ว่าด้วยเรื่อง “ขนาดของเสียงร้อง” ควรจะอวบใหญ่ หรือเล็กผอม ??

เป็นคำถามที่ติดอยู่ในใจหลายๆ คน โดยเฉพาะนักเล่นเครื่องเสียงที่เพิ่งเข้ามาในวงการใหม่ๆ กำลังอยู่ในช่วงศึกษาหาแนวทางในการเล่นเครื่องเสียง อาจจะไปได้ยินความคิดเห็นของเพื่อนๆ นักเล่นที่แตกต่างกันเลยทำให้สับสน บางคนก็เน้นว่า เสียงร้องที่ถูกต้องจะต้องมีขนาดกระทัดรัด ไม่บวมหนา ผิดธรรมชาติ ในขณะที่บางคนก็ให้ความเห็นว่า เสียงร้องที่ถูกต้องต้องมีมวลที่อวบใหญ่.. ซึ่งหากคุณ (นักเล่นฯ มือใหม่) ไม่สามารถก้าวผ่านจุดนี้ไปได้ มันจะเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ที่คอยขวางกั้นแนวทางการเซ็ตอัพลำโพงของคุณอย่างมาก.!

อย่า โฟกัสที่ผลลัพธ์ข้อใดข้อหนึ่งเพียงข้อเดียว

จำไว้เสมอว่า การเซ็ตอัพลำโพงเป็นการ จัดการให้ลำโพงคู่นั้นทำงานอยู่ในห้องฟังได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีปัญหาที่เกิดจาก rooommode น้อยที่สุด

ประโยคที่ว่า ปัญหาที่เกิดจาก roommode น้อยที่สุดหมายถึงตำแหน่งที่ไม่ทำให้ลำโพงคู่นั้นเกิดปัญหาความถี่ย่านใดย่านหนึ่งมีลักษณะ boom หรือโด่งขึ้นไปเป็นภูเขา หรือวูบต่ำลงไปเป็นหลุมหลุดจากย่านอื่นๆ ออกไปมาก (เกิน 6dB) จากภาพข้างบน จะเห็นว่า ที่เส้นกราฟหมายเลข “2จะมีความถี่ในย่านทุ้มที่ปรากฏอาการโด่ง (ดังเกินความถี่ย่านอื่นๆ โดยเฉลี่ย) ขึ้นมามากกว่า 6dB อยู่ 2 จุด คือบริเวณความถี่ที่ต่ำกว่า 100Hz กับบริเวณความถี่ที่สูงกว่า 100Hz ขึ้นไป (ประมาณ 100 – 200Hz) เมื่อเทียบกับระดับความดังอ้างอิงที่ 0dB (เส้นสีแดง)

ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ.? เสียงทุ้มที่มีอาการโด่งขึ้นมาจะไปทำให้เสียงของโน๊ตดนตรีที่อยู่ในย่านความถี่ใกล้เคียงกันมีขนาดที่บวมใหญ่ขึ้น ถ้าอาการโด่งมีมากกว่า 6dB เมื่อใดก็ตามที่คุณเร่งวอลลุ่มดังๆ เสียงโน๊ตนั้นจะมีอาการบวมขึ้นมามาก จนไปกระตุ้น roommode ของห้อง ทำให้เกิดเป็นเสียงก้องหึ่งค้างอยู่ในห้อง ส่งผลให้เกิดความรำคาญและรบกวนความสามารถของหู ทำให้การแยกแยะรายละเอียดด้อยลง

ในกรณีที่ความถี่ในย่านกลางต่ำลงไปถึงทุ้มมีลักษณะที่โด่ง (boom) ขึ้นมามากกว่าความถี่ย่านกลาง/แหลมแค่นิดหน่อย คือไม่เกิน 6dB แม้ว่าจะไม่เลวร้ายถึงขนาดไปกระตุ้น roommode ให้เกิดอาการก้องและหึ่ง แต่มันก็จะไปทำให้เกิด coloration ขึ้นกับเสียงได้ นั่นคือไปเสริมฐานของเสียงร้องและเสียงโน๊ตดนตรีในย่านกลาง (midrange) ของเครื่องดนตรีต่างๆ ให้อวบหนาขึ้นกว่าต้นฉบับ ซึ่งอาการนี้มักจะเกิดกับลำโพง 2 ทางวางขาตั้งมากกว่าลำโพงสามทางวางพื้น โดยเฉพาะลำโพงสองทางที่ออกแบบตัวตู้แบบ open port (ตู้เปิด) ที่มีราคาไม่สูงมาก

เทคนิคการบันทึกเสียงก็มีผลกับขนาดของเสียงร้องเช่นกัน

ลักษณะการเก็บเสียงของไมโครโฟนแบบต่างๆ

รูปแบบไมโครโฟนที่ใช้ในการบันทึกเสียงมีอยู่หลายรูปแบบ อีกทั้ง เทคนิคการบันทึกเสียงก็มีอยู่หลายรูปแบบ รวมกันแล้ว ทำให้ซาวนด์เอนจิเนียร์มีวิธีบันทึกเสียงร้องได้หลากหลายวิธี บ้างก็ใช้ไมโครโฟนแบบ Omnidirectional แค่ตัวเดียว บันทึกเสียงเป็น mono โดยให้นักร้องเข้าไปอยู่ในคอกกระจกที่กั้นขึ้นมาเป็นพิเศษ ซึ่งเสียงร้องที่ออกมาจะมีลักษณะที่หนา เข้ม โฟกัสคม แผ่ขยายอาณาเขตออกไปไม่กว้างมาก เนื่องจากคอกที่กั้นไว้จะช่วยไม่ให้เสียงร้องแผ่ออกไปสะท้อนผนังห้องบันทึกเสียงย้อนกลับมา ต่างจากการบันทึกเสียงร้องที่บันทึกสดในโถงกว้างๆ ซึ่งจะมีเสียงก้องสะท้อนของเสียงร้องจากผนังโถงแผ่เข้ามาประกอบเข้ากับตัวเสียงหลักของเสียงร้องของนักร้องคนนั้นด้วย เราจึงได้ยินเสียงร้องที่เปิดกว้าง แผ่ปลายเสียงไปได้ไกล และมีบอดี้ที่อวบใหญ่

ในขณะที่ซาวนด์เอ็นจิเนียร์บางคนชอบที่จะใช้ไมโครโฟน 2 ตัวในการบันทึกเสียงร้อง โดยจัดวางไมโครโฟนให้มีลักษณะครอสกันเหมือนตัวอัษร X ในภาษาอังกฤษ เรียกว่าเทคนิค XY Stereo ก็มีเยอะ หรือบางคนก็วางในแนวขนานกัน (A-B Stereo) ก็มี แล้วแต่เทคนิคของแต่ละคน เสียงที่ออกมาจะแตกต่างกันไป

เทคนิคการวางไมโครโฟนในการบันทึกเสียงร้องจะทำให้ได้ลักษณะของเสียงร้องออกมาต่างกันไปได้หลายรูปแบบ ยังไม่หมดแค่นั้น กว่าจะสำเร็จจากสตูดิโอมาเป็นเพลงให้เราฟัง เสียงร้องที่บันทึกมาจากมือของ recording engineer (เรียกว่าเบสิค แทรค) จะต้องถูกนำไปผ่านขั้นตอนการมิกซ์เข้ากับเสียงของเครื่องดนตรีอื่นๆ อีกขั้นตอนหนึ่ง ซึ่งซาวนด์เอนจิเนียร์ที่ดูแลการมิกซ์ฯ (เรียกว่า mixed engineer) จะเข้ามาทำให้เสียงของนักร้องที่บันทึกมาเกิดการเปลี่ยนแปลงไปได้อีก อย่างเช่น ถอยลึกเข้าไปอยู่เลเยอร์หลังๆ ของเวทีเสียงด้วยการถูกทำให้เบาลง (ลด level) กว่าเสียงเครื่องดนตรีอื่นๆ หรือบางทีก็มิกซ์ให้เสียงร้องลอยเด่นออกมาด้านหน้า โดยลดเสียงของเครื่องดนตรีอื่นๆ ให้เบากว่าเสียงร้อง ซึ่งสามารถทำได้หมด ขึ้นอยู่กับความต้องการของเจ้าของเพลงและโปรดิวเซอร์ที่ต้องการนำเสนอเพลงนั้นๆ ออกมา

สรุปว่า ขนาดของเสียงร้องจะออกมาเล็กกระทัดรัด หรืออวบหนาเป็นใบบัว ก็สามารถเป็นไปได้ทั้งนั้น สุดแล้วแต่ซาวนด์เอนจิเนียร์ที่ทำการมิกซ์เสียงเพลงนั้นๆ จัดทำออกมา

ควรจะพิจารณาอะไรของเสียงร้อง ในการเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพง

อย่างที่ผมกล่าวไว้ตอนต้นที่ว่า ในการเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพง อย่ายึดโฟกัสไปที่คุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่งเพียงข้อเดียว ให้พิจารณาคุณสมบัติข้ออื่นตามไปด้วยเสมอ การยึดเอา เสียงร้องเป็นตัวอ้างอิงในการเซ็ตอัพลำโพงถือว่าถูกต้องแล้ว ดีกว่าที่จะใช้เสียงทุ้มหรือเสียงแหลมเป็นตัวอ้างอิงในการเซ็ตอัพ เหตุผลก็เพราะว่า ทุกๆ เพลงที่เราฟังจะมีความถี่ในย่านเสียงกลางประกอบอยู่ทั้งสิ้น จะพูดว่า ทุกเพลงมีเสียงกลางประกอบอยู่ก็ได้ ส่วนเสียงทุ้มและเสียงแหลมนั้น มีโอกาสที่บางเพลงอาจจะไม่มีอยู่ หรือมีประกอบอยู่ในบางช่วงของเพลง โดยเฉพาะเสียงทุ้มนั้น บางเพลงอาจจะมีแค่ทุ้มต้นๆ ซึ่งไม่ทุกเพลงที่มีทุ้มต่ำๆ ดังนั้น การใช้เสียงร้องของนักร้องชายและหญิงเป็นตัวอ้างอิงในการเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพงจึงเป็นวิธีที่ถูกต้อง เพราะขณะที่เราขยับตำแหน่งลำโพงข้างหนึ่งข้างใด หรือทั้งสองข้างไปจากตำแหน่งเดิม เราไม่ได้แค่ขยับเคลื่อนความถี่ในย่านใดย่านหนึ่งไปจากเดิมเท่านั้น แต่เป็นการขยับเคลื่อนความถี่ ทั้งหมดที่ลำโพงคู่นั้นตอบสนองไปจากเดิม ถ้าเราใช้จุด ศูนย์กลางของ spectrum ที่เป็นเสียงกลางเป็นจุดอ้างอิงในการเซ็ตอัพ เมื่อเสียงกลางลงตัว เสียงทุ้มและแหลมก็จะลงตัวไปด้วยโดยปริยาย

หลักการใช้เสียงร้องของนักร้องหญิงและชายเป็นตัวอ้างอิงในการเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพง สามารถใช้ได้กับลำโพงทุกขนาด ตั้งแต่วางขาตั้งขนาดเล็กจิ๋ว ไปจนถึงตั้งพื้นขนาดใหญ่สูงท่วมหัว

เมื่อขนาดของตัวเสียงร้องไม่ใช่ประเด็นสำคัญเพียงอย่างเดียวที่ควรจะจับยึดเป็นหลักในการเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพง อย่างนี้แล้ว ในการเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพง เราควรจะพิจารณาตรงจุดไหนของเสียงร้องเพิ่มเติมอีก.?

เพื่อให้ผลของการเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพงของคุณมีความถูกต้องแม่นยำมากยิ่งขึ้น คุณต้องทำความรู้จักกับศัพท์เครื่องเสียงเพิ่มเติมขึ้นมาอีก 3 คำ ได้แก่

1.contrast dynamicหรือ ความต่อเนื่องของลักษณะการสวิงความดัง
2.3-D imagingหรือ ความเป็นสามมิติของตัวเสียงและ
3.stabilityหรือ ความนิ่ง

Contrast Dynamic” = ให้พิจารณาโดยตั้งใจฟังไปที่เสียงร้อง อย่างเดียวเป็นการรวบรวมสมาธิในการฟังเพื่อรับรู้ลักษณะการผ่อนหลักผ่อนเบาของเสียงร้องที่นักร้องคนนั้นบังคับเสียงออกมา ซึ่งตำแหน่งลำโพงที่ถูกต้องจริงๆ จะต้องทำให้คุณไม่เพียงแค่ ได้ยินคำร้องของนักร้องเท่านั้น แต่ต้องรู้สึกได้เลยว่า นักร้องคนนั้นปลดปล่อยคำร้องแต่ละคำร้องออกมาจากปากของเขา/เธออย่างไร, มีการลากหางเสียงที่พยางค์ไหนเป็นพิเศษ, มีการดันเสียงคำร้องไหนให้สูงขึ้นมา, คำร้องไหนใช้เสียงสูงหรือใช้เสียงต่ำ ถ้าเป็นเพลงที่บันทึกมาดี + ลำโพงดี + เซ็ตตำแหน่งลงตัวมากๆ คุณจะต้องรับรู้ได้ถึงอากัปกิริยาที่นักร้องคนนั้นใช้ในการควบคุมเสียงร้องแต่ละคำร้องออกมาด้วย อย่างเช่น เสียงสูดลมหายใจก่อนจะปลดปล่อยตำร้องออกมา, เสียงลมที่พุ่งผ่านริมฝีปาก หรือเสียงลูกคอที่ลากทอดปลายเสียงออกไปเป็นขยักๆ

3-D imaging” = อันนี้ฟังยาก ต้องอาศัยบันทึกเสียงมาดีมากๆ + ลำโพงดีมากๆ + ห้องฟังปรับสภาพอะคูสติกไว้ดีมากๆ + เซ็ตอัพลงตัวสุดๆ มันเป็นความรู้สึก อธิบายยากแต่มีอยู่จริง

stability” = ในเพลงทั่วๆ ไป ที่ไม่ใช่ขับร้องเดี่ยว นอกจากเสียงร้องแล้วจะมีเสียงเครื่องดนตรีอื่นๆ ที่บรรเลงพร้อมกับเสียงร้องอยู่ด้วย บางเพลงมีเสียงดนตรีอยู่ไม่กี่ชิ้นในขณะที่บางเพลงมีหลายชิ้นบรรเลงพร้อมกัน ตำแหน่งลำโพงที่เซ็ตอัพลงตัวจริงๆ เสียงร้องจะต้องนิ่งและแสดงรายละเอียดออกมาให้ได้ยินด้วยความชัดเจน คงที่ตลอดเวลา ไม่ว่าดนตรีอื่นๆ จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เสียงร้องก็จะต้องสถิตย์นิ่งทั้งตำแหน่งและรายละเอียดที่เป็น dynamic contrast และรูปทรงของตัวเสียงที่เป็นสามมิติจะต้องไม่เลือนไปเมื่อเสียงเครื่องดนตรีอื่นโหมเสียงดังขึ้นมา ถ้าพบว่าเสียงร้องมีอาการวูบวาบ คือชัดบ้างมัวบ้างแปรเปลี่ยนไปตามปริมาณของเสียงเครื่องดนตรีรายรอบ แสดงว่าตำแหน่งลำโพงยังไม่ลงตัว

สรุป

ลักษณะการกำหนดจุดนั่งฟังก็มีส่วนทำให้ขนาดของเสียงร้องเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน คือที่ระยะฟัง “nearfieldเราจะได้ขนาดของเสียงร้องที่ เล็กกว่าที่ตำแหน่งนั่งฟัง “midfieldและที่ตำแหน่ง “farfieldจะได้ตัวเสียงร้องที่มีขนาดใหญ่กว่าที่ตำแหน่ง “midfieldและ “nearfield

เมื่อเซ็ตตำแหน่งลำโพงลงตัวแล้ว เสียงร้องที่ได้ยินจากแต่ละอัลบั้มจะ ต้องมีความแตกต่างกันไป อย่างชัดเจนถ้าเปลี่ยนอัลบั้มฟังแล้วลักษณะเสียงร้องที่ออกมายังคงมีลักษณะของขาดตัวเสียงที่เหมือนกันทุกเพลง แสดงว่าลักษณะการเซ็ตอัพลำโพงไป block ให้เสียงกลางมีลักษณะแบบนั้นตลอดเวลา.. ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะถ้าเราพยายามบิดให้เสียงร้องออกมาเป็นไปตามที่เราคิด (หรือแบบที่เราชอบ) มันจะส่งผลให้คุณสมบัติด้านอื่นของเสียงเสียไปด้วย อย่างเช่นไดนามิกอั้นสวิงไม่สุด, เวทีเสียงคงรูปอยู่แบบเดียว ไม่กว้างและแคบไปตามต้นฉบับ, ฮาร์มอนิกของเสียงไม่แผ่ขยายออกมาจนสุด ฯลฯ

เสียงร้องในเพลงตัวอย่างที่แนะนำให้ใช้อ้างอิงในการปรับจูนตำแหน่งลำโพง

เพลง : Eleanor Rigby
ศิลปิน : Barbara Dickson
ลิ้งค์ TIDALhttps://tidal.com/browse/track/69348584

เพลง : It Don’t Matter To Me
ศิลปิน : Bread
ลิ้งค์ TIDALhttps://tidal.com/browse/track/79863200

เพลง : Walking on Sacred Ground
ศิลปิน : Janis Ian
ลิ้งค์ TIDALhttps://tidal.com/browse/track/67278681

เพลง : The Ballad on a Boat
ศิลปิน : Zhao Peng
ลิ้งค์ TIDALhttps://tidal.com/browse/track/8255215

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า