใช้กับทีวี

DIALOG = ลำโพงสองตัวทำงานร่วมกัน ให้เสียงออกมาเป็นระบบสเตริโอ มีให้เลือกสองรุ่นคือ รุ่น DIALOG I เป็นลำโพง 2 ทาง ตู้เปิด ที่ใช้ไดเวอร์เบส/มิดเร้นจ์ กับโดมทวีตเตอร์อย่างละตัว กับรุ่น DIALOG II ซึ่งเป็นลำโพง 3 ทาง ตู้เปิด ที่ใช้ไดเวอร์สามตัวคือซับวูฟเฟอร์, เบส/มิดเร้นจ์ และทวีตเตอร์อย่างละตัว ทั้งสองรุ่นเป็นลำโพงแอ๊คทีฟที่ใช้กำลังขับภายในแยกสำหรับแต่ละไดเวอร์ นับรวมกำลังขับได้ทั้งหมด 400 วัตต์ ตอบสนองความถี่ตั้งแต่ 32 – 25000Hz สำหรับรุ่น DIALOG I และ 30 – 25000Hz สำหรับรุ่น DIALOG II ทำความดังได้สูงสุด 105dB เท่ากันทั้งสองรุ่น

กลุ่ม Active Built-in Speakers

เป็นชุดลำโพงประเภท In-Wall ที่เน้นการติดตั้งเข้าไปกับผนังหรือเพดาน เพื่อซ่อนอำพรางให้กลมกลืนไปกับดีไซน์ของห้องหรือสภาพแวดล้อม ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้มีอยู่ 4 รุ่น ที่สามารถเลือกใช้ให้เหมาะกับการใช้งานในสถานที่ต่างๆ นั่นคือ

EPILOG I = เป็นลำโพง 2 ทาง ขนาดเล็ก สามารถใช้เป็นลำโพงเซ็นเตอร์ หรือใช้เป็นลำโพงเซอร์ราวนด์ประกอบอยู่ในชุดลำโพงเซอร์ราวนด์สำหรับระบบโฮมเธียเตอร์ก็ได้

EPILOG II = เป็นลำโพง 3 ทาง รุ่นนี้เป็นมาตรฐานสำหรับใช้ทำลำโพงสามแชนเนลหน้าของระบบโฮมเธียเตอร์คือ FrontCenterLeft (F-C-R) ใช้ไดเวอร์ขนาด 6 นิ้ว 2 ตัว ทำหน้าที่เป็นเบส/มิดเร้นจ์ กับซับวูฟเฟอร์อย่างละตัว ส่วนเสียงแหลมเป็นทวีตเตอร์ซอฟท์โดมขนาด 1 นิ้ว ขับด้วยเพาเวอร์แอมป์ class A/B ขนาด 400 วัตต์

EPILOG III = รุ่นนี้ถูกออกแบบมาให้ใช้งานในห้องที่มีขนาดใหญ่ เป็นลำโพง 4 ทาง ที่ประกอบด้วยซับวูฟเฟอร์ขนาด 10 นิ้วทำงานในย่านเบสลึกๆ, วูฟเฟอร์ขนาด 8 นิ้วสำหรับเสียงทุ้ม, มิดเร้นจ์ขนาด 5 นิ้วสำหรับเสียงกลาง และโดมทวีตเตอร์หนึ่งตัวสำหรับเสียงแหลม สามารถจัดชุดทำงานได้ทั้งดูหนังและฟังเพลง

SUB = เป็นลำโพงแอ๊คทีฟซับวูฟเฟอร์ที่ออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับลำโพงรุ่นอื่นๆ ของ LOG Audio เพื่อรับหน้าที่ในการถ่ายทอดความถี่ต่ำ ไม่ว่าจะในซิสเต็มสเตริโอ หรือมัลติแชนเนล มีให้เลือก 4 รุ่น 4 ขนาด

********************
สนใจเข้าสัมผัสตัวจริงและทดลองฟังเสียงได้ที่
. อัศวโสภณ โชว์รูมสยามพารากอน
โทร. 02-129-4301-4

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า