รีวิวเครื่องเสียง Cambridge Audio รุ่น CXN v2 เน็ทเวิร์ค สตรีมเมอร์ ที่ทำให้คุณเข้าถึงคอนเท็นต์ได้ทุกแหล่งที่

เมื่อก่อนเรามักจะใช้คำว่า “external DACในการเรียกอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในการแปลงสัญญาณดิจิตัลให้เป็นอะนาลอกแบบที่แยกชิ้นออกมาจากอุปกรณ์ประเภทดิจิตัล เพลเยอร์อย่างเช่น เครื่องเล่นแผ่นซีดี, เครื่องเล่นแผ่นดีวีดี และเครื่องเล่นประเภทยูนิเวอร์แซล เพลเยอร์ทั้งหลาย ซึ่งประเด็นพิจารณาในการเลือกซื้ออุปกรณ์ประเภท external DAC สมัยโน้นมีอยู่แค่ 2-3 อย่าง อาทิเช่น ดูว่ารองรับสัญญาณอินพุตได้กว้างขวางแค่ไหน, มีขั้วต่อสัญญาณแบบไหนให้ใช้บ้าง ก่อนจะไปดูกันที่คุณภาพเสียงเป็นด่านสุดท้าย

ความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นกับอุปกรณ์ประเภท external DAC เจนเนอเรชั่นที่สองในยุคถัดมาหลังจากเครื่องเล่นแผ่นเพลงเริ่มหมดยุคไปก็คือมีช่องอินพุต USB ติดตั้งมาให้ เหตุผลคือเพื่อให้สามารถรองรับสัญญาณดิจิตัลจากคอมพิวเตอร์ได้นั่นเอง เนื่องจากยุคนั้นเป็นยุคของการเล่นไฟล์เพลงด้วยโปรแกรมบนคอมพิวเตอร์แทนที่การเล่นเพลงจากแผ่นเพลง

ในปัจจุบัน การเล่นไฟล์เพลงได้เปลี่ยนผ่านจาก computer เข้าสู่ network ทำให้ external DAC ที่ออกมายุคหลังๆ ติดตั้งขั้วต่อ Ethernet สำหรับเชื่อมต่อกับระบบ LAN network เข้ามาเป็นอินพุต บางยี่ห้อก็ละทิ้งขั้วต่อ USB ที่ใช้เล่นกับคอมพิวเตอร์ไปเลย ในขณะที่บางยี่ห้อได้ควบรวมเอาความสามารถในการเล่นไฟล์เพลงทั้งผ่านคอมพิวเตอร์และเน็ทเวิร์คเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้มีคุณสมบัติเป็น Two-in-One หรือ All-in-One digital audio player ซึ่ง Cambridge Audio เป็นหนึ่งในผู้ผลิตอุปกรณ์ดิจิตัลเพลเยอร์ที่ดำเนินมาในแนวทางนั้น

Cambridge Audio : CXN v2

CXN เป็น external DAC ที่ได้รับความนิยมสูงมากตั้งแต่เปิดตัวเวอร์ชั่นแรกเป็นต้นมา ความเจ๋งของ CXN มีอยู่หลายประเด็น ที่โดดเด่นมากๆ ประเด็นแรกคือมันเป็น external DAC แบบ All-in-One คือคุณสามารถนำ CXN ไปใช้กับอุปกรณ์ต้นทางประเภทดิจิตัลเพลเยอร์ได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเอาไปใช้ร่วมกับเครื่องเล่นแผ่นเพลงดิจิตัลฟอร์แม็ตต่างๆ ตั้งแต่ CD player, DVD player ไปจนถึง Blu-ray player ก็ทำได้เพราะ CXN มีช่อง digital input มาให้ใช้ครบทั้ง optical และ coaxial รองรับสัญญาณได้สูงสุดถึงระดับ 24/192 หรือจะเอาไปใช้งานร่วมกับการเล่นเพลงผ่านคอมพิวเตอร์ก็ทำได้เพราะมันมีช่องอินพุต USB type B มาให้ ซึ่งสามารถรองรับสัญญาณอินพุตจากคอมพิวเตอร์ได้สูงถึง 24/192 และรองรับฟอร์แม็ต DSD64 ได้ด้วย และสุดท้าย คุณยังสามารถนำ CXN ไปใช้งานร่วมกับการเล่นไฟล์เพลงผ่าน network ได้อีกด้วย เพราะมันมีช่องอินพุต Ethernet มาให้นั่นเอง

ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากจะรองรับสัญญาณอินพุตผ่านทางขั้วต่อต่างๆ แล้ว CXN ยังมีความสามารถรองรับสัญญาณเสียงที่ส่งผ่านเข้ามาทางอากาศแบบไร้สายได้อีกด้วย ไม่ว่าจะผ่านเข้าทาง AirPlay จากอุปกรณ์พกพาที่ใช้ระบบปฏิบัติการณ์ iOS, ผ่านเข้าทาง Chromecast จากอุปกรณ์พกพาที่ใช้ระบบปฏิบัติการณ์ android รวมถึงผ่านเข้าทาง Bluetooth ด้วย (ต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่ม)

หน้าตา + ขั้วต่อ

CXN version 2 หรือ CXN v2 เป็นเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดที่พัฒนาเพิ่มเติมขึ้นมาจาก CXN เวอร์ชั่นแรกที่ออกมาตั้งแต่ปี 2015 โดยรวมๆ แล้ว CXN v2 กับ CXN เวอร์ชั่นแรกเหมือนกันทุกจุดโดยเฉพาะรูปร่างหน้าตาภายนอกและขั้วต่อต่างๆ

คุณจะไม่พบอะไรบนตัวเครื่องแม้แต่จุดเดียวที่เป็นการระบุเจาะจงว่าเป็นรุ่น CXN v2 แม้แต่โลโก้ชื่อรุ่นที่สกรีนอยู่ที่มุมบนด้านขวาของหน้าปัดก็เหมือนกับเวอร์ชั่นแรกนั่นคือมีเฉพาะคำว่า “CXNแค่นี้ ตำแหน่งจัดวางปุ่มกดและปุ่มหมุนปรับตั้งค่าบนหน้าปัดก็อยู่ในตำแหน่งเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นปุ่มเพาเวอร์ที่ใช้กดเปิด/ปิดเครื่อง (A), ช่องเสียบแฟรชไดร้และฮาร์ดดิสพกพาที่ใช้ขั้วต่อ USB ที่ด้านหน้า (B) และด้านหลัง (G ด้านขวา), ปุ่มกดควบคุมการเล่นไฟล์เพลง (C ด้านซ้าย) ปุ่มกดแสดงรายละเอียดของไฟล์ที่กำลังเล่นกดเข้าเมนู (C ด้านขวา), จอแสดงผล (E) และปุ่มหมุนปรับวอลลุ่มเลือกหัวข้อย่อยในเมนูและกดตกลง (D)

ขั้วต่อต่างๆ บนแผงหลังก็เหมือนกันทุกอย่าง เริ่มจากขั้วต่อปลั๊กไฟเข้าเครื่องแบบสามขาแยกกราวนด์ (F), ขั้วต่อ USB สำหรับเสาอากาศ Wi-Fi (G ข้างซ้าย) กับขั้วต่อ USB สำหรับแฟรชไดร้หรือฮาร์ดดิสพกพา (G ข้างขวา), ขั้วต่อสำหรับสาย LAN/Ethernet (H) รองรับมาตรฐาน IEEE 802.3 สปีด 10/100 Base-T, ช่อง coaxial และ optical สำหรับสัญญาณ digital input (I ด้านซ้าย) และสำหรับสัญญาณ digital output (I ด้านขวา), ช่องอินพุต USB สำหรับรองรับสัญญาณจากคอมพิวเตอร์ (J ด้านซ้าย) กับสวิทช์โยกเล็กๆ สำหรับเลือกเชื่อมต่อกราวนด์หรือยกกราวนด์ลอย (J ด้านขวา),

CXN v2 ให้ขั้วต่อสำหรับสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตมา 2 แบบคือ Balanced ผ่านขั้วต่อ XLR (K ด้านซ้าย) และ single-end ผ่านขั้วต่อ RCA (K ด้านขวา) กรณีใช้งานร่วมกับแอมป์ของ Cambridge Audio และต้องการเชื่อมโยงคำสั่งพื้นฐานไปด้วยกัน อย่างเช่น เปิด/ปิดเครื่อง ก็มีขั้วต่อสัญญาณ control bus มาให้ (L ด้านขวา) หรือกรณีที่ติดตั้งตัวเครื่อง CXN v2 ไว้ในตำแหน่งที่ไม่สามารถยิงคลื่นอินฟราเรดตรงเข้าที่ช่องรับคลื่นรีโมทบนหน้าปัดได้ คุณก็สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการหาตัวรับและส่งต่อสัญญาณรีโมทที่เรียกว่า IR emitter มาใช้แล้วต่อสายเข้าที่ช่อง 3.5mm ที่จัดไว้ให้ที่แผงหลัง (L ด้านซ้าย)

ทดลองใช้งาน CXN v2
โดยเชื่อมต่อกับ network

คุณสมบัติที่ถือเป็นจุดเด่นอย่างมากของ CXN v2 คือการ เข้าถึงแหล่งต้นทางสัญญาณทุกรูปแบบ โดยเฉพาะแหล่งต้นทางที่อยู่บน server ซึ่งต้องดึงเข้ามาที่ตัวเครื่องผ่านทาง network ที่สามารถทำได้ 2 ทาง วิธีแรกด้วยคลื่น Wi-Fi แบบไร้สาย ผ่านเข้าทางอุปกรณ์ Wireless Lite USB Adapter รุ่น WD752-BD-N ที่แถมมาให้ในกล่อง โดยเสียบเข้าที่ช่อง USB ด้านหลัง สปีดการส่งข้อมูลอยู่ที่ 150Mbps

ลักษณะของอะแด๊ปเตอร์ที่ให้มาในกล่อง

ลักษณะการทำงานของอะแด๊ปเตอร์ตัวนี้คือมันจะทำให้สมาร์ทโฟน หรือแท็ปเล็ตมองเห็น CXN v2 เป็น Wireless Speaker นั่นเอง ถ้าใช้อุปกรณ์ iOS อย่างเช่น iPhone หรือ iPad เป็นตัวกลางเชื่อมต่อ จะผ่านเทคโนโลยี AirPlay

วิธีเชื่อมต่อ CXN v2 เข้ากับเน็ทเวิร์คด้วย USB อะแด๊ปเตอร์ที่แถมมาให้ก็ทำได้ไม่ยาก มีขั้นตอนปฏิบัติแค่ 2-3 ขั้นตอนก็สำเร็จ ใช้สมาร์ทโฟนหรือแท็ปเล็ตเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงสัญญาณ Wi-Fi ระหว่าง CXN v2 กับ Wi-Fi access point บนตัว router ที่บ้านของคุณ หลังจากเชื่อมต่อได้แล้ว คุณก็สามารถใช้งาน CXN v2 ผ่านเน็ทเวิร์คได้ครบทุกฟังท์ชั่นแบบเดียวกับการเชื่อมต่อแบบใช้สาย ต่างกันแค่ขนาดของข้อมูลที่ส่งผ่านเน็ทเวิร์คมาที่ตัว CXN v2 ซึ่งการส่งผ่านระบบไร้สายยังมีข้อจำกัดมากกว่าการเชื่อมต่อแบบใช้สาย

กับอีกวิธีคือผ่านสาย LAN เข้าทางช่อง Ethernet ที่อยู่บนแผงด้านหลัง ซึ่งผมแนะนำให้ใช้วิธีเชื่อมต่อผ่านสาย LAN จะให้ผลทางเสียงที่ดีกว่า รองรับการส่งผ่านไฟล์ที่มีความละเอียดสูงได้ดีกว่า และยังให้ความเสถียรในการใช้งานดีกว่าอีกด้วย ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับนักเล่นเครื่องเสียงที่ต้องการเล่นไฟล์เพลงระดับไฮเรซฯ ผ่านทางเน็ทเวิร์ค และต้องไม่ลืมว่า คุณภาพของตัว router มีผลต่อคุณภาพเสียงมาก แนะนำให้เลือกใช้แบบที่มีคุณภาพสูงๆ หน่อย ราคาตัวละ 3,000-5,000 บาทกำลังดี รวมถึงสาย LAN ก็มีผลต่อคุณภาพเสียงเช่นกัน แนะนำให้เลือกใช้สายที่มีคุณภาพสูงสุดเท่าที่จะสามารถลงทุนได้

แหล่งต้นทางสัญญาณหรือ contents สำหรับ CXN v2 ที่ผ่านเข้าทางเน็ทเวิร์ค

คุณสามารถดึงไฟล์เพลงเข้ามาเล่นบน CXN v2 ได้ 4 ช่องทางเมื่อเชื่อมต่อ CXN v2 เข้ากับเน็ทเวิร์ค ช่องทางแรก (1) ดึงไฟล์เพลงที่เก็บอยู่ใน NAS ที่เชื่อมต่ออยู่ในเน็ทเวิร์ควงเดียวกัน ซึ่งถ้าคุณเก็บไฟล์เพลงไว้ในฮาร์ดดิสของคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออยู่ในเน็ทเวิร์ควงเดียวกัน คุณก็สามารถดึงไฟล์เพลงที่อยู่ในฮาร์ดดิสของคอมพิวเตอร์มาเล่นบน CXN v2 ผ่านทางเน็ทเวิร์คได้เหมือนกัน โดยการลงโปรแกรม MinimServer ลงไปบนคอมพิวเตอร์ของคุณ และอาศัยโปรแกรม MinimServer ทำให้คอมพิวเตอร์ของคุณกลายเป็น NAS อีกตัวหนึ่งในระบบ

แหล่งที่สอง (2) ดึงไฟล์เพลงจาก USB external HDD ที่เสียบอยู่ที่ช่อง USB ของ CXN v2 ซึ่งช่อง USB ทั้งสองช่องที่ให้มา คือที่ด้านหน้ากับด้านหลังตำแหน่งละช่องนั้นสามารถใช้งานได้เหมือนกัน นั่นก็หมายความว่า ถ้าคุณมี USB external HDD เก็บเพลงอยู่สองตัว คุณก็สามารถแยกเสียบทั้งสองตัวใช้งานพร้อมกันได้เลย สะดวกมาก!

แหล่งต้นทางที่สาม (3) สตรีมไฟล์เพลงจากอินเตอร์เน็ต ซึ่งกรณีนี้ router ของคุณต้องมีโมเด็มและคุณต้องเช่าใช้สัญญาณอินเตอร์เน็ตจากผู้ให้บริการเจ้าใดเจ้่าหนึ่งด้วย คอนเท็นต์ที่คุณสามารถดึงเข้ามาเล่นบน CXN v2 ผ่านช่องทางนี้มีอยู่สองแหล่ง ได้แก่ อินเตอร์เน็ต เรดิโอ หรือจากสถานีวิทยุบนอินเตอร์เน็ตซึ่งมีอยู่มากมายหลายหมื่นสถานีทั่วโลกและเป็นคอนเท็นต์ฟรี นอกจากคุณไปติดใจรายการของสถานีช่องไหนก็สามารถสมัครขอรับบริการระดับพรีเมี่ยมที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายก็ได้ อีกแหล่งคือ ดึงไฟล์เพลงจากเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการสตรีมมิ่ง เซอร์วิส ซึ่งคอนเท็นต์ส่วนนี้ต้องเสียค่าใช้รายเดือน มีให้เลือกหลายเจ้า มีทั้งคุณภาพเสียงที่ดีพอสมควรอย่าง Spotify (ซึ่ง CXN v2 ได้ติดตั้งภาครับสัญญาณจาก Spotify ลงไปในตัวให้แล้ว) ไปจนถึงระดับใกล้เคียงกับไฮเรซฯ ก็มีอย่างเช่น TIDAL ซึ่งรองรับไฟล์ MQA ได้ถึง 24/96 เมื่อนำ CXN v2 ไปใช้งานร่วมกับโปรแกรม roon

ช่องทางที่สี่ (4) เป็นการรองรับสัญญาณเสียงเพลงที่เล่นจากอุปกรณ์ภายนอกที่ modulate เข้ามาทางคลื่นไร้สาย Wi-Fi ผ่านเทคโนโลยี AirPlay สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการณ์ OS X/iOS ของ Apple และผ่านเทคโนโลยี Chromcast สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการณ์ Android ของ Google ส่วนการสตรีมไฟล์เพลงผ่านเข้าทาง Bluetooth นั้น สามารถรองรับบลูทูธฟอร์แม็ต AptX ได้ แต่ต้องซื้อภาครับรุ่น BT100 มาเสริม

สัญญาณเสียงหรือ contents สำหรับ CXN v2 ที่ผ่านเข้าทางช่อง USB type B

ช่อง USB ที่ติดตั้งมาในรุ่น CXN v2 เป็นมาตรฐาน USB 2.0 รองรับการใช้งานร่วมกับคอมพิวเตอร์ได้ทั้ง Microsoft Windows และ Mac OS X กรณีที่คุณใช้ร่วมกับคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการณ์ของ Windows ถ้าต้องการเล่นไฟล์เพลงที่มีสเปคฯ สูงกว่า 96kHz ขึ้นไป คุณต้องติดตั้งไดเวอร์ “Cambridge Audio Windows 2.0 USB driver” ลงไปที่คอมพิวเตอร์ของคุณด้วย โดยไปโหลดไดเวอร์ตัวดังกล่าวได้ที่ ลิ้งค์ นี้ แต่ถ้าใช้คอมพิวเตอร์ Mac ไม่ต้องลงไดเวอร์ใดๆ

ความสามารถในการรองรับไฟล์ฟอร์แม็ต และเรโซลูชั่น

ผมทดลองเล่นไฟล์เพลง 44.1kHz ที่ทำเป็นฟอร์แม็ตยอดนิยมอย่าง WAV, AIFF, FLAC, ALAC และ MP3 ด้วยโปรแกรม roon บนคอมพิวเตอร์ผ่านเข้าทางช่อง USB ของ CXN v2 ดูแล้ว ปรากฏว่า CXN v2 สามารเล่นไฟล์ฟอร์แม็ตเหล่านั้นได้หมด รวมถึงไฟล์ฟอร์แม็ต DSF ที่เก็บสัญญาณ DSD ด้วย

แต่เนื่องจากชิป Wolfson WM8740 ที่ใช้ใน CXN v2 ไม่รองรับสัญญาณ DSD โดยตรง ต้องทำการแปลงให้เป็นสัญญาณ PCM ซะก่อน ซึ่งระดับคุณภาพเสียงที่ได้ออกมาจากการเล่นไฟล์ DSD ผ่าน CXN v2 จะขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของซอฟท์แวร์ที่ใช้ในการทำ conversion แปลง DSD ให้เป็น PCM ด้วย จากการที่ผมทดลองใช้โปรแกรม roon ที่ติดตั้งอยู่บน MacBook Pro ของผมเล่นไฟล์ DSF ผ่านเข้าทาง USB ของ CXN v2 พบว่า ซอฟท์แวร์ในตัว roon ได้ทำการแปลงสัญญาณ DSD64 (2.8MHz) ออกมาเป็นสัญญาณ PCM ที่ระดับ 24/176.4 ซึ่งเสียงที่ออกมาอยู่เกณฑ์ที่ดีมาก เพราะในตัวของ CXN v2 ก็ได้ถูกออกแบบให้อัพแซมปลิ้งสัญญาณดิจิตัลอินพุตให้ขึ้นมาถึงระดับ 384kHz และทำการฟิลเตอร์ให้ลงมาอยู่ที่ระดับ 192kHz ก่อนส่งเข้าชิป DAC ซึ่งการที่โปรแกรม roon เลือกทำการแปลง DSD เป็น PCM ที่ระดับ 24/176.4 ก่อนส่งให้ชิป DAC ในตัว CXN v2 ก็เพราะว่า roon ตรวจเช็คความสามารถของชิป DAC ในตัว CXN v2 ก่อนแล้วจนทราบว่าสามารถรองรับได้สูงถึง 176.4kHz ซึ่งเป็นระดับสูงสุดที่ทำให้ชิป WM8740 ทำงานใกล้เคียงจุดสูงสุดที่มันสามารถทำได้

ทำไม roon ไม่แปลง DSD64 ไปที่ระดับ 192kHz ซึ่งเป็นระดับสูงสุดที่ชิป DAC ในตัว CXN v2 สามารถรับได้.? ถ้าคุณได้เข้าไปอ่านข้อมูลใน White Paper ที่อ้างถึงการออกแบบฟังท์ชั่น SRC หรือ Sample Rate Conversion ในโปรแกรม roon จะทราบว่า พวกเขาต้องการหลีกเลี่ยงความคลาดเคลื่อนในการทำ SRC จึงเลือกที่จะแปลงให้อยู่ฐาน clock เดิมของสัญญาณนั้นๆ ซึ่งสัญญาณ DSD64 มีอัตราแซมปลิ้งอยู่ที่ 2.8MHz หรือ 64 เท่าของ 44.1kHz ซึ่งเป็นฐาน clock เดียวกับซีดีคือ 44.1kHz ซอฟท์แวร์ SRC ของ roon จึงเลือกแปลงสัญญาณ DSD เป็น PCM บนฐาน 44.1kHz ไม่ใช่ฐาน 48kHz จาก (A) คือสัญญาณออริจินัลเป็น DSD64 ขั้นตอนแรกวงจร Format Conversion ได้ทำการแปลงแซมปลิ้งเรตของสัญญาณ DSD64 ซึ่งเท่ากับ 2.8MHz ให้ลงมาเป็นสัญญาณ PCM ที่ระดับแซมปลิ้งเรต 352.8kHz ก่อน (B) จากนั้น roon ตรวจพบว่า ภาคอินพุต USB ของ CXN v2 รองรับแซมปลิ้งฟรีเควนซี่ของสัญญาณ PCM ได้สูงสุดอยู่ที่ 192kHz roon จึงเลือกให้วงจร SRC ทำการทดอัตราแซมปลิ้งที่ระดับ 352.8kHz ลงมาครึ่งนึง อยู่ที่ 176.4kHz (C) ซึ่งเป็นแซมปลิ้งฟรีเควนซี่ “สูงสุด” ของฐาน 44.1kHz ที่ช่อง USB ของ CXN v2 สามารถรับได้ ส่วนทางด้าน bit-depth ซึ่งวงจร DSP ที่ใช้ในการทำ conversion ของ roon ใช้เรโซลูชั่นในการคำนวนบิตข้อมูลอยู่ที่ระดับ 64bit และได้ทำการทดบิตลงมาที่ 24bit (D) ผนวกกับแซมปลิ้งฟรีเควนซี่ที่ 176.4kHz ออกมาเป็นสัญญาณเสียงที่ระดับ 24/176.4 ก่อนส่งออกไปทางช่อง USB ของ MacBook Pro ของผมไปที่อินพุต USB ของ CXN v2 ผ่านสาย USB type C > type B ของ Nordost รุ่น Heimdall 2 ด้วยโหมด Exclusive เพื่อให้การส่งผ่านสัญญาณระหว่างคอมพิวเตอร์กับ CXN v2 มีความราบลื่นต่อเนื่องมากที่สุด

เป็นเรื่องปกติของโปรแกรม roon ในการทำ format conversion ที่จะตรวจเช็คก่อนว่า ภาคอินพุตของ DAC ที่ปลายทางสามารถรองรับแซมปลิ้งได้สูงสุดแค่ไหนเมื่อส่งสัญญาณผ่านเข้าทางช่อง USB ซึ่งโปรแกรม roon ก็จะเลือกแปลงส่งไปให้ที่ระดับสูงสุดที่ภาคอินพุต USB ของ DAC ปลายทางสามารถรองรับได้ ซึ่งถ้าภาคอินพุตของ DAC ปลายทางรองรับได้สูง คุณภาพเสียงก็จะออกมาดีกว่า external DAC ที่ภาคอินพุตรองรับได้ต่ำกว่า ซึ่งประเด็นนี้ถือว่าเป็นข้อดีของ CXN v2 ที่ภาคอินพุต USB ของ DAC สามารถรองรับได้สูงถึง 176.4kHz แสดงว่าในรุ่น CXN v2 ใช้ DSP ที่ภาคดิจิตัลอินพุตที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า CXN เวอร์ชั่นแรกมาก ซึ่งจากที่ผมเคยทดสอบ CXN เวอร์ชั่นแรกมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นผมพบว่า CXN เวอร์ชั่นแรกเล่นไฟล์ที่มีแซมปลิ้งเรตที่ระดับ 176.4kHz และสูงกว่ารวมทั้งไฟล์ DSF64 ออกมาได้ยังไม่ดีมาก ยังดึงประสิทธิภาพของไฟล์ที่มีแซมปลิ้งเรตสูงๆ ออกมายังไม่ค่อยดี ในขณะที่เวอร์ชั่นสองคือ CXN v2 ตัวนี้ทำในจุดนี้ได้ดีขึ้นมากๆ โดยเฉพาะกับไฟล์ DSF64 ที่เก็บสัญญาณ DSD2.8MHz มันให้คุณภาพเสียงออกมาได้น่าพอใจมาก ไม่มีอาการปลายเสียง roll-off ชันมากๆ จนเสียงอับทึบเหมือนเวอร์ชั่นแรก ปลายเสียง DSD จาก CXN v2 มีลักษณะที่เปิดโปร่ง กระจ่าง และระยิบระยับ ฟังแล้วได้อรรถรสของเพลงดีมาก โดยเฉพาะความรู้สึกของบรรยากาศที่โอ่อ่า ให้ไดนามิกของเสียงที่ปลดปล่อยเต็มที่ ไร้ซึ่งอาการ compress ใดๆ

เล่นไฟล์เพลงคุณภาพสูงผ่านทาง Network ของ CXN v2

ในการทดสอบประสิทธิภาพเสียงจากการเล่นไฟล์เพลงผ่านเน็ทเวิร์ค ผมทดลองเกือบทุกรูปแบบ ทั้งกับแหล่งต้นทางสัญญาณแบบไร้สายและแบบใช้สาย แต่ที่ผมตั้งใจโฟกัสมากที่สุดคือการเล่นไฟล์เพลงระดับ CD quality ฟอร์แม็ต WAV 16/44.1 และ PCM Hi-Res กับ DSD Hi-Res ทั้งหมดที่ผมมีอยู่

Cambridge Audio มีแอพลิเคชั่นที่ใช้สำหรับควบคุมการทำงานบางส่วนของ CXN v2 และมีเพลเยอร์ที่ใช้ควบคุมการเล่นเพลงมาให้ด้วย ชื่อแอพฯ CA Connect ซึ่งคุณสามารถดาวน์โหลดแอพฯ นี้มาใช้ได้ฟรี มีทั้ง iOS ตั้งแต่เวอร์ชั่น 7.1 ขึ้นไป และ Android ตั้งแต่เวอร์ชั่น 4.0 ขึ้นไป พร้อมทั้งได้ทำคู่มืออธิบายการใช้งานแอพฯ ตัวนี้มาให้ด้วย (ลิ้งค์)

แอพฯ CA Connect ตัวนี้ออกมานานมากแล้ว ใช้ควบคุมเครื่องเล่นไฟล์เพลงผ่านเน็ทเวิร์คของ Cambridge Audio ได้ทุกรุ่น ผมดาวน์โหลดแอพ CA Connect มาลงบน iPad2 เพื่อใช้ควบคุมสั่งงาน CXN v2 พบว่ามันทำงานได้เสถียรกว่าเวอร์ชั่นเก่าตอนที่ผมเคยใช้ควบคุมตัว CXN เวอร์ชั่นแรกมาก ที่สำคัญคือซิ้งค์ข้อมูลของไฟล์เพลงที่อยู่ในฮาร์ดดิสที่ผมเสียบเข้าทางช่อง USB storage ออกมาได้เร็วมาก

ลิ้งค์ : วิธีใช้แอพ CA Connect เล่นไฟล์เพลงจากช่อง USB ของ CXN v2

จากภาพด้านบนจะเห็นว่า เมื่อใช้แอพฯ CA Connect เล่นไฟล์เพลงทางช่อง USB ตัวแอพฯ จะแจ้งเฉพาะฟอร์แม็ตของไฟล์เพลงที่กำลังเล่น แต่ถ้าเป็นไฟล์ DSF ที่เก็บสัญญาณ DSD ตัวแอพจะไม่แจ้งให้ทราบว่ามีการ Upsampling และทำ SRC ภายในตัวเครื่อง ส่วนการควบคุมสั่งงานในส่วนอื่นๆ ทำได้ลื่นไหลมาก เสถียรภาพดี ตัวแอพ CA Connect สามารถใช้บนสมาร์ทโฟนก็ได้ บนแท๊ปเล็ตก็ได้

สรุป

ส่วนตัวแล้ว ผมจะวางกฏเกณฑ์ในการทดสอบอุปกรณ์ประเภท network player เอาไว้ 2 ประเด็นหลักๆ อย่างแรกคือ ความคล่องตัวและยืดหยุ่นในการใช้งาน ซึ่งผมจะพิจารณารอบด้าน ทั้งในแง่ความยืดหยุ่นในการเชื่อมต่อ, คุณภาพของแอพฯ รีโมทที่ให้มา กับอีกประเด็นก็คือคุณภาพของเสียง ซึ่ง CXN v2 ทำคะแนนได้สูงมากทั้งสองประเด็นนี้ โดยเฉพาะการใช้งานร่วมกับเน็ทเวิร์คที่ให้ความยืดหยุ่นในการใช้งานสูงมาก คือคุณสามารถเชื่อมต่อ CXN v2 เข้ากับเน็ทเวิร์คได้ทั้งแบบใช้สาย (Wired) และไร้สาย (Wireless Wi-Fi) ในการควบคุมสั่งงานก็ให้ความยืดหยุ่นสูงอีก คือจะควบคุมการเล่นเพลงด้วยวิธีกดปุ่มสั่งงานบนหน้าปัดโดยตรงก็ได้ หรือจะใช้รีโมทไร้สายที่แถมมาให้ในการควบคุมการเล่นไฟล์เพลงก็ได้ หรือจะควบคุมผ่านแอพลิเคชั่นบนอุปกรณ์พกพาก็ได้ซึ่งเป็นอะไรที่สะดวกและให้ประสิทธิภาพสูงสุด ยิ่งไปกว่านั้น แอพลิเคชั่นที่ให้มาก็ใช้งานได้ดีและมีเสถียรภาพสูง ไม่งอแงเลยตลอดการทดสอบนานนับเดือนของผม และที่ผมประทับใจมากๆ ก็คือ คุณภาพเสียงซึ่งในเวอร์ชั่นแรกนั้นผมยังติความสามารถในการเล่นไฟล์เพลงระดับไฮเรซฯ ของมัน ซึ่งในเวอร์ชั่น 2 นี้ทาง Cambridge Audio ได้ทำการแก้ไขปัญหานี้จนลุล่วงไปได้อย่างงดงามด้วยความสามารถของเทคโนโลยี Q5 ATF2 ของบริษัท Anagram Technologies ที่บรรจุมาข้างใน

หลังจากทดสอบใช้งานมานานแรมเดือน ผมกล้าพูดได้เลยว่า ใน งบประมาณไม่เกิน 4 หมื่น ไม่น่าจะมี network player ตัวไหนที่เทียบชั้นกับ CXN v2 ตัวนี้ได้.!!! /

**************************
ราคา : 38,900 บาท / ตัว
**************************
หาซื้อได้ที่ :
Powerbuy Online
และ ตัวแทนจำหน่ายทั่วไป

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า