รีวิวเครื่องเสียง Accuphase รุ่น E-5000 อินติเกรตแอมป์ สเตริโอ แอมปลิฟาย

การเปิดตัวอินติเกรตแอมป์รุ่น E-5000 ตัวนี้ออกมาถือว่าเป็นการ ตอกย้ำให้เห็นว่า วงจรขยายแบบ Class-A กับแบบ Class-AB ไม่มีใครยืนหนึ่งเป็นที่สุดแต่เพียงผู้เดียว เพราะขนาดแบรนด์ที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของวงการทางด้านแอมปลิฟายอย่าง Accuphase ยังเลือกที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ใช้ภาคขยายทั้งสองแบบออกมาให้เลือก ไม่ได้ยึดติดตายตัวอยู่กับวงจรขยายแบบใดแบบหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่า ถ้าคุณได้มีโอกาสทดลองฟังทั้ง E-800 และ E-5000 แล้ว คุณจะรู้ถึงเหตุผลว่าเพราะอะไร Accuphase จึงต้องนำเสนอแอมป์ที่ใช้วงจรขยายทั้งสองรูปแบบออกมาในตลาดในเวลาเดียวกัน

อัตลักษณ์ดีไซน์

แบรนด์ Accuphase ไม่ใช่แบรนด์ใหม่ ถ้าจะวัดกันด้วยมาตรฐานของวงการ เทียบกับแบรนด์อื่นๆ ที่มีอยู่ ก็ต้องจัดแบรนด์ Accuphase เข้าไปอยู่ในทำเนียบของแบรนด์เก่าแก่ที่เพิ่งจะฉลองอายุทำการครบ 50 ปี ไปหมาดๆ ซึ่งกำเนิดของอินติเกรตแอมป์รุ่น E-5000 ก็มีที่มาเพื่อฉลองวาระ 50 ปีของแบรนด์นี่แหละ โดยมีอินติเกรตแอมป์รุ่น E-800 ร่วมขบวนออกมาด้วย

ใครที่ติดตามแบรนด์นี้มาตั้งแต่ต้น จะพบว่า แบรนด์ Accuphase จากประเทศญี่ปุ่นแบรนด์นี้ได้ใช้ ตัวถังสีน้ำตาล + หน้าปัดสีทองแชมเปญเป็นเอกลักษณ์ในการออกแบบตัวถังเครื่องมาตั้งแต่ยุคแรก จนถึงปัจจุบันก็ยังคงรักษารูปแบบของหน้าตาเอาไว้แทบจะไม่เปลี่ยนเลย ซึ่งความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ Accuphase จะปรากฏอยู่บนตัวถังเครื่อง 4 จุดสำคัญ นั่นคือ (1) หน้าปัดสีทองแชมเปญ, (2) โลโก้ยี่ห้อตัวหนังสือ Accuphase เรืองแสงสีเขียว, (3) เข็มมิเตอร์ VU สำหรับแสดงกำลังขับแบบเรียลไทม์ และ (4) บานพับซ่อนปุ่มบังคับสั่งงานแบบเลื่อนปิดได้

ตั้งแต่เริ่มธุรกิจเป็นต้นมา Accuphase มีผลิตภัณฑ์ออกมาแล้วมากมายนับไม่ถ้วน แม้ว่าในจำนวนทั้งหมดนั้น บางรุ่นอาจจะไม่ปรากฏสัญลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ครบทั้ง 4 ประการข้างต้น แต่อย่างน้อย ทุกรุ่นจะต้องมีอัตลักษณ์ที่แสดงออกถึงความเป็น Accuphase ที่คนจำได้อยู่ไม่ต่ำกว่าสองอย่างอยู่ในตัว

ไม่เสียแรงที่ E-5000 เป็นรุ่นพิเศษที่ผลิตออกมาในวาระฉลองครบรอบ 50 ปีของแบรนด์ มันมีอัตลักษณ์ของความเป็น Accuphase ครบทั้ง 4ประการที่ระบุไว้ข้างต้น ไม่เพียงแค่นั้น E-5000 ยังอัดแน่นมาด้วยสมรรถนะที่น่าสะพรึง.! เริ่มด้วยกำลังขับที่สูงถึง 240 วัตต์ต่อข้าง เมื่อเจอกับโหลด 8 โอห์ม และสามารถขยับเพิ่มขึ้นไปได้เป็น 320 วัตต์ต่อข้าง เมื่อโหลดที่เอ๊าต์พุตสวิงต่ำลงไปอยู่ที่ 4 โอห์ม นั่นแสดงว่า E-5000 มีกำลังสำรองไว้รองรับกับความผันผวนของไดนามิกอยู่ประมาณ 33% หรือ 1 ใน 3 ของกำลังขับปกติที่ 8 โอห์ม

ก่อนจะลงลึกถึงการออกแบบภายใน เรามาสำรวจสภาพภายนอกของ E-5000 กันดูก่อน เริ่มจากมองตรงเข้าไปที่แผงหน้าของ E-5000 จะพบว่า ลักษณะการออกแบบของแอมป์ตัวนี้จะออกไปทาง “สมมาตร(symmetrical) องค์ประกอบหลักๆ ที่อยู่บนแผงหน้าไม่ว่าจะเป็นปุ่มปรับ, จอแสดงผล, ฝาพับและรูเสียบหูฟังถูกจัดเรียงกันแบบเฉลี่ยน้ำหนักอย่างสมดุล ไม่หนักเอียงไปทางด้านใดด้านหนึ่ง

เริ่มจากซ้ายมือสุดคือ ปุ่มเลือกอินพุตซึ่งมีให้เลือกทั้งหมด 9 อินพุต รวมอินพุตสำหรับสล็อตอ๊อปชั่นด้วย สามารถเลือกได้สองทางคือจับปุ่มหมุนโดยตรงกับกดปุ่ม Input บนรีโมทไร้สายที่แถมมาให้ เมื่ออินพุตใดถูกเลือกจะมีไฟ LED สีแดงสว่างขึ้นมาให้รู้ตรงกับชื่อของอินพุตนั้น ถัดลงไปด้านล่างของปุ่มเลือกอินพุตเป็น สวิทช์เปิด/ปิดที่ใช้วิธีกดให้จมลงไปเมื่อต้องการเปิดเครื่องทำงาน และกดซ้ำให้ปุ่มเด้งออกมาเมื่อต้องการปิดการทำงานของตัวเครื่อง น่าสังเกตว่า แอคคิวเฟสไม่เอาปุ่มเปิด/ปิดเครื่องไปพ่วงไว้กับรีโมท อย่างที่หลายๆ แบรนด์ทำเพื่อความสะดวก ซึ่งพิจารณาทางเทคโนโลยีแล้วไม่ใช่เรื่องที่ทำยาก แต่พวกเขาไม่ได้มีคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้

ถัดจากปุ่มเลือกอินพุตไปทางขวา ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่บนหน้าปัดได้ถูกจับจองสำหรับติดตั้ง จอแสดงผลขนาดใหญ่ กว้าง 26.5 .. x สูง 9.5 .. ด้านบนปิดทับด้วยกระจกสีชาดำ โดยมีอินดิเคเตอร์ที่ใช้แสดงผลการทำงานของเครื่องเรียงตัวอยู่ใต้แผ่นกระจกอยู่ 4 ส่วน ได้แก่ (1) = “ช่องรับสัญญาณรีโมท“, (2) = “เข็มมิเตอร์ที่ใช้แสดงกำลังขับทางเอ๊าต์พุตแบบเรียลไทม์ซึ่งแยกแสดงสำหรับแชนเนลซ้ายและขวาอิสระจากกัน เวลาทำงานจะมีไฟส่องสว่างเรืองๆ สวยงามมาก, (3) = ตัวหนังสือแสดง ฟังท์ชั่นที่กำลังทำงานโดยมีไฟ LED สีแดงดวงเล็กๆ กำกับอยู่ที่ด้านหน้าของแต่ละฟังท์ชั่นซึ่งจะสว่างขึ้นเพื่อแสดงให้รู้ว่าฟังท์ชั่นไหนกำลังถูกใช้งานอยู่บ้าง, (4) = ช่องเล็กๆ ที่ใช้แสดงความหมาย 2 นัยยะ อันแรกคือแสดง ตัวเลขดีบี (dB) ของวอลลุ่มที่กำลังใช้งานในขณะนั้น กับอีกนัยยะใช้แสดงตัวเลขของ ความถี่แซมปลิ้งของสัญญาณอินพุตดิจิตัลที่เข้ามาทางบอร์ดอ๊อปชั่นดิจิตัล

เลยไปทางขวามือสุดของแผงหน้าปัดจะเป็นปุ่มวอลลุ่มซึ่งควบคุมได้ทั้งวิธีใช้มือหมุนปุ่มโดยตรงหรือจะกดปุ่มวอลลุ่มบนรีโทไร้สายก็ได้ ใต้ปุ่มวอลลุ่มจะมีปุ่มกดเล็กๆ อยู่ปุ่มหนึ่ง เมื่อกดลงไปจะเป็นการหรี่เสียงให้เบาลง ในขณะที่ด้านข้างของปุ่มนี้เป็นรูเสียบแจ็คหูฟังขนาดมาตรฐาน 6.3 .. สุดท้ายคือพื้นที่ด้านล่างของจอแสดงผลได้ถูกเลือกให้เป็นพื้นที่ติดตั้งปุ่มหมุนและปุ่มกดเพื่อควบคุมสั่งงานจำนวนหนึ่งโดยมีฝาปิดขนาดใหญ่ช่วยบดบังปุ่มปรับเหล่านี้เอาไว้ ซึ่งการเปิด/ปิดฝานี้ถูกควบคุมด้วยระบบแมคคานิกเหมือนบานพับ วิธีเปิดก็กดที่ปุ่มเล็กๆ ที่อยู่ข้างๆ ฝาปิด ตัวฝาจะเปิดหงายลงมา ถ้าต้องการปิดฝาก็ใช้มือดันฝาหงายขึ้นไปในตำแหน่งปิดด้วยวิธีแมนน่วล

ใต้ฝาปิดมีปุ่มหมุนอยู่ทั้งหมด 6 ปุ่ม กับปุ่มกดอีก 7 ปุ่ม แยกกันทำหน้าที่คนละฟังท์ชั่น เริ่มจากซ้ายมือ (1) ปุ่ม ‘Speakerใช้หมุนเลือกรูปแบบการเชื่อมต่อของขั้วต่อสายลำโพง ซึ่งมีอ๊อปชั่นให้เลือก 3 แบบคือ A, B และ A+B

อรรถประโยชน์ของขั้วต่อสองชุดที่ E-5000 ให้มานี้นับว่าเอกอุ เป็นอะไรที่ผมชอบมากเมื่อนำ E-5000 ไปใช้กับลำโพงที่แยกขั้วต่อสายลำโพงมาให้ 2 ชุด ให้หาสายลำโพงแบบซิงเกิ้ลมา 2 ชุด แยกต่อระหว่างขั้วต่อสายลำโพงแต่ละชุดของตัวลำโพงเข้ากับขั้วต่อสายลำโพงของ E-5000 จากนั้นให้หมุนปุ่ม Speakerของ E-5000 ไปที่ตำแหน่ง A+B จะได้เสียงออกมาดีกว่า การใช้สายลำโพงแบบไบไวร์ฯ เชื่อมต่อเข้าที่ขั้วต่อสายชุด A หรือชุด B แค่ชุดเดียว ผมทดลองใช้ลำโพง Totem Acoustics รุ่น The One ตัวเก่งของผมเชื่อมต่อแบบที่ว่าดูแล้วโดยใช้สายลำโพงซิงเกิ้ลของ Furutech รุ่น FS-301 สองชุด ซึ่งเป็นสายลำโพงที่มีราคาไม่แพง เมตรละไม่กี่ร้อย แต่ได้เสียงออกมาดีมาก เป็นเพราะเชื่อมต่อแยกกันแบบที่บอก (ต้องเอาจั๊มเปอร์ที่ขั้วต่อของลำโพงออกด้วย)

ปุ่มที่ 2 กับ 3 เป็นปุ่มหมุนสำหรับปรับเพิ่ม/ลดปริมาณของเสียงทุ้มและแหลมแยกกันคนละปุ่ม โดยมีอัตราเพิ่ม/ลดได้สูงสุดด้านละ 5dB แต่ถ้าคุณไม่ต้องการใช้งาน และต้องการรักษาความบริสุทธิ์ของสัญญาณเอาไว้ก็สามารถสั่งบายพาสไม่ให้สัญญาณเสียงวิ่งผ่านปุ่มปรับทุ้ม/แหลมได้ด้วยการกดที่ปุ่มหมายเลข 4 (Tone) ปุ่มกดถัดไปหมายเลข 5 เป็นปุ่มปรับ ‘phaseของสัญญาณ เนื่องจากช่องอินพุต XLR ของ E-5000 มีการเชื่อมต่อสัญญาณ + ไว้ที่ขา (pin) หมายเลข 3 ซึ่งจะไม่ตรงกับมาตรฐานอเมริกันที่ใช้ขาหมายเลข 2 ในการเชื่อมต่อกับสัญญาณ + กรณีที่นำ E-5000 ไปใช้งานร่วมกับ source ที่ใช้มาตรฐานการเชื่อมต่อเอ๊าต์พุต XLR ตามมาตรฐานอเมริกัน คุณก็สามารถปรับเส้นทางของสัญญาณ +, และกราวนด์ให้ตรงกันได้ตลอดทั้งเส้นทางจาก source ไปถึงแอมปลิฟาย สัญญาณเสียงที่ได้ออกมาจากเอ๊าต์พุตของ E-5000 ก็จะไม่ผิดปกติไปอยู่ในสถานะ “สลับเฟส(Invert) กับต้นฉบับ ซึ่งตรงนี้ต้องยกนิ้วให้ Accuphase เพราะถ้าไม่มีปุ่ม Invert Phase อันนี้มาให้ คุณต้องไปสลับขั้ว +/ ที่สายลำโพงตอนเข้าที่ลำโพงเอาเอง

ปุ่มเลข 6 ใช้สำหรับกดเพื่อปรับให้ระบบ stereo ที่เอ๊าต์พุตเปลี่ยนเป็นระบบเสียง mono ถัดไปปุ่มเบอร์ 7 เอาไว้กดเลือกใช้ฟังท์ชั่น Loudness เพิ่มความอิ่มหนาของเสียงด้วยการบู๊สต์ความถี่ในย่านกลางต่ำไปจนถึงทุ้มต้นๆ ขึ้นมาเสริม ปุ่มเบอร์ 8 กับ 9 เอาไว้ใช้กรณีที่คุณเพิ่มบอร์ดอ๊อปชั่น และปุ่ม 10 เป็นการปรับเลือกโหมดของหน้าจอ ปุ่มหมุนอันที่สี่ หมายเลข 11 ที่อยู่ถัดไปจากกลุ่มของปุ่มกดมีไว้ให้ปรับบาลานซ์ซ้ายขวา, ถัดไปหมายเลข 12 นั้นไว้หมุนเลือกว่าจะใช้ช่องอินพุตไหนระหว่าง RCA กับ XLR กรณีที่คุณต้องการต่อสัญญาณจากปรีแอมป์ภายนอกเข้ามาใช้งานร่วมกับภาคเพาเวอร์แอมป์ในตัว E-5000 และถัดไปคือปุ่มหมุนหมายเลข 13 มีไว้ให้หมุนเลือกเพื่อจะเปิด/ปิดและเลือกการทำงานของลูปบันทึกเสียง

ช่องอินพุต + เอ๊าต์พุต

อินเตอร์เฟซที่ใช้เชื่อมต่อสัญญาณของ E-5000 ทั้งหมดติดตั้งอยู่บนแผงหลังของตัวเครื่อง ถ้าคุณหันหน้ามองเข้าไปที่แผงหลัง เริ่มจากซ้ายมือจะเห็นช่องเสียบบอร์ดอ๊อปชั่น 2 ช่อง ซึ่งต้องซื้อเพิ่มถ้าต้องการ ส่วนขั้วต่อสัญญาณอินพุตและเอ๊าต์พุตจะถูกเรียงกันอยู่ในพื้นที่บริเวณตรงกลางของแผงหลัง มีการแยกกลุ่มกันชัดเจนระหว่างขั้วต่อ RCA ที่อยู่แถวบน กับขั้วต่อ XLR แถวล่าง

ที่แผงหลังของ E-5000 มีไฮไล้ท์อยู่ 2 จุด จุดแรกอยู่ตรงช่อง ‘MAIN INที่เป็นขั้วต่อบาลานซ์ XLR ซึ่งเป็นช่องที่ใช้รองรับสัญญาณ Pre-Out จากปรีแอมป์ภายนอกเข้ามาทำงานร่วมกับภาคเพาเวอร์แอมป์ในตัว E-5000 ในวงกลมสีแดงจะเห็นว่าพวกเขาได้ทำสวิทช์สำหรับเปลี่ยนการเชื่อมต่อสัญญาณของขา 2 และขา 3 ของขั้วต่อบาลานซ์ XLR ระหว่างปรีแอมป์ภายนอกกับอินพุต Main In ของ E-5000 ไว้ให้ด้วย ไม่ว่าช่อง Pre-Out ของปรีแอมป์ที่คุณนำมาใช้ร่วมกับ E-5000 ตัวนี้จะใช้ช่อง XLR มาตรฐานยุโรปหรืออเมริกันก็จะไม่มีปัญหาผิดเฟสอีกต่อไป

ไฮไล้ท์ที่สองอยู่ที่ภาคขยายในตัว E-5000 ซึ่งถูกออกแบบให้ถ่ายทอดออกไปที่ลำโพงผ่านทางขั้วต่อสายลำโพงที่แยกมา 2 ชุด คือชุด A และชุด B ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกวิธีการจ่ายกำลังขับของแอมป์ได้ 3 รูปแบบ คือ เลือกให้กำลังขับทั้งหมดผ่านออกทางขั้วต่อสายลำโพงชุด A อย่างเดียว หรือออกทางขั้วต่อสายลำโพงชุด B อย่างเดียว ก็ได้ หรือจะเลือกให้กำลังขับของแอมป์จ่ายกำลังผ่านออกทางขั้วต่อทั้งสองชุดพร้อมกันก็ได้ ด้วยการเลือกไปที่ตำแหน่ง A+B ซึ่งความแตกต่างของการเชื่อมต่อแบบ A หรือ B ชุดเดียว กับ A+B พร้อมกันสองชุดจะอยู่ที่ อิมพีแดนซ์หรือความต้านทานทางเอ๊าต์พุตที่ภาคขยายของแอมป์มองเห็น กรณีที่ลำโพงของคุณให้ขั้วต่อสายลำโพงมาชุดเดียว แนะนำให้เลือกใช้เอ๊าต์พุต A แต่ถ้าเป็นลำโพงที่ให้ขั้วต่อสายลำโพงมา 2 ชุด แนะนำให้ใช้การเชื่อมต่อผ่านเอ๊าต์พุต A+B โดยใช้สายลำโพงซิงเกิ้ลไวร์ 4 เส้นแยกกันจึงจะได้ผลที่ดีที่สุด

ดีไซน์ภายใน

ทาง Accuphase ตั้งใจที่จะทำรุ่น E-5000 ออกมาให้เป็นอินติเกรตแอมป์ระดับเรือธงในกลุ่ม “high-power Class ABตามหลังรุ่น E-800 ที่ออกมาเป็นอินติเกรตแอมป์รุ่นเรือธงในกลุ่ม “high-power Class Aไปก่อนหน้านี้

ทำไมต้องทำรุ่น E-5000 ออกมา.? ถ้าคุณเป็นแฟนของแบรนด์นี้คงทราบดีว่า แบรนด์นี้เขาทำทั้งแอมป์ Class A และ Class AB สลับกันออกมาตลอด ทำไมไม่เลือกไปทางใดทางหนึ่ง.? ผมเดาว่าเพราะพวกเขาคลุกคลีอยู่กับการออกแบบแอมปลิฟายมาตั้งแต่ต้น ย่อมรู้ดีว่า วงจรขยายแบบ Class A กับ Class AB ต่างก็มีทั้งข้อดีและข้อด้อยกันไปคนละด้าน ถ้ากำหนดงบประมาณเอาไว้พอๆ กัน กรณีทำแอมป์ Class A คุณจะได้ข้อดีทางด้านความลื่นไหลของเสียง แต่มีข้อด้อยอยู่ที่ได้กำลังขับน้อย แต่ถ้าเอางบนั้นมาทำแอมป์ Class AB คุณจะได้กำลังขับมากกว่า สามารถขับดันลำโพงได้หลากหลายกว่า แต่ทางด้านน้ำเสียงที่ลื่นไหลจะเป็นรอง Class A

อินติเกรตแอมป์ Class A รุ่น E-800 ที่ทำออกมาก่อนหน้านี้เปิดราคาขายอยู่ที่ 450,000 บาท ในขณะที่รุ่น E-5000 ตัวนี้มีราคาต่ำกว่าหน่อยคือ 390,000 บาท ต่างกันอยู่ 6 หมื่น ก็ถือว่าไม่เยอะ แต่ก็จัดว่าอยู่กันคนละระดับ คือ E-800 อยู่ในระดับ “ไม่เกิน 500,000 บาท” ในขณะ E-5000 จัดอยู่ใน “ระดับราคาไม่เกิน 400,000 บาท” ผมเดาว่าทาง Accuphase คงตั้งใจทำอินติเกรตแอมป์ทั้ง 2 ตัวนี้ออกมาเพื่อให้เป็น หัวหอกบุกทะลวงตลาดนักเล่นเครื่องเสียงไฮเอ็นด์รุ่นใหม่ๆ ที่ยังมีงบจำกัด ไม่กล้าเล่นไปถึงรุ่นใหญ่ๆ อย่าง A-75, A-250 หรือ M-6200 นั่นเอง

E-5000 เป็นอินติเกรตแอมป์ที่ใช้วงจรขยายที่ภาคเอ๊าต์พุตเป็นแบบ Class AB ให้กำลังขับสูงถึง 240 วัตต์ ที่โหลด 8 โอห์ม จัดวางอุปกรณ์ในตัวเครื่องด้วยลักษณะโมโนบล็อก คือใช้ส่วนประกอบของภาคปรีแอมป์กับภาคเพาเวอร์แอมป์ที่ เหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์” 2 ชุด แยกสำหรับจัดการกับสัญญาณแชนเนลซ้ายกับแชนเนลขวาแชนเนลละชุด ที่ใช้ร่วมกันก็มีแค่ภาคจ่ายไฟกับตัวถังเท่านั้น

หม้อแปลงที่ใช้เป็นแบบวงแหวนขนาดใหญ่มีหม้อโลหะครอบกันคลื่นแผ่ออกไปรบกวนวงจรอื่นๆ ตัวคาปาซิเตอร์สองตัวที่ใช้กรองไฟก็มีขนาดใหญ่

ทางเดินสัญญาณภายในตัว E-5000 ถูกออกแบบมาให้ทำงานในลักษณะ Fully Balanced ตั้งแต่ต้นทางคือภาคปรีแอมป์ตลอดไปจนถึงภาคเพาเวอร์แอมป์ มีผลให้ได้ S/N ratio ที่สูงถึง -124dB (0.63 microVolt) นับเป็นแอมป์ที่ให้ ความสงัดดีมาก (ทำได้ดีเท่ากับรุ่น E-800) เพราะโดยปกติแล้ว จะหาแอมป์ที่ให้ S/N ratio สูงถึง -120dB ได้ยาก นี่เป็นผลมาจากการออกแบบวงจรด้วยรูปแบบ Fully Balanced ซึ่งช่วยลดสัญญาณรบกวนได้ดีนั่นเอง

ภาคปรีแอมป์มีไฮไล้ท์อยู่ที่ตัววอลลุ่มที่ใช้ ซึ่งไม่ใช่วอลลุ่มแบบ antenuate แบบทั่วไปที่มีผลทำให้เกิดความเสียหายกับสัญญาณอินพุต ทางแอคคิวเฟสใช้วิธีออกแบบ ระบบวอลลุ่มขึ้นมาใช้ด้วยตัวเอง โดยตั้งชื่อเรียกว่า Accuphase Analog Vari-gain Amplifiers (AAVA) ซึ่งข้อดีของระบบวอลลุ่มตัวนี้นอกจากจะทำให้ได้สัญญาณที่บริสุทธิ์เพราะไม่มีอุปกรณ์ประเภทตัวต้านทาน (resistor) เข้ามาขวางอยู่ในเส้นทางของวอลลุ่มแล้ว ระบบวอลลุ่มแบบนี้ยังให้สัญญาณรบกวนต่ำและมีความเสถียรสูง ค่าไม่เปลี่ยนเพราะไม่มีส่วนสึกหรอเหมือนวอลลุ่มแบบที่ใช้หน้าสัมผัส

ส่วนภาคขยายของ E-5000 นอกจากจะมีสัญญาณรบกวนในระดับที่ต่ำมากเพราะออกแบบวงจรในลักษณะ Fully Balanced แล้ว มันยังให้ “damping factorที่สูงถึง 1000 เท่ากับเพาเวอร์แอมป์รุ่น P-7300 ซึ่งเป็นเพาเวอร์แอมป์รุ่นท็อปในกลุ่มของ Class AB อีกด้วย

DF หรือ Damping Factor เป็นพฤติกรรมทางไฟฟ้าของเพาเวอร์แอมป์ที่มีผลในการควบคุมการขยับตัวของไดอะแฟรมของไดเวอร์ลำโพง ค่าที่สูงจะส่งผลในการควบคุมที่ดี ยิ่งสูงยิ่งกระชับ ลำโพงตัวใหญ่ที่ใช้ไดเวอร์ขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักเยอะยิ่งต้องการ DF ของแอมป์ค่าสูงๆ เข้ามาช่วยในการหยุดยั้งการขยับตัวเดินหน้าถอยหลังของกรวยลำโพงให้สต๊าร์ทและหยุดตรงกับสัญญาณจริงที่เข้ามาทางอินพุต

วิศวกรของ Accuphase ใช้ทรานซิสเตอร์ไบโพล่าร์มาต่อขนานกันจำนวน 5 คู่ต่อข้าง (สามารถผ่านกระแสได้สูงถึง 15 แอมป์) ซึ่งเป็นเทคนิคเดียวกับที่ใช้ในรุ่น P-7300 ซึ่งเป็นรุ่นใหญ่สุดของ Class AB ด้วย ผนวกกับการใช้ Remote-sensing แบบบาลานซ์ ทำให้ได้อิมพีแดนซ์ตรงเอ๊าต์พุตที่ต่ำด้วยการป้อนสัญญาณเนกาทีฟ ฟีดแบ็คกลับมาควบคุมแอมป์ เมื่อได้ค่าแด้มปิ้ง แฟ็คเตอร์ที่สูง จึงส่งผลให้ได้ความแม่นยำในการทำงานของไดเวอร์ที่ตรงกับสัญญาณอินพุตมากขึ้น ต่อเนื่องไปถึงค่าความเพี้ยนต่างๆ ที่ถูกกดให้ต่ำลง อาทิเช่น THD (Total Harmonic Distortion) และ IMD (Intermodulation Distortion) ซึ่งส่งผลโดยตรงกับคุณภาพเสียง

แม็ทชิ่ง

E-5000 ให้กำลังขับ 240 วัตต์ต่อข้างที่ 8 โอห์ม เมื่อโหลดลดลงเหลือ 4 โอห์ม กำลังขับจะถูกปั๊มออกมาเพิ่มอีก 80 วัตต์ต่อข้าง รวมเป็น 320 วัตต์ต่อข้าง แสดงว่าภาคเพาเวอร์แอมป์ของ E-5000 มีกำลังสำรองอยู่ประมาณ 33% ของโหลดมาตรฐาน 8 โอห์ม ซึ่งไม่ถือว่าเยอะ ถ้าเจอกับลำโพงที่ใช้ไดเวอร์ขนาดใหญ่ที่มีอิมพีแดนซ์ไม่นิ่งและสวิงกว้างๆ อาจจะไม่ไหวได้เหมือนกัน แต่กำลังขับสูงขนาดนี้ จึงคิดว่าไม่น่ามีปัญหารับมือกับลำโพงส่วนใหญ่ในท้องตลาดที่มีอิมพีแดนซ์ 8 โอห์มและสวิงลงไม่ต่ำกว่า 4 โอห์ม

ผมจับ E-5000 ทดลองขับลำโพง 2-3 คู่ ที่มีทั้งลำโพงวางขาตั้งและลำโพงตั้งพื้น เริ่มจากลำโพงจากแคนาดายี่ห้อ Totem Acoustic รุ่น The One ซึ่งเป็นลำโพงสองทางวางขาตั้งที่มีอิมพีแดนซ์ 4 โอห์ม จากนั้นก็มาต่อด้วยลำโพงตั้งพื้นของอังกฤษ Wilson Benesch รุ่น Precision P3.0 ที่มีอิมพีแดนซ์ปกติอยู่ที่ 6 โอห์ม สวิงลงต่ำสุดไม่เกิน 4 โอห์ม และช่วงสุดท้ายได้มีโอกาสจับคู่กับลำโพงตั้งพื้นขนาดกระทัดรัดของเยอรมันยี่ห้อ Audio Physic รุ่น Avanti 35 ที่แสดงค่าอิมพีแดนซ์อยู่ที่ 4 โอห์ม ในเบื้องต้นผมพบว่า กำลังขับ 240 วัตต์ต่อข้างของ E-5000 สามารถควบคุมลำโพงทั้งสามคู่ข้างต้นได้อย่างราบคาบ โดยเฉพาะ The One กับ Avanti 35 เพราะตัว The One ระบุกำลังขับสูงสุดที่แนะนำไว้เท่ากับ 120 วัตต์ต่อข้าง ในขณะที่ตัว Avanti 35 แนะนำกำลังขับสูงสุดไว้ที่ 180 วัตต์ต่อข้าง ซึ่งต่ำกว่ากำลังขับปกติของ E-5000 มาก ส่วนตัว Precision P3.0 ซึ่งเป็นลำโพงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในจำนวนสามคู่นี้ เป็นระบบลำโพง 2.5 ทาง ใช้ไดเวอร์ข้างละ 4 ตัว วูฟเฟอร์ขนาด 7 นิ้ว ข้างละ 3 ตัว ทีแรกกังวลว่าจะไหวรึเปล่าเพราะในสเปคฯ ไม่ได้ระบุแนะนำกำลังขับสูงสุดเอาไว้.? แต่หลังจากทดลองจับคู่กันดูแล้วพบว่า กำลังขับของ E-5000 เอาอยู่สบาย

ผมใช้การเชื่อมต่อสายสัญญาณทางช่อง XLR ตลอดการทดสอบโดยใช้สายสัญญาณของ Life Audio รุ่น Gold MK II ลากยาว 6 เมตรจาก source ไปที่ E-5000 ส่วนสายลำโพงและสายไฟเอซีผมใช้ของ Purist Audio Design รุ่น Aqueous Aureus ส่วนทางด้าน source ผมใช้สลับกันอยู่ 3 ตัว คือสตรีมเมอร์ของ Arcam รุ่น ST60 ที่มี DAC ในตัว, เครื่องเล่น SACD/CD ของ Accuphase รุ่น DP-570 และอีกชุดใช้ roon : nucleus+ เป็นทรานสปอร์ตร่วมกับ ext.DAC ของ MyTek รุ่น Liberty DAC II เพื่อลองเล่นไฟล์ DSD และไฟล์ MQA กับไฟล์ DXD

คุณภาพเสียง และบุคลิกเสียงของ E-5000

หลังจากทดลองฟัง E-5000 มานานแรมเดือน ผมมองเห็นภาพภาพหนึ่งปรากฏขึ้นมาในใจเมื่อนึกถึงอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ นั่นคือภาพของหมีขาวตัวใหญ่ที่เชื่องมากๆ ถ้าตอนที่มันเป็นมิตร แม้ว่าจะหยอกเล่นเบาๆ แต่ก็ยังรู้สึกได้ถึง น้ำหนักซึ่งแฝงมากับท่าทีที่นุ่มนวลนั้น แต่เมื่อใดที่มันโกรธ มันจะดุและอาละวาด ผมก็รู้สึกสัมผัสได้ถึงพละกำลังมหาศาลที่มันปลดปล่อยออกมา

ตัวเลข 200 วัตต์ สำหรับกำลังขับของแอมป์ถือว่าอยู่ในระดับสูงมาก โดยปกติแล้ว ตัวเลขกำลังขับระดับนี้ ควรจะ ขับลำโพงได้ทุกคู่ ส่วนผลลัพธ์จะออกมาเต็มร้อยของลำโพงแต่ละคู่หรือเปล่า.? ก็ขึ้นอยู่กับการออกแบบของแอมป์แต่ละตัว เพราะจะว่าไปแล้ว 200 วัตต์ต่อข้างก็เป็นแค่ตัวเลขสเปคฯ เท่านั้น ถ้าออกแบบไม่ดีตัวเลขสองร้อยวัตต์ก็ไม่สามารถผลักดันคุณภาพของลำโพงออกมาได้อย่างเต็มที่ นั่นคือเหตุผลที่คุณสามารถหาซื้อแอมป์ที่มีกำลังขับ 200 วัตต์ที่มีราคาถูกๆ ได้ไม่ยากท่ามกลางตัวเลือกที่กว้างมากๆ คือมีตั้งแต่ตัวละไม่กี่หมื่นขึ้นไปจนถึงหลักล้านบาท

ประโยชน์ของแอมป์ที่มีกำลังขับสูงๆ จะแสดงตัวออกมาให้เห็นชัดๆ ก็คือตอนใช้งานในพื้นที่ขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น เวทีเสียง” (sound stage) หรือ ไดนามิก” (dynamic) ล้วนเป็นคุณสมบัติของเสียงที่สร้างขึ้นโดยลำโพง และต้องการแรงผลักดันจากแอมป์เข้ามาหนุน ถ้าเปรียบเทียบซาวนด์สเตจหรือเวทีเสียงเป็นเหมือนลูกโป่ง พลังจากแอมป์ก็เปรียบเหมือนปริมาณลมที่เข้าไปอัดให้ลูกโป่งขยายตัวพองออกไป ซึ่งพลังขับของ E-5000 ไม่ได้แค่ดันเวทีเสียงให้กระจายออกไปทางด้านซ้ายขวาเท่านั้น แต่พลังที่มากพอของมันได้ผลักดันเวทีเสียงให้โป่งพองออกไปรอบด้านเป็น 360 องศา เหมือนลูกโป่งหรือฟองสบู่ที่แผ่อาณาเขตของเสียงครอบคลุมมาถึงจุดนั่งฟังและทะลุลงไปด้านหลังระนาบของลำโพงด้วย

อัลบั้ม : Asian Roots (DSF64)
ศิลปิน : TaKeDaKe with Neptune
สังกัด : Denon

อัลบั้ม : Plays Bizet, Beethoven, Pachelbel And Berlioz (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : All Star Percussion Ensemble
สังกัด : Analogue Productions

อัลบั้ม : Knockout 2000 (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Charly Antolini
สังกัด : in-acoustik

เวทีเสียงของทั้ง 3 อัลบั้มด้านบนนี้สามารถปรับ ขนาดของรูปวงออกไปได้ตามขนาดของลำโพงและกำลังขับของแอมป์ที่ใช้เล่น ตอน E-5000 จับกับลำโพง The One ผมได้ยินเสียงเพอร์คัสชั่นจากทั้งสามอัลบั้มนี้แผ่กระจายออกไปเต็มห้อง แต่ละชิ้นหลุดออกไปจากตู้ลำโพงอย่างชัดเจน แต่พอเปลี่ยนลำโพงเป็น Precision P3.0 นอกจากจะได้ยินเสียงเพอร์คัสชั่นที่กระจายออกไปเต็มห้องไม่ต่างกันแล้ว ผมยังรับรู้ได้ถึง ขนาด” (image size) ของเพอร์คัสชั่นแต่ละชิ้นที่ไม่เท่ากันด้วย ซึ่งนี่คือจุดแข็งของลำโพงขนาดใหญ่ที่มีราคาสูงกว่าลำโพงเล็ก เมื่อถูกขับด้วยแอมป์ที่มากพอ มัน (ลำโพงใหญ่) จะถ่ายทอดรายละเอียดของแต่ละเสียงออกมาได้ครบกว่าลำโพงขนาดเล็ก คือเริ่มจากตัวเสียงที่เป็นหัวโน๊ตหลัก (fundamental) ตามด้วยฮาร์มอนิกที่กังวานออกมาจากเครื่องดนตรีนั้นๆ ห่อหุ้มอยู่รอบๆ เสียงเครื่องเคาะแต่ละชิ้น ทำให้แต่ละเสียงมีขนาด (image size) ที่ใหญ่กว่าตอนฟังจากลำโพง The One และมีเนื้อมวลหนากว่า ส่งผลให้เสียงโดยรวมมีลักษณะนุ่มกว่า ฟูลบอดี้กว่า

ด้วยกำลังที่สูงพอในการควบคุมลำโพง จึงทำให้ได้มาอีกคุณสมบัติที่ถือว่าเป็นคุณสมบัติเด่นของ E-5000 ตัวนี้ นั่นคือ สปีดของการตอบสนองกับไดนามิกทรานเชี้ยนต์อย่างเสียงเพอร์คัสชั่น เปียโน และกลอง ฯลฯ ที่เร็ว ไม่มีอาการหน่วง (delay) ซึ่งถือว่าเป็นคุณสมบัติที่เกิดขึ้นยากสำหรับแอมป์ที่มีกำลังขับเยอะๆ ที่มักจะอุ้ยอ้ายแต่ E-5000 ไม่อุ้ยอ้ายเพราะมี damping factor สูงพอ จึงทำให้เสียงเครื่องดนตรีที่ใช้วิธีบรรเลงด้วยการตี เคาะ ทุบ ปรากฏออกมาด้วยสปีดที่เร็ว ไม่หน่วง หยุดตัวได้เร็ซ ไม่เกาะติดอยู่กับตู้ลำโพง ทั้งหมดนี้กอปรออกมาเป็นลักษณะของเสียงที่มีความสด กระชับ สมจริง ฟังเพลงเร็วๆ หนักๆ อย่างชุด Knockout 2000 แล้วไม่รู้สึกอืด แต่ได้อารมณ์ของเพลงที่สนุก ตื่นตัว ตรงตามอารมณ์เพลง เพราะ ไทมิ่งของจังหวะเพลงมันออกมาเป๊ะมาก

อัลบั้ม : Cantate Domino (DSF64)
ศิลปิน : Oscars Motettkor Choi; Torsten Nilsson – conductor, Alf Linder – organ & Marianne Mellnas – soprano
สังกัด : Proprius (PROP 7762)

อัลบั้ม : Serenata (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Maastricht Salon Orchestra
สังกัด : Philips Records

อัลบั้ม : Fairly Tales (MQA 24/176.4)
ศิลปิน : Radka Toneff
สังกัด : ODIN Records

และเมื่อเจอกับสัญญาณเสียงที่เป็นไดนามิก คอนทราสน์อย่างเช่นเสียงร้อง เสียงแซ็กโซโฟน เสียงไวโอลิน ฯลฯ E-5000 ตัวนี้ก็ถ่ายทอดเสียงเหล่านั้นออกมาด้วยท่าทีที่มั่นคง มีการควบคุมลักษณะการไต่ระดับความดังจากเบาขึ้นไปดังและจากดังลงมาเบาที่เป็นลำดับต่อเนื่องเป็นเส้นเดียวกัน

ในประเด็นนี้ผมไม่แน่ใจว่า E-800 ทำได้ดีกว่าหรือเปล่า.? คือถ้าพิจารณาในแง่ ไทมิ่งของการตอบสนองกับสัญญาณผมไม่ได้รู้สึกว่าต่างกัน แต่ที่ผมจำได้เลาๆ ก็คือ รายละเอียดของเสียงซึ่งตอนทดสอบ E-800 มันให้ออกมาได้ เต็มมาก เป็นความรู้สึกที่ผมจำได้ตอนทดลองฟังอัลบั้มชุด Cantate Domino กับ E-800 แม้ว่าตอนนั้นจะใช้ลำโพงวางขาตั้งของ Focal รุ่น Sopra No.1 แต่ก็จำได้ถึงเวทีเสียงที่ขยายตัวออกไปใหญ่โตโอ่อ่ามาก จำได้กับความรู้สึกของเสียงร้องประสานที่กังวานกว้างโดยมีแอมเบี้ยนต์ของฮอลล์ห่อหุ้มอยู่อีกชั้น ภาพในหัวมันชัดมาก.. เมื่อเทียบกับเสียงจากอัลบั้มเดียวกันที่ผมได้ยินอยู่ตอนนี้ จาก E-5000 ขับลำโพง Wilson Benesch : Precision P3.0 ซึ่งเป็นลำโพงตั้งพื้นที่มีขนาดใหญ่กว่า Sopra No.1 มาก ผมบอกตามตรงว่า ในแง่ของรูปวงเวทีเสียง ผมว่า E-5000 + P3.0 ให้ผลลัพธ์ออกมาดีกว่า แต่ที่ยังสงสัยคือ ความเต็มของมวลเสียง ซึ่งตอนฟัง E-800 + Sopra No.1 ผมรู้สึกประทับใจในประเด็นนี้มาก แต่ตอนนี้ที่กำลังฟังจาก E-5000 + P3.0 ผมก็รู้สึกว่ามันออกมา เต็มและ แน่นหนามากแล้ว ถ้าจะถามว่าระหว่าง E-800 กับ E-5000 ตัวไหนให้เสียงออกมา เต็มกว่ากัน.? ผมบอกเลยว่า ไม่กล้าฟันธง ถ้าอยากรู้ต้องยก E-800 มาฟังเทียบอีกที เพราะที่ผ่านมามันฟังกันคนละห้อง.. แต่ถ้าบีบคอบังคับให้เดา ผมจะเดาว่า E-800 น่าจะให้เสียงออกมาเต็มกว่า E-5000 ส่วนว่าต่างกันเยอะมั้ย.? อันนี้ไม่กล้าเดาต่อแล้วล่ะ… ใครสงสัยคงต้องไปขอฟังเทียบที่โชว์รูม Hi-End Audio เอาเอง.!!

สรุป

ได้ลอง E-5000 แล้วอยากจะบอกว่า ผมชอบนะ.. คือโดยส่วนตัวแล้วผมมีประสบการณ์กับแอมป์ของ Accuphase มาก่อนสมัยเมื่อตอนเล่นเครื่องเสียงใหม่ๆ ซึ่งผมเห็นด้วยกับนักเล่นฯ ในยุคนั้นที่มักจะพูดกันว่า แอมป์ของ Accuphase ออกนุ่มไปหน่อย ไม่ค่อยสดเหมือนแอมป์ของฝั่งอเมริกันอย่าง Mark Levinson หรือ Krell ที่ออกสดและดุดันกว่า แรกๆ ฟังดูก็เหมือนจะเป็น จุดอ่อนของ Accuphase แต่กลับกลายเป็นว่า ด้วยความที่เป็นแอมป์โซลิดแต่เสียงนุ่มหวานคล้ายหลอด (เพราะใช้ทรานซิสเตอร์มอสเฟ็ต) จึงกลายเป็นจุดเด่น เป็นทางเลือกสำหรับคนที่ชอบเสียงแนวหลอดแต่ไม่อยากเผชิญกับความยุ่งยากในการดูแล อีกทั้งในต่างจังหวัดยังมีปัญหาเกี่ยวกับระบบไฟที่ไม่นิ่ง วูบวาบและกรรโชกบ่อย ซึ่งเป็นศัตรูตัวร้ายสำหรับแอมป์หลอด ในขณะที่แอมป์โซลิดฯ มีปัญหากับระบบไฟน้อยกว่าแอมป์หลอด นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ Accuphase กลายเป็นทางเลือกหนึ่งเดียวอย่างที่ว่า

ที่ผ่านมาประมาณสิบกว่าปี ผมห่างเหินกับแอมป์ของ Accuphase มานานมาก เพิ่งมีโอกาสได้กลับมาสัมผัสแอมป์ของแบรนด์นี้อีกครั้งก็เมื่อตอนต้นปี 2019 นี่เอง เมื่อครั้งที่ทำการทดสอบอินติเกรตแอมป์รุ่น E-480 (REVIEW) ซึ่งเป็นแอมป์ Class AB ที่มีกำลังขับ 180 วัตต์ต่อข้าง ที่ 8 โอห์ม ซึ่งถือว่าเยอะมากสำหรับอินติเกรตแอมป์ในตอนนั้น ซึ่งครั้งนั้นทำให้ผมพบว่า เสียงของแอมป์ Accuphase ได้ถูกปรับจูนต่างไปจากเดิม เสียงโดยรวมมันให้ความสดมากขึ้น เอาจริงเอาจังมากขึ้น ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นผลมาจาก source ดิจิตัลด้วย คนที่มีประสบการณ์เล่นเครื่องเสียงมานานและเริ่มไขว่คว้าหาเสียงที่เป็นจริงมากกว่าคัลเลอร์ที่ชวนฟังก็เริ่มให้การยอมรับเสียงของแอมป์ Accuphase มากขึ้น

E-5000 ที่มาพร้อม damping factor 1000 ให้เสียงที่มีลักษณะสมจริง ให้พลังไดนามิกได้เต็มสเกล กระชับแน่นตั้งแต่แหลมลงมาถึงทุ้ม ทว่า… ภายใต้ความสดและพลังที่อัดฉีดอย่างหนักแน่นนั้น มันก็ปรากฏความละเอียดละมัยที่เป็นกลิ่นอายของ เสียงแบบ Accuphaseผสมอยู่บางๆ เป็นความหนักแน่น จริงจังแต่แฝงไว้ด้วยความสุภาพ ละเอียดอ่อน ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของแบรนด์มาตั้งแต่ต้น

ผมถือว่า E-5000 เป็นอินติเกรตแอมป์ที่มีการผสมผสานที่ลงตัวในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นกำลังขับที่มากพอสำหรับลำโพงส่วนใหญ่, ดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์และคุณภาพงานสร้างที่เนี๊ยบทุกตารางนิ้ว, ความเรียบง่ายและครบเครื่องในการใช้งาน, รวมถึงโทนเสียงที่ได้ทั้งบู๊และบุ๋น จะฟังแนวคอมเมอร์เชี่ยลก็สนุกไปกับลีลาของเพลงได้ทุกแนว จะฟังเพลงไฮเอ็นด์ก็ได้ความละเอียดละมัยที่รู้สึกได้ถึงความแตกต่างในความพิถีพิถันของการบันทึกเสียง สรุปแล้ว E-5000 เป็นอินติเกรตแอมป์ที่คุณต้องหาโอกาสทดลองฟังให้ได้ถ้าตั้งงบไว้ไม่เกิน 400,000 บาท.!!! /

********************
ราคา =
390,000 บาท / ตัว (ไม่รวมบอร์ด)
********************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
. HI-END AUDIO
โทร. 02-101-1988

facebook: @hiendaudiothailand

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า