Stereo vs. Mono เลือกแบบไหนดี.?

เริ่มเป็นปัญหาซะแล้วสำหรับคนที่ต้องเลือกซื้อเครื่องเสียงไปใช้งานในห้องรับแขก เพราะไม่รู้ว่าควรจะตัดสินใจเลือกซื้อแบบไหนดี เนื่องจากปัจจุบันมีเครื่องเสียงออกมาหลากหลายรูปแบบให้เลือก เริ่มตั้งแต่แบบแรก คือ ลำโพง all-in-one แบบ ‘single unitคือเป็นระบบลำโพงที่รวมทุกอย่างอยู่ในตัวลำโพงซึ่งสามารถทำงานได้โดยใช้ลำโพงแค่ตัวเดียว โดยพื้นฐานแล้ว ลำโพงแบบนี้จะให้เสียงออกมาเป็นระบบเสียง โมโน” (mono) แต่ก็สามารถรองรับสัญญาณอินพุตที่เป็นระบบเสียง stereo ได้

ลำโพงลักษณะนี้ถือว่าเป็นเครื่องเสียงที่มีรูปแบบเรียบง่ายมากที่สุดที่มีอยู่ตลาดตอนนี้ ส่วนมากจะรองรับการส่งสัญญาณแบบไร้สายผ่านทางคลื่น Bluetooth ได้ ทำให้คนส่วนใหญ่เรียกติดปากว่า ลำโพงบลูทูธหรือบ้างก็เรียกว่า ลำโพงไร้สายซึ่งขนาดของลำโพงแบบนี้มีให้เลือกหลากหลายมาก มีตั้งแต่ตัวเล็กจิ๋วขนาดที่วางอยู่บนฝ่ามือได้ เหมาะกับการพกพา ไปจนถึงขนาดใหญ่ที่ใช้งานแบบตั้งโต๊ะ ส่วนราคาขายก็มีให้เลือกหลายระดับ ขึ้นอยู่กับคุณภาพของสินค้า ในขณะที่ราคาเฉลี่ยจะอยู่ต่ำกว่าลำโพงไร้สายแบบ stereo

แบบที่สองคือ ลำโพงที่รองรับระบบเสียงสเตริโอ 2 แชนเนล จึงต้องมีลำโพงที่มีลักษณะเหมือนกันจำนวน 2 ตัวทำงานร่วมกันอยู่ในระบบ แยกเป็นลำโพงข้างซ้าย (Left Channel = L) กับลำโพงข้างขวา (Right Channel = R) ซึ่งลำโพงแบบนี้ถือว่าเป็นระบบมาตรฐาน เพราะรองรับระบบเสียงสเตริโอ (stereo) ที่เป็นระบบเสียงมาตรฐานสำหรับการฟังเพลงในปัจจุบัน ลักษณะของลำโพงประเภทนี้มีทั้งแบบ passive คือต้องใช้แอมปลิฟายจากภายนอกในการขับดันร่วมกับสัญญาณเสียงจากเครื่องเล่น (player) ในการสร้างเสียงเพลงออกมา และระหว่างตัวลำโพงกับแอมป์ต้องมีสายลำโพงต่อพ่วงในการนำสัญญาณจากแอมป์ไปที่ลำโพง ตัวอย่างของลำโพงประเภทนี้ก็เช่นลำโพงยี่ห้อ KEF รุ่น LS50 Meta เป็นต้น

KEF รุ่น LS50 Meta

ลำโพง stereo อีกรูปแบบหนึ่งเรียกว่า all-in-one คือในตัวลำโพงทั้งสองข้างจะมีแอมปลิฟายบรรจุอยู่ข้างใน เรียกว่าลำโพงแอ๊คทีฟ และมีภาคอินพุตเพื่อรองรับสัญญาณเสียงจากภายนอกอยู่ในตัว ส่วนใหญ่ลำโพง stereo ประเภทนี้จะเป็นแบบไร้สาย ทำให้ผู้ใช้สามารถส่งสัญญาณเพลงไปที่ลำโพงด้วยวิธีสตรีมผ่านคลื่น Bluetooth หรือ AirPlay ผ่าน WiFi ได้ ตัวอย่างของลำโพง stereo แบบ all-in-one ลักษณะนี้ก็คือรุ่น LS50 Wireless II กับรุ่น LSX

KET รุ่น LS50 Wireless II

เปรียบเทียบ ข้อดีข้อด้อย ระหว่างลำโพงแบบ mono และ stereo

แนวโน้มของผู้ใช้ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะชื่นชอบลำโพง all-in-one แบบไร้สายมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมันมีข้อดีหลายอย่าง นอกจากจะไม่ต้องใช้สายลำโพงในการเชื่อมต่อระหว่างตัวลำโพงกับแอมลิฟายจึงช่วยให้ดูไม่รกตาแล้ว ลำโพง all-in-one แบบไร้สายยังรองรับการสตรีมไฟล์เพลงได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการสตรีมจาก Spotify, TIDAL หรือ Apple Music ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์นิยมในปัจจุบัน

ในขณะที่ลำโพงไร้สายแบบที่ว่านั้นมีอยู่ 2 ประเภทหลักๆ อย่างที่กล่าวมาตอนต้น คือแบบ mono คือตัวเดียวจบ กับแบบ stereo ที่ต้องใช้ลำโพง 2 ตัวทำงานร่วมกัน เรามาดูกันว่า ทั้งสองแบบนี้มีข้อดีข้อด้อยต่างกันอย่างไร

เปรียบเทียบในแง่ความสะดวก

ถ้ามองในแง่ความสะดวกในการใช้งาน ประเด็นนี้ต้องยกให้ลำโพงไร้สายแบบ mono เพราะมันใช้พื้นที่วางน้อยกว่า เหมาะมากกับห้องรับแขกขนาดเล็ก อย่างเช่นในคอนโดทั่วไปที่มีพื้นที่ใช้สอยจำกัด และเนื่องจากห้องที่มีขนาดไม่ใหญ่ ทำให้ลำโพงตัวเล็กๆ แค่ตัวเดียวก็สามารถกระจายเสียงไปได้ทั่วห้อง ในขณะที่ลำโพงไร้สายแบบ stereo ต้องการพื้นที่จัดวางมากกว่าเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพเสียงออกมาเต็มที่…

เปรียบเทียบในแง่ “ประสิทธิภาพ” (efficiency) และ “คุณภาพเสียง” (sound quality)

ถ้ามองในประเด็นของประสิทธิภาพเสียง (efficiency) และคุณภาพเสียง (sound quality) ก็ต้องยกให้ลำโพงไร้สายแบบ stereo ชนะขาดลอย อย่างที่เกริ่นมาตอนต้น เนื่องจากลำโพงไร้สายแบบ stereo เป็นระบบลำโพงที่รองรับกับระบบเสียง stereo ที่ใช้เป็นมาตรฐานในการบันทึกเสียงเพลงในสตูดิโอในยุคปัจจุบัน ซึ่งแน่นอนว่า การใช้ลำโพงที่ออกแบบมา ตรงกับมาตรฐานของระบบเสียงที่ใช้ย่อมให้คุณภาพเสียงออกมา ดีกว่าลำโพงแบบ mono อย่างมาก

ข้อดีของระบบเสียง stereo เมื่อเทียบกับระบบเสียง mono

ลักษณะเวทีเสียงที่เกิดจากการฟังผ่านระบบเสียง stereo

ลักษณะเวทีเสียงที่เกิดจากการฟังผ่านระบบเสียง mono

ข้อดีของการบันทึกเสียงด้วยระบบเสียงสเตริโอ (stereo 2 channel) ก็คือทำให้ผู้บันทึกสามารถกำหนด ตำแหน่งของเสียงดนตรีแต่ละเสียงให้แยกห่างจากกันได้มาก ทำให้ผู้บันทึกเสียงสามารถสร้าง เวทีเสียง” (soundstage) ที่เลียนแบบการรับชมการแสดงดนตรีบนเวทีจริงๆ ขึ้นมาได้ และเมื่อเสียงของเครื่องดนตรีต่างๆ ถูกแยกห่างจากกัน ไม่ซ้อนทับกัน จึงส่งผลดีอีกอย่างต่อการฟัง นั่นคือทำให้ผู้ฟังสามารถรับรู้รายละเอียดที่นักดนตรีกระทำ (บรรเลง) กับเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นออกมาได้ชัดเจนมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ฟังเข้าถึงอรรถรสของเพลงได้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น

แม้ว่าเพลงที่คุณฟังจะผ่านการบันทึกเสียงด้วยระบบ stereo แต่ถ้านำไปฟังผ่านลำโพงไร้สายตัวเดียว เสียงที่ออกมาก็จะกลายเป็นระบบเสียงโมโน (mono) ไปโดยปริยาย ซึ่งส่งผลให้เสียงของเครื่องดนตรีต่างๆ ในเพลงนั้นถูกบีบให้เข้ามากระจุกรวมกันอยู่ตรงลำโพง ทำให้เกิดการซ้อนทับของเสียงทั้งหมด เวลาฟังจะแยกรายละเอียดของเสียงเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นออกจากกันได้ยาก หรือแทบจะแยกไม่ออก ผู้ฟังจึงไม่สามารถสัมผัสกับอรรถรสของเพลงได้ครบตามที่ผู้แต่งต้องการนำเสนอ

นี่คือประเด็นสำคัญที่ทำให้ระบบลำโพงที่เป็นแบบ stereo ให้ประสิทธิภาพของเสียงที่ดีกว่าระบบลำโพงแบบ mono ซึ่งถือว่าเป็นคุณสมบัติสำคัญสูงสุดสำหรับคนที่ชอบฟังเพลง และคนที่ต้องการฟังเพลงให้ได้อรรถรสของการฟังสูงสุด ถ้าคุณเป็นนักฟังเพลงหนึ่งในประเภทที่ต้องการความสมบูรณ์ของระบบเสียง stereo แนะนำให้เลือกซื้อลำโพงที่รองรับระบบเสียง stereo ที่ใช้ลำโพงที่เหมือนกัน ตัวในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นลำโพงไร้สายแบบ all-in-one หรือลำโพงแบบพาสซีฟแบบใช้สาย /

********************
* ขอบคุณบริษัท Vgadz ตัวแทนจำน่ายลำโพง KEF ในประเทศไทย ที่อุดหนุนสาระดีๆ แบบนี้
สนใจลำโพง KEF เชิญเข้าชมรายละเอียดได้ที่ KEF-Vgadz

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า