ลำโพงบ้าน vs หูฟัง = ความเหมือนที่แตกต่าง

ในฐานะของนักทดสอบเครื่องเสียง มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ผมพยายามมองหามาตลอด สิ่งนั้นคือ “บรรทัดฐาน” หรือ “เกณฑ์” ที่ใช้ในการวิเคราะห์เพื่อตัดสินคุณภาพของอุปกรณ์เครื่องเสียง ซึ่งประสบการณ์ที่ผ่านมามันกระตุ้นเตือนให้ผมตั้งข้อสังเกตว่า เครื่องเสียงพกพาที่ใช้หูฟังที่มีขนาดเล็กกว่าลำโพงบ้านมาก แต่แปะติดอยู่ใกล้กับหูของเรามากกว่าลำโพงเครื่องเสียงบ้าน ด้วยสภาพแวดล้อมในการฟังที่ต่างกันมากเช่นนี้ เครื่องเสียงพกพาจึง (น่าจะ) ต้องการเกณฑ์ในการตัดสินคุณภาพต่างจากเครื่องเสียงบ้าน (หรือเปล่า?)

หลังจากคลุกคลีอยู่ในวงการเครื่องเสียงพกพามานานหลายปี ผมก็พอจะจับทางมันได้แล้ว คือถ้าเราใช้สิ่งที่เรียกว่า คุณภาพเสียงมาตรฐานเดียวกันเป็นเกณฑ์วัดสำหรับลำโพงบ้านกับหูฟัง จะทำให้การวิเคราะห์ผลคาดเคลื่อนไปจากที่ควรจะเป็นได้ง่ายๆ แต่ถ้าเอาคำว่า “ความซาบซึ้งในอรรถรสของดนตรี(music appreciation) ตั้งเป็นเกณฑ์วัด ทุกอย่างมันก็จะง่ายขึ้นมาก เพราะไม่ว่าโดยองค์ประกอบและการใช้งานระหว่างลำโพงบ้านกับหูฟังจะมีความแตกต่างกันมากแค่ไหน แต่ทางด้านเป้าประสงค์นั้นก็เพื่อตอบสนองการฟังเพลงให้ได้อรรถรสเหมือนกันทั้งคู่ ดังนั้น เมื่อพิจารณาโดยยึดเอา เป้าประสงค์ของ ความซาบซึ้งในอรรถรสของดนตรี” (music appreciation) เป็นที่ตั้ง การวิเคราะห์ผลการฟังที่ดูเหมือนจะไปด้วยกันไม่ได้ในตอนแรก ก็จะเริ่มมีแนวทางที่ส่อไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น

ตั้งกรอบความคิด
เพื่อวิเคราะห์ก่อนกำหนดแนวทาง

จากข้อเท็จจริง กรณีของเครื่องเสียงบ้าน เราสัมผัส อรรถรสของดนตรี” ผ่านเข้าสู่ประสาทสัมผัส 2 ทางด้วยกัน ทางแรกคือ “ประสาทหู” ผ่านกลไกการได้ยินของหูและการตีความสาระดนตรีโดยสมอง ส่วนทางที่สองก็คือผัสสะทางผิวหนัง ซึ่งทำให้เราสัมผัสกับ energy หรือพลังงานคลื่นของตัวโน๊ตที่ส่งออกมาจากไดอะแฟรมของลำโพงผ่านอากาศมากระทบผิวหนังของเรา ทำให้เรารับรู้ในแง่ authority หรือพลังอำนาจของเสียงโน๊ตนั้นๆ กับสัมผัสได้ถึงการมีตัวตนของเสียงเครื่องดนตรีและเสียงร้องที่มีตำแหน่งอยู่ในพื้นที่อากาศเบื้องหนัาของเรา ไม่ใช่เฉพาะในมโนจิตเหมือนอย่างที่เราได้จากหูฟัง ซึ่งผลจากสัมผัสทางผิวหนังนี่แหละที่หูฟังไม่สามารถตอบสนองได้ การฟังเพลงผ่านหูฟังให้ได้เฉพาะการรับรู้รายละเอียดของเพลงที่ฟังผ่านทางประสาทหูอย่างเดียว ดังนั้น ถ้าวัดกันด้วยเกณฑ์ “ความสมจริงในธรรมชาติ” (hi-fidelity) ที่ทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนการฟังดนตรีจากการแสดงสดจริงๆ แล้ว ต้องยอมรับว่าการฟังเพลงจากลำโพงบ้านตอบโจทย์ได้ครบถ้วนมากกว่า

อ่าาา… พิจารณายกแรก
เหมือนลำโพงบ้านจะชนะ..

ทว่า ด้วยลักษณะการแพร่กระจายคลื่นเสียงของลำโพงบ้าน ที่ต้องอาศัย “มวลอากาศ” รอบๆ ตัวลำโพงเป็นตัวกลางนำพาพลังงานคลื่นเสียงมาถึงหูและตัวเรา มันจึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากคลื่นเสียงที่สะท้อนจากสภาพแวดล้อมภายในห้องเข้ามาปะปนกับคลื่นเสียงหลักที่ออกมาจากไดอะแฟรมของไดเวอร์ลำโพงได้ และโดยธรรมชาติของห้องที่มีผนังทั้ง 6 ด้านที่ปิดล้อมตัวลำโพงเอาไว้ ทำให้เกิดการก้องสะท้อนของคลื่นเสียงขึ้นมาเป็นแพลทเทิ้นของความถี่เสียงเฉพาะของแต่ละห้อง เรียกว่า roommode ซึ่งหากเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพงกับสภาพอะคูสติกรายรอบไม่ลงตัว ก็จะทำให้ลักษณะการตอบสนองความถี่ของลำโพง (response graph) ที่ถูกออกแบบโดยผู้ผลิตลำโพงคู่นั้นถูกทำให้บิดเบือนไปเมื่อผสมผสานเข้ากับ roommode ของห้อง ด้วยเหตุนี้ รายละเอียดของเสียงดนตรีที่ออกมาจากไดอะแฟรมของลำโพงจะถูกทำลายลงไป หรืออย่างน้อยๆ ก็อาจทำให้เสียงเพลงที่ปล่อยออกมาจากไดเวอร์ลำโพงถูกทำให้เกิดความปนเปื้อน ผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับเดิมได้ง่ายๆ

หูฟังก็คือลำโพงที่ถูกย่อส่วนลงมาให้เล็กจิ๋วและนำมาวางไว้ใกล้กับหูของเรา หรือถ้าเป็นหูฟังแบบ in-ear ตัวไดเวอร์ก็จะยิ่งใกล้ชิดกับจุดรับคลื่นเสียงในหูของเรามากขึ้นไปอีก เพราะมันแยงเข้าไปในรูหูของเราเลย ด้วยเหตุนี้ เสียงจากหูฟังจึงปราศจากปัญหา “ปนเปื้อน” จากคลื่นเสียงที่สะท้อนอย่างสะเปะสะปะภายในห้องฟัง เสียงที่เราได้ยินจากหูฟังจึงมีความใกล้เคียงกับเสียงเพลงต้นฉบับมากกว่า ส่วนที่จะมีอิทธิพลทำให้เสียงเพลงจากหูฟังเพี้ยนไปก็มีแค่ดีไซน์ของตัวหูฟังกับดีไซน์ของวงจรอิเล็กทรอนิคภายในอุปกรณ์เครื่องเล่นพกพาที่ใช้ในการเล่นเพลงรวมกับสายเชื่อมต่อต่างๆ เท่านั้น ซึ่งในชุดเครื่องเสียงบ้านก็มีปัญหาเดียวกันนี้อยู่เหมือนกัน

ด้วยเหตุนี้ จุดเด่นที่เราควรจะคาดหวังได้จากเสียงของหูฟังก็คือ “รายละเอียด” ของเสียงในระดับที่เจาะลึกลงไปได้มากกว่าเสียงที่ได้จากลำโพงบ้าน เนื่องจากเสียงจากหูฟังปลอดจากการปนเปื้อนจากเสียงก้องสะท้อนจากสภาพแวดล้อมรอบๆ ลำโพง แต่ในขณะเดียวกัน คุณสมบัติที่เราไม่สามารถคาดหวังจากหูฟังได้มีอยู่ 2 อย่าง อย่างแรกคือ “สัมผัสของพลังงานคลื่น” ที่แผ่มากระทบกับผิวหนังของเรา กับ “รูปวงเวทีเสียง” หรือ soundstage ที่มีสัณฐานเป็นสามมิติอย่างที่ได้ยินจากลำโพงบ้าน

อ้าว.. มาถึงยกที่สอง
กลายเป็นเสมอกันซะแล้ว..

เหตุที่หูฟังไม่สามารถแสดงเวทีเสียงที่เป็นสามมิติออกมาได้ดีเหมือนลำโพงบ้านก็เพราะว่า หูฟังยิงคลื่นเสียงเข้าสู่หูโดยตรง หูฟังข้างซ้ายยิงคลื่นเสียงที่เป็นสัญญาณ Left Channel ตรงเข้าหูซ้ายข้างเดียว ในขณะที่หูฟังข้างขวาก็ยิงคลื่นเสียงที่เป็นสัญญาณ Right Channel ตรงเข้าหูขวาข้างเดียว ในขณะที่การรับฟังผ่านลำโพงบ้านไม่ได้มีลักษณะเช่นนั้น (ดูรูปประกอบด้านล่าง)

earphone vs. home speaker

จากภาพประกอบนี้ สังเกตภาพบนซึ่งเป็นลักษณะการฟังจากลำโพงบ้าน จะเห็นว่า นอกจากหูทั้งข้างซ้ายและข้างขวาของเราจะได้ยินเสียงตรง (เส้นสีแดง = จากลำโพงขวา / เส้นสีน้ำเงิน = จากลำโพงซ้าย) จากลำโพงแต่ละข้างแล้ว หูทั้งสองข้างของเรายังได้ยินเสียงของลำโพงด้านตรงข้ามที่สะท้อนจากผนังด้านข้างที่อยู่ฝั่งตรงข้ามตำแหน่งวางลำโพง (เส้นสีเขียว = จากลำโพงขวามาเข้าที่หูข้างซ้าย / เส้นสีม่วง = จากลำโพงซ้ายมาเข้าที่หูข้างขวา) ผสมเข้าไปด้วย

ถ้าผู้ใช้ทำการเซ็ตอัพการวางลำโพงซ้ายขวาให้อยู่ในตำแหน่งที่ เป็นผลดีกับเสียงที่สะท้อนมาจากผนังทั้ง 6 ด้านของห้อง คือทำให้คลื่นเสียงที่สะท้อนกลับมาจากผนังห้องทุกด้านเข้ามา เสริมกับคลื่นเสียงที่ออกมาจากลำโพงทั้งสองข้างได้อย่างลงตัว (ด้านเฟสและเลเวล) ก็จะทำให้สนามเสียงแผ่ตัวกว้างหลุดตู้ลำโพงออกไปได้ไกลกว่าตำแหน่งที่วางลำโพง ถ้าภายในห้องได้มีการปรับแต่งสภาพอะคูสติกที่เหมาะสม จะยิ่งส่งผลดีต่อเสียง คือทำให้สนามเสียงเปิดกว้างออกไปมากยิ่งขึ้น สามารถแผ่ทะลุผนังห้องออกไปได้โดยไม่มีขอบเขตใดๆ มาขวางกั้น ทำให้ผู้ฟังได้รับประสบการณ์คล้ายกับการฟังจากการแสดงดนตรีสดในสภาพเปิดโล่ง คือนอกจากจะได้ยินเสียงดนตรีและเสียงร้องในเพลงนั้นๆ แล้ว ผู้ฟังยังได้สัมผัสกับ บรรยากาศที่หุ้มห่ออยู่รอบๆ เพลงที่ฟังไปพร้อมกันด้วย

รูปแบบการจัดวางไดเวอร์ของลำโพงบ้านลักษณะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Line Source, Point Source และ Omni directional มีส่วนทำให้ผู้ฟังลำโพงบ้านสามารถรับรู้คุณสมบัติทางด้านความสูงของมิติเสียงที่เกิดขึ้น ทำให้เวทีเสียงที่ได้ยินจากลำโพงบ้านมีคุณสมบัติครบทั้งสามมิติ คือกว้างแคบ, ตื้นลึก และสูงต่ำ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่หูฟังไม่สามารถให้ได้

สรุปแล้ว ลำโพงบ้าน ได้เปรียบหูฟังตรง สัมผัสของพลังคลื่นเสียงกับ รูปวงเวทีเสียงที่เป็นสามมิติในขณะที่หูฟังทำแต้มต่อได้เหนือกว่าลำโพงบ้านตรง ความเที่ยงตรงของเสียงที่ถ่ายทอดออกมาจากเพลงตัว ซึ่งหูฟังดีๆ จะทำให้ผู้ฟังได้ยิน รายละเอียดของเสียงในระดับที่เจาะลึกลงไปได้มากกว่าลำโพงบ้าน เพราะเสียงจากหูฟังไม่ถูกทำให้ผิดเพี้ยนไปเนื่องจากสภาพแวดล้อมภายนอกเหมือนกับลำโพงบ้านนั่นเอง

มาถึงยกสาม
เหมือนจะเสมอกัน
..

ถ้ามีโอกาสคลุกคลีกับลำโพงบ้านและหูฟังมาเยอะๆ คุณจะยิ่งค้นพบว่า เสียงของลำโพงบ้านกับหูฟังมีจุดแข็งที่โดดเด่นกันไปคนละจุด ซึ่งทางลำโพงบ้านที่เด่นไปทางด้าน เวทีเสียงที่เป็นสามมิติกับ พลังงานเสียงอย่างที่กล่าวมาแล้ว ทีนี้เรามาดูจุดเด่นของเสียงที่ได้จากหูฟังกันบ้าง

รายละเอียด (resolution/detail)
ที่ลึกลงไปถึงระดับ Low Level Resolution

เนื่องจากหูฟังทั้งสองข้างแปะติดอยู่กับหูของเราโดยตรง และผู้ออกแบบก็พยายามชีลด์ป้องกันเสียงจากภายนอกไม่ให้เล็ดลอดเข้าไปในหูอย่างเต็มที่ นั่นทำให้เสียงที่ออกจากหูฟังข้างซ้ายจะไม่ผ่านมาถึงหูข้างขวาเลย และในทางกลับกัน เสียงจากไดเวอร์ของหูฟังข้างขวาก็จะยิงเข้าหูข้างขวาข้างเดียว ไม่ลอดผ่านไปถึงหูข้างซ้าย ทำให้ไม่เกิดปัญหากวนข้ามแชนเนล (crosstalk) เหมือนลำโพงบ้านที่เซ็ตอัพตำแหน่งไม่ลงตัวกับห้องฟัง ด้วยเหตุนี้ หูฟังจึงทำให้ผู้ฟังได้ยินรายละเอียดของเสียงที่ออกมาจากไดเวอร์ของหูฟังได้ครบถ้วน มีความบริสุทธิ์เที่ยงตรงตามต้นฉบับของเพลงที่ถูกบันทึกมา

รายละเอียดของเสียงที่หูฟังดีๆ ให้ออกมานั้นจะเจาะลึกลงไปมากกว่าที่ลำโพงบ้านให้ได้ ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น เนื่องจากเสียงจากลำโพงบ้านถูกเสียงก้องสะท้อนภายในห้องเข้ามาผสม ซึ่งเป็นคลื่นเสียงที่ไม่ได้พุ่งไปในทิศทางเดียวกัน แต่สวนทางหรือเยื้องๆ กัน ทำให้เกิดปัญหาหักล้างกันทางด้าน phase ของสัญญาณเสียงที่อยู่ในความถี่เดียวกันหรือใกล้เคียงกัน มีผลทำให้ ความดังของเสียงในย่านความถี่นั้นลดน้อยลงไป ซึ่งหากเป็นการหักล้างทางเฟสกันอย่างรุนแรงของคลื่นความถี่ที่มีมุมเฟสต่างกัน 180 องศา อาจมีผลทำให้ความดังของความถี่นั้นลดลงไปได้มากเกิน 3dB ซึ่งคิดเป็นความดังที่ลดลงไปมากถึง 50% ของความดังที่ความถี่นั้นถูกปล่อยออกมาจากไดเวอร์ของลำโพง ซึ่งรายละเอียดของเสียงที่ถูกบันทึกมาค่อนข้างเบา อย่างเช่น หางเสียงความกังวานของเปียโน หรือส่วนประกอบของฮาร์มอนิกลำดับปลายๆ ของเสียงเครื่องดนตรีอะคูสติกซึ่งมีความดังต่ำมากๆ อยู่แล้ว หรือเสียงบรรยากาศในห้องบันทึกเสียง ฯลฯ ซึ่งเสียงเหล่านี้มีความดังต่ำมากๆ เป็นรายละเอียดในระดับ “Low Level Resolutionที่มีโอกาสถูกลบหายไปเนื่องจากการหักล้างทางเฟสได้ง่าย

เพลงของสังกัดไฮเอ็นด์ที่ใช้ความพิถีพิถันในการบันทึกเสียงมากเป็นพิเศษ จะเก็บรายละเอียดระดับ Low Level Resolution เอาไว้ได้มากกว่าเพลงที่บันทึกโดยสังกัดคอมเมอร์เชี่ยลทั่วไป ซึ่งบางสังกัดที่สามารถบันทึกเก็บรายละเอียด Low Level ส่วนที่เป็นฮาร์มอนิกของเสียงเครื่องดนตรีเอาไว้ได้ครบถ้วนมากๆ เมื่อฟังจากหูฟังดีๆ ผู้ฟังจะได้ยินลึกลงไปถึง harmonic structure ที่มีความซับซ้อนเฉพาะตัวของเสียงเครื่องดนตรีต่างๆ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่เกิดจาก vibration ของเครื่องดนตรีเหล่านั้น อย่างเช่น เสียงสั่นเครือ (กำธร) ของลิ้นแคริเน็ตที่เกิดจากแรงอัดของลม, เสียงสั่นเครือของปล่องบอดี้ของแซ็กโซโฟน, เสียงสั่นกระพือของหนังกลองที่ถูกกระแทกตีด้วยไม้กลองอย่างแรง, เสียงสั่นกระพือของสายเบสอะคูสติกที่ถูกกระตุกอย่างแรง, เสียงกรีดสั่นที่เกิดจากการเสียดสีของสายคันชักไวโอลินที่บดขยี้ลงไปบนเส้นลวด, เสียงสั่นกังวานเป็นระลอกของสายโลหะของเปียโนเมื่อถูกค้อนเคาะกระแทกลงไปแรงๆ ฯลฯ เหล่านี้เป็นรายละเอียดที่ทำให้ผู้ฟังรับรู้ลึกลงไปถึง texture ของเสียงนั้นๆ จนสามารถบอกได้ว่า เสียงเครื่องดนตรีที่ฟังนั้นทำมาจากวัสดุประเภทไหน ไม้หรือโลหะ และยังทำให้ผู้ฟังรู้สึกลึกลงไปถึงความเป็นสามมิติของตัวเสียง (sound image) ของโน๊ตที่เล่นออกมาจากเครื่องดนตรีนั้นๆ อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ในระดับ resolution ที่ลงลึกไปมากว่านั้น คือถึงระดับที่ช่วยให้ผู้ฟังระลึกเลยไปถึงเสียงที่เกิดขึ้นในธรรมชาติได้เลย เหมือนกำลังฟังการบรรเลงสดๆ อยู่ต่อหน้า สัมผัสได้ถึง touching หรืออากัปกิริยาที่นักดนตรีกระทำลงไปบนเครื่องดนตรีของเขา ซึ่งเป็นสัมผัสที่มีส่วนช่วยส่งเสริมให้ผู้ฟังเข้าถึง อรรถรสของดนตรี” (music appreciation) โดยตรง ถือเป็นคุณภาพเสียงสูงสุดในอุดมคติที่นักเล่นฯ เครื่องเสียงทุกคนต้องการ

เมื่อหูฟังปราศจากปัญหา crosstalk จึงปราศจากปัญหาหักล้างทางเฟส การฟังจากหูฟัง โดยเฉพาะหูฟังแบบ closed back หรือหูฟังอินเอียร์ที่ปิดกั้นเสียงจากภายนอกได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงทำให้ผู้ฟังได้ยินรายละเอียดในระดับ Low Level Resolution ที่กล่าวมาข้างต้นได้อย่างง่ายๆ ผิดกับลำโพงบ้าน ถึงแม้ว่าทั้งตัวลำโพงและชุดเครื่องเสียงที่ใช้จะมีประสิทธิภาพสูงถึงระดับมากพอที่จะสามารถแสดงรายละเอียดระดับ Low Level Resolution ออกมาได้ไม่แพ้หูฟังดีๆ ก็ตาม แต่การที่จะทำให้ลำโพงบ้านสามารถแสดงรายละเอียดในระดับ Low Level Resolution ออกมาได้อย่างหมดจดจริงๆ นั้น เจ้าของซิสเต็มมีงานให้ต้องจัดการหลายอย่าง ยุ่งยากกว่าฟังผ่านหูฟัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเซ็ตอัพหาตำแหน่งวางลำโพงที่เหมาะสมลงตัวในห้องนั้นๆ รวมไปถึงการปรับจูนสภาพอะคูสติกที่อยู่แวดล้อมบริเวณที่จัดวางลำโพงด้วย ซึ่งเป็นงานที่ยากพอสมควรสำหรับคนที่ไม่มีประสบการณ์ ทว่า ถ้าสามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนทำให้ลำโพงบ้านสามารถถ่ายทอดรายละเอียดลงไปได้ลึกถึงระดับ Low Level Resolution นั่นก็ถือว่าเป็นซิสเต็มฟังเพลงที่มีคุณสมบัติสมบูรณ์พร้อมตามอุดมคติ ซึ่งหูฟังไปไม่ถึงจุดนั้น

แต่ด้วยความสามารถในการเข้าถึงรายละเอียดของเสียงระดับ Low Level Resolution ที่ง่ายกว่าของหูฟัง มืออาชีพที่ทำมาหากินอยู่กับการบันทึกเสียงจึงต้องอาศัยทั้งหูฟังและลำโพงบ้านในการ monitor งานที่พวกเขาทำ สำหรับนักเล่นเครื่องเสียงที่ต้องการเซ็ตอัพตำแหน่งของลำโพงและปรับจูนเซ็ตอัพให้ได้คุณภาพเสียงออกมาในระดับที่มีคุณสมบัติสมบูรณ์แบบตามอุดมคติ หรือดีที่สุดเท่าที่ลำโพงและชุดเครื่องเสียงที่ใช้อยู่จะสามารถให้ออกมาได้ ก็มักจะใช้หูฟังเป็นมอนิเตอร์นำทางในการเซ็ตอัพเช่นกัน /

***********************

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า