รีวิว NuPrime รุ่น Stream-9 เน็ทเวิร์ค สตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ต

Network Streaming Transport (NST) นี่เป็นสายพันธุ์ย่อยในกลุ่มของอุปกรณ์ digital player ที่ออกแบบมาให้มีหน้าที่ในการเล่นไฟล์เพลงที่อยู่ในรูปของสัญญาณดิจิตัลอย่างเดียว ไม่มีอินพุตสำหรับสัญญาณอะนาลอก พื้นฐาน หรือจะเรียกว่าเป็นจุดเด่นก็ได้สำหรับอุปกรณ์ประเภท NST เหล่านี้ นั่นคือพวกมันเป็นเพลเยอร์ที่ไม่มีภาค DAC ในตัว จำเป็นต้องใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในการแปลงสัญญาณดิจิตัลให้ออกมาเป็นสัญญาณอะนาลอก (D-to-A Converter หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า DAC) จากภายนอก

การแยกเอาภาค DAC ออกไป บางคนอาจจะไม่ได้มองว่าเป็น จุดเด่นแต่เห็นว่าเป็น จุดด้อยซะด้วยซ้ำ เพราะเขาต้องลำบากไปหา DAC มาเพิ่ม แต่ทางฝั่งที่มองว่าเป็นจุดเด่นก็คือคนที่มี external DAC ยุคก่อนหน้าสตรีมมิ่งก็สามารถนำ DAC ตัวเก่งตัวนั้นมาใช้งานร่วมกับ NST ตัวนี้ได้เลย และยังสามารถแยกอัพเกรดเฉพาะภาค DAC ในอนาคตได้ด้วย แต่ผมอยากกระซิบให้ฟังว่า ทางผู้ผลิตตัว NST ตัวนี้คือ NuPrime ไม่ได้แค่เอา Network Player มาตัดภาค DAC ทิ้งแค่นั้น แต่พวกเขาได้นำเอาฟังท์ชั่นคูลๆ อีก 2-3 อย่างใส่เข้ามาใน Stream-9 ตัวนี้ด้วย แต่ก่อนจะไปลงรายละเอียดเรื่องนั้น เรามาพิจารณารูปร่างหน้าตาของ Stream-9 ตัวนี้กันสักหน่อยก่อน..

เล็กกระทัดรัด

นี่คือนิยามแรกสำหรับอุปกรณ์ตัวนี้ ถ้าเข้าไปดูผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ NuPrime ในเว็บไซต์ของเขา อาจจะดูยากหน่อย เพราะนอกจากผลิตภัณฑ์ของแบรนด์นี้จะมีอยู่เยอะแล้ว บางตัวยังมีหน้าที่การใช้งานที่แปลกกว่าอุปกรณ์เครื่องเสียงทั่วไป ทั้งหมดนั้นทำงานในโดเมนดิจิตัล ซึ่งมีทั้งแอมป์และดีทูเอ คอนเวิร์ตเตอร์ และส่วนใหญ่จะมีขนาดตัวถังเครื่องที่เล็กกว่าเครื่องมาตรฐานเล็กน้อย

Stream-9 มาในรูปทรงตัวถังที่เล็กกว่ามาตรฐานทั่วไป หน้ากว้างอยู่ที่ 23.5 .. ประมาณครึ่งหนึ่งของเครื่องมาตรฐานทั่วไปที่มีหน้ากว้างอยู่ที่ 43 .. ความสูง 5.5 .. ซึ่งถือว่าออกไปทางแบนบาง ส่วนความลึกของตัวเครื่องอยู่ที่ 28.1 ..

บนแผงหน้าของ Stream-9 ก็ดูเรียบง่าย การทำงานของตัวเครื่องถูกนำเสนอผ่านจอแสดงผลขนาดใหญ่ 3 x 10 ตร... ที่ปูยาวอยู่บริเวณพื้นที่ตรงกลางของแผงหน้า นอกจากนั้นก็มีปุ่มมัลติฟังท์ชั่นขนาดใหญ่อยู่ทางด้านขวาของจอแสดงผลอีกหนึ่งปุ่มเท่านั้น

บั้นท้ายของ Stream-9

1. สวิทช์เปิด/ปิดเครื่อง
2. เต้ารับสำหรับสายไฟเอซีพร้อมช่องใส่ฟิวส์
3. ปุ่มกดเพื่อ reset เครื่องกลับสู่ค่าที่มาจากโรงงาน และกดเพื่อเชื่อมต่อ Wi-Fi
4. ดิจิตัล เอ๊าต์พุตแบบ AES/EBU
5. ดิจิตัล เอ๊าต์พุตแบบ Optical
6. ดิจิตัล เอ๊าต์พุตแบบ Coaxial
7. ดิจิตัล เอ๊าต์พุตแบบ I2S
8. จุดติดตั้งเสาอากาศรับคลื่น Bluetooth
9. ช่องดิจิตัล อินพุต Coaxial
10. จุดติดตั้งเสาอากาศรับคลื่น Wi-Fi
11. ช่องดิจิตัล อินพุต Optical
12. ช่องดิจิตัล อินพุต Ethernet
13. ช่องสัญญาณเอ๊าต์พุต +12V สำหรับทริกเกอร์รีโมทควบคุมอุปกรณ์ตัวอื่น

อินพุต / เอ๊าต์พุต

ฝั่ง ขาเข้าของ Stream-9 มีอินพุตให้เลือกใช้อยู่ 2 รูปแบบ แบ่งเป็นแบบ ใช้สายซึ่งมีอยู่ 3 อินพุตคือ Ethernet (12) รองรับเฉพาะสัญญาณ PCM ได้สูงถึง 24/192, Coaxial (9) รองรับสัญญาณ PCM ได้สูงถึง 24/192 และสัญญาณ DSD64 ในฟอร์แม็ต DoP, Optical (11) รองรับสัญญาณ PCM ได้สูงถึง 24/192 และสัญญาณ DSD64 ในฟอร์แม็ต DoP ส่วนอินพุตแบบ ไร้สายก็มีมาให้ใช้ทั้ง Bluetooth (10) และ Wi-Fi (8)

ส่วนทางฝั่ง ขาออกก็ให้เอ๊าต์พุตมา 4 แบบ คือ AES/EBU (4), Optical (5), Coaxial (6) และ I2S (7) แทบครบทุกประเภท ขาดก็แต่ USB เท่านั้น ส่วนความสามารถในการส่งออกสัญญาณระดับสูงสุดเป็นของเอ๊าต์พุต I2S/HDMI กับเอ๊าต์พุต AES/EBU ซึ่งส่งออกสัญญาณ PCM ได้สูงถึงระดับ 32/768 และส่งออกสัญญาณ DSD ได้สูงถึง DSD256 โอ้วว..!!

แต่ๆๆๆๆ …. ฝั่งเอ๊าต์พุตปล่อยออกได้สูงถึงระดับนั้นก็จริง แต่ถ้ากลับไปดูฝั่งอินพุตไม่ว่าจะเข้ามาทาง Ethernet, Coaxial และ Optical มันรับสัญญาณขาเข้ามาได้สูงสุดแค่ 192kHz สำหรับสัญญาณ PCM ส่วนสัญญาณ DSD ก็รับได้แค่ DSD64 ที่เป็นฟอร์แม็ต DoP (ไม่รับ DSD native) แสดงว่า สัญญาณ PCM ที่สูงกว่า 192kHz กับสัญญาณ DSD ที่สูงกว่า DSD64 ที่ส่งออกไปทางเอ๊าต์พุต I2S กับเอ๊าต์พุต AES/EBU ของ Stream-9 ก็ต้องเป็นสัญญาณที่ผ่านฟังท์ชั่นพิเศษในตัว Stream-9 นั่นคือฟังท์ชั่น SRC หรือฟังท์ชั่น Sample Rate Conversion นั่นเอง (ผมจะอธิบายเพิ่มเติมประเด็นนี้ในขั้นตอนทดลองฟังเสียงอีกที)

สตรีมมิ่งไร้สาย
Bluetooth & AirPlay (Wi-Fi)

Stream-9 ใช้ Bluetooth เวอร์ชั่น 5.0 ในการเชื่อมต่อและรับสัญญาณผ่านเข้าทางเสาอากาศที่ด้านหลังเครื่อง ภาครับสัญญาณภายในตัวมีดีโค๊ดเดอร์ aptX HD รองรับการถอดรหัสสัญญาณไฮเรซฯ ที่ส่งมาจากอุปกรณ์ภายนอกที่ใช้การส่งสัญญาณผ่านคลื่น Bluetooth aptX HD ด้วยชิปของ Qualcomm นอกจากนั้น Stream-9 ยังรองรับสัญญาณที่ส่งมาทาง Wi-Fi ด้วยฟอร์แม็ตของ AirPlay และ AirPlay 2 ผ่านเข้าทางเสาอากาศ

เชื่อม Bluetooth ระหว่าง iPhone 7 เข้ากับ Stream-9

เชื่อม AirPlay ระหว่าง iPhone 7 กับ Stream-9

ลองเชื่อม AirPlay ระหว่าง iPad mini2 กับ Stream-9 ดูคอนเสิร์ตบนไอแพดแล้วส่งสัญญาณเสียงไปที่ชุดเครื่องเสียง สังเกตสัญลักษณ์ AirPlay กับสเกลบอกระดับวอลลุ่มที่ปรับตั้งบน iPad mini2 (ลูกศรสีแดง) บอกเลยคนที่ชอบฟังเพลงจาก YouTube บนสมาร์ทโฟนหรือแท็ปเล็ตจะแฮ้ปปี้มาก เพราะสามารถส่งสัญญาณเสียงจากแอ๊พ YouTube บนอุปกรณ์พกพาเหล่านั้นมาอัพเกรดประสิทธิภาพที่ Stream-9 และต่อไปออกที่ชุดเครื่องเสียงได้ ส่วนคนที่นำ Stream-9 ไปใช้กับทีวี ก็สามารถดึงสัญญาณเสียงจากทีวีมาอัพเกรดผ่าน Stream-9 ได้ด้วย โดยต่อผ่านเข้าทางอินพุต Optical หรือ HDMI สำหรับทีวีรุ่นใหม่ๆ ถ้าได้ลองเล่นกับ Stream-9 แล้วจะรู้ว่าเจ้าจิ๋วตัวนี้เขี้ยวเล็บรอบตัวจริงๆ

ฟังท์ชั่นพิเศษกับดีไซน์ภายใน

ไฮไล้ท์ของ Stream-9 มีหลายอย่าง แต่ที่ขึ้นหน้าขึ้นตามากที่สุดก็คือฟังท์ชั่น SRC หรือ Sample Rate Conversion คือฟังท์ชั่นที่ทำให้คุณสามารถเปลี่ยน sampling frequency ของสัญญาณอินพุตได้แบบ on-the-fly คือเปลี่ยนขณะกำลังเล่นไฟล์นั้นเพื่อลองฟังความแตกต่างของเสียงได้เลย และอ๊อปชั่นที่มีไว้ให้เลือกเปลี่ยนก็ครบหมดทุกค่า ตั้งแต่ 44.1, 48, 88.2, 96, 176.4, 192, 352.8, 384, 705.6, 768kHz, DSD64, DSD128 และ DSD256 เรียงลำดับไปเรื่อยๆ ทุกครั้งที่คุณหมุนปุ่มปรับข้างจอแสดงผลไปทางขวา หรือกดปุ่มลูกศรข้างปุ่ม SRC บนรีโมทไร้สายที่แถมมาให้

อันที่จริง ฟังท์ชั่นนี้ก็ไม่นับว่าเป็นของใหม่ ผมเองก็เคยเห็นมีใน external DAC บางตัว ซึ่งอาจจะมีให้เลือกใช้หรือไม่ใช้ Oversampling ถ้าใช้ก็ยังเลือกได้ว่าใช้กี่เท่า 2, 3 หรือ 4 เท่า อะไรประมาณนี้ แต่ที่ Stream-9 ให้มานี้มันเรียกว่าครบทุกระดับจริงๆ แถมมีอ๊อปชั่น SRC = Off คือสั่งปิดไม่ใช้ฟังท์ชั่นนี้ก็ได้ด้วย ซึ่งประโยชน์ของฟังท์ชั่นนี้ที่เห็นชัดๆ ก็น่าจะทำให้ผู้ใช้สามารถ แม็ทชิ่งสัญญาณดิจิตัลเอ๊าต์พุตจาก Stream-9 ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับ external DAC ที่พวกเขาใช้อยู่ ซึ่งก็ไม่ใช่เปลี่ยน sampling rate อย่างเดียว แต่แม็ทชิ่งไปถึงอินเตอร์เฟซ (ขั้วต่อ) ด้วย เพราะฟังท์ชั่น SRC นี้จะทำงานกับเอ๊าต์พุตทุกช่อง และ external DAC แต่ละตัวอาจจะปรับจูนอินพุตมาไม่เหมือนกัน คือบางตัวเน้นที่อินพุต Coaxial ในขณะที่ external DAC บางตัวผู้ผลิตไปเน้นที่อินพุต AES/EBU มากกว่าช่องอื่นๆ อะไรแบบนี้ และ external DAC รุ่นเก่าๆ ส่วนมากจะมีอินพุตที่รองรับสัญญาณได้จำกัด คือถ้าเป็นรุ่นเล็กๆ ก็จะมีแค่ Optical กับ Coaxial แต่ถ้าเป็นรุ่นใหญ่ระดับไฮเอ็นด์ก็จะมีอินพุต AES/EBU มาให้ด้วย ซึ่ง DAC รุ่นเก่าๆ มักจะถูกปรับจูนมาให้เสียงที่ดีกับอินพุตค่าใดค่าหนึ่งมากเป็นพิเศษ ซึ่งคุณสามารถใช้ Stream-9 กับ external DAC รุ่นเก่าๆ ได้หมดทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ

ตัวเล็กๆ แค่นี้ มันทำอะไรพิเศษๆ อย่างนี้ได้อย่างไร.? หลักการทำงานของฟังท์ชั่น SRC จะเริ่มจากการอัพแซมปลิ้งสัญญาณอินพุตขึ้นไปที่ระดับเมกกะเฮิร์ตก่อนจะ down convert ลงมาที่ระดับเป้าหมายที่ผู้ใช้เลือกโดยมีจิตเตอร์และความเพี้ยนอยู่ในระดับที่ต่ำมากๆ ซึ่งงานนี้ต้องใช้โปรเซสเซอร์ที่มีพลังในการประมวลผลสูงมาก ทาง NuPrime ให้ข้อมูลไว้ในเว็บไซต์ของเขาว่า พสกเขาได้ร่วมกับนักออกแบบ IC ของไต้หวันในการออกแบบชิปสำหรับการทำ SRC ขึ้นมาใช้เอง

ทดสอบ

ด้วยคุณสมบัติของ Stream-9 ที่ให้เอ๊าต์พุตหลากหลาย มีทั้งเอ๊าต์พุตระดับพื้นๆ อย่าง Optical, Coaxial และอินพุตแบบไร้สาย Bluetooth ทำให้เหมาะที่จะนำไปใช้ในห้องรับแขกเพื่อให้เป็นศูนย์กลางของระบบเสียงของบ้าน ทั้งดูหนังและฟังเพลง ในขณะเดียวกัน Stream-9 ตัวนี้ก็ให้เอ๊าต์พุต AES/EBU กับ I2S มาด้วย ซึ่งถือว่าเป็นเอ๊าต์พุตระดับมาตรฐานคุณภาพที่นักเล่นเครื่องเสียงยอมรับ ดังนั้น ผมจึงแยกการทดสอบ Stream-9 ออกเป็น 2 ลักษณะ หลังจากทดสอบ Stream-9 ภายในห้องรับแขกเสร็จแล้ว ผมได้นำ Stream-9 เข้าห้องฟังจับกับซิสเต็มขนาดกลางๆ เพื่อทดลองฟังเสียงของ Stream-9 ในมาตรฐานของนักเล่นเครื่องเสียงด้วย

ผมนำ Stream-9 มาเซ็ตอัพในห้องรับแขกที่บ้านของผมซึ่งมีขนาดพื้นที่ กว้าง 3.8 . x ลึก 7.3 . โดยนั่งฟังในแนวกว้างของห้อง ลักษณะการเชื่อมต่อระบบก็ตามชาร์ตด้านบนนี้ คือในส่วนของอินพุต ผมเชื่อมต่อที่อินพุต Optical ด้วยสัญญาณจากทีวี Sony OLED Bravia A9F และเชื่อมต่ออินพุต Ethernet เข้ากับ router ที่บ้านของผมเพื่อดึงไฟล์เพลงที่ผมเก็บอยู่ใน NAS ซึ่งเชื่อมต่ออยู่กับ router ออกมาฟัง และผมใส่เสารับคลื่น Bluetooth กับเสารับคลื่น Wi-Fi ไว้ที่ด้านหลังของ Stream-9 เพื่อทดสอบการสตรีมไฟล์เพลงแบบไร้สายด้วย Bluetooth กับ AirPlay จากสมาร์ทโฟนผ่านเข้ามาที่ Stream-9 ด้วย

ส่วนฝั่งเอ๊าต์พุต ผมใช้ external DAC ของ MyTek รุ่น Liberty DAC ราคาประมาณสี่หมื่นกว่า (ราคาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับ Stream-9) รองรับสัญญาณดิจิตัลจาก Stream-9 เพื่อแปลงเป็นสัญญาณอะนาลอกแล้วส่งต่อให้แอมป์ซึ่งผมเลือกใช้อินติเกรตแอมป์ 2 ตัวมาทดลองฟังกับ Stream-9 ครั้งนี้ นั่นคือ Leak Audio รุ่น Stereo 130 กับ NuPrime รุ่น Omnia A300 สลับกันขับลำโพงสองคู่สองระดับราคาคือ Warfedale รุ่น Diamond 12.1 ราคาหมื่นต้นๆ ต่อคู่ (REVIEW) กับ ATC รุ่น SCM7 ราคาประมาณสี่หมื่นบาทต่อคู่

สำหรับการทดสอบ Stream-9 ในห้องฟังเพลง ผมใช้ external DAC ของ Audio-gd รุ่น R7 สลับกับ NuPrime รุ่น Evolution DAC เชื่อมต่อกับเอ๊าต์พุต AES/EBU และเอ๊าต์พุต I2S ของ Stream-9 ส่วนแอมปลิฟายผมใช้อินติเกรตแอมป์ Cambridge Audio รุ่น EVO 75, Accuphase รุ่น E-650, Nagra รุ่น Classic INT และ Dan A’Gostino รุ่น Progression สลับกันขับลำโพง Totem Acoustic รุ่น The One, Verity Audio รุ่น Lakme และ Wilson Audio รุ่น Sabrina X

การควบคุมสั่งงาน Stream-9

NuPrime มีทำแอพลิเคชั่นของเขาเองออกมาใช้สำหรับควบคุมการเล่นไฟล์เพลงและใช้ควบคุมบางฟังท์ชั่นของตัวเครื่อง ซึ่งดูแล้วน่าจะใช้พื้นฐานของแอพฯ M-connect ในการเขียน เมื่อลองใช้แอพฯ M-connect กับ Stream-9 ก็พบว่ามันใช้ด้วยกันได้ และดูว่าตัว M-connect จะใช้งานได้ดีกว่าแอพ NuPrime เองซะด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะการ browse อัลบั้มเพลงในฮาร์ดดิสขึ้นมาโชว์

หน้าตาของแอพฯ NuPrime ขณะเล่นไฟล์เพลง

เปรียบเทียบหน้าตาแอพฯ M-connect ซึ่งผมว่าสวยกว่า ดูน่าใช้มากกว่า ในการทดสอบเสียงของ Stream-9 ครั้งนี้ผมจึงเลือกใช้แอพฯ M-connect ซึ่งเวลาจะเลือกเพลงมาฟังก็จิ้มไปที่ไอค่อน “Browserตรงศรสีเหลือง

แอพจะพามาหน้า “Libraryซึ่งเป็นหน้ารวมของแหล่งเพลงที่สามารถเลือกฟังได้หลากหลาย ซึ่งแบ่งเป็น 3 แหล่งคือ “Internat Music” = จากผู้ให้บริการบนอินเตอร์เน็ต ซึ่งทางแอพ M-connect ไปดึงแอพ TIDAL กับ Qobuz (ยังไม่ให้บริการในไทย) มาฝังไว้ให้จิ้มเลือกได้เลยจากตรงนี้ นอกจากนั้นก็เป็น “Cloud” = รวมแหล่งเก็บเพลงบนอากาศ และ “Local Server” = แหล่งเก็บเพลงของเราเอง ซึ่งอยู่ในฮาร์ดดิสของอุปกรณ์ที่อยู่ในวงเน็ทเวิร์คเดียวกัน กับอยู่ในฮาร์ดดิสของอุปกรณ์พกพาที่เชื่อมต่อกับ Stream-9 ทาง Wi-Fi

ผมลงโปรแกรม MinimServer ว้ใน NAS ที่ผมเก็บไฟล์เพลงเพื่อให้ MinimServer ทำหน้าที่เป็นโปรแกรมเซิร์ฟเวอร์คอยจัดส่งไฟล์เพลงให้กับเพลเยอร์ที่เรียกมา ดังนั้น เวลาโชว์ตัวในเน็ทเวิร์ค NAS ของผมจะใช้ชื่อว่า MinimServer ที่มาพร้อมโลโก้บันไดเสียงบนพื้นเขียว กรณีที่ผมต้องการดึงไฟล์เพลงที่ผมเก็บไว้ใน NAS ของผมขึ้นมาฟัง ผมก็จิ้มลงไปที่ชื่อของ NAS ของผม (ศรชี้สีเหลือง)

คุณสามารถเลือกรูปแบบที่จะให้ MinimServer โชว์ไฟล์เพลงขึ้นมาได้หลายรูปแบบ ผมลองเลือกแบบแรกคือให้โชว์ออกมาเป็นอัลบั้มที่มีอยู่ทั้งหมด 4310 อัลบั้ม

ภาพปกของอัลบั้มจะอยู่ทางซ้าย ส่วนชื่ออัลบั้มและศิลปินจะเรียงมาทางขวา แต่ก่อนจะเลือกเล่นอัลบั้มไหน เราต้องกำหนดปลายทางให้กับแอพฯ ก่อนว่าจะให้มันส่งสัญญาณเสียงไปที่ไหน ให้จิ้มที่ไอค่อน “Play Toตรงศรชี้สีเหลือง

ในวงเน็ทเวิร์คขณะนั้น นอกจากตัว Stream-9 แล้ว ยังทีวี (KD-65A9F) กับ All-in-One ของ Cambridge Audio รุ่น EVO 75 เชื่อมต่ออยู่ด้วย ถ้าเอ๊าต์พุตของแอพฯ M-connect ถูกกำหนดไว้ที่อุปกรณ์ตัวอื่นที่ไม่ใช่ Stream-9 สัญญาณเสียงจากการเล่นไฟล์เพลงของแอพฯ M-connect ก็จะไม่ออกไปที่เอ๊าต์พุตของ Stream-9 นั่นอง

หลังจากกำหนดเอ๊าต์พุตให้กับแอพฯ M-connect เสร็จแล้ว ก็เริ่มเลือกอัลบั้มที่ต้องการฟังขึ้นมา จากนั้นก็จิ้มเลือกเพลงที่ต้องการฟังได้เลย..

เสียงของ Stream-9
กับการใช้งานในห้องรับแขก

ยกแรกของการทดสอบ Stream-9 กับชุดเครื่องเสียงที่ผมใช้ฟังในห้องรับแขก ซึ่งมีอินติเกรตแอมป์+DAC ยี่ห้อ Leak Audio รุ่น Stereo 130 กำลังขับ 45W ต่อแชนเนล ขับลำโพง Wharfedale รุ่น Diamond 12.1 เป็นตัวยืน

นี่คือช่วงเวลาที่มีความสุขมากในการทดสอบ Stream-9 ตัวนี้ ผมบอกตรงๆ ว่ารู้สึกเพลิดเพลินกับการเลือกคลิปวิดีโอคอนเสิร์ตบน YouTube ขึ้นมารับชมภาพวิดีโอผ่านทีวี OLED ของ Sony A8F และรับฟังเสียงผ่าน Stream-9 + Leak Audio Stereo 130 + Wharfedale Diamond 12.1 ชุดนี้ นอกจากนั้น Stream-9 ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการฟังเพลงให้กับ Leak Audio Stereo 130 + Wharfedale Diamond 12.1 ขึ้นไปอีกระดับ ด้วยการสตรีมไฟล์เพลงฟอร์แม็ตต่างๆ จาก NAS เข้ามาผ่านฟังท์ชั่น SRC ในตัว Stream-9 เพื่อทดลองหาแซมปลิ้งเรตที่ให้ถูกใจที่สุดจากอินพุต Coaxial ของ Stereo 130 ซึ่งรองรับได้ตั้งแต่ 44.1kHz ขึ้นไปจนถึงสูงสุดที่ 192kHz ซึ่งตัว Stereo 130 เองไม่มีอินพุตสตรีมมิ่ง จึงได้อาศัย Stream-9 เข้ามาช่วยทำหน้าที่สตรีมไฟล์เพลงทั้งจาก NAS และ TIDAL เข้ามาให้ เสียงที่ออกมาอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก เกินมาตรฐานของคนฟังเพลงทั่วไปไปไกลทีเดียว เนื้อเสียงออกมาเนียนสะอาด เสียงเปิดกระจ่าง รายละเอียดดี ฟังแล้วได้อารมณ์เพลงมาก ซึ่งผมคิดว่าคนที่ชอบฟังเพลงทั่วๆ ไปได้มาฟังแค่นี้ก็คงจะแฮ้ปปี้สุดๆ แล้ว

ก่อนหน้าจะเอา Stream-9 เข้ามาลองในชุดนี้ ผมใช้อินพุต Optical ของ Stereo 130 ในการอัพเกรดคุณภาพเสียงจากทีวีอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งเสียงที่ออกมาก็ดีกว่าเสียงจากทีวีเองอยู่พอสมควร เมื่อได้ Stream-9 เข้ามา ผมจึงย้ายสาย Optical จาก Stereo 130 ไปที่อินพุต Optical ของ Stream-9 แล้วต่อสัญญาณเอ๊าต์พุตจากช่อง Coaxial ของ Stream-9 ไปที่อินพุต Coaxial ของ Stereo 130 ผลปรากฏว่า เสียงออกมาฟังดูมีน้ำหนักมากขึ้น เต็มแผ่มากขึ้น มีพลังและความหนักแน่นของเสียงที่ดีขึ้นค่อนข้างชัดเจน ฟังที่ระดับความดังใกล้เคียงเดิม

เนื่องจากทีวีของ Sony เป็น Android TV แท้ๆ และในตัวทีวีได้ติดตั้งแอพฯ YouTube เข้ามาในตัว (สามารถลงแอพฯ อื่นๆ เพิ่มเติมได้) ผมจึงสามารถใช้แอพฯ YouTube ในตัวทีวีทำการค้นหาคลิปคอนเสิร์ตที่อยากดูแล้วสตรีมมาดูได้โดยไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์ตัวอื่นอีก สะดวกมาก และด้วยเหตุที่เป็น Android TV แท้ๆ ภาพจาก YouTube ที่ออกมาจึงมีความคมชัดสูง และเสียงที่ได้ก็ออกมาดีมากด้วย

หลังจากทดลองใช้งานในห้องรับแขกกับอุปกรณ์ที่ผมมีอยู่แล้ว ผมก็พอจะได้ข้อสรุปในการใช้งาน Stream-9 ที่ชัดเจนมากขึ้น คือตัว Stream-9 ตัวนี้เหมาะมากถ้าจับคู่กับอินติเกรตแอมป์ที่มีภาค DAC ในตัวแต่ไม่มีสตรีมเมอร์ในตัว อย่างเช่น Cambridge Audio รุ่น CXA61 หรือ CXA81 (REVIEW) สำหรับซิสเต็มระดับกลางๆ หรือถ้าคุณมีอินติเกรตแอมป์อะนาลอกเพียวๆ แบบที่ไม่มี DAC ในตัวอยู่แล้ว และต้องการนำ Stream-9 เข้าไปใช้ คุณก็สามารถเพิ่มเติม external DAC เข้ามาอีกตัว กลายเป็นชุดแยกชิ้นคุณภาพสูงทันที (Stream-9 + external DAC + analog amplifier + speaker) ซึ่งนอกจากจะได้คุณภาพเสียงที่ดีแล้ว ยังได้ความยืดหยุ่นในการอัพเกรดในอนาคตอีกด้วย

เสียงของ Stream-9
กับการใช้งานในห้องฟัง

ยกที่สอง ผมหอบ Stream-9 เข้าไปในห้องฟังหลักของผม โดยจับคู่มันเข้ากับ Audio-gd รุ่น R7 โดยเชื่อมต่อเอ๊าต์พุต/อินพุตระหว่างเครื่องทั้งสองด้วยอินเตอร์เฟซ AES/EBU และ I2S โดยมีอินติเกรตแอมป์ Nagra รุ่น Classic INT กับลำโพง Wilson Audio รุ่น Sabrina X (REVIEW) เป็นปลายทางของระบบ

ก่อนหน้านี้ผมใช้เอ๊าต์พุต HDMI จาก roon nucleus+ ไปผ่านกล่องแปลง HDMI>I2S เพื่อป้อนสัญญาณให้กับอินพุต I2S ของ Audio-gd R7 แต่พอใช้ตัว Stream-9 เข้ามาแทน ผมไม่ต้องใช้กล่องแปลง HDMI>I2S แล้ว เพราะตัว Stream-9 สามารถแปลงสัญญาณที่เข้ามาทางอินพุตทั้ง 3 ช่องทางของมัน นั่นคือ Ethernet, Optical และ Coaxial ให้ออกมาเป็นสัญญาณ PCM ที่ปล่อยออกทางเอ๊าต์พุต I2S ผ่านขั้วต่อ HDMI (LVDS) ของ Stream-9 โดยตรง สะดวกขึ้นมาก ลดความรุงรังลงไปได้เยอะ ใช้สาย HDMI แค่เส้นเดียว

เสียดายอย่างเดียวว่า Stream-9 ไม่ได้เป็น roon ready จึงไม่สามารถใช้เป็น endpoint ของ roon เลยไม่ได้ใช้แอพรีโฒทสวยๆ ของ roon แต่ถ้าคุณไม่ได้ต้องการค้นหาข้อมูลรอบด้านของเพลงที่กำลังฟัง ใช้แอพฯ M-connect กับ Stream-9 ก็ถือว่าโอเคแล้ว รองรับการสตรีมสัญญาณได้ทั้งจากผู้ให้บริการหลักๆ อย่าง TIDAL และสตรีมจาก NAS ได้

Stream-9 ไม่ได้ทำให้เสียงของซิสเต็มนี้ลดด้อยลงเลย ทั้งๆ ที่มันมีราคาน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับอุปกรณ์ตัวอื่นๆ ในระบบ มันทำงานร่วมกับ R7 ได้อย่างลงตัวมาก เสียงที่ได้จากเอ๊าต์พุต AES/EBUกับเอ๊าต์พุต I2S ออกมาใกล้เคียงกับ (ใช้สายแถมธรรมดาๆ เหมือนกัน) รวมๆ แล้วทางเอ๊าต์พุต I2S จะให้คุณภาพเสียงโดยรวมออกมาดีกว่าเอ๊าต์พุต AES/EBU เล็กน้อย ไม่มากถึงขนาดฟ้ากับเหว สิ่งที่ I2S จาก Stream-9 ทำได้ดีกว่า AES/EBU ก็ในแง่ของความใสของพื้นเสียง กับความลื่นไหลของจังหวะดนตรี ส่วนอื่นๆ ใกล้เคียงกันมาก ผมทดลองป้อนเอ๊าต์พุต AES/EBU ของ Stream-9 ข้ากับอินพุต AES/EBU ของ MyTek Liberty DAC เสียงออกมาดีมาก ใครใช้ external DAC ยุคเก่ารุ่นใหญ่ๆ ที่มีอินพุต AES/EBU และอยากเดินทางมาสายสตรีมมิ่ง คุณแค่เพิ่ม Stream-9 เข้าไปทำหน้าที่เป็นทรานสปอร์ตทำงานร่วมกับ external DAC ตัวเดิมของคุณแค่นี้คุณก็จะได้ระบบสตรีมมิ่งที่มีคุณภาพดีน่าพอใจแล้ว เพราะถ้าเอา DAC เก่าของคุณไปขายแล้วเพิ่มงบไปซื้อสตรีมเมอร์ที่มี DAC ในตัวมาใช้ก็อาจจะได้รุ่นเล็กๆ แต่ถ้า DAC ของคุณที่มีอยู่เป็นรุ่นใหญ่ของสมัยก่อน แม้ว่าทางด้านความสามารถในการรองรับสัญญาณอินพุตอาจจะอยู่ที่ระดับ 24/96 แต่ถ้าเป็น DAC รุ่นใหญ่ๆ เสียงก็น่าจะออกมาดี เพราะภาคอะนาลอก เอ๊าต์พุตใน DAC รุ่นใหญ่ๆ มักจะทำไว้ดี และถ้าคุณจะอัพเกรดระบบอีกรอบในอนาคต ก็เอา DAC ตัวเก่าขายออกไป แล้วไปเพิ่มเงินหาซื้อ external DAC รุ่นใหม่ๆ ที่มีอินพุต I2S มาใช้กับ Stream-9 ตัวนี้ก็จะได้เสียงที่ก้าวกระโดดไปอีกขั้น

อัลบั้ม : Conversations With Christian (TIDAL-FLAC 16/44.1)
ศิลปิน : Christian McBride
สังกัด : Mack Avenue

ผมเอนจอยกับอัลบั้มนี้มาก ถ้าคุณชอบอัลบั้มชุด Duets ของ Rob Wasserman คุณจะต้องชอบอัลบั้มนี้เช่นกัน เพราะอัลบั้มชุดนี้เป็นอัลบั้มรวมงาน duet ระหว่างมือเบสระดับพระกาฬสัญชาติอเมริกัน Christian McBride กับศิลปินชั้นนำจำนวนมาก อาทิเช่น Sting, Dee Dee Bridgewater, Angelique Kidjo, Roy Hargrove, Ron Blake, Russell Malone, Eddie Palmieri, Chick Corea และ George Duke ซึ่งคุณจะได้ฟังการดวลกันระหว่างดับเบิ้ลเบสกับเครื่องดนตรีหลากหลายแนว มีทั้งแซ็กโซโฟน, เปียโน, กี้ตาร์, ไวโอลิน รวมทั้งเสียงร้อง

เป็นงานอัลบั้มที่ฟังเพลินมากๆ แถมบันทึกเสียงดีมากด้วย ผมเองยังไม่มีแผ่น ใช้วิธีสตรีมจาก TIDAL เป็นไฟล์ FLAC 16/44.1 ผ่านเข้ามาทางแอพฯ M-connect ยิงเข้า Stream-9 ทะลุออกเอ๊าต์พุต I2S ไปที่ Audio-gd รุ่น R7 ต่อไปที่ Nagra Classic INT และไปสุดที่ลำโพง Wilson Audio Sabrina X ซึ่ง Stream-9 ทำหน้าที่ของมันได้อย่างน่าชมเชย มันทำงานร่วมกับอุปกรณ์รุ่นใหญ่ในซิสเต็มนี้ได้อย่างกลมกลืน ผมรู้สึกได้เลยว่า เสียงโดยรวมออกมาสะอาดกว่าตอนผมใช้เอ๊าต์พุต HDMI ของ roon nucleus+ ไปผ่านกล่องคอนเวิร์ตเตอร์ HDMI>I2S และความเป็นตัวเป็นตนของเสียงก็ออกมาดีกว่า แหลมไม่จ้า ไม่แตกปลาย เบสกระชับและเก็บรวบหางเสียงได้ดี ทุกเสียงมีความกลมกล่อมและอยู่ในร่องในรอยอย่างมาก มูพเม้นต์ของเสียงก็มีความเป็นอิสระ ผสมผสานไปกับการควบคุมที่ดี ไม่ดึงรั้งหรือหย่อนคลายเกินไป แสดงว่าระบบ clock ในตัว Stream-9 มีคุณภาพสูงกว่ากล่องคอนเวิร์ตเตอร์มากพอสมควร รวมถึง noise ก็ต่ำกว่าด้วย

เสียงอะคูสติกเบสของครีสเตียน แมคบราย ออกมากระชับ เร็ว แต่ยังสามารถรักษาความคมชัดไว้ได้ทุกโน๊ต แสดงถึงประสิทธิภาพที่สูงของระบบ clock ภายในตัว Stream-9 ที่สามารถ lock สัญญาณอินพุตไว้ได้ทุกขณะ และทำการ process ออกไปโดยไม่มี latency เกิดขึ้น เสียงที่ออกมาจึงมีทั้งความเร็ว กระฉับกระเฉง สดกระชับ และมีพลังดีดตัว ฟังเพลงอะไรก็เพลิน เพลงช้าก็ได้อารมณ์ไปตามจังหวะลีลาของเพลงนั้น โดยไม่รู้สึกเฉื่อยและน่าเบื่อ

อัลบั้ม : Another Time, Another Place (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Jennifer Warnes
สังกัด : Impex Records IMP8317

ผมเชื่อมต่อระหว่าง Stream-9 กับ Audio-gd R7 ผ่านทาง I2S ด้วยสาย HDMI ของ Tributaries ยาว 1.5 เมตร พบว่าแม็ทชิ่งกันดี ลองฟังอัลบั้มที่บันทึกเสียงดีๆ อย่าง Another Time, Another Place ของเจนนิเฟอร์ วอร์นชุดนี้ พบว่าเสียงร้องของเจนนิเฟอร์ลอยออกมาเป็นตัว ฉีกหนีฉากหลังขึ้นมาอย่างโดดเด่นชัดเจน คอนทราสน์ไดนามิกขยายกว้าง ส่งผลให้การทอดจังหวะการร้องกับการเลี้ยงน้ำหนักอ่อนแก่ของแต่ละคำร้องซึ่งเป็นลีลาเฉพาะตัวของเธอถูกเผยออกมาให้ได้ยินอย่างครบถ้วน อารมณ์ของเพลงจึงพรั่งพรูออกมาอย่างเต็มที่ จากเสียงร้องของเจนนิเฟอร์ในอัลบั้มนี้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการถ่ายทอดเสียงกลางที่อยู่ในเกณฑ์ดีมากของ network transport ตัวนี้

อัลบั้ม : Fairytales (TIDAL / FLAC 24/48)
ศิลปิน : Radka Toneff & Steve Dobrogosz
สังกัด : Odin Records

Stream-9 รองรับการสตรีมไฟล์เพลงจากผู้ให้บริการบนอินเตอร์เน็ตชั้นนำนั่นคือ TIDAL แต่ในตัว Stream-9 ไม่มี MQA decoder มันจึงคลี่รายละเอียดของไฟล์ MQA ออกมาได้ไม่หมด คือสามารถเล่นได้เฉพาะเรโซลูชั่นที่เป็นพื้นฐานของไฟล์ขั้นแรก นั่นคือ 24/44.1 กับ 24/48 ขึ้นอยู่กับว่าไฟล์ MQA นั้นเข้ารหัสมาจากต้นฉบับที่ใช้ฐาน 44.1kHz หรือฐาน 48kHz คือถ้าออริจินัลเป็น 24/48, 24/96 และ 24/192 จะอ่านออกมาเป็น 24/48 แต่ถ้าออริจินัลเป็น 24/44.1, 24/88.2, 24/176.4 หรือ 24/352.8 จะอ่านออกมาเป็น 24/44.1 ยกตัวอย่างเช่น อัลบั้ม Fairy Tales ของ Radka Toneff ข้างต้นนี้สัญญาณตัวจริงก่อนเข้ารหัส MQA อยู่ที่ 24/192 เมื่อเล่นผ่าน Stream-9 จึงออกมาเป็น 24/48 แต่ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะได้ R2R DAC ภายในตัว R7 ช่วยทำให้เสียงออกมานวลเนียนขึ้นเยอะ

สรุป

เนื่องจากเงื่อนไขที่ค่อนข้างสลับซับซ้อน เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ ผมขออนุญาตสรุปข้อดีข้อด้อยของ Stream-9 ออกมาเป็นประเด็นๆ ดังนี้

ข้อดี

1. มีคุณสมบัติเป็น streamer bridge = คือรับสัญญาณเข้าทางอินพุต Ethernet แล้วแปลงออกไปทางเอ๊าต์พุตได้หลากหลายช่องทาง คือ Optical, Coaxial, AES/EBU ช่วยให้ external DAC ยุคเก่าที่ไม่มีอินพุต Network สามารถใช้งานกับการสตรีมเพลงได้

2. มีเอ๊าต์พุต I2S มาให้ = ถือว่าเป็นไฮไล้ท์สำหรับคนที่กำลังสนใจการเชื่อมต่อสัญญาณดิจิตัลผ่านอินเตอร์เฟซชนิดนี้ ซึ่ง Stream-9 ตัวนี้น่าจะเป็น Streamer Transport ตัวแรกที่มีเอ๊าต์พุต I2S มาให้

3. ใช้งานกับแอพ UPnP ได้หลากหลาย = เท่าที่ผมทดลองมาพบว่า นอกจากจะใช้งาน Stream-9 กับแอพฯ NuPrime ของเขาเองแล้ว คุณยังสามารถเลือกแอพฯ อื่นๆ มาใช้ในการควบคุมการเล่นไฟล์เพลงกับ Stream-9 ได้อีกหลายตัว ที่ผมลองแล้วเวิร์คทั้งการควบคุมใช้งานและได้คุณภาพเสียงออกมาดีน่าพอใจก็มีแอพ M-connect กับ 8-Player Pro

4. ฟังท์ชั่น SRC ช่วยให้ใช้งานกับ external DAC เก่าๆ ได้ = external DAC รุ่นเก่าๆ ที่มีความสามารถในการรองรับสัญญาณดิจิตัลอินพุตที่มีสเปคฯ จำกัด ก็สามารถใช้เล่นไฟล์เพลงที่สูงกว่าความสามารถในการรองรับของมันได้ ด้วยการใช้ฟังท์ชั่น SRC ในตัว Stream-9 ช่วยปรับลดสเปคฯ ของไฟล์ต้นทางลงมาอยู่ในระดับที่ external DAC รองรับได้ และยังใช้ฟังท์ชั่นนี้ในการ fine tune เพื่อเลือกเรโซลูชั่นของอินพุตที่ให้ผลลัพธ์ทางเสียงที่ดีที่สุดสำหรับ external DAC ตัวนั้นๆ ด้วย

5. มีรีโมทไร้สาย ปรับวอลลุ่มได้ = สะดวกในการใช้งานกรณีที่แอมป์ฯ ไม่มีรีโมทไร้สายปรับความดังของเสียง

ข้อด้อย

1. ไม่มีดีโค๊ดเดอร์ MQA = แต่ก็สามารถเล่นไฟล์ MQA ได้ เพียงแต่จะปล่อยสัญญาณออกมาที่ระดับ 24/44.1 กับ 24/48 เท่านั้น ถ้าคุณเป็นคนที่คลั่งไคล้ MQA เข้าเส้นก็ขอให้มองข้าม Stream-9 ตัวนี้ไป

2. ไม่รองรับการเล่นไฟล์ DSD ผ่านทางเน็ทเวิร์ค = โดยพื้นฐานแล้ว Stream-9 รองรับสัญญาณ PCM ได้สูงสุดถึงระดับ 24/192 ทางอินพุตทั้งสามอินพุตที่ให้มา ส่วน DSD นั้นจะรับเข้าทางอินพุต Optical กับ Coaxial เท่านั้น ในฟอร์แม็ต DoP ที่ระดับ DSD64 ซึ่งก็หมายความว่า ต้องมีเพลเยอร์ต้นทางที่เล่นไฟล์ DSD แล้วส่งออกมาทาง Optical หรือ Coaxial เพื่อป้อนให้อินพุต Optical หรือ Coaxial ของ Stream-9 อีกที ซึ่งผมยังมองไม่เห็นประโยชน์กับการใช้งานลักษณะนี้

3. บนหน้าจอของ Stream-9 ยังไม่รองรับภาษาไทย = เวลาเล่นไฟล์เพลงไทย บนหน้าจอของ Stream-9 จะโชว์รายละเอียดของเพลงนั้นออกมาเป็นกรอบสี่เหลี่ยมเรียงกันเป็นพืด แสดงว่าเฟิร์มแวร์ปัจจุบันของ Stream-9 ยังไม่รองรับการแสดงภาษาไทย แต่ก็ถือว่าเป็นข้อด้อยที่ไม่รุนแรง เพราะสามารถแก้ไขได้ด้วยการอัพเฟิร์มแวร์ในอนาคต และตอนใช้งานจริงนั้น บนหน้าจอของแอพฯ ที่ใช้เล่นไฟล์เพลงทุกแอพฯ ที่ผมได้ลองคือ M-connect และ 8-Player Pro จะโชว์รายละเอียดของเพลงออกมาเป็นภาษาไทยครบถ้วนบนหน้าจออุปกรณ์พกพาของคุณที่ใช้ในการควบคุมใช้งาน (ดูรูปประกอบในรีวิว)

4. ไม่มีช่อง USB สำหรับ external HDD = ไม่มีช่องเสียบ USB-A ที่รองรับการดึงไฟล์เพลงที่อยู่ในแฟรชไดร้ หรือ USB ฮาร์ดดิสแบบพกพา

ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบในโลกใบนี้ แต่หลังจากประเมินข้อดี+ข้อด้อยของ Stream-9 ตัวนี้แล้ว ผมรู้สึกพอใจกับสิ่งที่ Network Transport ตัวนี้ให้ออกมา ทั้งในแง่การใช้งานและคุณภาพเสียง ซึ่งมันทำให้ไฟล์ WAV 16/44.1 กับไฟล์ PCM Hi-Res ทั้งหมดที่ผมมีอยู่ กับไฟล์เพลงที่ผมสตรีมมาจาก TIDAL ให้เสียงออกมาในเกณฑ์ที่ดีน่าพอใจมาก และที่ผมรู้สึกแฮ้ปปี้มากๆ กับ Stream-9 ตัวนี้ก็คือเอ๊าต์พุต I2S ของมันที่ทำให้ external DAC ที่มีอินพุต I2S อย่าง Audio-gd R7 แสดงศักยภาพออกมาได้เต็มที่มากยิ่งขึ้น (NuPrime เองก็มีผลิตภัณฑ์หลายชิ้นที่มีอินพุต I2S ส่วนมากเป็น external DAC อาทิรุ่น Alita, DAC-9SE, Evolution DAC และ DAC/Amp รุ่น Omnia A300)

ถามว่า Stream-9 เหมาะกับใคร.? เหมาะกับคุณหรือเปล่า.? คงต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไป ถ้ามีโอกาสได้ทดลองใช้งานในซิสเต็มตัวเอง ทุกอย่างจะชัดเจน.!! /

********************
ราคา :
NuPrime : Stream-9 = 43,500 บาท / ตัว
********************
สนใจติดต่อที่
facebook Alpha Audio Thailand

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า