Polk Audio : Signature S20 vs. RTi A1 – กับคำถามที่ว่า เราจะได้อะไรจาก “ลำโพงไฮเรซฯ” ?

ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา ผู้ผลิตลำโพงแทบทุกเจ้าต่างก็เริ่มพัฒนาลำโพงของตนให้มีคุณภาพสูงขึ้นไปอีกระดับ เพื่อก้าวข้ามมาตรฐานเดิมๆ มุ่งหน้าสู่คุณภาพระดับ Hi-Res Audioซึ่งเป็นมาตรฐานล่าสุดที่ถูกกำหนดขึ้นมาใหม่ นั่นคือที่มาของสเปคฯ Frequency Response (ความถี่ตอบสนอง) กับ Dynamic Range (ความดัง) ที่เปิดกว้างมากขึ้น

* Hi-Res Audio คืออะไร.?

เป็นเรื่องน่ายินดีที่ทราบว่า มาถึงวันนี้ ความพยายามที่ว่านั้นได้ถูกถ่ายทอดลงมาถึงลำโพงราคาประหยัดแล้ว กับปรากฏการณ์ล่าสุดคือลำโพงซีรี่ย์ “Signatureของ Polk Audio ที่มีโลโก้ “Hi-Res Audioพิมพ์กำกับอยู่บนกล่องอย่างชัดเจน พร้อมตัวเลข Frequency Response ในสเปคฯ ที่ระบุชัดว่าสามารถตอบสนองความถี่สูงขึ้นไปได้ถึง 40kHz เป็นไปตามมาตรฐานที่ JEITA กำหนดไว้

เราจะได้อะไรจากลำโพงไฮเรซฯ ?

ไม่มีวิธีไหนจะตอบคำถามนี้ได้ชัดเท่ากับทดลองฟังด้วยหู และการทดลองฟังลำโพงจากผู้ผลิตแบรนด์เดียวกันจะยิ่งทำให้สามารถรับรู้ถึงความแตกต่างได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และจะยิ่งชัดไปกว่านั้นอีกมาก ถ้าได้ลองฟังลำโพงจากผู้ผลิตแบรนด์เดียวกัน และเป็นรุ่นที่พัฒนาต่อเนื่องกันมา

ผมได้รับลำโพงมาทดลองฟัง 2 คู่ จากบริษัท CMG/Powerbuy ยี่ห้อ Polk Audio เป็นลำโพงวางหิ้งทั้งสองคู่ เพื่อใช้ลองฟังหาคำตอบต่อคำถามข้างต้นที่ว่า เราจะได้อะไรจากลำโพงที่มีสเปคฯ ตรงตามมาตรฐานใหม่ Hi-Res Audio ซึ่งลำโพงทั้งสองคู่นี้เป็นลำโพงที่เป็นรุ่นที่พัฒนาต่อเนื่องกันมา

คู่แรกชื่อรุ่นว่า RTiA1 ซึ่งเป็นลำโพงสองทางวางหิ้งรุ่นเล็กสุดในอนุกรม “RTiAที่ออกมาตั้งแต่ปี 2007 ซึ่งก็ถือว่า RTiA1 เป็นอนุกรมที่พัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงกว่ามาตรฐานเดิมๆ ขึ้นมาระดับหนึ่งแล้ว ดูได้จากความสามารถในการตอบสนองความถี่เสียงที่ไปได้สูงถึง 27,000Hz แม้ว่าจะยังไม่ถึงมาตรฐาน Hi-Res Audio ที่กำหนดโดย JEITA ก็ตาม (ราคาขายปัจจุบันของลำโพงรุ่น RTiA1 นี้อยู่ที่ คู่ละ 11,900 บาท)

ส่วนอีกคู่ชื่อรุ่น S20 เป็นรุ่นกลางๆ ของอนุกรม “Signatureที่เพิ่งออกมาใหม่ล่าสุด และเป็นอนุกรมที่สามารถพัฒนาประสิทธิภาพขึ้นไปถึงมาตรฐาน Hi-Res Audio ที่ JEITA กำหนดไว้ นั่นคือถ่ายทอดเสียงขึ้นไปได้สูงถึง 40,000Hz (ราคาขายในปัจจุบันของรุ่น S20 อยู่ที่ คู่ละ 14,900 บาท สูงกว่า RTiA1 อยู่สามพันบาท)

หากดูจากตารางเทียบสเปคฯ ข้างต้น จะเห็นว่า รุ่น RTiA1 ใช้ไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์ขนาดเล็กกว่ารุ่น S20 อยู่นิ้วกว่าๆ ส่วนสเปคฯ ตัวอื่นก็ถือว่าอยู่ในระดับเดียวกัน เหตุผลที่ทาง CMG/Powerbuy เลือกลำโพงสองรุ่นนี้มาให้ผมทดลองฟังเปรียบเทียบก็คือ ราคาขายซึ่งอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน เพราะถ้าเป็นรุ่น RTiA3 ซึ่งใหญ่กว่า RTiA1 ขึ้นมาอีกรุ่นนั้น ราคาขายจะกระโดดห่างจากรุ่น S20 ไปไกลเกินไป

ซ้าย RTiA1 (x x ) = 7.38 x 12 x 11.5 นิ้ว / น้ำหนัก 5.44 กิโลกรัม
ขวา S20 (x x ) = 8.5 x 14.8 x 13.8 นิ้ว / 7.71 กิโลกรัม

เปรียบเทียบส่วนสัดก่อนลงนวมกันหน่อย จากภาพข้างบน จะเห็นว่า S20 ตัวใหญ่กว่าพอสมควร ต้นเหตุก็เพราะว่า S20 ใช้มิด/วูฟเฟอร์ขนาดใหญ่กว่า จึงต้องการปริมาตรอากาศภายในตัวตู้มากกว่า ผลจึงทำให้ตัวตู้ของ S20 มีส่วนสัดที่ใหญ่กว่า RTiA1 ทุกพิกัด

ชุดที่ใช้ในการทดลองฟัง

เป้าหมายในการทดลองฟังเปรียบเทียบลำโพงทั้งสองคู่นี้ก็เพื่อตรวจสอบดูว่า ถ้าลำโพงถูกออกแบบมาให้มีคุณสมบัติที่รองรับมาตรฐาน Hi-Res Audio ได้แล้ว เราจะได้มรรคผลอะไรกลับมาจากลำโพงที่มีสเปคฯ สูงๆ แบบนี้บ้าง.?

เพื่อให้การทดลองฟังครั้งนี้ได้ผลสรุปที่มีน้ำหนัก ไม่ใช่เฉพาะแค่ใช้ไฟล์เสียงไฮเรซฯ ในการทดลองฟังเท่านั้น แม้แต่ชุดเครื่องเสียงที่ใช้ทดลองฟังลำโพงทั้งสองคู่นี้ก็ควรจะต้องมีสเปคฯ ที่ได้มาตรฐาน Hi-Res Audio ด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเลือกใช้ source และ amplifier ที่มีสเปคฯ ไปถึงมาตรฐาน Hi-Res Audio ในการลองฟังลำโพงทั้งสองคู่นี้ด้วย ซึ่งในส่วนของ source หรือแหล่งต้นทางสัญญาณนั้น ผมเลือกใช้ฮาร์ดแวร์+ซอฟท์แวร์ roonlabs รุ่น nucleus+ เป็นตัวเล่นไฟล์เพลง (A) โดยเก็บไฟล์เพลงไว้ใน ext.HD แบบโซลิสเตทของ Samsung รุ่น T3 (250GB) แล้วส่งสัญญาณไฮเรซฯ จาก nucleus+ ไปให้ภาค DAC ในตัว Accuphase รุ่น DP 430 (B) สลับกับภาค DAC ในตัวอินติเกรตแอมป์ Cambridge Audio รุ่น EDGE A (C) ซึ่งถูกใช้เป็นแอมป์ขับลำโพงทั้งสองคู่ด้วย

Cambridge Audio รุ่น EDGE A มีกำลังขับอยู่ที่ 100W ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่า 75% ของกำลังขับสูงสุดที่ลำโพงทั้งสองคู่แนะนำไว้ ทำให้มั่นใจว่า กำลังขับของ EDGE A มีอยู่มากพอที่จะขับดันคุณภาพของลำโพงทั้งสองคู่ออกมาได้อย่างเต็มที่ทุกระดับวอลลุ่มอย่างแน่นอน

ผลการทดลองฟังเปรียบเทียบ

จริงๆ แล้ว เสียงที่ผมได้ยินจากลำโพงรุ่น RTiA1 ก็นับว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากแล้ว โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงขนาดของตัวลำโพงซึ่งค่อนข้างเล็กมาก แต่มันให้เสียงที่หลุดตู้และเปิดกว้างมาก เกินกว่าขนาดของตัวลำโพงไปเยอะทีเดียว สมแล้วกับที่ได้รับคำชมจากนักวิจารณ์หลายสำนักในเมืองนอก ถึงแม้ว่าตัวตู้จะดูเล็กกระทัดรัด และใช้ไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์ขนาดแค่ห้านิ้วนิดๆ แต่เสียงทุ้มที่มันถ่ายทอดออกมามีทั้งความลึกและน้ำหนักที่ฟังดูปริมาณเกินตัวไปมาก ต้นเหตุเป็นเพราะระบบตัวตู้ที่ออกแบบผนังตู้ให้เรียวลู่ลงไปทางด้านหลัง ช่วยลดเรโซแนนซ์ภายในตัวตู้ลงไปได้มากเมื่อเปิดดังๆ และรุ่นนี้ยังใส่ท่อระบายอากาศมาถึง 2 ท่อ ที่ด้านหน้าและด้านหลัง ทำให้อากาศภายในตัวตู้ถูกปลดปล่อยออกมาภายนอกได้มาก

การที่ตัวตู้ถูกออกแบบมาให้สามารถปลดปล่อยอากาศภายในออกมาได้มาก มีผลทั้งต่อเสียงทุ้มเองและยังส่งผลต่อเนื่องไปถึงเสียงกลางขึ้นไปถึงแหลมด้วย คือเมื่ออากาศภายในตัวตู้มีทางไหลเวียนออกไปนอกตู้ได้มาก ก็เป็นการช่วยลดแรงต้านของอากาศที่กระทำต่อการขยับตัวของไดอะแฟรมของตัวมิด/วูฟเฟอร์โดยทางอ้อม ทำให้ไดอะแฟรมของตัวมิด/วูฟเฟอร์สามารถขยับเคลื่อนตัวเดินหน้าถอยหลังได้อย่างฉับไวและรุนแรงตรงตามลักษณะของสัญญาณเพลงมากขึ้น

เสียงเบสที่พุ่งออกมาจากตัวตู้ด้านหลังได้ถูกควบคุมด้วยแผงพลาสติกแข็งที่ทำเป็นรูปกรวยแหลมทิ่มเข้าไปตรงกลางของรูท่อระบายเบสด้านหลัง เพื่อช่วยจัดระเบียบมวลอากาศที่นำพาเสียงทุ้มออกจากตัวตู้ให้แผ่กระจายออกไปโดยรอบ ลดแรงปะทะกับผนังห้องด้านหลังตัวตู้ลงไปได้ระดับหนึ่ง และเมื่อรู้ระยะทางที่แน่นอนระหว่างปากท่อระบายอากาศไปถึงแผ่นพลาสติกที่รองรับอยู่ด้านหลัง จึงง่ายต่อการคำนวนปริมาณเสียงทุ้มให้สมดุลกับเสียงกลางแหลมที่เกิดขึ้นด้านหน้าตู้ ซึ่งจะมีความสมดุลไปตลอดไม่ว่าคุณจะจัดวางลำโพงห่างผนังหลังมากน้อยแค่ไหนก็ตาม

PowerPort ของรุ่น S20 ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเมื่อเทียบกับแบบที่ใช้กับรุ่น RTiA1 (มุมบนซ้าย)

เทคนิคการใช้แผงเดือยแหลมพลาสติกจัดการเสียงทุ้มจากรูระบายอากาศที่ Polk Audio ออกแบบขึ้นมานี้มีชื่อว่า PowerPort ซึ่งทำให้ได้เสียงทุ้มที่มีมวลเข้ม มีโฟกัส แยกตัวออกไปจากเสียงกลางแหลมได้เด็ดขาด ซึ่งเทคนิคพิเศษนี้ได้ถูกนำมาใช้กับลำโพงอนุกรม Signature ด้วย

A/B Listening Test

ผมมีอัลบั้มเพลงที่ใช้ทดสอบ ความเป็นไฮเรซฯของลำโพงที่มักจะหยิบมาใช้อยู่ 3 – 4 อัลบั้ม ซึ่งเพลงเหล่านี้จะมีแบนด์วิธที่เปิดกว้างเป็นพิเศษ คือประกอบด้วยสัญญาณเสียงดนตรีตั้งแต่แหลมขึ้นไปสูงมากๆ และลาดลงไปจนถึงย่านทุ้มที่ต่ำลึกมาก และความถี่ทั้งหมดนั้นถูกเล่นประสานกันตลอดทั้งเพลงด้วย ไม่ได้โผล่มาแค่บางช่วง

artist : Lorde
album : Pure Heroine

หลังจากทดลองฟังด้วยเพลงหลากหลายรูปแบบมาแล้ว ผมตกลงใจหยิบเลือกโจทย์ที่ยากมากๆ สำหรับการทดสอบความสามารถของลำโพงสองทางวางหิ้งมาวัดผลความสามารถของลำโพง Polk Audio สองคู่นี้

งานอัลบั้มชุด Pure Heroine เป็นงานชิ้นแรกของศิลปินชาวนิวซีแลนด์ที่ใช้ชื่อในวงการดนตรีว่า Lorde แนวเพลงของอัลบั้มนี้ออกไปทางอิเล็กโทรพ๊อพที่มีเลเยอร์ของดนตรีซับซ้อน และในแทบทุกเพลงจะมีการใช้เสียงของโน๊ตเบสที่มีความถี่ต่ำประกอบไปตลอด บีทของแต่ละเพลงมีความแตกต่างกันไป มีทั้งช้า, ปานกลาง และเร็ว ซึ่งลำโพงที่ให้ resolution ที่ดีมากๆ จะต้องสามารถแกะเลเยอร์ของ ทุกเสียงโน๊ตดนตรีในแต่ละเพลงที่อยู่ในอัลบั้มนี้ออกมาได้อย่างหมดจด ซึ่งนับว่าเป็นโจทย์ที่ยากมากสำหรับลำโพงสองทางวางหิ้ง เพราะถ้าออกแบบมาไม่ดีพอ ทั้งโครงสร้างของตัวตู้ที่ไม่แกร่งพอ และไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์ที่ใช้ไม่แกร่งพอ จะทำให้เสียงโดยรวมออกมามั่ว คลุมเครือ แยกแยะไม่ดี เน้นย้ำจังหวะไม่ขาด ซาวนด์สเตจจะหดตัว ไม่แผ่ขยายออกไป ช่องไฟระหว่างตัวโน๊ตในเพลงก็จะไม่โปร่งใส ไดนามิกเร้นจ์จะแคบเพราะถูก compressed สวิงดังเบาได้ไม่กว้าง ฟังแล้วจะไม่รู้สึก อินไปกับอารมณ์ของเพลง

ซึ่งการประเมินคุณสมบัติ ความเป็นไฮเรซฯของลำโพงในความหมายของผม ผมไม่ได้มองแค่ว่ามันจะสามารถรับมือกับไฟล์เพลง Hi-Res Audio ได้อย่างเดียว แต่ผมจะมุ่งพิจารณาไปใน 2 คุณสมบัติ อย่างแรก – คือความสามารถในการปลดปล่อย ไดนามิกเร้นจ์ของเสียงดนตรีที่มีความซับซ้อนมากๆ ซึ่งเกิดจากเสียงของโน๊ตดนตรีหลายๆ ชนิดที่ประเดประดังออกมาพร้อมกัน โดยพิจารณาว่าเสียงที่ปรากฏออกมามีอาการ อั้น หรือ ตื้อ” (compressed) เกิดขึ้นหรือไม่.?

คุณสมบัติข้อสองที่ผมพิจารณา – คือความสามารถในการถ่ายทอด ความถี่ของเสียงว่าลำโพงทั้งสองคู่นี้ คู่ไหนสามารถปลดปล่อยความถี่ของเพลงนั้นๆ ออกมาได้ครบมากกว่ากันแค่ไหน เนื่องจากอัลบั้มเพลงที่ผมเลือกมาทดสอบครั้งนี้มีช่วงความถี่ของโน๊ตดนตรีในแต่ละแทรคที่เปิดกว้างมากเป็นพิเศษ ผมเคยทดสอบกับซิสเต็มขนาดใหญ่ที่ให้แบนด์วิธของเสียงที่กว้างมากๆ มาแล้ว และรับรู้มาแล้วว่าในแทรคต่างๆ ของเพลงเหล่านี้มีเสียงอะไรอยู่บ้าง ซึ่งแน่นอนว่า ลำโพงสองทางวางหิ้งทั้งสองคู่นี้ไม่น่าจะปลดปล่อยรายละเอียดเสียงของเพลงที่ผมเอามาทดสอบออกมาได้ครบทั้งหมด และนี่ก็คือโจทย์ที่ผมตั้งไว้ โดยดูว่า ลำโพงทั้งสองคู่นี้ คู่ไหนมีความสามารถในการถ่ายทอดเสียงออกมาได้ดีกว่ากันทั้งสองคุณสมบัติที่ผมตั้งโจทย์ไว้

ทำไมเลือกใช้ไฟล์เพลง WAV 16/44.1 เป็นตัวตัดสิน.? อย่างที่ผมเกริ่นมาในย่อหน้าข้างต้น ผมพิจารณาที่ ความเป็นไฮเรซฯของลำโพง นั่นคือ ความสามารถในการถ่ายทอดคุณสมบัติหลักของเสียงคือ “dynamic rangeกับ “frequency rangeว่าลำโพงทั้งสองคู่นี้ตอบสนองออกมาได้ดีแค่ไหน ซึ่งเหตุผลที่ผมเลือกไฟล์ WAV 16/44.1 ที่ริปมาจากแผ่นซีดีเป็น source ในการทดสอบคุณสมบัติทั้งสองข้อนี้ก็เพราะว่าผมมองว่า ถ้าลำโพงมีความสามารถรองรับความถี่ได้กว้าง เกินมาตรฐาน 20Hz – 20kHzแบบเดิมๆ มาแล้ว มันก็ควรจะถ่ายทอดทั้ง “dynamic rangeและ “frequency rangeที่เป็นมาตรฐานของ CD ออกมาได้หมดด้วย

สิ่งที่ผมได้ยิน

หลังจากได้ลองฟังด้วยเพลงในอัลบั้มชุด Pure Heroine สลับกันไปมาระหว่างลำโพงทั้งสองคู่นี้ไปแล้ว ผมพบว่า RTiA1 ก็ให้เสียงที่ดีน่าพอใจมากอยู่แล้ว แต่เมื่อสลับเปลี่ยนไปฟัง S20 ผมพบว่า สเกลของเสียงโดยรวมถูกขยายขึ้นไปอีก อย่างแรกคือซาวนด์สเตจของแต่ละเพลงถูกตีแผ่ออกมามากขึ้น แผ่กว้างมากขึ้นทั้งสามมิติ ส่งผลให้รายละเอียดที่ประกอบซ้อนกันอยู่ในเลเยอร์ต่างๆ ของแต่ละเพลงถูกนำเสนอออกมาให้ได้ยินชัดขึ้น

เมื่อพิจารณาในแง่ของ “frequency rangeผมพบว่า S20 ทำคะแนนเหนือ RTiA1 ไปหลายแต้ม ในตอนแรกที่ฟังผ่าน RTiA1 ผมพบว่า ตัวโน๊ตดนตรีแต่ละเสียงมีลักษณะที่คมเข้ม เนื้อแน่น ข้นและหนา แต่เมื่อเปลี่ยนไปฟังผ่าน S20 วูบแรกที่รู้สึกคือเวทีที่กว้างขึ้น วูบที่สองที่รู้สึกคือ บอดี้ของโน๊ตดนตรีแต่ละตัวไม่เข้มหนาเหมือนตอนฟังผ่าน RTiA1 และรู้สึกได้ว่า อิมเมจของเสียงโน๊ตดนตรีทั้งหมดมันถอยห่างจากจุดที่ผมนั่งฟังออกไปมากกว่าตอนฟังผ่าน RTiA1 ซึ่งผมจัดที่นั่งฟังแบบ nearfield โดยที่ตำแหน่งนั่งจริงดึงห่างจากจุด sweet spot ออกมาประมาณ 2 ฟุต เป็นระยะที่รับรู้ทุกอย่างได้ดีที่สุด

หลังจากได้ฟังหลายๆ แทรคในอัลบั้มนี้เพื่อเปรียบเทียบประเด็นข้างต้นนี้ ผมสรุปได้ว่า S20 ให้มวลแอมเบี๊ยนต์ที่เป็นฮา์มอนิกในย่านเสียงสูง (ที่ทอดตัวขึ้นไป) และในย่านเสียงทุ้ม (ที่ทอดตัวลงไป) ออกมามากกว่า RTiA1 ทำให้ฟังแล้วรู้สึกได้ว่า มีมวลแอมเบี๊ยนต์บางๆ ห่อหุ้มอยู่โดยรอบเสียงโน๊ตดนตรีที่ฟังจาก S20 ในขณะที่ RTiA1 แสดงคุณสมบัติข้อนี้ออกมาน้อยกว่า นั่นคือเหตุผลที่ RTiA1 ให้เสียงของแต่ละตัวโน๊ตออกมาเข้มกว่า เพราะมันไม่มีมวลแอมเบี๊ยนต์มาห้อมล้อมนี่เอง

ในบางอารมณ์ กับบางช่วงของบางเพลงในอัลบั้มนี้ ผมแอบเทคะแแนนให้ RTiA1 เพราะเนื้อเสียงที่หนาข้นของมัน แต่พอฟังไปนานๆ โดยภาพรวม ผมพบว่า มวลแอมเบี๊ยนต์ที่ S20 ให้ออกมามันส่งผลทำให้เสียงโน๊ตดนตรีเหล่านั้นฟังดูมีชีวิตมากกว่า มีความฉ่ำชื่นมากกว่า และถึงตอนนี้ เมื่อผมพิจารณาคุณสมบัติทางด้าน dynamic range เข้ามาประกอบกัน ผมก็เทคะแนนให้ S20 เยอะมาก เพราะ S20 ให้ contrast dynamic ที่กว้างกว่า RTiA1 มากพอสมควร และน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ S20 ได้คะแนนรวมสูงกว่า RTiA1 ในการฟังเทียบกันครั้งนี้

แม้ว่าเพลงในอัลบั้มนี้จะมีเสียงของอิเล็กทรอนิคเข้ามาประกอบเยอะมาก แต่ด้วยฝีมืออันเก่งกาจในการบันทึก, มิกซ์ และมาสเตอริ่งของซาวนด์เอนจิเนียร์ที่สตูดิโอ Golden Age ในนิวซีแลนด์ ทำให้เสียงของโน๊ตดนตรีแต่ละชิ้นในอัลบั้มมีความนวล ฟังแล้วไม่รู้สึกห้วนไม่รู้สึกแห้ง เพราะมันมีทั้งคอนทราสน์ ไดนามิกที่ผ่อนหนัก-ผ่อนเบาได้ดีกว่า และมีฮาร์มอนิกของมันเองคอยหล่อเลี้ยง แม้ว่าจะไม่ใช่ฮาร์มอนิกที่เกิดขึ้นในธรรมชาติก็ตาม นี่คือสาเหตุที่ทำให้เสียงของ S20 ฟังแล้วมีความเป็นดนตรีสูงกว่า RTiA1 

กับแทรคแรก “Tennis Courtที่มีเสียงเบสต่ำๆ ประกอบไปกับเสียงร้อง และเสียงของเครื่องดนตรีเพอร์คัสชั่นอีกสองสามชิ้นที่บรรเลงพร้อมกันโดยมีเสียงของคีย์บอร์ดแผ่ปูเป็นแบ็คกราวนด์อยู่ด้านหลังนั้น S20 แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการแยกแยะและรับมือกับความถี่ต่ำๆ ที่รุนแรงเหล่านั้นได้ดีกว่า RTiA1 อย่างชัดเจน ผมได้ยินเสียงเบสซินท์ฯ ที่รุนแรงและต่ำลึกออกมาในขณะที่เสียงร้องของ Lorde กับเสียงเครื่องเคาะก็ยังคงรักษาตำแหน่งในเวทีเสียงไว้ได้อย่างมั่นคง และยังคงรักษารายละเอียดของตัวเองเอาไว้ได้ครบถ้วน แทบจะไม่มีอาการแกว่งวูบวาบขณะที่มีเสียงทุ้มต่ำๆ กระแทกตัวออกมาจากไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์

สำหรับอัลบั้มนี้ เมื่อฟังผ่าน S20 ผมรับรู้ถึงอารมณ์ของเพลงได้มากกว่าตอนฟังผ่าน RTiA1 ซึ่งแสดงถึงความสามารถของ S20 ในการปลดปล่อย dynamic range และ frequency range ของเพลงออกมาได้มากกว่า โดยมีอาการ compressed น้อยกว่า เปิดได้ดังกว่าในขณะที่ยังคงรักษาคุณสมบัติของเสียงเอาไว้ได้ครบ นั่นทำให้ฟังแล้วได้อรรถรสของเพลงมากขึ้นเพราะไดนามิกของเพลงถุกปลดปล่อยออกมาได้ใกล้เคียงกับต้นฉบับของเพลงที่ป้อนเข้าไป /

**********************
– เอาคลิปเสียงมาให้ลองฟังกัน

คลิปเสียงของลำโพงรุ่น RTiA1

เสียงของลำโพงรุ่น S20

* ขอขอบคุณ คุณโจ โปสเตอร์ สำหรับเพลง หมอกจากเสียงร้องของ คุณสุรุจ ทิพากรเสนี ในอัลบั้มชุด เพลงอภิรมย์ 2

สาเหตุที่ผมเอาเพลงนี้มาทำคลิปให้ทดลองฟังกันก็เพราะปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ ถ้าเอาเพลงของ Lorde มาทำคลิปก็คงจะโดนทั้ง YouTube และ Facebook แบนคลิปแน่ๆ ต้องขอบคุณคุณโจ โปสเตอร์อีกครั้งสำหรับแทรคเพลง หมอกที่ผมยืมมาใส่ในคลิปนี้ ถ้าฟังตัวอย่างแล้วชอบ แนะนำให้ซื้อแผ่นสนับสนุนศิลปินกับค่ายเพลงนะครับ

** ผมบันทึกคลิปนี้ด้วย iPhone 7 โดยใช้ไมโครโฟนในตัว เสียงที่ได้ไม่ดีเท่าที่ผมได้ยินจริงขณะบันทึก เอามาให้ลองฟังกันพอเป็นไอเดีย /

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า