รีวิวเครื่องเสียง Arcam รุ่น ST60 เน็ทเวิร์ค สตรีมเมอร์

อุปกรณ์ต้นทางสายดิจิตัลในปัจจุบันมีแตกลูกแตกหลานออกมาหลายรูปแบบ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการสตรีมไฟล์เพลง ซึ่งมีทั้งที่เป็นแบบแยกชิ้นที่ไม่มี DAC ในตัว เรียกว่า สตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ต” (streaming transport) ตัวอย่างเช่น Roon รุ่น nucleus และ nucleus+ (REVIEW), NuPrime รุ่น Stream-9 (REVIEW) และที่เป็นสตรีมเมอร์แบบที่มีภาค DAC และภาค Preamp ในตัว อาทิเช่น Lumin รุ่น T2 (REVIEW), Esoteric รุ่น N-05 (REVIEW), Cambridge Audio รุ่น CXN v2 (REVIEW) ซึ่งอุปกรณ์สตรีมเมอร์ที่แพร่หลายอยู่ในตลาดเครื่องเสียง ณ เวลานี้ ส่วนใหญ่จะเป็นแบบที่สอง

Arcam ST60
เน็ทเวิร์ค สตรีมเมอร์ ตัวล่าสุดของ Arcam

Arcam รุ่น ST60 ของอังกฤษตัวนี้จัดอยู่ในกลุ่มของ Network Streamer ที่มีทั้งภาค DAC และภาคปรีแอมป์ (ดิจิตัล) ในตัว ที่ต้องวงเล็บคำว่า ดิจิตัลกำกับไว้หลังคำว่าปรีแอมป์ก็เพื่อเน้นให้ชัดเจนว่าอินพุตที่ตัว ST60 ให้มานั้นมีเฉพาะอินพุตสำหรับสัญญาณดิจิตัลเท่านั้น ไม่มีอินพุตอะนาลอกมาให้

ใครที่เคยใช้ หรือติดตามผลงานของแบรนด์ Arcam มานาน แค่เห็นสตรีมเมอร์ตัวนี้ไกลๆ ก็คงบอกได้ทันทีว่ามันคือ Arcam เพราะถ้าพูดถึงเรื่องดีไซน์ของรูปร่างหน้าตาก็ต้องบอกเลยว่า แบรนด์นี้เป็นหนึ่งทางด้านอนุรักษ์นิยม คือพวกเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบของหน้าตาผลิตภัณฑ์มานานมากแล้ว ส่วนตัวผมคุ้นเคยกับแบรนด์นี้ตั้งแต่เข้ามาเล่นเครื่องเสียงใหม่ๆ ตัวที่ผมใช้อยู่นานมากก็คืออินติเกรตแอมป์รุ่น Delta 290 ซึ่งหน้าตาตอนนั้นกับยุคปัจจุบันก็แทบจะมาแนวเดียวกัน สิ่งที่ต่างกันก็มีเพียงแค่ปรับโน่นนิดนี่หน่อย แต่ภาพรวมก็ยังคงเหมือนเดิม เห็นปุ๊บก็จำได้เลยว่าเป็น Arcam

ภาคปัจจุบันของ Arcam ดูทันสมัยขึ้นหน่อยกับปุ่มหมุนและปุ่มกดที่ทำเป็นสีเงิน ที่มาบนตัวถังทรงสี่เหลี่ยมที่มีความหนา (สูง) เท่ากับ 10.2 .. และลึก 30.6 .. ส่วนหน้ากว้างก็เท่ากับเครื่องมาตรฐานคือ 43.3 .. น้ำหนักสุทธิอยู่ที่ 5.5 ..

หน้าปัดออกแบบได้สวย มีเฉพาะองค์ประกอบที่จำเป็นไม่กี่ชิ้น มีการจัดวางตำแหน่งปุ่มปรับต่างๆ ไว้อย่างลงตัว ปุ่มเปิด/ปิดเครื่อง (A) ถูกนำไปติดตั้งไว้ทางด้านขวามือสุดของแผลงหน้าปัด สวนทางกับคนอื่นที่มักจะเอาปุ่มเปิด/ปิดเครื่องไปไว้ทางซ้ายมือ ซึ่งผมว่า Arcam ออกแบบถูกหลักสำหรับคนที่ถนัดขวา ปุ่มเพาเวอร์ปุ่มนี้ทำหน้าที่ควบคุมการเปิดใช้งานตัวเครื่องแบบเบ็ดเสร็จแค่ปุ่มเดียว ไม่มีเมนสวิทช์สำหรับควบคุมไฟเอซีเข้าเครื่องที่แยกออกไปต่างหากเหมือนกับเครื่องอื่นๆ ส่วนมาก เมื่อกดปุ่ม power ปุ่มนี้เพื่อเปิดเครื่องขึ้นมาแล้ว จะมีไฟ LED ดวงเล็กๆ (B) ที่อยู่ข้างปุ่มสว่างขึ้นแสดงให้รู้สถานะ และหน้าปัดเครื่อง (C) จะมีภาพโลโก้ของ Arcam ปรากฏขึ้นมาพร้อมกับเส้นสีส้มที่แสดงสภาวะภายในตัวเครื่องที่เตรียมพร้อมเปิดฟังท์ชั่นต่างๆ ขึ้นให้ใช้งาน เมื่อการปรับตั้งเสร็จจะปรากฏรายละเอียดขึ้นบนจอเพื่อให้ยูสเซอร์พร้อมใช้งาน คุณสามารถสั่งเปิด/ปิดเครื่องจากรีโมทไร้สายที่แถมมาให้ได้อีกทางหนึ่ง

ถัดมาทางซ้ายมือของหน้าปัดจะเจอปุ่มกดสีเงิน 3 ปุ่มเรียงกันอยู่ในแนวตั้ง โดยที่ปุ่มบนสุด (E) เป็นปุ่มที่มีสองคำสั่งในปุ่มเดียว คือกดเพื่อสั่งเล่นเพลงและกดเพื่อหยุดเล่นค้างไว้ที่ตำแหน่งนั้น (pause) ซึ่งถ้าเป็นฟังท์ชั่นที่ใช้ควบคุมการไฟล์เล่น แนะนำให้ควบคุมผ่านรีโมทไร้สายจะทำอะไรได้มากกว่า เพราะบนรีโมทฯ มีอ๊อปชั่นคำสั่งมากกว่าเยอะ ทั้งเดินหน้าถอยหลัง, ข้ามเพลง, สั่งให้เล่นวนเป็นลูป, และสั่งให้เลือกเล่นแบบสุ่มลำดับ (random) ก็ได้ด้วย

ถัดลงมาเป็นปุ่ม INPUT ใช้กดเลือกอินพุตของ ST60 ซึ่งมีให้เลือกทั้งหมด 6 อินพุต ได้แก่ DIG 1, DIG 2, DIG 3, DIG 4, USB และ NET ซึ่งถ้าเลือกจากหน้าปัดเครื่องก็ต้องกดปุ่ม INPUT ซ้ำๆ วนไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเลือกอินพุตผ่านทางรีโมทไร้สายจะง่ายกว่า เพราะบนรีโมทมีแยกปุ่มสำหรับแต่ละอินพุตเอาไว้ อยากเล่นอินพุตไหนก็จิ้มลงไปบนปุ่มนั้นโดยตรง สะดวกกว่าเยอะ

ปุ่มล่างสุดที่มีคำว่า MENU พิมพ์อยู่บนตัวปุ่มนั้น มีไว้สำหรับให้เข้าไปปรับตั้งฟังท์ชั่นต่างๆ ในเมนูของเครื่อง ซึ่ง ST60 มีเมนูที่รวบรวมคำสั่งของฟังท์ชั่นต่างๆ ไว้ให้คุณปรับตั้ง (Settings) ทั้งหมด 4 หัวข้อหลัก คือ System Settings, System Info, Audio Settings และ Standby Settings ซึ่งหัวข้อเมนูหลักที่เกี่ยวข้องกับการเล่นไฟล์เพลงและมีผลต่อคุณภาพเสียงจะรวมกันอยู่ในหัวข้อ “Audio Settingsเป็นส่วนใหญ่ อาทิเช่น กำหนดเอ๊าต์พุตให้ผ่านหรือไม่ผ่านวอลลุ่ม (Fixed Volume), กำหนดระดับความดังสูงสุด (Maximum Volume) และที่มีผลมากเป็นพิเศษก็คือหัวข้อเมนู “DAC Filterซึ่งในนั้นมีรูปแบบของวงจรดิจิตัล ฟิลเตอร์ที่แตกต่างกันให้เลือกใช้อยู่ 7 รูปแบบ ปุ่มซ้ายมือสุดที่มีขนาดใหญ่มีไว้ให้ใช้งาน 2 ลักษณะ อย่างแรกคือใช้เพิ่ม/ลดความดัง หรือปรับระดับวอลลุ่มนั่นเอง ส่วนอีกหน้าที่คือใช้เลื่อนไปตามหัวข้อต่างๆ ในเมนู และเมื่อกดลงไปบนปุ่มนี้จะเป็นการยืนยัน (enter) เลือกหัวข้อการปรับตั้งในเมนูนั้นๆ ถ้าไม่ถนัดสั่งงานบนหน้าปัดเครื่อง คุณสามารถใช้การควบคุมผ่านรีโมทไร้สายก็ได้

ดิจิตัล ฟิลเตอร์ของ ST60

หน้าที่หลักของวงจรดิจิตัล ฟิลเตอร์ก็คือ กรองความผิดเพี้ยน (รอยขยักที่เป็นขั้นบันได) ที่เกิดขึ้นในกระบวนการแปลงสัญญาณ Digital-to-Analog ออกไปให้มากที่สุด เพื่อให้สัญญาณอะนาลอก (ในย่านเสียงที่มนุษย์รับฟังได้) ที่ได้ออกมาจากกระบวนการ D-to-A มีความราบเรียบมากที่สุด

ดิจิตัล ฟิลเตอร์ทั้ง 7 ตัว ที่มีอยู่ใน ST60 ได้แก่

1. Brickwall
2. Corrected Minimum Phase
3. Apodizing (default)
4. Minimum Phase Slow Roll Off
5. Minimum Phase Fast Roll Off
6. Linear Phase Slow Roll Off
7. Linear Phase Fast Roll Off

ทำไมต้องมีให้เลือกมากถึง 7 รูปแบบ เหตุผลก็เพราะว่า ไม่มีวงจรดิจิตัลฟิลเตอร์แบบไหนที่ให้ผลลัพธ์ออกมาเพอร์เฟ็กต์ เนื่องจากดิจิตัล ฟิลเตอร์แต่ละรูปแบบต่างก็ให้ค่าเฉลี่ยระหว่างคุณสมบัติพื้นฐานตามธรรมชาติของเสียงคือ frequency response (ย่านความถี่ตอบสนอง) กับ phase (เฟส = trap amplitude = ความดัง) และยังต้องจัดการกับความเพี้ยนบางอย่างที่เกิดขึ้นจากกระบวนการแปลงสัญญาณนั่นคือ pre ringing, post ringing รวมถึงแก้ปัญหา Aliasing ไปพร้อมกันด้วย

ดิจิตัล ฟิลเตอร์ 3 ตัวแรก ที่ชื่อว่า Brickwall, Corrected Minimum Phase และ Apodizing จัดอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า “Hybrid Filtersคือทั้งสามตัวนี้จะให้ผลเฉลี่ยอยู่ระหว่าง phase กับ pre & post ringing อย่างตัว Brickwall จะไม่มีปัญหาเฟสเคลื่อน (phase shift) เกิดขึ้น แต่จะมีปัญหา pre & post ringing มากเป็นพิเศษ ส่วนตัว Corrected Minimum Phase มีปัญหา pre-ringing น้อยแต่ปัญหา post-ringing เยอะ และยังมีปัญหาเฟสเคลื่อนแบบไม่สม่ำเสมอที่เกิดขึ้นกับความถี่สูงด้วย ตัวที่ฟังดูดีที่สุดในกลุ่มนี้คือ Apodizing เพราะมันเฉลี่ยผลที่เกิดขึ้นกับเฟส, ความถี่ตอบสนอง และริ้งกิ้ง จึงไม่เลวร้ายไปด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป (ตัว Apodizing ถูกเลือกตั้งเป็นค่าตั้งต้น หรือ default มาจากโรงงาน)

ส่วนตัว Minimum Phase Slow Roll Off กับ Minimum Phase Fast Roll Off เป็นฟิลเตอร์ที่อยู่ในกลุ่ม Minimum Phase Filtersโดยที่ตัว Slow Roll Off นั้นจะไม่มีปัญหา pre-ringing แต่มีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดปัญหาเฟสเคลื่อน (phase shift) ในย่านความถี่สูง ส่วนปัญหา post ringing จะมีน้อยกว่าตัว Fast Roll Off แต่ก็ยังถือว่าสูงกว่าตัวฟิลเตอร์แบบ Linear Phase และที่ความถี่สูงมากๆ ซึ่งเป็นครึ่งบนของฮาร์มอนิกสุดท้ายของฟิลเตอร์ตัวนี้จะถูกปรับลดความดังลงเล็กน้อย ทำให้ปลายเสียงแหลมมีลักษณะ roll-off (โรยตัวลง) อย่างนุ่มนวล

กลุ่มสุดท้ายคือ “Linear Phase Filtersที่มีอยู่ 2 ตัวคือ Linear Phase Slow Roll Off กับ Linear Phase Fast Roll Off ซึ่งตัว Slow Roll Off ในกลุ่มนี้จะให้ pre & post ringing ที่ต่ำมากและมีค่าเท่ากัน ไม่มีเฟสเคลื่อนด้วย แต่มีแนวโน้มจะทำให้เกิดรอยขยักที่ความถี่สูงในปริมาณที่มากกว่าตัว Fast Roll Off ในกลุ่มเดียวกัน ที่ความถี่สูงมากๆ มีแนวโน้มจะถูกลดความดังลง ส่วนตัว Fast Roll Off ตัวสุดท้ายจะมีปัญหา pre & post ringing ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับฟิลเตอร์แบบ Slow Roll Off ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ไม่มีเฟสเคลื่อนและให้ปัญหารอยขยักที่ความถี่สูงน้อยกว่าแบบ Slow Roll Off ในกลุ่มเดียวกันนี้

การทำงานของดิจิตัล ฟิลเตอร์แต่ละรูปแบบจะให้ผลของเสียงออกมาต่างกัน มีหลักคิดอยู่ 2 ข้อ ในการเลือกใช้ฟิลเตอร์รูปแบบใด นั่นคือ ความเหมาะสมกับซิสเต็ม กับ รสนิยมในการฟังของผู้ใช้ ซึ่งผลจากการทำงานของวงจร digital filter ทั้งหมดที่เกิดกับ phase จะปรากฏผลไปที่คุณสมบัติทางด้าน โฟกัสกับ ไดนามิก ทรานเชี้ยนต์หรือความฉับพลันของเสียง ส่วนผลที่เกิดจากการทำงานของวงจรดิจิตัล ฟิลเตอร์ที่มีต่อ frequency response ก็คือความแคบกว้างของความถี่ของสัญญาณอะนาลอกที่ได้ออกมาจากภาค DAC และสุดท้ายคือ pre กับ post ringing ซึ่งสองตัวนี้จะปรากฏตัวออกมาในลักษณะของ noise หรือสัญญาณรบกวนที่ไม่ได้มีอยู่ในสัญญาณอินพุตแต่เป็นสิ่งแปลกปลอมที่เกิดขึ้นจากกระบวนการทำงานของภาค DAC อย่างที่กล่าวมาแล้ว

จากผลของเสียงที่เกิดจากการทำงานของวงจร digital filter ทุกตัวจะเห็นว่าถ้าพยายามตัดปัญหาจาก pre & post ringing ออกไปให้หมด จะมีผลเสียกับคุณสมบัติอื่นขึ้นมาแทน จากทั้ง 7 รูปแบบจะเห็นว่าฟิลเตอร์ตัว Apodizing เป็นรูปแบบที่พยายามไกล่เกลี่ยกับปัญหาต่างๆ มากที่สุด ทางผู้ผลิต Arcam จึงเลือกใช้ฟิลเตอร์ตัวนี้เป็นค่า default ที่ตั้งมาจากโรงงาน (คุณสามารถเปลี่ยนเองได้ด้วยการเข้าไปเปลี่ยนในเมนูเครื่อง) จากการทดลองฟังของผมพบว่าฟิลเตอร์แต่ละรูปแบบให้เสียงที่ต่างกันพอรู้สึกได้ กับลำโพงเล็กจะรู้สึกถึงความแตกต่างได้น้อยกว่าลำโพงใหญ่ ถ้าคุณลองฟังฟิลเตอร์แต่ละแบบกับซิสเต็มของตัวเองแล้วรู้สึกไม่ต่างกันมาก แนะนำให้เลือกตัว Apodizing ทิ้งไว้เลย เพราะตัวนี้มันให้ค่าเฉลี่ยของเสียงออกมากลางๆ มากกว่าตัวอื่น แต่ถ้ารู้สึกว่าเสียงแหลมเยอะและออกแข็ง แนะนำให้ลองใช้ฟิลเตอร์ตัว Minimum Phase Slow Roll Off จะให้เสียงโดยรวมที่นวลหูมากขึ้น เสียงแหลมจะน้อยลงนิดนึง ถ้าชอบโฟกัสคมๆ เป๊ะๆ ลองฟังฟิลเตอร์ตัว Minimum Phase Fast Roll Off

สรุปคือจะเลือกใช้ฟิลเตอร์ตัวไหนก็ได้ แล้วแต่ซิสเต็มและหูของคุณ เพราะแต่ละตัวมันถูกปรับพารามิเตอร์ให้ต่างกันไม่มาก ผลของมันจึงไม่ได้ทำให้เสียงโดยรวมออกมาเลวร้าย แค่ได้บุคลิกโทนเสียงที่ต่างกันนิดหน่อยอย่างที่บอก

คุณภาพเสียงของช่อง Digital Input ของ ST60

ในคู่มือของ ST60 ระบุไว้ว่า ช่องอินพุต Optical และ Coaxial ของ ST60 รองรับได้เฉพาะสัญญาณ PCM มาตรฐาน S/PDIF ซึ่งรับสูงสุดได้ที่ 96kHz สำหรับช่องอินพุต Optical และ 192kHz สำหรับช่องอินพุต Coaxial ส่วน bit-depth ของสัญญาณ PCM ที่รองรับได้นั้นถูกเปิดกว้างไว้ตั้งแต่ 16bit – 32bit

ST60 ใช้ชิปของ AKM เบอร์ 4113 ทำหน้าที่เป็นหน้าด่านในการรองรับสัญญาณ S/PDIF PCM ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่า ชิป S/PDIF receiver ของ AKM เบอร์นี้ให้เสียงที่นุ่มนวล มีเนื้อ ถูกใจต้องสไตล์กับคนที่ชอบลักษณะเสียงที่มีมวลหนาๆ อิ่มๆ ผมทดสอบประสิทธิภาพของช่องอินพุต Coaxial ของ ST60 โดยใช้เครื่องเล่นแผ่นซีดี/เอสเอซีดีของ Accuphase รุ่น DP-570 สลับกับเครื่องเล่นแผ่นซีดี/เอสเอซีดีของ Arcam รุ่น CD27 ลองเล่นแผ่นซีดีแล้วส่งสัญญาณ digital out จากช่อง Coaxial Digital Out ของ DP-570 ไปที่อินพุต digital 1 ของ ST60

กรรมวิธีในการทดสอบนั้น ผมทำการลองฟังเสียงเทียบกันระหว่างใช้ภาค DAC ในตัว DP-570 และ CD27 กับส่งเป็นสัญญาณดิจิตัลจาก DP-570 และ CD27 ไปใช้ภาค DAC ในตัว ST60 โดยมีอินติเกรตแอมป์ยี่ห้อ Kinki Studio รุ่น EX-M1 (รีวิวจะตามมาเร็วๆ นี้) สลับกับ all-in-one ของ Gold Note รุ่น IS-1000 Deluxe จับคู่กับลำโพงตั้งพื้นขนาดเล็กของ Audio Physic รุ่น Avanti 35 ร่วมกันทำหน้าที่ถ่ายทอดเสียงในขั้นตอนสุดท้าย

ผลลัพธ์เป็นไปตามโผ ช่องอินพุต Coaxial ของ ST60 ให้เสียงที่มีมวลอิ่มหนาจริงๆ แม้ว่าความถี่ทางด้านบนๆ (top end) จะโรลออฟเร็วไปนิด แต่ได้ความอิ่มเอิบในย่านเสียงกลางต่ำลงไปถึงทุ้มต้นๆ เข้ามาทดแทน เนื้อเสียงเนียนดี โทนัลบาลานซ์เอียงลงมาทางทุ้มมากกว่าแหลมนิดหน่อย โทนเสียงโดยรวมจึงออกไปทางน่าฟัง ไม่แห้ง ใครที่ใช้เครื่องเล่นซีดีที่มีช่องดิจิตัล เอ๊าต์แบบ Coaxial สามารถอัพเกรดเสียงของแผ่นซีดีของคุณกับอินพุต Coaxial ของ ST60 ได้เลย ผมเทียบดูแล้ว เสียงที่ออกมาจากอินพุต Coaxial ของ ST60 ดีกว่าเสียงจากภาค DAC ในตัว CD27 พอสมควร แต่เป็นรองเสียงจากภาค DAC ในตัวของ DP-570 พอสมควรเหมือนกัน (แต่ราคา DP-570 ก็สูงกว่า ST60 หลายเท่า.!) ได้ยินเสียงจากอินพุต Coaxial ของ ST60 แล้ว มันทำให้ผมคันมาก รู้สึกอยากได้ซีดี ทรานสปอร์ตดีๆ ขึ้นมาเลยทีเดียว.!!

การเล่นไฟล์เพลงผ่านอินพุต NET ของ ST60

ในคู่มือของ ST60 ไม่ได้บอกอะไรไว้มากเกี่ยวกับการเล่นไฟล์เพลงผ่านทางอินพุต NET รู้แค่ว่ามีแอพลิเคชั่นของ Arcam เองที่ชื่อว่า MusicLife เอาไว้ให้ใช้เล่นไฟล์เพลงผ่านเน็ทเวิร์ค แต่ถ้าเข้าไปดูในเว็บไซต์ของ Arcam จะสะดุดตากับโลโก้ Roon Ready, MQA , GoogleCast, Airplay2, uPnP และ TIDAL ซึ่งจริงๆ แล้ว ไฮไล้ท์ของ ST60 ก็คือ Streming นี่แหละ..!!

แอพลิเคชั่น ‘MusicLifeที่ใช้เล่นไฟล์เพลงผ่านเน็ทเวิร์ค

Arcam มีแอพลิเคชั่นที่ออกแบบมาสำหรับใช้เล่นไฟล์เพลงของตัวองด้วย ชื่อว่า MusicLife ซึ่งเป็นแอพลิเคชั่นตัวเดียวกับที่ใช้กับอินพุต Network ของอินติเกรตแอมป์ Arcam รุ่น SA30 (REVIEW) ที่ผมทำรีวิวไปแล้ว ซึ่งฟังท์ชั่นและลักษณะการใช้งานของแอพฯ ตัวนี้ผมจะขออนุญาตข้ามไป จะขอให้คุณเข้าไปอ่านได้จากรีวิวของตัว SA30 โดยกดที่ลิ้งค์ด้านล่างนี้ เนื่องจากทุกอย่างเหมือนกัน

การใช้แอพฯ Roon เล่นไฟล์เพลงผ่านเน็ทเวิร์ค

ST60 ฝัง ‘Roon Readyมาในตัว ทำให้อินพุต Network ของ ST60 ทำงานร่วมกับโปรแกรม Roon ได้อย่างลื่นไหล ไม่สะดุด ทำงานได้ครบถ้วนทุกฟังท์ชั่น

ดูจากภาพด้านบนนี้ จะเห็นว่า ที่ด้านล่างของกรอบสี่เหลี่ยม และในวงกลมสีแดงมุมล่างขวา จะมีภาพเครื่องและชื่อยี่ห้อกับชื่อรุ่นกำกับเอาไว้ ซึ่งเครื่องที่ผ่านการ certify พร้อมติดตั้ง Roon ไว้ในเครื่องถึงจะมีภาพกราฟฟิกกับชื่อยี่ห้อ+รุ่นแบบนี้กำกับไว้ให้รู้ว่า ext.DAC หรือ Music Streamer ตัวนั้นมีคุณสมบัติเป็น Roon Ready ซึ่งจะทำงานร่วมกับโปรแกรม Roon ได้อย่างครบถ้วนและให้คุณภาพเสียงสูงสุดเท่าที่ภาค DAC ในตัว ext.DAC หรือ Music Streamer ตัวนั้นจะให้ได้

ภาพด้านบนนั้นผมทดลองใช้โปรแกรมรีโมทแอพฯ ของ Roon บน iPad Mini2 ของผมควบคุมการเล่นไฟล์เพลง WAV 16/44.1 ที่อยู่ใน NAS ของผมมาที่ ST60 โดยใช้ภาค DAC ในตัว ST60 ในการแปลงสัญญาณเสียงดิจิตัลให้เป็นอะนาลอกผ่านออกไปที่แอมป์ทางช่อง Analog Out ของ ST60 สังเกตในกรอบสี่เหลี่ยมสีแดงด้านบนสุดจะโชว์ ‘Signal Pathหรือเส้นทางเดินสัญญาณออกมาเป็น ‘Losslessแสดงว่าไฟล์เพลงนั้นผ่านขั้นตอนต่างๆ มาจนถึงขั้นตอนแปลงเป็นสัญญาณอะนาลอกโดยไม่มีความสูญเสียใดๆ เกิดขึ้นกับตัวสัญญาณนั่นเอง

ทดลองเล่นไฟล์ MQA ด้วย Roon แล้วส่งสัญญาณดิจิตัลไปที่ ST60

ST60 ประชาสัมพันธ์ชัดเจนว่ารองรับการถอดรหัสไฟล์ MQA ได้เต็มสูบ ผมจึงทดลองเล่นไฟล์ MQA ทั้งที่สตรีมมาจาก TIDAL และไฟล์ MQA ที่ผมริปมาจากแผ่น MQA-CD เป็นไฟล์ WAV 16/44.1 (ศรชี้ในภาพบน) พบว่าตัวดีโค๊ดเดอร์ MQA ในตัว ST60 สามารถถอดรหัสเอาสัญญาณ PCM 352.8kHz ต้นฉบับจากสตูดิโอออกมาให้ฟังได้ตรงตามนั้น ไม่มีการลดรูปสัญญาณ.!! ดูที่กรอบสีแดงจากรูปด้านบนจะเห็นว่า หลังจาก Roon ส่งสัญญาณ PCM 16/44.1 + MQA signal ให้กับ ST60 แล้ว สัญญาณ PCM 16/44.1 กับไฟล์ MQA signal ได้ถูกภาค MQA ดีโค๊ดเดอร์ในตัว ST60 ทำการถอดรหัสออกมาเป็นสัญญาณเสียง PCM 24/352.8 แบบ “full decoderสุดซอยตามสัญญาณออริจินัลที่แพ็คอยู่ในไฟล์ MQA มาจากสตูดิโอทุกอณู พิสูจน์จาก Signal Path ที่ด้านบนของกรอบโชว์เป็น “Enhancedสมบูรณ์แบบ

หน้าจอแสดงผลของ ST60 ก็แจ้งข้อมูลขึ้นมาตรงกับดีลเพลย์ของโปรแกรม Roon คือยืนยันว่าไฟล์ MQA ที่ได้รับมาจากโปรแกรม Roon มีสถานะเป็นไฟล์ MQA Studio ของแท้ (ศรชี้) และภาคดีโค๊ดเดอร์ในตัว ST60 ถอดออกมาได้ถึง 352.8kHz ตามนั้น (ศรชี้) สรุปแล้ว ST60 มีความสามารถรองรับไฟล์เพลง MQA ได้เต็มสเปคฯ ครบถ้วนทุกอย่าง

ลองเล่นไฟล์ MQA ที่สตรีมตรงมาจาก TIDAL ทั้งหน้าจอของโปรแกรม Roon และหน้าจอของ ST60 ก็โชว์ตรงกันว่าเป็นไฟล์ MQA Studio และถอดรหัสออกมาได้เป็นไฟล์ต้นฉบับ 96kHz สรุปว่า ST60 สามารถถอดรหัส MQA จาก TIDAL ที่สตรีมผ่านเน็ทเวิร์คได้หมดจดสุดซอยเช่นกัน

ลองเล่นไฟล์ DSD กับ ST60

ในคู่มือของ ST60 ไม่มีรายละเอียดแจ้งไว้เกี่ยวกับความสามารถในการรองรับสัญญาณ DSD แต่อย่างใด มีแต่ข้อมูลเกี่ยวกับความสามารถในการรองรับสัญญาณ PCM ทางอินพุต Optical และ Coaxial แถมไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับความสามารถในการรองรับสัญญาณทางอินพุต Network เอาไว้ด้วย เพื่อให้หายคาใจ ผมจึงทดลองเล่นไฟล์ DSF กับ ST60 ผ่านเข้าทางอินพุต NET ด้วยการสตรีมผ่านเน็ทเวิร์ค

หลังจากทดลองเล่นจึงรู้ว่า ST60 ถูกกำหนดมาให้จัดการกับสัญญาณ DSD ด้วยวิธี “convert to PCMคือแปลงสัญญาณ DSD ที่รับมาทางอินพุตให้ออกมาเป็นสัญญาณ PCM ก่อนส่งให้ภาค DAC ไม่ว่าคุณจะเล่นไฟล์ DSF ที่แพ็คสัญญาณ DSD ทางอินพุต Network หรืออินพุต USB

ผมทดลองเล่นไฟล์ DSF ที่แพ็คสัญญาณ DSD64 เข้าทางอินพุต Network ผ่าน 3 อ๊อปชั่นด้วยกัน อ๊อปชั่นแรก เล่นไฟล์ด้วยโปรแกรม Roon บน nucleus+ แล้วส่งสัญญาณผ่านเน็ทเวิร์คด้วยสาย RJ45 (สาย LAN) ไปที่อินพุต Network ของ ST60 ผลออกมาเป็นแบบสองภาพด้านบน มีอะไรแปลกๆ โผล่ออกมาให้เห็น คือถ้าดูจากช่องทางเดินสัญญาณ (Signal Path) บนหน้าโปรแกรม Roon (ในกรอบสีแดง) สังเกตที่ศรชี้สีแดง Roon บอกเราว่า หลังจากส่งสัญญาณ DSD64 ไปให้ ST60 แล้วทาง ST60 ได้ทำการแปลงสัญญาณ DSD64 นั้นออกมาเป็นสัญญาณ PCM ที่แซมปลิ้งเรต 192kHz จากนั้นจึงค่อยผ่านภาค DAC ออกมาเป็นสัญญาณอะนาลอก (Analog Output)

แต่ในขณะเดียวกัน บนหน้าจอของ ST60 (รูปล่าง) กลับโชว์แซมปลิ้งเรตเท่ากับ 384kHz แทนที่จะเป็น 192kHz อย่างที่โปรแกรม Roon บอกเรา หมายความว่ายังไง.?? คำตอบสำหรับตรงนี้มีความเป็นไปได้ 2 ทาง ทางแรกคือเป็นอาการเอ๋อของโปรแกรม Roon กับอีกทางคือภายในตัว ST60 อาจมีการ อัพเกรดความสามารถในการแปลงสัญญาณ DSD > PCM จากเดิมแปลงได้แค่ 192kHz แต่เวอร์ชั่นปัจจุบันอาจจะอัพฯ ขึ้นมาเป็น 384kHz แล้วแต่ทาง Roon ยังไม่รู้ก็เป็นได้.. ณ ตอนนี้ผมยังฟันธงไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงเป็นแบบไหน.? หรือเกิดอะไรขึ้นกันแน่.?

อ๊อปชั่นที่สอง ผมลองเล่นไฟล์ DSF64 ด้วยแอพลิเคชั่น MusicLife ของ Arcam เอง แล้วส่งสัญญาณ DSD64 ผ่านเข้าทางอินพุตเน็ทเวิร์ค ผลปรากฏว่า แอพฯ MusicLife โชว์ว่าไฟล์ต้นทางที่เล่นเป็นไฟล์ DSF (วงกลมสีแดง ภาพบน) ถูกต้องตามต้นฉบับ แต่บนหน้าจอของ ST60 กลับแสดงตัวเลขแซมปลิ้งเรต 352.8kHz (วงกลมสีแดง ภาพล่าง) แสดงว่าภาคอินพุต (รีซีฟเวอร์) ของ ST60 ทำการแปลงสัญญาณ DSD ให้ออกมาเป็นสัญญาณ PCM เหมือนตอนเล่นผ่าน Roon แต่แปลงออกมาเป็นคนละแซมปลิ้งเรต คือเล่นด้วยแอพฯ MusicLife ได้ออกมาเป็น 352.8kHz ในขณะที่เล่นด้วย Roon ได้ออกมาเป็น 384kHz ??? เสียงก็ต่างกัน

ผมทดลองเล่นไฟล์ DSF64 ไฟล์อื่นๆ ก็ได้ผลลัพธ์ออกมาเหมือนกัน คือเมื่อเล่นด้วยแอพฯ MusicLife ภาคอินพุตของ ST60 จะแปลงสัญญาณ DSD64 ออกมาเป็นสัญญาณ PCM 352.8kHz เหมือนกันหมด

อ๊อปชั่นที่สาม ผมเอาไฟล์เพลง DSF64 ที่เป็นเพลงเดียวกับที่เล่นด้วยโปรแกรม Roon ในอ๊อปชั่นแรกมาใส่ไว้ใน แฟรชไดร้ 3.0 แล้วเอาไปเสียบที่ช่อง USB ของ ST60 (ศรชี้สีแดง รูปบน) จากนั้นก็ใช้รีโมทไร้สายควบคุมการเล่นไฟล์เพลงนี้ผ่านทางอินพุต USB ของ ST60 ซึ่งการควบคุมการเล่นไฟล์เพลงจากแฟรชไดร้ผ่านทางอินพุต USB นี้ทำได้แค่ 2 ทางคือใช้รีโมทไร้สายหรือไม่ก็ควบคุมผ่านปุ่มมัลติฟังท์ชั่นขนาดใหญ่ที่ใช้ปรับวอลลุ่มกับเลือกฟังท์ชั่นซึ่งอยู่ทางซ้ายมือสุดของหน้าปัด ส่วนแอพลิเคชั่น MusicLife ใช้ควบคุมการเล่นไม่ได้ เพราะมันมองไม่เห็นอินพุต USB พอผมกดปุ่มสั่ง Play เพลงนี้ ปรากฏว่าที่มุมขวาบนของจอแสดงผลของ ST60 โชว์แซมปลิ้งเรตออกมาเป็น 352.8kHz ไม่เหมือนกับตอนที่เล่นไฟล์เดียวกันนี้บน Roon ซึ่งโชว์เป็น 384kHz เสียงที่ได้ออกมาก็ไม่เหมือนกันด้วย

หลังจากทดลองเล่นไฟล์ DSF64 ไปแล้ว ผมก็ทดลองเล่นไฟล์ DSF128 ที่มีความละเอียดสูงขึ้นไปอีกระดับ เริ่มจากลองเล่นด้วยแอพฯ MusicLife ก่อน ปรากฏว่าบนจอ ST60 โชว์แซมปลิ้งเรต 384kHz แต่เสียงที่ออกมามีอาการสะดุด มาๆ หายๆ ไม่ต่อเนื่อง ทีแรกผมคิดว่าเป็นเพราะสปีดเน็ทเวิร์คไม่พอ..

ผมเลยลองเปลี่ยนมาใช้ Roon เล่นไฟล์เดียวกันนี้ ซึ่งบนจอของ ST60 ก็โชว์แซมปลิ้งเรตเท่ากันคือ 384kHz แต่คราวนี้เสียงเพลงออกมาปกติ ไม่มีอาการสะดุดเลย ลื่นไหลและต่อเนื่องเป็นปกติทุกอย่าง แถมเสียงดีด้วย… เกิดอะไรขึ้น..?? หรืออาจจะเป็นเพราะคำว่า Roon Ready ..??

สรุปคือ ถ้าเล่นไฟล์เพลง DSF64 เสียงที่ได้จากการเล่นด้วยโปรแกรม Roon ผ่านเข้าทางอินพุต Network ของ ST60 จะออกมาดีกว่าเล่นไฟล์เดียวกันด้วยแอพฯ MusicLife และเล่นผ่านอินพุต USB ถ้าถามว่า ดีกว่าเยอะมั้ย.? ตอบตามสิ่งที่หูของผมได้ยินก็ต้องบอกว่า เยอะพอสมควร แต่ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบกัน เล่นผ่านทางอินพุต USB หรือเล่นด้วยแอพฯ MusicLife ก็ให้เสียงออกมาดีมากแล้ว แต่ถ้าผมมีงบพอสำหรับเพิ่ม Roon ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์เข้ามาในระบบ ผมก็จะขอเลือกเล่นด้วย Roon ผ่านเข้าทางอินพุต Network เพราะนอกจากจะได้คุณภาพเสียงที่ดีกว่าเล่นผ่านทางอินพุต USB กับผ่านแอพฯ MusicLife แล้ว ผมชอบอินเตอร์เฟซที่ใช้ควบคุมของ Roon รวมถึงระบบจัดการกับคอนเท็นต์ของ Roon ก็ดีกว่า และที่สำคัญคือ Roon เล่นไฟล์ DSD128 ขึ้นไปจนถึง DSD512 ได้ ในขณะที่แอพฯ MusicLife มีอาการเอ๋อ..!!

ใช้ ST60 เป็น DAC+Preamp

ระบบวอลลุ่มในตัว ST60 สามารถเลือกปรับตั้งให้เป็นแบบ Variable (เพิ่ม/ลดได้) หรือ Fixed (ปล่อยเอ๊าต์พุตเต็มที่ เพิ่ม/ลดไม่ได้) จึงเปิดโอกาสให้คุณใช้ ST60 ทำหน้าที่เป็นทั้ง ext.DAC เป็น Music Streamer และเป็นปรีแอมป์พร้อมๆ กันได้

กรณีที่คุณนำ ST60 ไปใช้ในซิสเต็มที่มีอินติเกรตแอมป์ หรือปรี+เพาเวอร์ฯ ทำหน้าที่เป็นระบบแอมปลิฟายหลักของซิสเต็ม แนะนำให้ปรับตั้งวอลลุ่มของ ST60 ไว้ที่ ‘Fixedเพื่อให้ ST60 จัดส่งสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตออกไปให้ระบบแอมปลิฟายแบบ เต็มสเกลคือ 2.2Vrms สำหรับช่องเอ๊าต์พุตซิงเกิ้ลเอ็นด์ RCA และ 4.5Vrms สำหรับช่องเอ๊าต์พุตบาลานซ์ XLR แต่ในกรณีที่คุณนำ ST60 ไปใช้งานร่วมกับลำโพงแอ๊คทีฟที่มีแอมปลิฟายในตัวและรองรับสัญญาณอินพุตอะนาลอกและ/หรือดิจิตัล คุณสามารถใช้ภาคปรีแอมป์ในตัว ST60 ร่วมกับลำโพงแอ๊คทีฟได้โดยตรงโดยไม่ต้องพ่วงปรีแอมป์เข้าไปในระบบอีก หรือในกรณีที่คุณไม่มีเพลเยอร์อะนาลอกอย่างเช่นเครื่องเล่นแผ่นเสียงอยู่ในซิสเต็มเลย ถ้าแหล่งต้นทางหลักๆ ของคุณเป็น source ดิจิตัล อย่างเช่นเครื่องเล่นแผ่นซีดี และคุณต้องการทำให้ซิสเต็มมีความเรียบง่ายมากที่สุด คุณก็สามารถใช้ภาคปรีฯ ในตัว ST60 ร่วมกับเพาเวอร์แอมป์ขับลำโพงคู่หลักโดยไม่ต้องมีปรีแอมป์ได้เลย

เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของภาคปรีแอมป์ในตัว ST60 ผมจึงเอาเพาเวอร์แอมป์ของ Ayre Acoustics รุ่น V-3 (ภาพบน) กับเพาเวอร์แอมป์ของ QUAD รุ่น Artera Stereo Power Amplifier (ภาพล่าง) มาสลับกันจับคู่กับ ST60 พบว่า ภาคปรีฯ ในตัว ST60 มีเกนขยายที่แรงพอสมควร จึงแม็ทชิ่งกับเกนอินพุตของเพาเวอร์แอมป์ทั้งสองตัวได้ และหลังจากทดลองขับลำโพงวางขาตั้ง Totem Acoustic รุ่น Sky (ราคาหกเจ็ดหมื่น) และลำโพงตั้งพื้นของ Audio Physic รุ่น Avanti 35 (ราคาสองแสนกลางๆ) พบว่า ST60 + V-3 ขับโทเท็ม สกายออกมาได้ดีพอสมควร เสียงโดยรวมออกมาในเกณฑ์ที่ยอมรับได้เลย แม้ว่าอาจจะยังไม่ใช่ระดับดีที่สุดสำหรับสกาย แต่ที่ได้ออกมาก็เกือบๆ สุดเหมือนกัน ส่วนตอนขับ Avanti 35 ผมพบว่า เกนเอ๊าต์พุตภาคปรีฯ ของ ST60 ยังมีกำลังสำรองน้อยไปหน่อยสำหรับลำโพงระดับนี้ คือยังดันไดนามิกและเวทีเสียงของ Avanti 35 ออกมาได้ไม่เต็มที่ สรุปแล้ว ภาคปรีฯ ของ ST60 น่าจะเหมาะกับแอมป์+ลำโพงในระดับกลางๆ ชิ้นละไม่เกินแสนกำลังสวยและไปกันได้ดี

ลักษณะ+คุณภาพเสียงของ ST60

ต้องเข้าใจก่อนว่า ถ้าใช้ ST60 เป็น DAC+Pre พร้อมกันจะประเมินคุณภาพเสียงของ ST60 ยากสักหน่อย เพราะมีตัวแปรในแง่ความแม็ทชิ่งระหว่างเกนเอ๊าต์พุตของภาคปรีแอมป์ของ ST60 กับเกนอินพุตของเพาเวอร์แอมป์ที่เอามาใช้ร่วมกันเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย มีข้อสังเกตจากสเปคฯ ของ ST60 แนะนำไว้ว่า โหลด (หรืออินพุต อิมพีแดนซ์) ของเพาเวอร์แอมป์ที่จะเอามาจับคู่กับช่องอะนาลอก เอ๊าต์ของ ST60 ไม่ควรจะ ต่ำกว่า5kOhm ซึ่งอินพุต อิมพีแดนซ์ของเพาเวอร์แอมป์ QUAD รุ่น Artera Stereo อยู่ที่ 10kOhm (XLR)/15kOhm (RCA) เท่ากับอินพุตอิมพีแดนซ์ของ Ayre Acoustics ซึ่งอยู่ที่ 10kOhm เช่นกัน การจับคู่ระหว่างเพาเวอร์แอมป์ทั้งสองตัวนั้นกับภาคปรีฯ ของ ST60 จึงไปด้วยกันได้ดีพอสมควร และด้วยสมรรถนะของตัวเพาเวอร์แอมป์ Artera Stereo ที่มีกำลังขับมากถึงข้างละ 140 วัตต์ เมื่อจับกับ ST60 ทำให้มันไปได้ดีมากกับลำโพงหลายๆ คู่ สามารถไปกับลำโพงแพงๆ ได้ ขึ้นอยู่กับว่าลำโพงคู่นั้นขับยากหรือง่าย อย่างเช่นตอนผมลองให้ขับลำโพงตั้งพื้นขนาดเล็กรุ่น Avanti 35 ราคาคู่ละสองแสนอัพ เสียงที่ได้ออกมาก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าที่ผมคาดไว้มาก แม้ว่าจะยังไม่ถึงจุดที่ดีที่สุดของลำโพง แต่ผลรวมที่ได้ก็ดีกว่าที่คาดไว้เยอะ ฟังแล้วแฮ้ปปี้ได้เลยเมื่อเทียบกับงบประมาณที่ลงไป ต้นเหตุสำคัญน่าจะเป็นเพราะเกนขยายของสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตทางช่อง XLR ของ ST60 มันให้ออกมาสูงถึง 4.5Vrms นั่นเอง เมื่อเจอกับกำลังขับในตัว Artera Stereo ที่สูงถึง 140 วัตต์ต่อข้าง จึงกลายเป็นสองแรงบวก

ต่อไปก็เป็นการประเมินลักษณะ+คุณภาพเสียงของ ST60 ด้วยการใช้งานมันเป็น External DAC และ Music Streamer ซึ่งหลังจากทดลองใช้งาน ST60 เป็น ext.DAC และ Music Streamer ร่วมกับแอมป์+ลำโพงหลายชุด ผมก็พอจะจับน้ำเสียงของมันออกมาได้ คุณสมบัติข้อแรกที่น่าจะเป็นลายนิ้วมือของ ST60 ตัวนี้ เพราะไม่ว่าจะไปอยู่ในซิสเต็มไหน บุคลิกที่ว่านี้ก็จะปรากฏออกมาให้ได้ยินเสมอ คุณสมบัติที่ว่าก็คือ ความสดของน้ำเสียงที่ได้มาเพราะ ไดนามิกที่เปิดกว้างบวกกับ ไทมิ่งของการตอบสนองต่อสัญญาณที่ฉับไว และเร็ว เมื่อสองคุณสมบัตินั้นบวกกัน ทำให้โทนเสียงของ ST60 จึงออกมาแบบมีชีวิตชีวา มีความสดสมจริง ไม่ว่าจะฟังเพลงช้าหรือเพลงเร็ว แม้ว่าจะเป็นเพลงเก่าที่บันทึกเสียงมาตั้งแต่หลังยุค ’60 เมื่อเอามาฟังผ่าน ST60 ตัวนี้ มันก็ให้น้ำเสียงที่ฟังรู้ว่าเป็นเพลงเก่า แต่ภายใต้ความเก่านั้นมันก็แฝงเอาความสด ความมีชีวิต ติดออกมาด้วยเสมอ…

เสียงสด.. มีชีวิต..??? ขออนุญาตพักเบรครีวิวมาเคลียร์คำว่า สด.. มีชีวิตชีวากันก่อน คำนี้ไม่ได้หมายถึงเสียงที่แหลมพุ่งๆ นะครับ มีบางคนที่เคยคุยกันเข้าใจแบบนั้น จริงๆ แล้ว คำว่า สด มีชีวิตชีวาหมายถึงเสียงที่มีลีลาการขยับเคลื่อนของตัวโน๊ตที่รวดเร็ว ไม่มีปัญหา latency ทำให้สปีดของหัวโน๊ต (pitch) มีความแม่นยำ ไม่มีดีเลย์หรืออาการหน่วงช้า มีผลให้จังหวะของเพลงมีความถูกต้อง ช้าเป็นช้า เร็วเป็นเร็ว ซึ่งความถูกต้องแม่นยำของจังหวะนี้ส่งผลโดยตรงต่ออารมณ์ของเพลงที่ถูกต้องตามเจตนารมย์ของศิลปินแต่ละคนที่บรรเลงอยู่ในเพลงนั้น สรุปแล้ว คำว่า สด มีชีวิตชีวา จึงเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติทางด้าน “ไทมิ่ง(timing) ของเพลง สรุปแล้ว คำว่า”สด.. มีชีวิตชีวา” เป็นคุณสมบัติของเสียงที่สื่อความหมายไปในทางที่ดี

จะว่าไปแล้ว ผมพบว่า ext.DAC ยุคหลังๆ ที่ออกมาก็มักจะมีความสามารถในการถ่ายทอดคุณสมบัติทางด้านไทมิ่งของเสียงได้เร็วและฉับไว ทันต่อสัญญาณอินพุตแทบจะทั้งนั้น เป็นเพราะประสิทธิภาพของชิป DAC รุ่นใหม่ๆ ที่ถูกพัฒนาให้มีสปีดในการประมวลผลที่สูงขึ้นกว่ายุคก่อนๆ นั่นเอง ถึงตรงนี้คุณอาจจะสงสัยว่า ถ้าเป็นแบบนั้น ext.DAC หรือมิวสิค สตรีมเมอร์ที่ใช้ชิป DAC เบอร์เดียวกัน ก็ให้คุณภาพเสียงออกมาเหมือนๆ กันใช่มั้ย.? หามิได้ครับ.. เนื่องจากชิป DAC ไม่ใช่ส่วนประกอบเดียวที่เป็นตัวกำหนดลักษณะ+คุณภาพเสียงภาค DAC แต่ยังมีอีกหลายตัวแปรที่ส่งผลต่อไทมิ่งของเสียง อาทิเช่น ระบบ clock, วงจร digital filter, ภาค analog output และภาคจ่ายไฟเลี้ยง เพียงแต่ว่า ประสิทธิภาพของชิป DAC ก็ถือว่ามีความสำคัญอันดับต้นๆ เพราะมันเป็น สารตั้งต้นที่มาของเสียงที่ดีนั่นเอง

เสียงของ ST60มีอะไรบางอย่างที่ทำให้ผมนึกถึงเสียงของ ext.DAC รุ่น Liberty DAC II ของ MyTek ที่ผมทำรีวิวไปแล้ว (REVIEW) โทนเสียงโดยรวมไปทางเดียวกัน จุดเด่นคือความสด มีชีวิตชีวานั่นคือประเด็นหลักที่ไปทางเดียวกัน ส่วนประเด็นที่ต่างกันมันกระจายเป็นประเด็นย่อยๆ ต้องฟังไปสักพักจึงค่อยๆ แยกแยะออกมาได้ คือผมรู้สึกว่าเสียงของ ST60 มันมีความละเอียดละมัยสูงกว่า Liberty DAC II อยู่พอสมควร มีผลให้เสียงของ ST60 แฝงไว้ด้วยความนุ่มนิดๆ ในขณะที่ Liberty DAC II จะมีลักษณะของความเอาจริงเอาจังของเสียงมากกว่า ถ้าเทียบกันจะจะ โทนเสียงของ ST60 จะติดดาร์กกว่า Liberty DAC II ซึ่งติดสว่างกว่านิดนึง ซึ่งผมคิดว่าเป็นผลมาจากหลายมูลเหตุ ทั้งเรื่องของอินพุตที่ต่างกันระหว่าง USB vs. LAN และลักษณะการเล่นไฟล์ที่แตกสัญญาณออกมาต่างกัน โดยเฉพาะกับไฟล์ DSF ที่ Liberty DAC II ยอมรับการเล่นแบบ native ผ่านโปรแกรม Roon ในขณะที่ ST60 ต้องผ่านการแปลงเป็น PCM อย่างเดียวแม้จะเล่นด้วย Roon เหมือนกัน อีกเรื่องคือ digital filter ที่ ST60 สามารถเลือกใช้ได้หลายรูปแบบ ในขณะที่ Liberty DAC II ไม่สามารถเลือกได้ แค่ความแตกต่างในเรื่องหลักๆ สองประเด็นนี้ก็ทำให้เสียงของ Liberty DAC II กับ ST60 ออกมาต่างกันได้มากมายแล้ว

เป็นความจริงที่ว่า คุณภาพเสียงที่ได้จากกระบวนการแปลงสัญญาณ digital เป็น analog ขึ้นตรงอยู่กับประสิทธิภาพของชิป DAC แม้ว่าจะไม่ใช่ทั้งหมด แต่ชิป DAC ก็เป็นจุดศูนย์กลางที่รวบรวมการทำงานในส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการแปลงสัญญาณ digital เป็น analog ที่ส่งผลกับคุณภาพเสียงโดยรวมของสัญญาณอะนาลอกที่ผ่านกระบวนการ D-to-A เอาไว้

ในโลกนี้มีอุปกรณ์ประเภท ext.DAC จำนวนมากที่ใช้ชิป DAC สำเร็จรูปของบริษัท ESS Technology เป็นศูนย์กลางในการออกแบบ ถ้าคุณติดตามผลงานของ ext.DAC ยี่ห้อที่ใช้ชิป DAC ของ ESS Technology ติดต่อกันมาสัก 4-5 ปี คุณจะพบว่า แต่ละเจนเนอเรชั่นของ ext.DAC เหล่านั้นจะมีลักษณะและคุณภาพของเสียงที่เป็นอัตลักษณ์ปรากฏออกมา ผมเคยพยายามฟังเทียบระหว่าง ext.DAC ที่ใช้ชิปเบอร์ ES9016 กับชิปเบอร์ ES9018 มาแล้ว สิ่งหนึ่งที่ผมพบก็คือลักษณะของเสียงที่แตกต่างกัน คือเสียงของ ext.DAC ที่ใช้ชิปเบอร์ ES9016 โดยส่วนใหญ่จะออกไปทางนุ่มและหม่นกว่า เมื่อเทียบกับ ext.DAC ที่ใช้ชิปเบอร์ ES9018 ซึ่งให้เสียงออกไปทางเปิดกระจ่างมากกว่า ซึ่งหากย้อนไปดูที่สเปคฯ ของชิปทั้งสองเบอร์นั้นจะเห็นว่า ทั้ง ES9016 และ ES9018 ต่างก็เป็นชิป 32-bit ทั้งคู่ แต่ที่ต่างกันไปอยู่ที่ DNR (dynamic range) ซึ่ง ES9016 ให้ได้ที่ระดับ 124dB ในขณะที่เบอร์ ES9018 ให้ได้กว้างกว่าคืออยู่ที่ระดับ 128dB

ตัวเลข “dynamic rangeมีความสำคัญมากต่อคุณภาพเสียง เพราะ เสียงในธรรมชาติมีองค์ประกอบหลักแค่ ความถี่” (frequency) กับ ความดัง” (level) ซึ่งสัญญาณเพลงมีลักษณะของการ ปรับเปลี่ยนระดับความดังขึ้นๆ ลงๆ ตลอดเวลานั่นก็คือคุณสมบัติทางด้าน ไดนามิกเร้นจ์นั่นเอง ด้วยเหตุนี้ ชิป DAC ที่ให้คุณสมบัติทางด้านไดนามิกเร้นจ์ที่ กว้างกว่าจึงสามารถให้เสียงออกมาได้ใกล้เคียงกับต้นฉบับมากกว่า ซึ่งตัวเลข 4dB ที่เป็นความแตกต่างระหว่าง ES9016 กับ ES9018 ถือว่าเป็นความแตกต่างที่มีนัยยะสำคัญ เมื่อนักออกแบบ ext.DAC นำคุณสมบัติข้อนี้ของชิป DAC ไปใช้ในการปรับปรุงความสามารถในการถ่ายทอดไดนามิกเร้นจ์ของกระบวนการแปลงสัญญาณ D-to-A มันจึงส่งผลต่อผลลัพธ์ที่ได้ออกมาเป็นสัญญาณอะนาลอกที่ ใกล้เคียงกับสัญญาณอะนาลอกต้นฉบับในสตูดิโอก่อนที่จะถูกแปลงเป็นสัญญาณดิจิตัลลงไปอยู่ในแผ่นซีดีมากขึ้น

ES9038 ที่ใช้อยู่ใน ST60 มีประสิทธิภาพในการถ่ายทอดไดนามิกเร้นจ์ได้สูงถึง 132dB* สูงกว่าเบอร์ ES9018 เท่ากับ 4dB จึงมั่นใจได้ว่า เสียงของ ext.DAC ที่ใช้ชิป ES9038 จะต้องแสดงความแตกต่างออกมาให้รับรู้ได้อย่างแน่นอน ไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่ง (* แม้ว่าตอนนำไปใช้ในวงจรจริงๆ จะได้ออกมาไม่เต็ม 132dB ก็ตาม) จากการทดลองฟังที่ผมพอจะจับประเด็นได้ ผมพบว่า ตอนที่ชิป ES9018 ถูกนำมาใช้ทำเป็นภาค DAC ดูเหมือนว่า นักออกแบบในยุคนั้นต่างก็พยายามที่ดึงเอา DNR ที่สูงลิบของชิป ES9018 ออกมาใช้ให้ได้ผลมากที่สุด ซึ่งมีแค่บางยี่ห้อ+บางรุ่นเท่านั้นที่ทำออกมาได้ดี ทำให้เสียงที่ออกมามีนัยยะของไดนามิกเร้นจ์ที่เปิดกว้างมากขึ้น ส่งผลให้เสียงที่ออกมามีความจะแจ้ง เปิดกระจ่างกว่ายุคก่อนๆ อย่างชัดเจน ในยุคนั้นเราจะพบว่า ext.DAC ที่ให้เสียงอึมครึม หม่นๆ ทึมๆ ทู่ๆ แทบจะหายไปจากตลาด เปิดทางให้แนวเสียงเปิดกระจ่าง จะแจ้ง เข้ามายึดหัวหาดแทน กลายเป็นเทรนด์เสียงดิจิตัลยุคใหม่ แต่ก็มีบางยี่ห้อ+บางรุ่นที่ปรับจูนมาไม่ดี เสียงที่ออกมาจึงเกินเลยความชัดเจนไป กลายเป็นเสียงที่แห้ง พุ่ง แข็ง และหยาบ

เมื่อ ESS Technology พัฒนาประสิทธิภาพของชิป DAC มาถึงเบอร์ ES9038 ผมพบว่า เสียงของภาค DAC ใน ext.DAC และ Music Streamer ที่ใช้ชิป ES9038 มีลักษณะที่เปลี่ยนไป คือพอคุณสมบัติทางด้าน dynamic range ของชิป DAC ถูกเปิดกว้างมากขึ้น มันก็เป็นเสมือนการดันหน้าต่างในการปรับจูนเสียงของเหล่านักออกแบบภาค DAC ให้เปิดกว้างมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ประสาทหูของมนุษย์มีความสามารถรับฟังความถี่ได้จำกัด โดยประมาณอยู่ที่ 20Hz – 20kHz และสามารถรองรับกับอัตราสวิงของความดัง (ไดนามิกเร้นจ์) ได้สูงสุดไม่เกิน 85dB (ในเสี้ยวเวลาหนึ่ง) เมื่อชิป DAC มีคุณสมบัติทางด้านไดนามิกเร้นจ์กว้างมากขึ้น จึงเปิดโอกาสให้นักออกแบบนำประสิทธิภาพของชิป DAC ไป map กับความถี่ตอบสนองได้กว้างขึ้น สามารถสร้างโทนเสียงขึ้นมาได้หลากหลายมากขึ้น ขึ้นอยู่กับว่า นักออกแบบคนนั้นจะให้ความสำคัญกับส่วนไหนของเสียง

สเปคฯ ทางด้านความถี่ตอบสนอง (frequency response) ของ ST60 อยู่ที่ 10Hz – 20kHz (+/-0.5dB) เป็นการขยายฐานด้านล่างของความถี่ส่วนใหญ่ที่หูมนุษย์ได้ยิน ซึ่งเป็นแนวทางที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะการเอาความสามารถของชิป ES9038 ไปใช้ทางด้านทุ้มจะได้ประโยชน์มากกว่านำไปใช้ทางด้านแหลม ส่งผลให้เสียงตั้งแต่ย่านกลางต่ำลงไปถึงทุ้มทั้งหมด (upper bass ลงไปจนถึง deep bass) ถูก เจียรนัยออกมาได้ถูกต้องแม่นยำมากขึ้น ผลต่อการฟังคือเสียงทุ้มที่สะอาด ไม่ขุ่น หัวเสียงคมและสามารถแยกแยะรายละเอียดได้ดี รับรู้ลงไปถึง inner detail ของเสียงโน๊ตดนตรีที่อยู่ในย่านทุ้มได้มากขึ้น..

อัลบั้ม : Asian Roots (DSF64)
ศิลปิน : TakeDake with Neptune
สังกัด : Denon

อัลบั้ม : In Need Again (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Repercussion Unit
สังกัด : CMP Records

เสียงเพอร์คัสชั่นในสองอัลบั้มข้างบนนี้คือบทพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพในการถ่ายทอดรายละเอียดของเสียงในย่านกลางต่ำลงไปถึงทุ้มทั้งหมดของ ST60 ที่เยี่ยมยอดมาก สามารถแจกแจง แยกแยะ และชำแหละโน๊ตดนตรีของเครื่องเคาะทั้งหมดนั้นออกมาได้อย่างเคลียร์ชัด สามารถบ่งชี้ลงไปในรายละเอียดยิบย่อยของแต่ละเสียงออกมาให้ได้ยินได้อย่างชัดเจน อย่างเสียงตีกลองในอัลบั้ม ‘Asian Rootsนั้นฟังรู้เลยว่าเป็นเสียงกลองที่ตีด้วยไม้นวม เพราะหัวเสียงมันออกมานุ่ม ทรานเชี้ยนต์ของหัวเสียงไม่ได้คมและเร็วกระชับเหมือนกับเสียงเพอร์คัสชั่นในอัลบั้มชุด ‘In Need Againซึ่งพอกดสลับฟังไป-มาระหว่างสองอัลบั้มนี้ มันก็ยิ่งสะท้อนความเยี่ยมยอดในการถ่ายทอดเสียงที่สมจริงของ ST60 ออกมาให้สัมผัสได้มากขึ้น

เครื่องดนตรี ทุกชิ้นที่ใช้บรรเลงอยู่ในอัลบั้มชุด Asian Roots ทำด้วยไม้ไผ่ทั้งหมด (TakeDake แปลว่า Bamboo Only) ตั้งแต่ขลุ่ยชากูฮาชิ, บาลิโฟน, แบมเบส, คองก้า, เพอร์คัสชั่น ไปจนถึงกลองชุด ซึ่งเครื่องดนตรีส่วนใหญ่นั้น John Kaisan Neptune เป็นคนสร้างขึ้นด้วยตัวเอง ถ้าเล่นอัลบั้มนี้ผ่านซิสเต็มที่สามารถถ่ายทอด harmonic structure ที่ถูกต้อง คือให้ไทมิ่งของฮาร์มอนิกออกมาได้ตรงตามธรรมชาติ ไล่จากฮาร์มอนิกลำดับที่สอง, สาม, สี่ ไปจนถึงลำดับที่ห้า คุณจะได้ยินเสียงแต่ละเสียงในอัลบั้มนี้ที่มีลักษณะอวบ อิ่ม และพองโต อิมเมจของแต่ละชิ้นเสียงจะขยายใหญ่ หัวเสียงบอดี้หางเสียงจะมีวรรณะที่ออกหม่น (dark) ปลายแหลมไม่เยอะ แต่บรรยากาศไม่ทึบ ในขณะเดียวกัน ไทมิ่งของการขยับเคลื่อนของโน๊ตแต่ละตัวต้องไม่มีอาการหน่วง (delay) ซึ่ง ST60 สามารถถ่ายทอดคุณสมบัติที่ว่านี้ออกมาได้ในระดับที่เกือบจะเรียกได้ว่า prerfect! เสียงทุกเสียงพุ่งผ่านลำโพงออกมาได้อย่างฉับไว รวดเร็ว แต่.. ยังคงรักษาวรรณะของเสียงโดยรวมที่ออกไปทาง dark ไว้ได้อย่างมั่นคง สุดจริง..!!!

ขณะทดสอบประเด็นนี้ ผมมีโอกาสได้ทดลองสาย LAN CAT8 เทีบกับ CAT6a ที่ใช้อยู่เดิมด้วย ต้องขอเอามาพูดถึงตรงนี้ เพราะผมพบว่า พอเปลี่ยนสายแลน CAT8 เข้าไปแทน CAT6a เดิม ปรากฏว่ามันมีส่วนทำให้เสียงโดยรวมของ ST60 ดีขึ้นทุกประเด็น เปิดโล่งมากขึ้น คลี่คลายไดนามิกออกมาได้กว้างขึ้น ทั้งด้านคอนทราสน์ฯ และทรานเชี้ยนต์ฯ รับรู้ถึงรายละเอียดที่ถูกเปิดเผยออกมาได้หมดจดมากขึ้น แสดงว่า ประสิทธิภาพของ ST60 มันดีอยู่ด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว แค่เลือกใช้อุปกรณ์ร่วมในซิสเต็มให้ถูกเท่านั้น

เสียงเพอร์คัสชั่นในอัลบั้มชุด ‘In Need Againจะมีลักษณะกระทุ้งมากกว่า หัวเสียงที่กระแทกผ่านออกมาจากลำโพงจะเต็มไปด้วยพลังงานที่พุ่งออกมามากกว่า ในขณะเดียวกัน บอดี้จะกระทัดรัดแต่ไปบานขยายออกที่ปลายหางเสียง เมื่อกดสลับฟังสองอัลบั้มนี้จะพบว่า เสียงในย่านต่ำของสองอัลบั้มนี้มันมีลักษณะที่ต่างกันชัดเจนมาก เมื่อฟังผ่าน ST60 ก็ยิ่งเห็น (ด้วยหู) ถึงความแตกต่างที่ชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก..

อีกประเด็นที่ผมเจอจากการทดลองฟังชุด ‘In Need Againผ่าน ST60 คือผมมาสะดุดหูกับหลายแทรคที่มีช่วงเบากับช่วงโหมอยู่ในแทรคเดียวกัน ซึ่งจำได้ว่าเมื่อก่อน ผมหาระดับวอลลุ่มที่ทำให้ได้ยินทั้งช่วงเบาและช่วงดังแบบ “เต็มๆได้ยาก คือพอเร่งวอลลุ่มเบาเกินไป มันคุมช่วงพีคได้แต่พอช่วงเบามันจม แต่พอเร่งวอลลุ่มขึ้นมาอีกเพื่อให้ช่วงเบามันออกมาเต็มหน่อย พอถึงช่วงโหม (พีค) เสียงก็ล้นจนมีอาการ clip ไม่น่าฟัง แต่ตอนนี้ ST60 ทำให้ผมเข้าถึงอรรถรสของทั้งช่วงเบาและช่วงดังของแต่ละแทรคในอัลบั้มนี้ได้อย่างเต็มอิ่มโดยไม่ต้องคอยขยับวอลลุ่มเลย.. นี่คือมรรคผลที่ได้จาก S/N ratio ที่สูงโด่งถึง 122dB (ทางช่องบาลานซ์ XLR) ของ ST60 ตัวนี้.!!

อีกประเด็นที่ผมพบจากการทดสอบ ST60 ตัวนี้ คือผมพบว่า ถ้าต้องการคุณภาพเสียงสูงสุดจาก ST60 ตัวนี้ แนะนำให้ใช้ระบบเพลย์แบ็คของ Roon ในการเล่นไฟล์เพลงแล้วให้ ST60 ทำตัวเป็น endpoint เสียงที่ออกมาจะดีกว่าใช้แอพฯ MusicLife ในการเพลย์แบ็คมากพอสมควร นอกจากนั้น Roon ยังจัดการกับไลบรารี่ไฟล์เพลงของเราได้มีประสิทธิภาพมากกว่าแอพ MusicLife มาก ที่เห็นชัดๆ คือเวลาที่ใช้ในการดึงข้อมูลของไฟล์เพลงเข้ามาในแอพฯ ซึ่ง Roon ทำได้เร็วกว่ามาก ยังไม่หมด.. เนื่องจากเฟิร์มแวร์ล่าสุดของ ST60 ยังไม่รองรับการแสดงตัวหนังสือภาษาไทยบนจอ เวลาเล่นไฟล์เพลงไทยบนจอจึงมีแต่กรอบสี่เหลี่ยมเต็มไปหมด แน่นอนว่าประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่เกี่ยวกับเสียง สามารถแก้ไขได้ด้วยเฟิร์มแวร์ตัวใหม่ แต่จะมาเมื่อไหร่ไม่รู้ ถ้าใช้ Roon เล่นไฟล์ ปัญหานี้ก็หมดไป เพราะบนหน้าแอพฯ Roon บนมอนิเตอร์ของคุณสามารถแสดงตัวหนังสือไทยได้

อัลบั้ม : Best Audiophile Voices (WAV-16/44.1)(xrcd2)
ศิลปิน : Various Artists
สังกัด : Premium Records

อัลบั้ม : Warm Your Heart (WAV-16/44.1
ศิลปิน : Aaron Neville
สังกัด : A&M Records

เสียงร้องจากทั้งสามอัลบั้มนี้เป็นเครื่องยืนยันที่ดี มันชี้ให้เห็นว่า ถ้าเพลเยอร์สามารถ ยืดขยายความสามารถในการรีดรายละเอียดของความถี่เสียง (frequency response) ลงไปทางด้านต่ำได้มากขึ้น นอกจากประโยชน์โดยตรงที่จะไปปรากฏที่ย่านทุ้มแล้ว มรรคผลของความสามารถนั้นจะแผ่ไปถึงความถี่ในย่านอื่น โดยเฉพาะในย่านเสียงกลางที่มีลักษณะเปิดโปร่งและผ่อนคลายมากขึ้น

สองในสามอัลบั้มข้างบนนั้นเป็นอัลบั้มรวมเพลงร้องของศิลปินหญิงหลากหลายคน ซึ่งแต่ละคนนั้นต่างก็มีบุคลิกเสียงที่แตกต่างกันแยะมาก ที่น่าสังเกตคือ แต่ละชุดมีคุณภาพการบันทึกเสียงที่แตกต่างกันด้วย ซึ่งที่ผ่านๆ มา ผมเคยพบว่า บางเพลงในอัลบั้มชุด ‘Best Audiophile Voicesให้เสียงที่ออกมาบางและคมหน่อยๆ อย่างเช่นเพลง What A Wonderful World ของ Eva Cassidy แทรคที่สองในอัลบั้มนี้จะหลุดกลุ่มออกไปทางสว่างและจ้าไปนิด แต่พอฟังผ่าน ST60 ผมพบว่า เสียงที่ออกมามัน คุมโทนได้ดีขึ้น แม้ว่าบางเพลงจะมีอาการสว่างตรงปลายเสียงขึ้นมาบ้างแต่ก็ไม่มากถึงขนาดที่รบกวนประสาทหูของเรา ปล่อยผ่านได้ ไม่มากถึงกับทำให้ความเป็นดนตรีแย่ลง

สรุป

ST60 เป็นมิวสิค สตรีมเมอร์ที่ให้ผลลัพธ์ทางเสียงที่น่าทึ่งมาก..!! ที่จริงแล้ว Arcam แบรนด์นี้เพิ่งทำให้ผมรู้สึกพอใจกับเสียงของมันมาตั้งแต่ได้ทดสอบตัวอินติเกรตแอมป์รุ่น SA30 มาแล้ว (REVIEW) ซึ่งภาค DAC ของ SA30 ก็ใช้ชิป ES9038 ของ ESS Technology เช่นเดียวกัน จึงไม่น่าแปลกใจที่ ST60 ให้เสียงออกมาในทางเดียวกัน น่าทึ่งพอกัน

นอกจากภาค DAC แล้ว ภาคปรีฯ ของ ST60 ก็น่าทึ่งไม่แพ้กัน มันแม็ทชิ่งกับเพาเวอร์แอมป์ของ QUAD รุ่น Artera Stereo ได้อย่างลงตัวมาก ใช้ขับลำโพงไฮเอ็นด์ที่มีราคาแพงกว่าตัวมันอย่าง Audio Physic รุ่น Avanti 35 ได้อย่างสบาย เสียงออกมาดีมากๆ เป็นซิสเต็มที่แม็ทชิ่งลงตัวมากชุดหนึ่งเท่าที่ผมเคยฟังมา

หลังจากได้ทดสอบแล้ว ผมถือว่า ST60 เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคนที่ต้องการมิวสิค สตรีมเมอร์ที่เน้นคุณภาพเสียงอย่างจริงๆ จังๆ /

*************************
ราคา :
59,000 บาท / เครื่อง
*************************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
. Deco2000
โทร. 089-870-8987
facebook: @DECO2000Thailand

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า