AccuEQ & AccuEQ Advance – เทคโนโลยีที่ใช้ในการปรับจูนเสียงระบบเซอร์ราวนด์ มัลติแชนเนล

AccuEQ เป็นระบบ Room Calibration ที่คิดค้นโดย Onkyo ออกแบบมาเพื่อใช้วัดค่าและปรับแต่งค่าเพื่อชดเชยให้กับสัญญาณเสียงที่เหมาะสมกับสภาพอะคูสติกของห้องที่แตกต่างกัน เพื่อให้ได้เสียงออกมาดีพอๆ กัน โดยไม่มีข้อจำกัดทางด้านสภาพอะคูสติกเข้ามาเกี่ยวข้อง

แนวคิดที่ทีมวิศวกรของ Onkyo ใช้ในการคิดค้น AccuEQ Room Calibration ตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริงที่ว่า มีปัจจัยแวดล้อมจำนวนมากที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการที่เราจะได้มาซึ่ง เสียงที่ดีบางปัจจัยสามารถวัดค่าได้ ในขณะที่บางปัจจัยขึ้นอยู่กับรสนิยม แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ทุกคนต้องการคืออยากให้อุปกรณ์ของพวกเขาทำงานได้ผลออกมาดีที่สุด โดยไม่มีข้อจำกัดของห้องเข้ามาเกี่ยวข้อง รวมถึงข้อจำกัดที่เกี่ยวกับตำแหน่งการวางลำโพงด้วย ซึ่งนี่ก็คือเป้าหมายแรกเริ่มในการคิดค้นและออกแบบเทคโนโลยีการปรับแต่งเสียงที่ชื่อว่า AccuEQ ขึ้นมา

AccuEQ เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการตรวจวัดและปรับแต่งสภาพอะคูสติกของห้อง (room acoustic calibration) ที่ประกอบอยู่ในเอวี รีซีฟเวอร์ของ Onkyo เฉพาะรุ่นที่ได้รับเลือก ซึ่งระบบ AccuEQ จะทำการปรับจูนลำโพงทุกตัวในระบบโฮมเธียเตอร์ของคุณ แม้ว่าลำโพงเหล่านั้นจะไม่ได้ถูกติดตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องตามมาตรฐานของ Dolby Labs. ร้อยเปอร์เซ็นต์ ระบบนี้จะช่วยปรับชดเชยให้ด้วยการตรวจวัดผลการทำงานของลำโพงแต่ละแชนเนลภายในห้องนั้นออกมา ซึ่งรวมถึงลักษณะของสภาพอะคูสติกภายในห้องนั้นด้วย หลังจากนั้น ก็จะนำผลการตรวจวัดที่ได้ไปทำการคำนวนและปรับชดเชยก่อนจะทำการขยายเสียงและส่งไปให้ลำโพงแต่ละแชนเนลให้สร้างออกมาเป็นสนามเสียงเซอร์ราวนด์ที่ตรงตามที่ถูกบันทึกมาในภาพยนตร์

ลักษณะการทำงานของ AccuEQ
Presence > Distance > SP Level > Crossover & Room EQ

ขั้นตอนปฏิบัติหลังจากแกะเอาเอวี รีซีฟเวอร์ของ Onkyo ออกมากล่องแล้ว > ทำการเชื่อมต่อลำโพงแต่ละแชนเนลเข้ากับตัวเอวี รีซีฟเวอร์ > จากนั้นก็ทำการเสียบไมโครโฟนที่ใช้ในการปรับจูนเสียงเข้าที่ตัวเอวี รีซีฟเวอร์ > ต่อทีวีมอนิเตอร์เข้ากับเอวี รีซีฟเวอร์ > เปิดเมนู OSD บนทีวีแล้วปฏิบัติตามขั้นตอนที่ปรากฏบนจอทีวีไปจนจบ ซึ่งตลอดทั้งขั้นตอนจะกินเวลาไม่กี่นาทีเท่านั้น มาดูกันว่า ช่วงเวลาที่โปรแกรม AccuEQ ทำงาน มันได้ทำอะไรไปบ้าง.?

ณ จุดเริ่มต้น AccuEQ จะให้ความสำคัญกับการเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพงที่ไม่ถูกต้องตามแพลทเทิ้นมาตรฐานของ Dolby Labs. เป็นหลัก โดยออกแบบซอฟท์แวร์ ให้ทำการปรับชดเชยเสียงของลำโพงแต่ละแชนเนลให้ เสมือนว่าถูกวางอยู่ในตำแหน่งตรงตามมาตรฐานให้มากที่สุด สิ่งแรกที่โปรแกรม AccuEQ เริ่มต้นทำคือ

1. Presence = ตรวจนับจำนวนลำโพงที่ติดตั้งอยู่ในขณะนั้น และตรวจเช็คความถูกต้องของการเชื่อมต่อสายลำโพงไปด้วยในตัว
2. Distance = ตรวจวัดระยะห่างระหว่างลำโพงแต่ละแชนเนลมาถึงจุดที่วางไมโครโฟนวัดเสียง (ซึ่งโดยมากจะวางไมโครโฟนไว้ตรงตำแหน่งนั่ง)
3. SP Level = ตรวจวัดความดังของลำโพงแต่ละแชนเนล ณ ตำแหน่งที่วางไมโครโฟนวัดเสียง
4. Crossover + Room EQ = ปรับจุดตัดความถี่ และปรับตั้งระดับความดังของลำโพงเพื่อชดเชยกับสภาพอะคูสติกในห้องนั้นๆ

รูปด้านบน เป็นภาพเปรียบเทียบผลของเสียงจากสภาพก่อนทำการปรับจูนเสียงด้วย AccuEQ (Before) แสดงสภาพการติดตั้งลำโพงเซอร์ราวนด์ในสภาพที่ไม่ตรงตามแพลทเทิ้นมาตรฐานที่ Dolby Labs. แนะนำไว้ รูปบน ซึ่งจะเห็นว่า ลำโพงด้านข้างกับด้านหลังถูกวางอยู่ในตำแหน่งที่ห่างจากจุดนั่งชมไม่เท่ากัน ผลคือทำให้สนามเสียงเซอร์ราวนด์ขาดความต่อเนื่องและเชื่อมโยงเป็นบรรยากาศเดียวกัน

ส่วนรูปล่าง คือสภาพจำลองหลังปรับจูนด้วย AccuEQ แล้วทำให้ตำแหน่งของลำโพงด้านข้างและด้านหลังถูกชดเชยให้ เสมือนว่าถูกขยับเลื่อนมาอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องตามมาตรฐานของโดลบี้ แลปฯ ทำให้เสียงของลำโพงทุกแชนเนลทั้งที่อยู่ด้านหน้าและด้านหลังวิ่งมาผสมผสานกันอย่างลงตัว ทำให้เกิดสนามเสียงที่กลืนเป็นเนื้อเดียวกัน แผ่คลุมไปทั่วห้องและโอบรอบตำแหน่งนั่งชมไปด้วย

AccuEQ Advance
ระบบปรับจูนเสียงที่สมบูรณ์แบบไปอีกขั้น!

AccuEQ Advance เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการตรวจวัดและปรับแต่งสภาพอะคูสติกของห้อง (room acoustic calibration) ระดับพรีเมี่ยมของ Onkyo ที่พัฒนาเพิ่มเติมขึ้นมาจาก AccuEQ เดิม ระบบ AccuEQ Advance จะถูกบรรจุอยู่ในเอวี รีซีฟเวอร์รุ่นที่ให้คุณภาพเสียงสูงถึงระดับอ้างอิงตามมาตรฐานโรงภาพยนตร์เท่านั้น

การทำงานของ AccuEQ Adance ก็ยังคงใช้พื้นฐานการตรวจวัดในส่วนของจำนวนลำโพง, ระยะห่างของลำโพงแต่ละแชนเนลกับจุดนั่งฟัง, ความดังของแต่ละแชนเนล และปรับตั้งจุดตัดความถี่ เหมือนกับขั้นตอนที่ AccuEQ ใช้ในการตรวจวัด ส่วนที่ AccuEQ Advance เพิ่มเติมเข้ามาก็คือ เพิ่มตำแหน่งในการตรวจวัดมากขึ้น จาก AccuEQ ที่วัดแค่ตำแหน่งเดียวมาเป็นวัดได้หลายตำแหน่ง ทำให้สามารถตรวจวัด standing wave หรือคลื่นเสียงที่เกิดการสั่นค้างอยู่ภายในห้องออกมาได้ และ AccuEQ Advance ยังได้ออกแบบอีควอไลเซอร์แบบพิเศษที่สามารถขจัดคลื่นสแตนดิ้งเวฟที่ว่านี้ขึ้นมาด้วย โดยบรรจุอยู่ในโปรแกรม AccuEQ Advance นอกจากนี้ AccuEQ Advance ยังมีความพิเศษอีกอย่างหนึ่งที่สามารถตรวจวัดสัญญาณรบกวนในระดับที่เป็น background noise ที่เบามากๆ อย่างเช่นเสียงฮัมของอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน อย่างเช่นเสียงแอร์, เสียงเครื่องฮีทเตอร์, เสียงลมของท่อเดรนอากาศ รวมถึงเสียงลมพัด (HVAC = Heating, Ventilation, Air & Conditioning) และสามารถขจัดเสียงรบกวนเบาที่เป็น background noise เหล่านี้ได้ด้วย ซึ่งมีผลทำให้การตรวจวัดค่าเบื้องต้นของ AccuEQ มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น ค่าที่วัดได้ก็จะมีความเที่ยงตรงตามความเป็นจริง ส่งผลให้การคำนวนและกำหนดค่าต่างๆ ในการชดเชยก็ทำให้ได้ความถูกต้องมากยิ่งขึ้น

Standing Waves คือศัตรูตัวร้ายของเสียง

สแตนดิ้งเวฟ (Standing Wave) คือ คลื่นเสียงที่มีความถี่คงที่ที่เกิดขึ้นภายในห้อง ซ้ำอยู่ตำแหน่งเดิมๆ โดยไม่ได้เคลื่อนย้ายตัวเองไปตามเสียงของหนังที่ดู ซึ่งความถี่ที่เกิดค้างอยู่กับที่นี้จะไปรบกวนคุณภาพเสียงของแหล่งต้นทางที่ออกมาจากลำโพงโดยตรง ขัดขวางการรับรู้รายละเอียดของเสียง ทำให้ไดนามิกของเสียงแย่ลง โดยเฉพาะความถี่ต่ำในย่านเสียงเบส การตรวจวัดความถี่เสียงหลายจุดทำให้เห็นถึงรูปแบบของความถี่ต่างๆ ที่ก้องสะท้อนไปมาอยู่ภายในห้องและรู้ว่าตำแหน่งใดบ้างที่มีปัญหาสแตนดิ้งเวฟ โปรแกรม AccuEQ Advance อาศัยข้อมูลที่ตรวจวัดได้นี้เป็นโจทย์ในการปรับตั้งค่าอีควอไลเซอร์เพื่อขจัดคลื่นความถี่ที่เป็นสแตนดิ้งเวฟออกไปจากระบบ เมื่อคลื่นเสียงที่โด่งเป็นสแตนดิ้งเวฟถูกขจัดทิ้งไป จึงส่งผลให้โฟกัสของตำแหน่งเสียงโดยรวมมีความชัดเจนมากขึ้น ไดนามิกของเสียงก็สวิงได้กว้างขึ้น รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ก็ปรากฏออกมามากขึ้น ตรงตามต้นฉบับมากขึ้น

รูปบนจำลองลักษณะของคลื่นเสียงที่ไหลเวียนอยู่ภายในห้องก่อนทำการปรับจูนด้วย AccuEQ Advance จะเห็นว่า มีอยู่ 4 ตำแหน่งในห้องที่เกิดปัญหาสแตนดิ้งเวฟ ซึ่งระดับความรุนแรงของปัญหาแตกต่างกันในแต่ละตำแหน่ง เรียงตามลำดับจากเบาไปหาหนักคือ A, B, C และ D ซึ่งความหนักเบาของปัญหาสแตนดิ้งเวฟอยู่ที่ peak หรือความดังสูงสุดของความถี่ที่เป็นต้นกำเนิดของคลื่นสั่นค้างนั่นเอง สมมุติว่า ในห้องนี้เกิดสแตนดิ้งเวฟที่ความถี่ 60Hz ขึ้น 4 จุดตามภาพ เมื่อปล่อยสัญญาณเสียงที่มีความถี่อยู่ที่ 60Hz ออกไปในห้องแล้วทำการวัดความดัง จะพบว่า ความถี่ 60Hz ที่จุด D มีความดังสูงสุด ในขณะที่จุด C, B และ A ลดหลั่นกันลงมาตามลำดับ ซึ่งหากปล่อยไว้แบบนี้ เมื่อใดก็ตามที่มีเสียงของภาพยนตร์หรือเสียงเพลงที่มีความถี่ 60Hz ปรากฏออกมาจากลำโพง เสียงของความถี่ 60Hz จากลำโพงจะถูก boost ด้วยสแตนดิ้งเวฟให้มีความดังเพิ่มสูงขึ้นไปอีกมากจนส่งผลทำให้เสียงที่ความถี่ 60Hz นี้ไปบดบังความถี่อื่นๆ ส่งผลกระทบต่อรายละเอียดของเสียงที่ความถี่ใกล้เคียงที่เกี่ยวข้องกับความถี่ 60Hz อย่างเช่น 15Hz, 30Hz, 120Hz, 240Hz, 480Hz … ให้มีลักษณะที่พร่าเลือนไป

ภาพล่างจำลองลักษณะของคลื่นเสียงที่ครอบคลุมอยู่ภายในห้องหลังจากทำการขจัดแก้ปัญหาสแตนดิ้งเวฟออกไปแล้ว ทำให้สัญญาณเสียงจากลำโพงสามารถสวิงไดนามิกออกมาได้เต็มที่มากที่สุด ส่งผลให้รายละเอียดของเสียงทุกความถี่ถูกแจกแจงออกมาได้อย่างครบถ้วน ตรงตามต้นฉบับมากที่สุด

Keep Your Speakers in Character
รักษาบุคลิกเสียงลำโพงของคุณเอาไว้..

ปกติแล้ว ความถี่ในย่านกลางขึ้นไปถึงสูงมักจะไม่ค่อยสร้างปัญหา Standing Wave ให้กับห้องมากเท่ากับความถี่ในย่านต่ำ

จากภาพด้านบน ทางซ้ายมือ (กราฟสีฟ้า) คือลักษณะการตอบสนองความถี่เสียงของลำโพง ซึ่งในการปรับจูนเสียงของลำโพงทุกคู่ก่อนส่งออกจากโรงงาน ลำโพงทุกคู่จะถูกปรับจูนเสียงภายในห้องไร้เสียงสะท้อน ซึ่งไม่มีสแตนดิ้งเวฟ และไม่มีการสะท้อนของคลื่นเสียงจากผนังทุกด้าน ส่วนภาพกราฟสีส้มทางขวามือ เป็นลักษณะความถี่ที่เกิดปัญหาสแตนดิ้งเวฟภายในห้อง สังเกตว่า จะมีเฉพาะความถี่ในย่านกลางลงไปถึงทุ้มเท่านั้น ในย่านสูงไม่มีปัญหาสแตนดิ้งเวฟ

เมื่อเกิดปัญหาสแตนดิ้งเวฟขึ้นภายในห้อง คลื่นสแตนดิ้งเวฟที่เกิดขึ้นภายในห้องจะเข้าไปผสมกับคลื่นเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของลำโพงที่ถูกออกแบบมา ซึ่งการผสมรวมของคลื่นเสียงของห้องกับคลื่นเสียงที่ออกมาจากลำโพงจะมีผลเยอะมากในย่านเสียงกลางลงไปถึงทุ้ม ซึ่งลักษณะการผสมรวมกันนี้จะเกิดขึ้นใน 2 ลักษณะสำหรับความถี่เดียวกันที่มาจากสองแหล่งคือห้องกับลำโพง ลักษณะแรกคือ เสริมกันซึ่งเกิดขึ้นเมื่อความถี่เดียวกันที่มาจากสองแหล่งมาเจอกันในจังหวะที่เฟสสัญญาณอยู่ในเฟสเดียวกัน นั่นคือ เฟสบวกเจอกับเฟสบวก หรือเฟสลบเจอกับเฟสลบ ซึ่งผลทางเสียงคือจะทำให้ความถี่นั้นมีความดังมากขึ้นเท่ากับความดังที่มาจากลำโพง+ความดังของสแตนดิ้งเวฟที่เกิดจากห้อง

ลักษณะที่สองคือ หักล้างกันซึ่งเกิดขึ้นตรงข้ามกับกรณีแรก คือ เกิดขึ้นเมื่อความถี่เดียวกันที่มาจากสองแหล่งมาเจอกันในจังหวะที่เฟสสัญญาณอยู่ในเฟสตรงข้ามกัน อย่างเช่น ความถี่เดียวกันที่เป็นเฟสบวกจากลำโพงมาเจอกับความถี่เดียวกันที่เป็นเฟสลบจากสแตนดิ้งเวฟ หรือในทางตรงข้าม ซึ่งจะทำให้ความดังของความถี่นั้นลดเบาลง

AccuEQ Advance จะทำการขจัดสแตนดิ้งเวฟของห้องฟังออกไป ด้วยการสร้างความถี่เดียวกันกับสแตนดิ้งเวฟขึ้นมาแต่ทำให้มีเฟสตรงข้ามเพื่อหักล้างคลื่นสแตนดิ้งเวฟออกไป ในขณะที่ความถี่ย่านกลางและแหลมของลำโพงจะไม่ถูกแตะต้อง ทำให้เสียงของลำโพงปรากฏออกมาตามที่ผู้ออกแบบปรับจูนมาจริงๆ

AccuReflex
ทำแม็ทชิ่งทางด้านเฟสสัญญาณให้กับลำโพง Dolby Atmos Enabled

ระบบเสียง Dolby Atmos แบบที่ใช้ลำโพงยิงเสียงสะท้อนจากเพดานลงมาที่จุดนั่งฟัง ก็ได้รับการปรับปรุงคุณภาพเสียงด้วย AccuEQ Advance ด้วยเช่นกัน

ลำโพง Atmos Enabled Speaker จะหงายทำมุมเฉียงยิงขึ้นไปบนฝ้าเพดาน ทำให้มีส่วนหนึ่งของคลื่นเสียงจากลำโพงที่วิ่งตรงเข้าสู่จุดนั่งฟัง (Direct Sound) กับอีกส่วนหนึ่งที่สะท้อนทำมุมย้อนกลับลงมาที่จุดนั่งฟัง (Reflected Sound) แต่เนื่องจากลักษณะการติดตั้งลำโพง Atmos Enabled Speaker ที่แปะติดอยู่บนลำโพงคู่หน้า ซึ่งในแต่ละห้องย่อมมีระยะห่างระหว่างลำโพงคู่หน้ากับตำแหน่งนั่งฟังที่แตกต่างกัน รวมถึงระยะความสูงของฝ้าเพดานด้วยที่ไม่เท่ากัน จึงมีโอกาสมากที่จะทำให้คลื่นเสียงส่วนที่เป็น Reflected Sound ที่มาจากลำโพง Atmos Enabled Speaker วิ่งมาถึงตำแหน่งนั่งฟัง “ไม่พร้อม” กับเสียง Direct Sound ที่มาจากลำโพง Atmos Enabled Speaker ตัวเดียวกัน

ฟังท์ชั่น AccuReflect ที่อยู่ใน AccuEQ และ AccuEQ Advance จะทำการปรับจูนเสียงส่วนที่เป็น Reflected Sound จากลำโพง Atmos Enabled Speaker ให้เดินทางมาถึงตำแหน่งนั่งฟังพร้อมกับส่วนที่เป็น Direct Sound โดยมีเฟสที่ตรงกัน จึงทำให้ผู้ฟังรับรู้การเคลื่อนที่ของเสียงด้านบนได้ชัดเจนมากขึ้น /

*******************

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า