“การเล่นเครื่องเสียง” มีทั้งส่วนของ “ศาสตร์” (science) และ “ศิลป์” (art) หลอมรวมกันอยู่ เพราะปลายทางสูงสุดของการเล่นเครื่องเสียงคือการเข้าถึง “ความเป็นดนตรี” ซึ่งถือเป็นแก่นสาระที่สถิตย์อยู่ตรงแกนกลางของงานเพลงทุกเพลง เมื่อเปรียบแล้ว “เครื่องเสียง” จึงเป็นแค่ “เครื่องมือ” ที่คนชอบฟังเพลงอาศัยเป็นสื่อกลางในการนำพาผู้ฟังไปสัมผัสกับอรรถรสของความเป็นดนตรีจากเพลงที่ฟัง
การเข้าถึงแกนกลางส่วนที่เป็น “อรรถรส” ของงานเพลงซึ่งถือว่าเป็นศิลปะแขนงหนึ่ง ต้องอาศัย “กรรมวิธี” ที่ละเอียดอ่อน ซึ่ง “กรรมวิธี” ที่ว่านั้นก็คือขั้นตอนปฏิบัติที่กอปรขึ้นมาด้วย “ศาสตร์” โดยอาศัยส่วนที่ละเอียดอ่อนของระบบประสาทและจิตใจในการสัมผัสกับผลลัพธ์ที่ได้ ไม่สามารถใช้เครื่องวัดใดๆ มาวัดผลของมันได้
อุปกรณ์เครื่องเสียงเป็นเพียง “เครื่องมือ” ที่จะนำพาเราไปสัมผัสกับความสวยงามล้ำลึกของเพลงที่เราฟัง ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ส่วนไหน ตั้งแต่ “แหล่งต้นทางสัญญาณ” (source), “แอมปลิฟาย” (amplifier) และ “ลำโพง” (speaker) ต่างก็ถูกสร้างขึ้นมาด้วย “ศาสตร์” ทั้งหมด การซื้อหาอุปกรณ์เครื่องเสียงมาครอบครอง จึงยังไม่ใช่เป้าหมายสุดท้ายของการเล่นเครื่องเสียง เพราะเครื่องเสียงเหล่านั้นยังไม่ได้พาเราไปพบกับอรรถรสของเพลงที่ฟัง หลังจากได้อุปกรณ์เครื่องเสียงมาครบชุดแล้ว ขั้นตอนสำคัญที่คุณต้องเผชิญต่อไปคือส่วนที่เป็น “ศิลปะ” ของการเล่นเครื่องเสียง นั่นคือ “การเซ็ตอัพชุดเครื่องเสียง” และ “การเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพง”
เป้าหมายของการเซ็ตอัพชุดเครื่องเสียงและตำแหน่งของลำโพง ก็เพื่อทำให้ชุดเครื่องเสียงและลำโพงทำงาน “ผสานรวมกันเป็นหนึ่งเดียว” รวมพลังกันดึงเอา “อรรถรสความเป็นดนตรี” ออกมาจากเพลงที่เก็บอยู่ในแผ่นบันทึก, สกัดออกมาจากไฟล์ดิจิตัลที่เก็บอยู่ในฮาร์ดดิส และรีดออกมาจากแผ่นคั่ง
“เปิด” หู > “ปิด” สมอง > “เปิด” ใจ
ในโลกนี้มี “สูตร” ที่ผู้รู้ต่างๆ ในวงการกำหนดออกมาเป็นเครื่องมือให้นักเล่นเครื่องเสียงนำมาใช้เป็นแนวทางในการเซ็ตอัพชุดเครื่องเสียง, ขยับตำแหน่งวางลำโพง และปรับจูนสภาพอะคูสติกอยู่มากมายหลายสูตร ซึ่งทุกสูตรล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน คือเพื่อทำให้ชุดเครื่องเสียงของคุณบรรลุถึงเป้าหมายตามหน้าที่ของมัน นั่นคือ ถ่ายทอดความเป็นดนตรีของเพลงออกมาให้เราสัมผัส
ช่วงสาม–สี่เดือนที่ผ่านมา รู้สึกได้เลยว่า นักเล่นเครื่องเสียงในเมืองไทยมีความตื่นตัวมากขึ้นเกี่ยวกับการเซ็ตอัพชุดเครื่องเสียงและตำแหน่งลำโพง ซึ่งนับว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดี เพราะศิลปะแขนงนี้ได้ถูกหลงลืมไปนาน หลายคนเริ่มลุกขึ้นมาปัดฝุ่นชุดเครื่องเสียงของตัวเอง และให้ความสนใจศึกษาวิธีการเซ็ตอัพมากขึ้น ซึ่งผลที่ตามมาก็คือพบว่ามีอยู่หลากหลายสูตรและวิธีการ ทำให้เกิดความสับสนว่าแบบไหนจะเวิร์ค แบบไหนไม่เวิร์ค
ผมอยากจะให้แนวความคิดเกี่ยวกับเรื่องเทคนิคและวิธีการในการเซ็ตอัพเอาไว้แบบนี้ ขอให้ระลึกไว้เสมอว่า การเซ็ตอัพเครื่องเสียงและตำแหน่งลำโพง เป็นกิจกรรมที่มีส่วนผสมของ “ศาสตร์” และ “ศิลป์” อยู่ด้วยกัน ตัดขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดออกไปไม่ได้
ส่วนที่เป็น “ศาสตร์” นั้นเริ่มกันตั้งแต่ขั้นตอนการจัดวางอุปกรณ์เครื่องเสียง, การเชื่อมต่ออุปกรณ์เครื่องเสียงเข้าด้วยกัน ไปจนถึงการคำนวนหาระยะวางลำโพงซ้าย–ขวา ฯลฯ เหล่านี้เป็นขั้นตอนปฏิบัติที่ต้องอาศัยเครื่องมือ และมีผู้นำเสนอสูตรการปฏิบัติเอาไว้มากมาย ผมแนะนำให้ทดลองปฏิบัติให้มากที่สุดกับทุกสูตรที่คุณศรัทธา แล้วใช้สัมผัสของคุณเองเป็นตัวตัดสิน เพราะสุดท้ายแล้ว สูตรไหนที่สามารถกระตุ้นให้ชุดเครื่องเสียงกับลำโพงของคุณ นำพาคุณไปถึงอรรถรสของเพลงที่ฟังได้สำเร็จ ก็ถือว่าสูตรนั้นดีที่สุดสำหรับคุณ (ณ เวลานั้น)
เมื่อเลือกสูตรได้แล้ว อีกส่วนที่มีความสำคัญมากกว่าสูตรเหล่านั้นก็คือ “ทักษะ” ของการรับรู้อรรถรสของเพลง ภาษาทางการใช้คำว่า “music appreciation” ซึ่งบางคนได้รับพรมาจากสวรรค์ ฝังตรึงมากับจิตใจตั้งแต่เกิด เป็นคนที่มีทักษะดนตรีอยู่กับตัว สามารถสัมผัสกับ “ความเป็นดนตรี” ได้ง่ายและเร็ว ในขณะที่บางคนนั้น ขัดสนกับทักษะส่วนนี้ ฟังแยกแยะจังหวะเพลงไม่ออก ประสาทหูฟังแยกแยะรายละเอียดเสียงได้ยาก แต่ก็สามารถเข้าถึงความสวยงามของเพลงได้ทั้งหมด ทว่า คนกลุ่มหลังต้องใช้เวลามากกว่าคนกลุ่มแรกเท่านั้น
หลังจากคุณปฏิบัติตามสูตรในการเซ็ตอัพที่ได้รับรู้มาแล้ว ขั้นตอนที่จะทำให้ค้นพบตำแหน่ง focus ที่ลงตัวจริงๆ ระหว่างลำโพงข้างซ้ายและลำโพงข้างขวา ก็คือขั้นตอนการ “ปรับจูน” ตำแหน่งลำโพง ซึ่งต้องอาศัยการขยับตำแหน่งลำโพงไปทีละนิด โดยใช้ “ทักษะในการฟัง” ของคุณเป็นตัววัดผล + วิเคราะห์ และสรุป ก่อนจะขยับต่อไป.. และต่อไป.. จากนิ้วเป็นเซ็นต์.. และสุดท้ายคือมิลลิเมตร
ในระหว่างขั้นตอนปรับจูนนี้ มันมีอุปสรรคอยู่อย่างหนึ่ง ที่มักจะเข้ามาขวางกั้นทำให้คุณหลงทาง คล้ายๆ ทางพระที่ว่า ก่อนจะปฏิบัติจนบรรลุธรรมมักจะมีมารมาผจญ เมื่อคุณขยับจนเข้าใกล้เป้าหมายแล้ว แต่อุปสรรคที่ว่าจะทำให้ขยับไปขยับมาหลุดห่างออกไปจากเป้าหมายอีก ทำให้ผลรวมของเสียงแย่ลงแทนที่จะดีขึ้น ซึ่งอุปสรรคที่ว่านั้นก็คือ “การตั้งเป้าหมายของเสียงไว้ล่วงหน้า” ซึ่งคุณต้องขจัดมันออกไปจากการรับฟังของหูให้ได้ ยกตัวอย่างเช่น ก่อนลงมือปรับจูนเสียง บางคนกำหนดไว้ในใจก่อนแล้วว่า เสียงทุ้มที่ดีจะต้องเป็นแบบนี้–แบบนั้น เสียงกลางที่ดีจะต้องเป็นแบบนั้น–แบบนี้ เสียงแหลมที่ดีจะต้องเป็นแบบนี้–แบบนั้น ซึ่งนี่แหละคือตัวอุปสรรคสำคัญที่จะทำให้คุณปฏิเสธเสียงที่หูได้ยินขณะปรับจูน และทำให้หลงทางในที่สุด คนที่ฟังแล้วด่วนสรุปมักจะพลาดได้ง่าย
เทคนิคที่ช่วยขจัดปัญหานี้ได้ คือให้เริ่มจาก “เปิดหู” คือหลังจากลองขยับตำแหน่งลำโพงไปแล้ว กลับมานั่งที่จุดนั่งฟังแล้วปล่อยให้เสียงจากลำโพงมันผ่านเข้ามาในหู.. ในจังหวะเดียวกันนี้ ให้คุณ “ปิดสมอง” คืออย่าเอาความคิดของเราไปตัดสินเสียงที่หูรับเข้ามาอย่างปัจจุบันทันด่วนเกินไป แม้ว่าเสียงที่ได้รับเข้ามาจะฟังดูแปลกหูไปจากที่คุณคิดไว้ก็ตาม ปล่อยให้เสียงนั้นมันทะลุผ่านหูเข้าไปถึงจิตใจให้นานอีกนิด.. ซึ่งก็คือความหมายของเทคนิคขั้นที่สาม นั่นคือ “เปิดใจ” ใช้ความรู้สึกสัมผัสกับเสียงเพลงที่ทะลุผ่านประสาทหูเข้ามาด้วยท่วงท่าที่สงบ ทิ้งเวลาให้มากพอ แล้วใช้ทักษะ music appreciation ขั้นพื้นฐานของมนุษย์ในตัวคุณเข้าไปวัดผลเสียงเพลงที่ได้ยินนั้น ไม่ต้อง analyse ให้ละเอียด ขั้นตอนนี้ไม่ต้องการ “ศาสตร์” ใช้แค่ศิลปะคือความรู้สึกเท่านั้น ฟังแล้วตอบตัวเองให้ได้แค่ว่า การขยับลำโพงครั้งนี้ ทำให้ได้เสียงที่ฟังแล้วรู้สึก “ไพเราะ” มากขึ้น หรือน้อยลง ถ้ายังสรุปกับตัวเองไม่ได้ บอกได้แค่ว่าเสียงเปลี่ยนไปเท่านั้น ให้ลุกขึ้นไปขยับลำโพงกลับไปที่ตำแหน่งก่อนหน้า แล้วกลับมานั่งฟังใหม่ (แน่นอนว่า วิธีที่ได้ผลดีคือให้ฟังเพลงเดิม ท่อนเดิม ระดับความดังเดิม*) สลับไป–สลับมาระหว่างสองตำแหน่งนั้น จนคุณตอบตัวเองได้แน่ชัดว่า ตำแหน่งไหนให้เสียงเพลงที่ฟังแล้วรู้สึกไพเราะมากกว่ากัน ให้คงตำแหน่งนั้นไว้สักระยะ เปลี่ยนเพลงอื่นฟังไปเรื่อยๆ อย่าเพิ่งเปลี่ยนตำแหน่งใหม่ จนเมื่อคิดว่าร่างกาย เวลา และอารมณ์ของคุณ “พร้อม” กับการ fine tune เพื่อก้าวขยับไปข้างหน้าอีกระดับ จึงค่อยเริ่มต้นขยับลำโพงอีกครั้งด้วยระยะห่างที่น้อยกว่าครั้งที่ผ่านมา /
* ควรเลือกใช้เพลงที่ตัวเองชอบฟังโดยส่วนตัว ไม่จำเป็นต้องเป็นเพลงที่บันทึกเสียงดี
*************************



