รีวิวเครื่องเสียง : Sony รุ่น IER-Z1R หูฟังอินเอียร์รุ่นท๊อปในซีรี่ย์ Signature

ใครที่เกิดไม่ทัน อาจจะไม่รู้ว่า Sony เป็นคนให้กำเนิดวัฒนธรรมของการฟังเพลงแบบพกพาเป็นเจ้าแรกในโลก ด้วยการนำเสนอเครื่องเล่นเทปคาสเส็ทแบบพกพาออกมาในตลาดเป็นเจ้าแรก นิคเนมว่า Walkman ชื่อรหัสรุ่นคือ TPS-L2 ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทรงอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงต่อมวลมนุษยชาติ การถือกำเนิดขึ้นมาของเครื่องเล่น Walkman ของ Sony ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไล้ฟสไตล์ในการฟังเพลงของผู้คนในยุค ’80 ไปจากเดิม อุปกรณ์เครื่องเล่นตัวนี้ทำให้มนุษย์รู้ว่าพวกเขาสามารถพกพาและหยิบเพลงขึ้นมาฟังได้ทุกที่ทุกเวลาที่ต้องการ และความปรารถนานั้นได้ถูกส่งต่อมาจากรุ่นสู่รุ่น จนมาถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นเจนเนอเรชั่นที่เทรนด์ portable audio ครองเมือง.!

Sony walkman รุ่น TPS-L2

และจากผลพลอยได้ในการออกแบบเครื่องเล่นเพลงระบบ stereo ที่ (ต้อง) มีขนาดเล็กเพื่อให้สามารถพกพาไปไหนๆ ได้สะดวก วิศวกรของ Sony จึงต้องออกแบบลำโพงที่ใช้ฟังเพลงจากเครื่องเล่น Walkman ตัวนั้นออกมาด้วย และเพื่อให้ตรงกับคอนเส็ปต์ นั่นคือ พกพาไปฟังที่ไหนๆ ได้สะดวก ลำโพงที่จะใช้กับ Walkman จึงต้องมีขนาดที่เล็กกระทัดรัดและมีน้ำหนักเบา ซึ่งไม่มีลำโพงรูปแบบไหนที่จะตอบโจทย์นี้ได้ดีไปกว่า หูฟังอีกแล้ว

Sony เป็นแบรนด์ที่เกิดขึ้นมาจากผู้ให้กำเนิดที่มีความหลงไหลในเครื่องเสียงอย่างแท้จริง นอกจากพวกเขาจะเป็นผู้ให้กำเนิดเครื่องเล่น Walkman เมื่อ ปี 1979 แล้ว หลังจากนั้นไม่นาน คือใน ปี 1982 พวกเขาก็ให้กำเนิดหูฟังอินเอียร์ภายใต้ชื่อแบรนด์ Sony ออกมาเป็นรุ่นแรกคือ MDR-E252 เพื่อตอบสนองไล้ฟ์สไตล์ของการฟังเพลงแบบพกพาที่เริ่มแผ่ขยายไปทั่วโลก ถือเป็นการปฏิวัติทางด้านคุณภาพเสียงและความสะดวกในการพกพาและสวมใส่ไปพร้อมกัน เพราะหูฟังรุ่น MDR-3 ที่ออกมาพร้อมกับเครื่องเล่นวอล์คแมนรุ่นแรก TPS-L2 นั้นเป็นหูฟังแบบ on-ear ซึ่งยังมีปัญหาเรื่องการชีลด์เสียงจากภายนอก หลังจากออกแบบและผลิตหูฟังแบบ in-ear ออกมา ตลาดก็ให้การตอบรับทันที กระตุ้นให้ Sony ต้องทำการพัฒนาหูฟังแบบอินเอียร์ต่อเนื่องเรื่อยมา และผลิตรุ่นใหม่ๆ ที่มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ออกมาเรื่อยๆ จนถึงล่าสุดปี 2018 หูฟังอินเอียร์รุ่นใหม่ก็ถือกำเนิดขึ้นมา ชื่อรุ่นว่า IER-Z1R

IER-Z1R
น้องนุชสุดท้องของตระกูล Signature Series

จะจงใจหรือไม่ก็ตาม แต่รูปร่างหน้าตาของหูฟังตัวนี้มันให้ความรู้สึกหรูหรา อาจเพราะสีของตัวหูฟังที่แวววาวด้วยเนื้อโลหะ คล้ายเครื่องประดับ กับลวดลายตรงส่วนท้ายบนตัวบอดี้ที่ดูวับวาวเล่นกับแสงนั่นเอง ขนาดบอดี้ของ Z1R อยู่ในข่าย L (Large) เมื่อเทียบกับมาตรฐานของหูฟังอินเอียร์ทั่วไป น้ำหนักข้างละ 26 กรัมไม่รวมสาย

ขั้วต่อ MMCX ที่ตัวหูฟัง มีเบ้าล็อคหัวแจ๊คของสายเพิ่มความแน่นหนาไม่หลุดง่าย

ท่อนำเสียงมีขนาดใหญ่

บนบอดี้ของ Z1R ทุกตัวจะมีตัวอักษรจารึกไว้ชัดเจนเพื่อประกาศให้รู้ว่า Made in Japan

ดีไซน์ภายในมีส่วนประกอบและโครงสร้างที่สลับซับซ้อนพอสมควร เริ่มจากไดเวอร์ที่ใช้อยู่ภายในตัวบอดี้ซึ่งมีทั้งหมดข้างละ 3 ตัว แยกเป็นไดเวอร์แบบกรวยไดนามิกสองตัวคือ ตัวโดม ขนาด 12 .. ทำด้วยแมกนีเซียม (A) ขอบเซอร์ราวนด์ใช้วัสดุ LCP (Liquid Crystal Polymer) เคลือบด้วยอะลูมิเนียม ซึ่งไดเวอร์ตัวนี้ถูกใช้ในการสร้างคลื่นความถี่ฟูลเร้นจ์เต็มตามความสามารถของไดเวอร์ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ย่านกลางสูงลงมาจนถึงทุ้มลึกๆ โดยมีไดเวอร์ balanced armature (B) ที่ Sony ออกแบบขึ้นมาเองรับหน้าที่ในการสร้างความหนาแน่นเสริมให้กับตัวฟูลเร้นจ์ ตั้งแต่ความถี่ย่านกลางต่ำขึ้นไปจนถึงเสียงแหลมตอนต้น จากนั้นก็มีไดเวอร์ไดนามิก ขนาด 5 .. (C) ซึ่งทาง Sony เรียกมันว่า Super Tweeter มีหน้าที่รับช่วงสร้างความถี่ตั้งแต่แหลมตอนต้นขึ้นไปจนถึง 100,000Hz ซึ่งตัว Super Tweeter ตัวนี้ถือว่าเป็นไม้เด็ดของ Z1R และน่าแปลกใจมากที่ Sony เลือกใช้ไดเวอร์แบบโดมไดนามิกทำหน้าที่สร้างความถี่สูงระดับนี้ แทนที่จะเป็นไดเวอร์ริบบ้อน, พลาน่าร์ หรือ BA ???

ไดอะแฟรมของตัว Super Tweeter ทำมาจากวัสดุ LCP ทั้งชิ้นแล้วเคลือบทับด้วยอะลูมิเนียมเพื่อเพิ่มความแกร่งและเพิ่มสปีดในการตอบสนองสัญญาณให้เร็วขึ้น ซึ่งโดยพื้นฐานของตัวฟิล์ม LCP นั้นก็มีความแกร่งเหนียวมากแล้ว ไม่อมความชื้น ทนความร้อนได้สูงมาก เมื่อเคลือบทับด้วยอะลูมิเนียมเข้าไปอีกชั้นยิ่งเพิ่มความแกร่งให้มากขึ้น นอกจากนั้น ระบบแม่เหล็กที่ใช้กับ Super Tweeter ตัวนี้ก็ถูกออกแบบขึ้นมาเป็นพิเศษเช่นกัน เพื่อให้จ่ายกำลังได้เร็วทันกับสปีดของสัญญาณเสียงในย่านความถี่สูงมากๆ ที่มีจำนวน pulse ของ sinewave จำนวนมากมหาศาลในเสี้ยววินาที

ตัวบอดี้หลักของ Z1R เมื่อดูจากภายนอกมันจะมีสีคล้ายโคเมี่ยม แต่สังเกตจากเนื้อวัสดุมีความเนียนละเอียดมากและสีสันมันก็ออกโทนนวลตามากกว่า จะว่าเป็นสแตนเลสก็ไม่ใช่ เพราะสีสันมันไม่ออกแนว metalic มากเหมือนกับสแตนเลสทั่วไป เมื่อเข้าไปค้นข้อมูลจากเว็บไซต์ของ Sony จึงทราบว่าเป็นโลหะวัสดุแบบที่ผสมขึ้นมาพิเศษ ชื่อว่า เซอร์โคเนียม อัลลอยด์” (Zirconium alloy) (D) ซึ่งเป็นวัสดุผสมที่มีคุณสมบัติพิเศษ ทนทานต่อการสึกกร่อนได้ดี มีความต้านทานต่อการเกิดอ็อกซิไดซ์ ทำให้ไม่เป็นสนิทง่าย และสามารถสร้างสูตรผสมขึ้นมาเพื่อคุณสมบัติเฉพาะทางเชิงกล (mechanical properties) ที่ต้องการได้ อาทิเช่น ผลที่เกิดจากเรโซแนนซ์ เป็นต้น

การเลือกใช้โลหะผสม (metal alloy) ที่ชื่อว่า Zirconium alloy ตัวนี้ในส่วนของตัวถังหลักที่ต่อเชื่อมอยู่กับชิ้นส่วนสำคัญของหูฟังสองจุด นั่นคือ ขั้วต่ออินพุต MMCX สำหรับสายสัญญาณ (G) และท่อนำเสียง (F) ซึ่งวัสดุที่ใช้ทำชิ้นส่วนทั้งสองตำแหน่งนี้มีผลต่อเสียงมาก และเมื่อชิ้นส่วนทั้งสองส่วนนี้ถูกเชื่อมโยงเป็นชิ้นเดียวกันด้วยวัสดุพิเศษ Zirconium alloy จึงทำให้สามารถควบคุม resonance point หรือจุดกระตุ้นเรโซแนนซ์ให้อยู่เลยออกไปจากการทำงานของไดเวอร์ทุกตัวได้ ส่งผลให้ความถี่เสียงเพลงที่สร้างขึ้นโดยไดเวอร์ทั้งสามตัวที่บรรจุอยู่ในโครงสร้างนี้มีความบริสุทธิ์ ปราศจากปนเปื้อนจากปัญหาเรโซแนนซ์จากตัวบอดี้ ส่วนจุด E ในภาพข้างบนนั้นคือ inner body ที่รวบรวมคลื่นเสียงจากไดเวอร์ 12 .. ให้พุ่งผ่าน ท่อควบคุมเสียงที่อยู่ด้านล่างของ inner body ผสมกับเสียงกลางจากไดเวอร์ BA ที่อยู่ด้านล่าง และผสมกับเสียงแหลมจากตัวซุปเปอร์ทวีตเตอร์ที่ติดตั้งอยู่ตรงศูนย์กลางของท่อควบคุมเสียงในลักษณะ coaxial เพื่อบังคับให้ความถี่จากไดเวอร์ทั้งสามตัวนี้เดินทางออกไปที่ ท่อนำเสียงบนตัวบอดี้หลัก พร้อมกันเพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า coherence นั่นเอง

ตรงตำแหน่ง H ในภาพข้างบนนั้นคือ chamber หรือช่องเก็บกักปริมาตรอากาศเบื้องหลังไดเวอร์ 12 .. ซึ่งมวลอากาศภายในแชมเบอร์นี้จะทำหน้าที่เป็นเหมือนโช๊คที่ช่วยหนุนรับแรงกระแทกกลับหลังของไดอะแฟรมที่ส่งผ่านทางรูระบายอากาศด้านหลัง (ศรชี้) มาถึงมวลอากาศที่อยู่ในช่องด้านหลังของไดเวอร์ 12 .. ได้มีการใช้เทคนิคพิเศษเพื่อช่วยให้อากาศภายในแชมเบอร์สามารถเคลื่อนตัวสอดคล้องกับการขยับเคลื่อนตัวของไดอะแฟรมของไดเวอร์ได้ดีขึ้นด้วยการใส่วัสดุที่มีลักษณะเป็นท่อเล็กๆ (เส้นสีน้ำเงินในภาพ) เข้าไปในแชมเบอร์

ในขณะที่ตำแหน่ง I ในภาพบนคือวงจร crossover network ที่จัดการแบ่งความถี่เสียงจากอินพุตให้กับไดเวอร์ทั้งสามตัว ซึ่งคอมโพเน้นต์หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ในวงจรตัดแบ่งความถี่ของหูฟังตัวนี้เป็นอุปกรณ์เกรดดีทั้งหมด แคปาซิเตอร์ที่ใช้เป็นแบบฟิล์ม แคปาซิเตอร์ที่มีอัตราบิดเบือนสัญญาณต่ำมากๆ ส่วนตำแหน่ง J ด้านหลังสุดในภาพข้างบนนั้นก็คือแผ่นโลหะ Zirconium alloy ที่ปิดอยู่ที่ด้านหลังของตัวหูฟังนั่นเอง

อุปกรณ์เสริมเต็มพิกัด

แพ็คเกจของ Z1R สมศักดิ์ศรีหูฟังรุ่นท๊อปมาก ทั้งตัวหูฟังและอุปกรณ์ที่ให้มาทั้งหมดถูกบรรจุมาในกล่องกระดาษแข็งทรงสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาดใหญ่สีดำโดยมีปลอกสีขาวสวมทับมาอีกที

ภายในกล่องถูกแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน แต่ละส่วนถูกออกแบบให้มีลักษณะเป็นลิ้นชักซ้อนกันสี่ชั้น ชั้นบนสุดเป็นที่เก็บตัวหูฟังซึ่งบรรจุมาในกล่องหนังสี่เหลี่ยมสีดำ เป็นกล่องที่ออกแบบมาให้ผู้ใช้พกพาหูฟังตัวนี้ติดตัวไปฟังนอกบ้าน ส่วนอีกสองชั้นที่อยู่ด้านล่างถัดลงมาเป็นที่เก็บสายหูฟัง ซึ่งให้มาสองเส้น ลักษณะตัวสายภายนอกเหมือนกัน ขั้วต่อฝั่งที่ใช้เชื่อมกับตัวหูฟังติดตั้งขั้วต่อ MMCX เหมือนกันทั้งสองเส้น ที่ต่างกันก็คือขั้วต่อฝั่งที่เชื่อมกับแอมป์หูฟัง หรือเครื่องเล่นไฟล์เพลงพกพา เส้นหนึ่งติดตั้งขั้วต่อ mini 3.5mm ในขณะที่อีกเส้นติดตั้งขั้วต่อ balanced 4.4mm

ชั้นล่างสุดเป็นที่เก็บเอกสารคู่มือและจุกเอียร์บัด ซึ่งให้มาเยอะมาก นับรวมกันทั้งหมด 13 คู่ แยกเป็นวัสดุ 2 อย่างคือ hybrid silicone rubber จำนวน 7 คู่ แยกตามขนาดตั้งแต่ SS ขึ้นไปจนถึงใหญ่สุดคือ LL กับอีกชุดเป็นเอียร์บัดที่โซนี่เรียกว่า triple-comfort ทำมาจากเมมโมรี่โฟมสีขาวขุ่นจำนวน 6 คู่ แยกตามขนาดตั้งแต่ SS ขึ้นไปจนถึง L

แม็ทชิ่ง + ทดสอบ

ก่อนทดลองฟังเสียง มาดูสเปคฯ กันหน่อย Z1R เป็นหูฟังอินเอียร์แบบไฮบริดฯ ที่ใช้ไดเวอร์ 2 เทคโนโลยีผสมกันระหว่าง dynamic กับ balanced armature ตัวบอดี้ทำงานในโหมดตู้ปิด (closed) ความต้านทานอยู่ที่ 40 โอห์ม (วัดที่ความถี่ 1kHz) ความไวอยู่ที่ 103dB/m/W ตอบสนองความถี่ได้ตั้งแต่ 3Hz ไปจนถึง 100,000Hz

ทดลองจับคู่กับ DAC/HP Amp ไร้สายแบบพกพา Audiolab รุ่น M-DAC nano

จากสเปคฯ ข้างต้น เห็นแล้วใจชื้นขึ้นมาเยอะ ความต้านทานแค่ 40 โอห์ม เท่านั้น แถมความไวยังสูงโด่งขึ้นไปถึง 103dB/w/M แบบนี้แสดงว่าขับไม่ยาก ซึ่งจากการที่ผมทดลองขับด้วย DAP สองสามตัวที่มีอยู่ ผลที่ออกมาก็เป็นไปตามนั้น คือขับออกสบายๆ ทุกตัว ที่เซอร์ไพร้มากๆ คือลองขับด้วย DAC/HP Amp แบบพกพาไร้สายของ Audiolab รุ่น M-DAC nano ก็ยังขับออก แต่ถ้าต้องการให้ได้คุณภาพเสียงที่ออกมาสมราคา “อย่างน้อย” ก็ต้องขับด้วย DAP หรือเครื่องเล่นไฟล์เพลงที่มีราคาสูงกว่า 10,000 บาทขึ้นไป ซึ่งเสียงที่ได้จาก Z1R จะยิ่งดีขึ้นเมื่อจับคู่กับเครื่องเล่นไฟล์เพลงที่มีราคาสูงขึ้นไปใกล้เคียงหรือมากกว่าราคาค่าตัวของมัน

ทดลองฟังเทียบระหว่างจับคู่กับ ZX100 และ WM1Z

อันนี้เป็นบทสรุปที่ผมได้มาจากการที่ผมทดลองขับด้วย DAP ของ Sony รุ่น ZX100 (ราคาสองหมื่นกว่า) กับรุ่น NW-WM1Z (ราคาแสนกว่า) เปรียบเทียบกัน ผมพบว่า ตอนจับคู่กับ ZX100 เสียงที่ได้ก็ถือว่าดีพอสมควรแล้ว เนื้อเสียงนวลเนียน รายละเอียดดี แต่พอเปลี่ยนสลับไปจับคู่กับ WM1Z เสียงทั้งหมดที่ว่าดีพอสมควรก็ขยับคุณภาพขึ้นไปอีกมาก เนื้อเสียงที่ว่าเนียนนวลอยู่แล้ว ก็กลายเป็นมี texture มากขึ้น คล้ายกับดูทีวี FULL HD อยู่ดีๆ แล้วเปลี่ยนมาเป็น 4K UHD คือไม่ได้ชัดมากขึ้นอย่างเดียว แต่รับรู้ลึกลงไปถึงรายละเอียดปลีกย่อยของแต่ละเสียงที่อยู่ในเพลงนั้นๆ ได้มากขึ้น พอสลับกลับไปจับคู่กับ ZX100 อีกครั้ง ฟังเพลงเดียวกัน จึงรู้ว่า Z1R สามารถถ่ายทอดเสียงที่มีรายละเอียดมากมายออกมาได้อย่างน่าทึ่งเมื่อจับคู่มันเข้ากับต้นทางที่เหมาะสมกัน

จับคู่กับ Cowon รุ่น PLENUE L

จับคู่กับ Cayin รุ่น N8

จับคู่กับ Sony รุ่น WM1Z

ช่วงที่สองของการทดสอบ ผมใช้เวลาในการทดลองฟัง Z1R ด้วยสายหูฟังที่ติดขั้วต่อ balanced 4.4mm โดยจับคู่กับ DAP ระดับไฮเอ็นด์จำนวนสามตัว คือ Cowon รุ่น PLENUE L, Cayin รุ่น N8 และ Sony รุ่น NW-WM1Z ซึ่งสิ่งที่ได้เพิ่มเติมขึ้นมาก็คือ ความนิ่งของเสียง ทำให้สามารถจับรายละเอียดการขยับตัวของแต่ละเสียงได้ชัดขึ้น และ สปีดของการเคลื่อนไหวของแต่ละเสียงก็แสดงออกมาให้ได้ยินชัดขึ้น รับรู้ได้ว่าเสียงของชิ้นดนตรีชิ้นไหนเล่นเร็ว ชิ้นไหนเล่นช้า สามารถไล่ตามตัวโน๊ตของแต่ละชิ้นดนตรีไปได้ตลอดเวลา ไม่มีโน๊ตตัวไหนหลุดไปจากการฟังเลย แม้ในขณะที่มีเสียงเครื่องดนตรีหลายชิ้นเล่นอยู่พร้อมๆ กัน

สายหูฟังติดขั้วต่อ 4.4mm ที่ให้มา

สายหูฟังติดขั้วต่อ 4.4mm ของ Kimber Kable รุ่น MUC-M12SB1

จากนั้นก็ต่อด้วยการทดลองเปลี่ยนสายหูฟังไปใช้สายอัพเกรดรุ่น MUC-M12SB1 ที่ Kimber Kable ออกแบบให้กับ Sony เพื่อใช้อัพเกรดเสียงของหูฟังที่ใช้ขั้ว balanced 4.4mm โดยเฉพาะ ซึ่งผมพบว่า สายตัวนี้ช่วยอัพเกรดเสียงให้กับ Z1R ได้จริง น้ำเสียงโดยรวมมีมวลที่หนาแน่นมากขึ้น เนื้อเสียงเข้มข้นมากขึ้น เวทีเสียงสะอาดมากขึ้น

ตอนท้ายของการทดสอบ ผมได้นำ Z1R ไปทดลองฟังกับ DAC/HP Amp ตั้งโต๊ะสองสามตัวเพื่อดูว่าคุณภาพเสียงของมันจะไปได้ไกลแค่ไหน เครื่องที่ทำหน้าที่ทดสอบในประเด็นนี้ก็มีเพลเยอร์ตัวยักษ์รุ่น DMP-Z1 ของ Sony และ DAC/HP Amp ตั้งโต๊ะของ TEAC รุ่น NT-505 กับ DAC/HP Amp ตั้งโต๊ะของ MyTek รุ่น Liberty DAC ซึ่ง Z1R ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า มันสามารถถ่ายทอดคุณภาพเสียงออกมาได้ดีไม่แพ้หูฟังแบบฟูลไซร้เลย เพียงแต่แสดงความโดดเด่นของเสียงออกมาคนละทางกัน คือลักษณะเสียงที่ Z1R ให้ออกมานั้นเปรียบเทียบไปแล้วจะคล้ายกับการฟังลำโพงบ้านที่มีขนาดเล็ก รายละเอียดกลางแหลม กับมิติเสียงจะเด่นมาก ในขณะที่หูฟังฟูลไซร้ให้เสียงที่ใหญ่หนา คล้ายฟังจากลำโพงตั้งพื้นขนาดใหญ่ ให้บรรยากาศต่างกัน (น่าเสียดายที่ผมไม่มีอะแด๊ปเตอร์ balanced 4.4mm > TRS 6.3mm เลยไม่ได้ลองฟังกับสายอัพเกรดของ Kimber kable อยากรู้ว่าจะออกมาแบบไหน.?)

ช่วงแรกก่อนการทดลองฟังเพื่อสรุปผล ผมสาระวนอยู่กับการทดลองฟังจุกยางที่แถมมาในกล่องอยู่นานทีเดียว ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นชัดเจนมากถึงกับต้องขออนุญาตย้ำอีกทีนะครับ เกี่ยวกับจุกยางของหูฟังว่าทั้งขนาด รูปทรง และวัสดุของมันมีผลต่อคุณภาพเสียงโดยรวมของหูฟังมาก จุกยางที่ไม่เหมาะพอดีกับรูหูของคุณจะทำให้คุณภาพเสียงของหูฟังตัวนั้นออกมาแตกต่างกันได้มากชนิดฟ้ากับเหวเลยทีเดียว.!!!

แนะนำว่าให้ลองหลายๆ ขนาดนะครับ อย่าใช้วิธีคาดเดาหรือยึดเอาขนาดที่เคยใช้กับหูฟังตัวอื่นมาใช้เป็นอันขาด มีสิทธิ์พลาดเอาได้ง่ายๆ โดยเฉพาะกับหูฟังที่ให้แบนด์วิธกว้างมากๆ อย่าง Z1R ตัวนี้ ซึ่งในกล่องของ Z1R มีมาให้เลือกหลายขนาด เชื่อว่าต้องมีขนาดที่เหมาะกับรูหูของคุณแน่ๆ ถ้าจุกอันไหนใส่ฟังแล้วรู้สึกว่าเบสน้อย เสียงบาง เนื้อมวลไม่แน่น รายละเอียดไม่ดี เป็นไปได้ว่าจุกมันเล็กไป ลองขนาดที่ใหญ่ขึ้นอีกที ของผมมาจบที่ขนาด M ที่ทำด้วยซิลิโคน แต่ถ้าเป็นตัวที่ทำด้วยเมมโมรี่โฟม ของผมจะลงตัวพอดีที่ขนาด ML ซึ่งจุกทั้งสองรูปแบบนี้ให้เสียงต่างกัน มีดีมีด้อยคนละอย่าง

สรุปเสียงของ IER-Z1R

ผมใช้เวลาทดลองฟังหูฟังตัวนี้นานมาก มันมีประเด็นให้ค้นหาเยอะ อย่างแรกที่ผมรู้สึกว่าน่าจะเป็นคุณสมบัติเฉพาะของหูฟังตัวนี้ หลังจากที่ลองฟังมันมานานสักระยะ คุณสมบัติเฉพาะที่ว่านั่นคือ ลักษณะการผ่อนปรนของเสียงที่เกิดขึ้นกับ ทุกเสียงตลอดทั้งย่าน รู้สึกได้ชัดโดยเฉพาะตอนที่ลองฟังเพลงที่มีเสียงเครื่องดนตรีหลายๆ ชิ้นบรรเลงอยู่พร้อมกัน หูฟังตัวนี้ทำให้ผมยกแยะเสียงของเครื่องดนตรีทั้งหมดออกจากกันได้ง่ายขึ้น สามารถรับรู้ได้ถึงลักษณะการ เกิดขึ้น” (impact) > “คงอยู่” (body resonance = timbre) > “สลายตัว” (harmonic) ที่แตกต่างกันของเสียงแต่ละเสียงในเพลงนั้นออกมาได้หมด ไม่ว่าเครื่องดนตรีชิ้นนั้นจะสร้างเสียงโน๊ตในย่านความถี่ใดออกมา ตั้งแต่ทุ้มกลางแหลม ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ทำให้ผู้ฟังรับรู้ได้ว่าสารพัดเสียงที่กำลังบรรเลงอยู่ในเพลงนั้น ขณะนั้น เป็นเสียงของเครื่องดนตรีประเภทใดบ้าง และแต่ละชิ้นกำลังเล่นโน๊ตอะไร ด้วยลีลาแบบไหน

อัลบั้ม : Jazz Giant (SACD)
ศิลปิน : Benny Carter

ความพิเศษในการนำเสนอรายละเอียดเสียงที่หูฟังตัวนี้ถ่ายทอดออกมานั้นไม่ได้เป็นอะไรที่นอกเหนือการคาดหมายของผม เพราะมันเป็นผลที่ได้จากการออกแบบโดยตรง อย่างแรกคือความสามารถในการตอบสนองความถี่เสียงที่กว้างมากๆ ของไดเวอร์ทั้งระบบ ตั้งแต่ 3Hz ขึ้นไปจนถึง 100,000Hz ทำให้ไม่จำเป็นต้องตัดทอนความถี่จากอินพุตที่เกินความสามารถทิ้งไป เพราะแทบจะไม่มีสัญญาณอินพุตไหนที่มีความถี่กว้างเกินกว่าที่ระบบไดเวอร์ของ Z1R จะรับมือได้ (กลับไปดูหัวข้อ แม็ทชิ่ง + ทดสอบ“) อย่างที่สองคือการจัดการในส่วนของ acoustic อย่างเช่น การเลือกใช้วัสดุพิเศษอย่าง Zirconium alloy มาทำตัวบอดี้หลักซึ่งมีส่วนช่วยไม่ให้เกิดเรโซแนนซ์ขึ้นมารบกวนสัญญาณเสียง ทำให้รายละเอียดของเสียงปรากฏตัวออกมาได้อย่างชัดเจนโดยไม่ต้อง boost สัญญาณขึ้นมามากจนเกินไป

อัลบั้มชุด Jazz Giant เป็นเพลงแจ๊สสแตนดาร์ดที่ใช้วิธีบันทึกเสียงแบบ close miking คือวางไมโครโฟนเก็บเสียงไว้ใกล้กับแหล่งกำเนิดเสียงของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น ทำให้สามารถเก็บรายละเอียดเสียงเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นมาได้เยอะมากเป็นพิเศษ นอกจากรายละเอียดทางด้านไดนามิก ซึ่งเป็น impact ของแต่ละโน๊ตดนตรีที่นักดนตรีเหล่านั้นกระทำลงไปกับเครื่องดนตรีของพวกเขาแล้ว การบันทึกเสียงด้วยเทคนิคนี้ยังทำให้ได้ขนาดของเสียงที่ใหญ่โตมากด้วย แม้จะฟังผ่านหูฟังก็สามารถรับรู้ถึงขนาดตัวเสียงของชิ้นดนตรีต่างๆ โดยเฉพาะเครื่องเป่าที่ขยายใหญ่ได้ชัด ถ้าหูฟังตัวนั้นสามารถตอบสนองความถี่ต่ำลงไปได้ลึกมากพอ และมีแบ็คกราวนด์ น้อยซ์ต่ำๆ ซึ่ง Z1R สอบผ่านในการแสดงเอกลักษณ์เสียงของอัลบั้มนี้ออกมาได้อย่างที่ควรจะเป็น

อัลบั้ม : Opus3 DSD Showcase No.3 (Flie DSD5.6MHz)
ศิลปิน : Various Artists

ช่วงหนึ่งของการทดสอบ ตอนที่ผมทดลองฟัง Z1R ด้วยสายอัพเกรด balanced 4.4mm ของ Kimber kable กับเครื่องเล่นไฟล์เพลงยี่ห้อ Cowon รุ่น PLENUE L ผมพบว่าเสียงแหลมที่ได้ยินจาก Z1R ตัวนี้มีลักษณะที่แตกต่างไปจากหูฟังอินเอียร์ตัวอื่นๆ อย่างชัดเจน สิ่งที่ผมจับต้องได้อย่างแรกคือลักษณะของเสียงแหลมที่ทอดปลายเสียงออกไปได้ ไกลมาก!ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ตัวหูฟังจะต้องมีความสามารถในการตอบสนองความถี่สูงไปได้ไกลจนสามารถปลดปล่อยหางเสียงของเสียงโน๊ตในย่านสูงให้แผ่กังวานออกไปได้จนหมดพลัง

ซึ่งสเปคฯ ของ Z1R นั้นบ่งบอกไว้ชัดเจนว่าไปได้ถึง 100,000Hz และเนื่องจากตัวไฟล์เพลงของอัลบั้มชุด DSD Showcase No.3 เป็นไฟล์ DSF128 ถูก render ออกจากไฟล์เข้าสู่ชิป DAC เบอร์ ES9038PRO ด้วยวิธี native ทำให้ได้ความถี่เสียงออกมาเต็มสเปคฯ ของสัญญาณ DSD5.6MHz และถูกส่งผ่านเข้าสู่หูฟัง จากการทดลองฟังไฟล์ DSF128 ของอัลบั้มนี้มานานกับ ext.DAC และ DAP รวมถึงหูฟังหลายๆ ตัวที่ผ่านมา ผมบอกได้เลยว่า Cowon PLENUE L + Sony IER-Z1R คู่นี้ได้ปลดปล่อยศักยภาพของไฟล์ DSF128 ของอัลบั้มนี้ออกมาได้อย่างหมดจดแล้ว!

แค่เสียงเคาะโลหะเบาๆ กริ๊งแรกของแทรค “House of the Rising Sunดังขึ้นมาในอากาศเหนือหางคิ้วขวาของผมขึ้นไปเท่านั้น ประสบการณ์ในอดีตที่เคยฟังแทรคนี้มาแล้วมากกว่าร้อยครั้งบอกผมว่า นี่แหละ! คือโมเม้นต์ที่เพลงนี้ถูกบันทึกมาจริงๆ เพราะทั้งความเร็วและความกังวานของเสียงเคาะโลหะกริ๊งนั้นมันให้ความรู้สึกเหมือนฟังของจริงมาก หลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นเสียงร้อง, เสียงเบส, เสียงกลอง, และเสียงแซ็กโซโฟนที่พรั่งพรูตามออกมาก็มีรายละเอียดที่ส่อแสดงให้รู้สึกเหมือนกำลังฟังเสียงบรรเลงสดๆ ในสตูดิโอทุกเสียง

เมื่อปลายเสียงแหลมสามารถแผ่หางเสียงไปได้จนสุดพลังของมันโดยไม่ถูก roll-off ทิ้งไป จึงทำให้เกิดความรู้สึกของสิ่งที่เรียกว่า แอมเบี้ยนต์ตามมา ซึ่งเป็นความรู้สึกถึง มวลอากาศ” (คือปริมาณของเสียงแหลมที่เกินระดับความถี่ที่หูได้ยิน) ที่โอบอุ้มเสียงทั้งหมดเอาไว้ และทำให้โทนเสียงทั้งหมดมี ความฉ่ำชื่นไม่แห้งผาก ซึ่งเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับทุกแทรคในอัลบั้มชุดนี้ และเกิดขึ้นกับทุกเพลงที่บันทึกเสียงด้วยเทคนิค direct-to-2track master และทำเป็นสัญญาณ DSD ออกมาจำหน่าย

อัลบั้ม : The All Star Percussion Ensemble play Bizet, Beethoven & more (DFF64)
ศิลปิน : The All Star Percussion Ensemble, Arranged & Conducted by Harold Farberman

วงเพอร์คัสชั่นวงนี้หยิบไฮไล้ท์จากเพลงคลาสสิกชิ้นดังๆ ของคีตะกวีหลายๆ คนมาเล่น มีทั้งงานของ Bizet, Beethoven, Pachelbel และ Berlioz ซึ่งทุกแทรคบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเคาะสารพัดชนิด ทั้งที่ทำด้วยโลหะและไม้ จำนวนนับสิบชิ้น การบันทึกเสียงครั้งนี้เป็นการบันทึกการแสดงที่เล่นพร้อมกันทั้งวงในสตูดิโอบันทึกเสียง Vanguard Studios ในเมืองนิวยอร์ค ซิตี้ ควบคุมการบันทึกเสียงโดย Tom Lazarus นับเป็นงานบันทึกเสียงที่ดีเยี่ยมอีกชุดหนึ่ง ทั้งส่วนของตัวเพลงและคุณภาพเสียง ซึ่งหูฟัง Z1R ตัวนี้ได้ช่วยยืนยันให้ได้ถึงความเยี่ยมยอดของอัลบั้มนี้ เพราะไม่แค่จะสามารถเก็บบันทึกรายละเอียดของเสียงเครื่องเคาะหลายสิบชิ้นเอาไว้ได้อย่างชัดเจน และสามารถถ่ายทอดไดนามิกเร้นจ์ของเครื่องเคาะที่สวิงได้กว้างมากแล้ว Z1R ยังทำให้รู้สึกถึงบรรยากาศของความเป็นโถงที่ใช้ในการบันทึกเสียงครั้งนี้ออกมาด้วย* แม้จะไม่ดีเท่ากับหูฟังแบบฟูลไซร้ขนาดใหญ่ แต่เมื่อพิจารณาถึงความสามารถในการถ่ายทอดแอมเบี้ยนต์ลักษณะนี้แล้ว พูดได้ว่า Z1R ตัวนี้ทำได้ดีกว่าหูฟังอินเอียร์ทั้งหมดที่ผมเคยฟังมา สนามเสียงที่เกิดขึ้นหลายๆ ช่วงของเพลงในอัลบั้มนี้ให้ความรู้สึกชัดว่าเสียงเครื่องเคาะเหล่านั้นไม่ได้ดังขึ้นมาในสภาพแวดล้อมที่ดูดซับเสียง เพราะผมได้ยินเสียงก้องสะท้อนของหางเสียงของเครื่องเคาะเหล่านั้นแผ่ออกไปได้ไกลมาก

* ลักษณะของซาวนด์สเตจที่ได้จากการฟังอัลบั้มนี้กับลำโพงในชุดเครื่องเสียงบ้านจะแสดงความลึก, ความกว้าง และความสูงของสนามเสียงออกมาได้เป็นสามมิติเหมือนเรานั่งฟังอยู่หน้าวงดนตรี ในขณะที่ฟังจากหูฟังจะได้สนามเสียงที่ต่างไปอีกแบบ แค่ล้อมอยู่รอบๆ ศีรษะ

อัลบั้ม : The Mass (DSF64)
ศิลปิน : Era

อัลบั้ม : Tutti! Orchestral Sampler (DSF64)
ศิลปิน : Various Artists

จุดเด่นอีกอย่างของหูฟังอินเอียร์ Z1R ตัวนี้ คือมันสามารถรับมือกับเพลงที่มีเสียงดนตรีหนาแน่นได้ดี อย่างเช่นเพลงในอัลบั้มชุด “The Massผลงานลำดับที่สามในโปรเจ็กต์ Era ของ Eric Levi ซึ่งเป็นเพลงแนวนิวเอจที่มีลักษณะคล้ายโอเปร่าร็อคที่มีภาพรวมของความโอ่อ่าเมลืองมลังโดยมีการย้ำเน้นจังหวะที่หนักหน่วงเป็นโครงหลัก เพราะตัวเพลงไตเติ้ลแทรค The Mass นั้น Eric Levi สร้างสรรมันขึ้นมาจากเพลงคลาสสิก O Fortuna ของ Carl Orff นั่นเอง

แทรคแรกของอัลบั้มคือ The Mass นั้นภาคดนตรีมิกซ์มาซับซ้อนมาก เลเยอร์ถี่ยิบ แถมมีเสียงกลองและเบสหนักๆ คอยย้ำเน้นเป็นจังหวะ เสียงร้องประสาน เสียงซินธิไซเซอร์ และเสียงเครื่องเคาะเล็กๆ น้อยๆ กระจัดกระจายลอยละล่องไปทั่วทั้งเพลง เมื่อฟังผ่านหูฟังระดับล่างๆ จะมีปัญหากับการแยกแยะรายละเอียดที่สลับซับซ้อนของแทรคนี้อย่างมาก แต่ Z1R สามารถเคลียร์ทุกอย่างออกมาได้อย่างกระจ่างหมด เสียงกลองและเบสที่ย้ำจังหวะถูกเน้นให้มีน้ำหนักและมีความกระชับแน่น ไม่มีอาการเบลอหรือแกว่ง ทำให้เสียงอื่นๆ สามารถฉีกตัวลอยออกมาจากกันได้มากขึ้น ทุกเสียงมีอาณาบริเวณของตัวเอง แม้ว่าจะผสมนัวเนียกันไปตลอดทั้งเพลง แต่ก็ไม่มีมั่วเลย พอโฟกัสจับไปที่เสียงใดได้แล้ว จะพบว่าเสียงนั้นมีความคงอยู่ที่มั่นคง แม้ว่ามันจะขยับเปลี่ยนอากัปกิริยาตลอดเวลา แต่ก็ไม่เคยเลือนหายไปจากตำแหน่งนั้น ไม่เคยเลือนหายไปจากการรับรู้ของประสาทหูแม้แต่วินาทีเดียว นั่นทำให้ผมสามารถติดตาม เรื่องราวที่นักดนตรีเหล่านั้นกำลังเล่าขานผ่านเสียงดนตรีที่พวกเขาบรรเลงอย่างต่อเนื่องไปได้ตลอดทั้งเพลง ระทึกใจไปกับสาระดนตรีที่น่าติดตามของแทรคนี้ ตกอยู่ในภวังค์เหมือนถูกวาร์ปไปโผล่อีกโลกหนึ่ง

เพื่อยืนยันประสิทธิภาพของ Z1R ในแง่ของความสามารถในการแยกแยะรายละเอียดที่ยุ่งเหยิงอีกครั้ง ผมรีบสไลด์หน้าจอของตัว PLENUE L เลือกอัลบั้มชุด Tutti! Orchestra Sampler ขึ้นมาฟังทันที งานชุดนี้เป็นอัลบั้มรวมเพลงคลาสสิกของค่าย Reference Recordings (RR) ซึ่งเป็นค่ายที่ได้ชื่อว่าบันทึกไดนามิกเร้นจ์มาได้กว้างมากๆ อย่างแทรคแรกเพลง “The Snow Maiden, Op.12: Dance of the Tumblersแนวโอเวอเจ้อร์ที่มีโครงสร้างโอ่อ่าและท่วงท่าที่เฉียบขาด จากฝีมือประพันธ์ของคีตะกวีชาวรัสเซีย Nikolai Andreyevich Rimsky-Korsakov บรรเลงโดยวง Minnesota Orchestra ภายใต้การควบคุมวงของคอนดักเตอร์ชาวญี่ปุ่น Eiji Oue

ลีลาดนตรีของแทรค Dance of the Tuumblers นี้มีทั้งช่วงหนักและเบาสลับกันไป เปิดตัวขึ้นมาด้วยความเข้มแข็ง ซึ่ง Z1R สามารถถ่ายทอดความขมีขมันของกลุ่มไวโอลินที่ขยี้บดคันชักตอนขึ้นต้นเพลงออกมาได้ชัดเจน ชัดกว่าตอนฟังผ่านลำโพงบ้านที่มีไดเวอร์แค่ 2 ตัวซะอีก ให้จินตนาการเหมือนกองทหารรัสเซียกำลังสวนสนาม และช่วงที่เสียงของกลุ่มเครื่องเป่าแผดขึ้นมาเป็นแผงก็ให้อารมณ์ที่ฮึกเหิม เมื่อผมขยับวอลลุ่มของ PLENUE L ขึ้นมาถึงระดับ 90 ทุกเสียงในแทรคนี้ปรากฏตัวออกมาครบ ไดนามิกเต็ม แต่ละเสียงขยับตัวได้อย่างกระฉับกระเฉง ไม่รู้สึกถึงอาการอั้นหรือมั่วเลย แม้ว่าการจัดวางรูปวงจะไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนนั่งชมอยู่หน้าวง แต่รู้สึกเหมือนเข้าไปร่วมอยู่ในวง รู้สึกได้ถึงความโอ่อ่าอลังการของฮอลล์ที่ใช้บันทึกเสียง รับรู้ได้ถึงรายละเอียดของแอมเบี้ยนต์ที่ห่อคลุมทั้งวงเอาไว้ด้วย

อัลบั้ม : Brothers in Arms (DSF64)
ศิลปิน : Dire Straits

จริงๆ แล้วมีเพลงที่ผมทดลองฟังกับ Z1R เยอะมาก แต่มีอยู่อัลบั้มนึงที่อยากจะนำมาเล่าประสบการณ์ให้ฟัง นั่นคืออัลบั้มชุด Brothers in Arms ของวง Dire Straits ซึ่งปัจจุบัน อัลบั้มนี้ได้กลายเป็นอัลบั้มประจำชาติสำหรับการทดสอบอุปกรณ์เครื่องเสียงไปแล้ว เพราะลักษณะของเพลงในอัลบั้มนี้ที่เป็นร็อค ซึ่งคุณสมบัติที่จะทำให้ฟังแล้วได้อารมณ์เพลงเต็มที่ก็คือ ไดนามิกที่ต้องสวิงได้เต็มสเกล มันจึงเป็นเรื่องยากเมื่อนำอัลบั้มนี้มาฟังกับหูฟัง คือยากสำหรับคนออกแบบหูฟังที่จะปรับจูนมาให้ลงตัวระหว่าง ความดังกับ ไดนามิกเนื่องจากหูฟังอยู่ชิดกับหูของเรามาก จึงมีความจำกัดในแง่ของความดังที่เปิดดังมากไม่ได้ ยิ่งเป็นหูฟังอินเอียร์ยิ่งจำกัดความดังมากกว่าหูฟังแบบฟูลไซร้มากขึ้นไปอีก มันยากตรงที่ว่า ทำอย่างไรให้ได้ไดนามิกที่สวิงเต็มที่ภายใต้ความดังที่จำกัดนั้น ซึ่งคุณสมบัติทั้งสองข้อนี้มันเกี่ยวเนื่องกัน คืออัตราสวิงของไดนามิกก็ขึ้นอยู่กับความดังด้วย ถ้าเปิดเบาเกินไป ไดนามิกก็สวิงได้ไม่เต็มที่ ผู้ฟังก็จะไม่ได้อรรถรสของเพลง แต่ถ้าต้องเปิดดังมากๆ จนเกินความสามารถที่ผู้ใช้จะทนฟังได้จึงจะได้อัตราสวิงไดนามิกออกมาเต็มที่ แบบนี้ก็ถือว่าเป็นดีไซน์ที่ไม่เวิร์คในการใช้งานจริง ดังนั้น ในขณะที่ ความดังที่ผู้ใช้สามารถทนฟังได้นั้นมีขอบเขตจำกัด จึงกลายเป็นเหมือนโจทย์บังคับไปที่ผู้ผลิตหูฟังที่ต้องหาทางออกแบบและปรับจูนการทำงานของหูฟังให้ได้อัตราสวิงของไดนามิกที่กว้างมากจนฟังแล้วได้อรรถรสที่น่าพอใจภายใต้ความดังที่จำกัดนั้น

ที่ผ่านๆ มา ผมมักจะจำยอม ลดความดังลงเมื่อฟังอัลบั้มนี้ด้วยหูฟังอินเอียร์ เพราะถ้าเปิดวอลลุ่มให้ได้ไดนามิกสวิงที่เต็มเหนี่ยว เพื่อให้ฟังเพลง “Money For Nothing” แล้วได้อรรถรสเต็มเหนี่ยว ผมจะไม่สามารถทนฟังได้นาน เพราะมันดังมาก และหูฟังบางตัวเมื่อเจอกับวอลลุ่มที่ดังระดับนั้น พอถึงช่วงพีคของเพลง (ตั้งแต่เวลา 01:37 เป็นต้นไป) เสียงที่ออกมาก็จะแตกซ่าน มีแต่ความเพี้ยนที่เซ็งแซ่ปะปนกันออกมาเต็มไปหมด ฟังแล้วไม่ได้อรรถรส

สำหรับ Z1R ผมพบว่ามันสามารถควบคุมการทำงานของไดเวอร์ทั้งสามตัวเอาไว้ได้อย่างมั่นคงมาก หลังจากผมปรับตั้งวอลลุ่มจากเครื่องเล่นไฟล์เพลง (Sony : NW-WM1Z และ Cowon : PLENUE L) ให้อยู่ในระดับที่ทำให้จุดพีคของเพลงสามารถสวิงไดนามิกออกมาได้อย่างเต็มที่แล้วใช้ระดับวอลลุ่มนั้นฟังไปตลอดทั้งเพลง ผมพบว่า เสียงเพลง “Money For Nothing” ในอัลบั้มชุดนี้ออกมาแบบมีพลัง ไดนามิกเต็ม เสียงหวดสแนร์ของกลองมีน้ำหนัก สะท้อนว่ามือกลองหวดไม้กลองลงไปเต็มเหนี่ยว มีลักษณะของเสียงแตกปลายออกมาให้ได้ยิน แต่ไม่มีอาการโอเว่อร์โหลดแตกเปรี๊ยะๆ เข้าหูให้น่ารำคาญ ดุลเสียงออกมาดีกว่าที่เคย เสียงในย่านแหลมไม่ปรากฏอาการฟุ้งกระจาย ปลายเสียงเก็บตัวได้เร็ว จึงไม่มีอาการเซ็งแซ่ในย่านเสียงแหลมออกมารบกวนตลอดเวลาเหมือนหลายๆ ครั้งที่เจอ ในย่านทุ้มก็รู้สึกได้ถึงความหยุ่นตัวของเบสและกลอง ทำให้ฟังแล้วไม่รู้สึกห้วน

สรุป

ก่อนอื่นผมต้องยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานเลยว่า ผมมีความรู้สึกชอบหูฟังตัวนี้มาก ยิ่งมีโอกาสทดลองฟังมันนานมากขึ้น ผมก็ยิ่งชอบมันมากขึ้นเรื่อยๆ และรู้สึกได้ว่ามันฟังดีขึ้นเรื่อยๆ เหมือนจะยังเบิร์นฯ ต่อไปได้อีกทั้งๆ ที่ผมก็ทดลองฟังมันมาเกินสองร้อยชั่วโมงแล้ว

หลายๆ จุดที่หูฟัง Z1R ตัวนี้ให้ออกมา มันโดดเด่นเหนือกว่าหูฟังอินเอียร์ที่ผมเคยฟังมาทุกตัว ผมเชื่อว่า แต่ละจุดที่วิศวกรของ Sony ทำลงไปกับหูฟังตัวนี้มันได้ส่งผลต่อเสียงที่ผมได้ยิน และบางอย่างนั้น ผมไม่เคยได้ยินจากหูฟังอินเอียร์ตัวอื่นเลย ผมจึงยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานเลยว่า IER-Z1R ของ Sony ตัวนี้ได้มอบประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผม มันทำให้ผมรู้ว่า อะไรที่เคยคิดว่าหูฟังอินเอียร์ไม่น่าจะทำได้ อาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นอีกต่อไป ถ้าคุณคิดว่าจะหาฟังเสียงของหูฟังอินเอียร์เพื่อใช้เป็น “Referenceสักตัว ผมแนะนำให้ไปลองฟัง Sony : IER-Z1R ตัวนี้เลยครับ.. !! /

************************
ราคา : 64,990 บาท
************************
จัดจำหน่ายโดย
Sony Thai
www.Sony.co.th 

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า