รีวิวเครื่องเสียง Esoteric รุ่น N-05 เน็ทเวิร์ค ออดิโอ เพลเยอร์ ระดับซุปเปอร์ไฮเอ็นด์ จากประเทศญี่ปุ่น

To the Future of Musical Reproduction | เมื่อโลกของการฟังเพลงปรับเปลี่ยนรูปแบบไป จากการเล่นเพลงจากแผ่น มาเป็นดึงเพลงจากอวกาศด้วยกรรมวิธีที่เรียกว่า สตรีมมิ่ง” (Streaming) นั่นเป็นที่มาของภารกิจที่ผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องเสียงต้องทำ คือทำให้อุปกรณ์เครื่องเสียงของตนสามารถตอบสนองกับรูปแบบการฟังเพลงด้วยวิธีสตรีมมิ่งได้อย่างไร้ขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็นการสตรีมผ่านสายหรือสตรีมผ่านระบบไร้สาย, สตรีมผ่านคอมพิวเตอร์หรือเครื่องเล่นไฟล์เพลง รวมถึงมีแอพลิเคชั่นที่ออกแบบมาช่วยอำนวยความสะดวกในการสตรีมสำหรับผู้ใช้ แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอสำหรับแบรนด์ที่ดำรงตนอยู่ในกลุ่มของผู้ผลิตระดับไฮเอ็นด์ฯ ยังมีความสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่แบรนด์ไฮเอ็นด์จำเป็นจะต้องคำนึงถึงด้วย ความสำคัญที่ว่านั้นก็คือ คุณภาพเสียงนั่นเอง

Esoteric N-05 | อีโซเทอริคทำอุปกรณ์เครื่องเล่นไฟล์เพลงผ่านเน็ทเวิร์คออกมา 2 รูปแบบ คือแบบที่มีภาค DAC ในตัวได้แก่ Network Audio Player ซึ่งจนถึงตอนนี้มีทำออกมาทั้งหมด 2 รุ่นด้วยกันคือ N-01 ซึ่งเป็นรุ่นใหญ่กับ N-05 ตัวนี้ซึ่งเป็นรุ่นเล็ก อีกรูปแบบเป็นเครื่องเล่นไฟล์เพลงผ่านเน็ทเวิร์คที่ไม่มีภาค DAC ในตัว ตั้งชื่อเรียกไว้ว่า Network Audio Transport ซึ่งตอนนี้พวกเขาทำออกมาแค่รุ่นเดียวคือ N-03T

ผลิตภัณฑ์ที่ผมกำลังจะรีวิวตอนนี้คือ N-05 ซึ่งเป็น Network Audio Player ที่มีฟังท์ชั่นใช้งานหลากหลายมาก ครอบคลุมความต้องการได้ครบถ้วนสำหรับในปัจจุบัน อีกทั้งระบบที่ออกแบบเอาไว้ยังสามารถขยายขอบเขตความสามารถออกไปได้อีกในอนาคต

วิดีโอพรีวิว

ฟังท์ชั่นใช้งานบนหน้าปัด

รูปร่างหน้าตาของ N-05 มาในทรงพิมพ์นิยมตามแบบอย่างของ Esoteric รุ่นสูงๆ ทุกกระเบียดนิ้ว ตัวถังประกอบด้วยแผ่นอะลูมิเนียมหนาที่ผ่านกระบวนการปัดเสี้ยนแต่งสีธรรมชาติ ดูแข็งแรงบึกบึนแต่ในขณะเดียวกัน มันก็แฝงความสวยเมลืองมลังอยู่ในที แผงหน้าทำมาจากแผ่นอะลูมิเนียมหนาที่ปาดเหลี่ยมด้านบนและด้านล่างเพิ่มส่วนเว้าทำให้ดูมีมิติแสงเงาที่น่าสนใจมากขึ้น ส่วนฟังท์ชั่นบนหน้าปัดมีอะไรให้ใช้บ้างไปดูกัน ..

(ภาพบน) จากซ้ายมือเมื่อหันเข้าหาหน้าปัด เริ่มด้วยปุ่ม POWER ที่ใช้สำหรับเปิด/ปิดเครื่อง ซึ่ง N-05 มีปุ่มเปิดไฟเข้าเครื่องแค่ปุ่มนี้ปุ่มเดียว ไม่มีสวิทช์เมน ถัดไปทางขวา คุณจะพบไฟแอลอีดีหนึ่งดวงกับปุ่มกดเล็กๆ หนึ่งปุ่ม ตัวดวงไฟนั้นจะใช้ในการแสดงให้ทราบว่ามีการใช้ external clock หรืออุปกรณ์กำหนดสัญญาณนาฬิกาอยู่หรือเปล่า ซึ่ง N-05 ตัวนี้สามารถเชื่อมต่อกับตัวให้กำเนิดสัญญาณ clock จากภายนอกได้นั่นเอง ถ้ามีการเชื่อมต่อ external clock เข้ากับ N-05 และเปิดใช้ ไฟแอลอีดีดวงนี้จะสว่างเป็นสีฟ้า ถ้ากดไม่ใช้ external clock ไฟแอลอีดีจะดับ แสดงว่าใช้ clock ในตัว N-05 ส่วนปุ่มกดที่อยู่ด้านล่างของไฟแอลอีดีดวงนี้คือปุ่มกดเข้าไปใน menu ของเครื่อง ถัดไปทางขวาอีกหน่อยเป็นจอขนาดใหญ่ กว้าง 15 .. x สูง 2.5 .. ใช้แสดงผลของแต่ละฟังท์ชั่นขณะใช้งาน

ถัดจากจอแสดงผลไปทางขวามือ (ภาพล่าง) ก็มีปุ่มกดเล็กๆ สำหรับเลือกแหล่งอินพุตที่ตรงกับช่องอินพุตที่อยู่บนแผงด้านหลัง จากนั้นถัดไปอีกหน่อยเป็นปุ่มกดอีกสองปุ่ม ใช้สำหรับกดเลื่อนหัวข้อเมนู

ดิจิตัล อินพุต

เทอร์มินัลที่ใช้สำหรับการเชื่อมต่อทุกชนิดถูกติดตั้งไว้บนแผงด้านหลังทั้งหมด

N-05 เป็นเครื่องเล่นไฟล์เพลงผ่านเน็ทเวิร์คที่มีภาค DAC ในตัว จึงสามารถรองรับสัญญาณดิจิตัล ออดิโอ จากภายนอกเข้ามาทำการแปลงเป็นสัญญาณอะนาลอกด้วยภาค DAC ภายในตัว N-05 ได้ โดยรับสัญญาณดิจิตัล ออดิโอผ่านเข้าทางช่อง inputs ที่ติดตั้งมาให้หลากหลายช่องทาง เริ่มต้นด้วยช่องอินพุตเบสิคๆ อย่าง Optical (1 ช่อง) กับ RCA หรือ Coaxial (2 ช่อง) ซึ่งให้มาไว้รับสัญญาณจากเครื่องเล่นแผ่นดิจิตัล ออดิโอทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่น CD, เครื่องเล่น DVD, เครื่องเล่น Bluray หรือเครื่องเล่น 4K UHD ได้หมด รวมถึงเอ๊าต์พุตจากเครื่องเล่นไฟล์เพลงด้วย

ทั้งสามช่องอินพุตนี้รองรับสัญญาณได้ทั้ง PCM และ DSD ซึ่งถือว่าเป็นสเปคฯ ที่สูงมากสำหรับอินพุต Coaxial / Optical คือสูงกว่ามาตรฐาน S/PDIF ที่ใช้กันโดยทั่วไป ถ้าเป็นสัญญาณ PCM จะรองรับได้สูงถึง 192kHz (16 – 24bit) ส่วนสัญญาณ DSD จะรองรับได้สูงถึง DSD 2.8MHz (ฟอร์แม็ต DoP)

หนึ่งในสองช่องอินพุตระดับไฮเรซฯ ที่ให้มาตามยุคสมัยก็คือ USB type B สำหรับเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องเล่นไฟล์เพลงประเภทที่ไม่มีภาค DAC ในตัว เพื่ออาศัย N-05 ทำหน้าที่เป็น USB DAC นั่นเอง ซึ่งช่อง USB ของ N-05 รองรับทั้งระบบปฏิบัติการณ์ Windows ของไมโครซอฟท์และ OS X ของแอ๊ปเปิ้ล โดยมีไดเวอร์ USB Audio มาให้ เพื่อติดตั้งสำหรับคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการณ์ Windows (ดาวน์โหลดฟรี ที่นี่) ส่วนคอมพิวเตอร์ Mac ของแอ๊ปเปิ้ลไม่ต้องลงไดเวอร์

ไดเวอร์ USB Audio ที่ให้มาใช้กับช่อง USB ของ N-05 เป็นแบบ asynchronous HIGH SPEED ที่ทำให้ช่อง USB ของ N-05 สามารถรองรับการส่งผ่านสัญญาณดิจิตัล ออดิโอได้สูงมากทั้ง PCM และ DSD โดยมีความเพี้ยน jitter ที่ต่ำมาก คือถ้าเป็นสัญญาณ PCM จะรับได้สูงถึง 384kHz (16 – 32bit) ส่วนสัญญาณ DSD รับได้สูงถึง 5.6MHz (DSD128) ด้วยฟอร์แม็ต DoP และยังสามารถรองรับสัญญาณ DSD ที่ระดับ 11.2MHz (DSD256) ในโหมด native playback ได้อีก คือเล่นสัญญาณ DSD256 ได้ตรงๆ โดยไม่ต้อง ครอบด้วยกรอบของ PCM (ฟอร์แม็ต DoP)

อินพุตไฮไล้ท์ของ N-05 ก็คือช่อง Ethernet ที่ให้มาสำหรับเชื่อมต่อ N-05 เข้ากับเน็ทเวิร์ค ทำให้ N-05 สามารถรองรับสัญญาณและสื่อสารกับอุปกรณ์ตัวอื่นผ่านทางเน็ทเวิร์คได้ อาทิเช่น เชื่อมต่อกับ NAS (Network Attached Storage) ซึ่งเป็นฮาร์ดดิสสำหรับเก็บไฟล์เพลงที่ใช้กับเน็ทเวิร์ค, เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ และเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนและแท็ปเล็ตทาง Wi-Fi

สปีดของช่อง Ethernet ที่ N-05 ให้มาอยู่ที่ 1000BASE-T จึงมีความสามารถรองรับแซมปลิ้งเรตของสัญญาณได้สูงมาก ครอบคลุมตั้งแต่ PCM 44.1kHz ขึ้นไปจนถึงระดับ 384kHz (16 – 32bit) และ DSD ไปสุดถึงระดับ DSD5.6MHz (DSD128) และเนื่องจาก N-05 มีฟังท์ชั่น Music Server ในตัว เมื่อคุณเสียบ external USB storage เข้าที่ช่อง USB type A ที่อยู่บนแผงด้านหลัง ข้างๆ ช่อง Ethernet จากนั้น เมื่อคุณเปิดแอพ Sound Stream บน iPad, iPhone หรืออุปกรณ์ Android จะทำให้คุณมองเห็นไฟล์เพลงใน external USB storage ที่คุณเสียบไว้ที่ช่อง USB-A ปรากฏขึ้นมาที่แอพฯ และสามารถเรียกไฟล์เพลงเหล่านั้นขึ้นมาฟังผ่าน N-05 ได้

ลูกศรชี้ทางซ้ายนั้นคือจุดเชื่อมต่อกราวนด์ที่แผงหลังของ N-05 ส่วนศรชี้ทางขวาคือจุดเชื่อต่อกราวนด์ของ Moon 390

ช่องอินพุตสำหรับไฟเอซีใช้ปลั๊กแบบสามขาแยกกราวนด์ ถอดเปลี่ยนได้ สามารถอัพเกรดเสียงด้วยสายไฟเอซีได้ มีขั้วต่อกราวนด์ของสัญญาณ (signal ground) มาให้ด้วย เอาไว้ใช้เชื่อมต่อกับจุดต่อกราวนด์ของแอมป์ฯ ที่ต่อเชื่อมสัญญาณอยู่กับ N-05 ซึ่งบางสถานะจะมีผลให้เสียงดีขึ้น ซึ่งจากที่ผมทดลองเชื่อมต่อกับ Moon รุ่น 390 พบว่า noise ต่ำลง เสียงสะอาดขึ้น กว้างขึ้น และให้ความรู้สึกเปิดโล่งมากขึ้น หรือจะลองเชื่อมต่อกับขั้วต่อกราวนด์ที่ตัวปลั๊กรางก็ได้ ในบางกรณีก็ทำให้ได้เสียงที่ดีขึ้น แนะนำให้ทดลอง ผลลัพธ์คุ้มค่ามาก!

ดิจิตัล เอ๊าต์พุต

N-05 ให้ช่องดิจิตัล เอ๊าต์พุตมาแค่ช่องเดียว ผ่านขั้วต่อ Coaxial (RCA) โดยสามารถปล่อยสัญญาณ PCM ออกมาได้ตั้งแต่ 44.1kHz ขึ้นไปจนถึงระดับ 192kHz และที่พิเศษคือสามารถปล่อยออกสัญญาณ DSD64 (DSD2.8MHz) ได้ด้วย! แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สัญญาณดิจิตัลที่ส่งออกทางช่อง digital out นี้ จะขึ้นอยู่กับการปรับตั้งของฟังท์ชั่น Upconversion และขึ้นอยู่กับสัญญาณอินพุตด้วย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเล่นไฟล์ที่แพ็คสัญญาณดิจิตัลที่มีอัตราแซมปลิ้งเท่ากับ 44.1kHz เข้าไปที่ N-05 แล้วเข้าไปปรับตั้งฟังท์ชั่น Upconversion ของ N-05 ไปที่ 2Fs (UPCONV>2Fs) สัญญาณอินพุตที่ระดับ 44.1kHz ก็จะถูกอัพฯ ขึ้นไปเป็น 88.2kHz (44.1 x 2) และทำให้สัญญาณที่ส่งออกไปทางช่อง digital out ของ N-05 ก็จะเปลี่ยนเป็น 88.2kHz ด้วย ถ้าคุณปรับให้อัพฯ ขึ้นไปอีกขั้นคือสี่เท่า (UPCONV>4Fs) ก็จะทำให้สัญญาณต้นฉบับอินพุต 44.1kHz ถูกอัพฯ ขึ้นไปเป็น 176.4kHz (44.1 x 4) และสัญญาณดิจิตัลที่ส่งออกไปทางช่อง digital out ของ N-05 ก็จะถูกเปลี่ยนเป็น 176.4kHz ด้วย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องพิจารณาความสามารถในการรองรับสัญญาณอินพุตของช่อง digital input ของ external DAC ที่จะนำมารองรับสัญญาณจากช่อง digital out ของ N-05 ด้วยว่าสามารถรับได้สูงสุดแค่ไหน สมมุติว่า ช่อง coaxial ของ external DAC ที่นำมาเชื่อมต่อกับช่อง digital out ของ N-05 สามารถรองรับสัญญาณดิจิตัลอินพุตได้สูงสุดถึงระดับ 192kHz กรณีนี้ คุณก็สามารถกำหนด Upconversion สัญญาณ digital out ออกไปทางช่อง coaxial ของ N-05 ได้ถึง 3 ระดับคือ Original (44.1kHz), 2Fs (88.2kHz) และ 4Fs (176.4kHz) แต่ถ้า external DAC ที่นำมาต่อเชื่อมกับช่อง digital out ของ N-05 สามารถรองรับสัญญาณได้แค่ระดับ 96kHz คุณก็สามารถปรับ Upconversion ส่งออกไปทางเอ๊าต์พุตได้แค่ 2 ระดับคือ Original (44.1kHz) กับ 2Fs (88.2kHz) เท่านั้น ถ้าคุณอัพฯ สูงเกินกว่าระดับที่ช่องอินพุตของภาค DAC ภายนอกที่เชื่อมต่อกับช่อง digital out ของ N-05 จะรับได้ ช่องดิจิตัล อินพุตของ external DAC ตัวนั้นก็จะไม่ตอบรับกับสัญญาณที่สูงกว่าความสามารถของมัน

ถ้าไม่ต้องการใช้งานช่อง digital out ของ N-05 คุณก็สามารถปิดใช้งานได้ โดยเข้าไปปรับตั้งฟังท์ชั่น digital out ในเมนูให้ไปอยู่ที่ตำแหน่ง “OFF” (DOUT>OFF)

การเชื่อมต่อ N-05 ในชุดเครื่องเสียง

ช่องอะนาลอก เอ๊าต์พุตของ N-05 มีมาให้เลือกทั้งแบบ ซิงเกิ้ลเอ็นด์ (RCA) และ บาลานซ์ (XLR) ซึ่งทั้งสองช่องจะไม่ได้ให้สัญญาณออกมาพร้อมกัน จะสัมพันธ์กับการเลือกปรับตั้งที่เมนูเครื่องในหัวข้อ “Analog output settingซึ่งมีอ๊อปชั่นให้เลือกทั้งหมด 4 อ๊อปชั่นคือ XLR2, XLR3, RCA และ OFF ซึ่งตัวเลือก XLR2 และ XLR3 นั้นสัญญาณจะถูกปล่อยออกทางขั้วต่อ XLR ช่องเดียวกัน แต่ความแตกต่างระหว่างเอ๊าต์พุตสองแบบนี้จะอยู่ที่ลักษณะการเชื่อมต่อสัญญาณ + (HOT) เข้าที่ขาไหน ถ้าเป็น XLR2 จะเชื่อมสัญญาณซีกบวกไว้ที่ขาหมายเลข 2 และ XLR3 คือเชื่อมสัญญาณบวกไว้ที่ขาหมายเลข 3 ซึ่งฟังท์ชั่นนี้ช่วยอำนวยความสะดวกในกรณีที่นำ N-05 ไปเชื่อมต่อกับแอมปลิฟายทางขั้วต่อ XLR ที่ใช้มาตรฐานการเชื่อมต่อสัญญาณไม่ตรงกัน ทำให้ผู้ใช้สามารถปรับการเชื่อมต่อสัญญาณขาออกของขั้วต่อ XLR ของ N-05 ให้ตรงกับขาเข้าของขั้วต่อ XLR ของแอมป์โดยไม่ต้องไปสลับสายลำโพงเพื่อแก้ไขแอ๊บโซลุตเฟสของสัญญาณให้ยุ่งยาก

ส่วนตัวเลือก RCA ก็คือตั้งให้ N-05 ส่งสัญญาณแบบอันบาลานซ์ (ซิงเกิ้ลเอ็นด์) ออกไปทางขั้วต่อ RCA และถ้าปรับตั้งหัวข้อนี้ไปที่ตำแหน่ง “OFFวงจร DAC ในตัว N-05 จะหยุดทำงานและไม่มีสัญญาณอะนาลอกส่งออกไปที่ขั้วต่อ analog out ทั้งสองชุด

เนื่องจาก N-05 ไม่มีรีโมทไร้สายให้ควบคุมการเล่นไฟล์เพลง ดังนั้น ผู้ใช้จำเป็นต้องทำการดาวน์โหลดแอพลิเคชั่นที่ชื่อว่า Sound Stream ของ Esoteric มาติดตั้งบนอุปกรณ์พกพา (มีทั้งเวอร์ชั่น iOS และ Android) เพื่อใช้ในการควบคุมสั่งงานการเล่นไฟล์เพลงและปรับตั้งบางอย่างของตัวเครื่อง ซึ่งการสั่งงานจากแอพฯ จะส่งผ่านเข้าสู่ตัวเครื่องทาง network เท่านั้น ดังนั้น ถ้าคุณต้องการเล่นไฟล์เพลงด้วยการสตรีมทั้งจาก local media หรือผู้ให้บริการบนอินเตอร์เน็ต คุณต้องสตรีมผ่านทางเน็ทเวิร์คเท่านั้น

ตั้งค่าฟังท์ชั่นต่างๆ

เมื่อคุณกดปุ่ม “MENUบนหน้าปัดซ้ำๆ ลงไปเรื่อยๆ บนจอแสดงผลจะปรากฏหัวข้อเมนูหลักๆ วนกันขึ้นมา 9 เมนู คือไล่จาก UPCONVERSION > PCM FILTER > DSD FILTER > CLOCK > ANALOG OUT > DIGITAL OUT > AUTOMATIC DISPLAY DARKENING SETTING > AUTOMATIC POWER SAVING SETTINGS และ DIMMER เมื่อทำการปรับตั้งบางฟังท์ชั่นไปแล้ว ในเมนูหลักอาจจะปรากฏหัวข้อเพิ่มเติมขึ้นมาบางหัวข้อ

UPCONVERSION

เมนูนี้ส่งผลต่อคุณภาพเสียงมาก เพราะมันเป็นฟังท์ชั่นที่ใช้ในการปรับเปลี่ยน sampling frequency ของสัญญาณอินพุตที่ป้อนเข้ามา ซึ่งสามารถปรับตั้งไว้แยกสำหรับแต่ละอินพุตได้ หลังปรับตั้งเสร็จแล้วตัวเครื่องจะจำค่าไว้ ทุกครั้งที่คุณเลือกใช้อินพุตนั้น ค่าที่ตั้งไว้จะถูกเลือกใช้โดยอัตโนมัติ

อัตรา Upconversion ที่สามารถเลือกใช้ได้มีอยู่ทั้งสิ้น 6 อ๊อปชั่น คือ ORG, 2Fs, 4Fs, 8Fs, DSD และ FIX อ๊อปชั่นแรก ORG คือให้ภาค DAC รับสัญญาณจากอินพุตไปทำการแปลงเป็นอะนาลอกตามรูปแบบของสัญญาณอินพุตที่ได้รับเข้ามาโดยไม่มีการอัพฯ แต่อย่างใด ส่วน 2Fs, 4Fs และ 8Fs ก็คือตั้งให้อัพฯ สัญญาณขึ้นไปเป็น จำนวนเท่าของสัญญาณต้นฉบับอย่างเช่น ถ้าสัญญาณเข้ามาเป็น 44.1kHz เลือกตั้งไปที่ 2Fs ก็เท่ากับอัพฯ ไปที่ 88.2kHz ถ้าเลือกตั้งไปที่ 4Fs ก็เท่ากับว่าอัพฯ ไปที่ 176.4kHz หรือเท่ากับสี่เท่าของสัญญาณต้นฉบับนั่นเอง

กรณีเลือกไปที่ “DSDสัญญาณต้นฉบับที่เข้ามาเป็นสัญญาณ PCM ทั้งหมดจะถูกอัพฯ ไปเป็น DSD ที่ระดับ 11.2896 หรือ 12.288MHz ส่วนสัญญาณที่เข้ามาเป็น DSD จะไม่เกิดผลอะไร และที่ตำแหน่ง “FIXเป็นการเลือกระดับของสัญญาณดิจิตัลที่ต้องการส่งออกไปทางช่อง digital out โดยค่าเดียวคงที่ ไม่ว่าสัญญาณอินพุตที่เข้ามาจะเป็นสัญญาณที่มีแซมปลิ้งฯ สูงกว่าหรือต่ำกว่าค่าที่ FIX ไว้ สัญญาณนั้นจะถูก Upconversion หรือ Downconversion ให้ออกมาตามค่าที่ FIX ไว้เสมอ ซึ่งค่าที่ตั้ง FIX ไว้นี้มีให้เลือกได้มากถึง 11 ค่า คือ PCM44, PCM48, PCM88.2, PCM96, PCM176, PCM192, PCM352, PCM384, DSD2.8M, DSD5.6M และ DSD11.2M

PCM FILTER & DSD FILTER

สองฟังท์ชั่นนี้เป็นการเลือกวงจร Digital Filter สำหรับลดทอนความถี่เสียงบางส่วนของสัญญาณดิจิตัลก่อนส่งให้ภาค DAC ซึ่งมีอยู่สองรูปแบบแยกกันไปตามรูปแบบพื้นฐานของสัญญาณ นั่นคือ PCM Filter และ DSD Filter ซึ่งทางด้าน PCM นั้นมีรูปแบบของวงจรฟิลเตอร์ให้เลือกใช้ถึงสองประเภทด้วยกัน นั่นคือ FIR-type กับ SDLY-type ซึ่งแบบแรก FIR (Finite Impulse Response) นั้นจะให้ลักษณะเสียงที่อิ่มกังวาน โทนัลบาลานซ์ดี ทรานเชี้ยนต์คม ส่วนแบบที่สอง SDLY (Short Delay) เป็นฟิลเตอร์ที่ให้เสียงใกล้เคียงกับต้นฉบับโดยไม่มีปัญหา pre-echo หรือเงาของสัญญาณทรานเชี้ยนต์เกิดขึ้น

การเลือกใช้วงจรดิจิตัลฟิลเตอร์รูปแบบใดก็ตามทั้งสองรูปแแบบข้างต้นจะส่งผลต่อคุณภาพเสียง ซึ่งจะบอกว่าแบบไหนดีกว่ากันก็ขึ้นอยู่ปัจจัย 2 ประการ คือ ลักษณะเสียงของซิสเต็มของคุณ กับรสนิยมในการฟังของคุณ แต่ความพิเศษของ N-05 ตัวนี้ก็คือมันมีอ๊อปชั่นที่สั่ง “OFFคือไม่ใช้วงจรดิจิตัลฟิลเตอร์เลย ไม่ว่าสัญญาณอินพุตที่เข้ามาจะเป็น PCM หรือ DSD ก็มีคำสั่ง “OFFทั้งคู่ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ แบนด์วิธของสัญญาณเสียงอะนาลอกที่ออกมาจากภาค DAC จะเปิดกว้างไปตามสเปคฯ ของสัญญาณอินพุตเต็มที่ อย่างเช่น ถ้าสัญญาณอินพุตเข้ามาเป็น 96kHz เมื่อผ่านขั้นตอน DAC ของ N-05 ไปแล้ว คุณจะได้สัญญาณอะนาลอกเอ๊าต์พุตที่มีแบนด์วิธไปไกลถึง 48,000Hz ซึ่งเต็มตามมาตรฐานของสัญญาณ ข้อมูลส่วนที่เป็นฮาร์มอนิกของสัญญาณเสียงจะถูกปลดปล่อยออกมาเต็มที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักเล่นเครื่องเสียงระดับไฮเอ็นด์ฯ สาย hardcore ถวิลหา แต่ทว่า การที่จะทำให้สัญญาณเสียงอะนาลอกที่มีแบนด์วิธกว้างไกลขนาดนั้นถูกปลดปล่อยออกมาจากลำโพงได้อย่างถูกต้องตามต้นฉบับโดยไม่ถูก compress จนเสียหาย อุปกรณ์ทุกชิ้นในซิสเต็มของคุณ ทั้งแอมป์, ลำโพง รวมถึงสายต่อเชื่อมต่างๆ ในระบบ ไม่ว่าจะเป็นสายสัญญาณและสายลำโพง จะต้องมีคุณสมบัติในการตอบสนองความถี่ได้กว้างขวางมากพอที่จะรับมือกับการถ่ายทอดความถี่เสียงที่รับมาจาก N-05 ได้แบบไม่ compress นั่นเอง

ในกรณีที่สเปคฯ frequency response ของซิสเต็มที่ใช้กับ N-05 ไม่กว้างพอที่จะรองรับกับแบนด์วิธของสัญญาณเอ๊าต์พุตจาก N-05 ได้ เสียงที่ได้ออกมาก็จะมีความเพี้ยนสูงเพราะถูก compress วิธีแก้ไขก็คือต้องเลือกใช้วงจร digital filter รูปแบบใดรูปแบบหนึ่งมาช่วยกรองสัญญาณส่วนที่ซิสเต็มรองรับไม่ได้ทิ้งไป

นอกจากนั้น ฟังท์ชั่นที่ส่งผลกับเสียงของ N-05 อีกเมนูหนึ่งก็คือ “Clock Sync Mode Settingซึ่งเป็นการใช้สัญญาณนาฬิกาที่สร้างจากตัวกำเนิดสัญญาณนาฬิกา (clock generator) ภายนอกเข้ามาควบคุมจังหวะการทำงานของภาค DAC ในตัว N-05 ซึ่งถือว่าเป็นเทคนิคชั้นสูงที่ต้องซื้อตัว clock generator มาเพิ่มเติม ผมไม่ได้ทำการทดสอบในส่วนนี้เนื่องจากไม่มีตัว clock generator อยู่กับตัวเลย

แอพลิเคชั่น “Sound Stream” ของ Esoteric

Esoteric ออกแบบแอพลิเคชั่นสำหรับใช้ในการควบคุมการเล่นไฟล์เพลงของตัวเองขึ้นมา ให้ชื่อเรียกว่า “Sound Streamโดยพัฒนาขึ้นมาจากพื้นฐานของ Linn Kinsky ซึ่งเป็นโอเพ่นซอสที่เปิดให้นักพัฒนาแอพฯ หลายเจ้านำไปใช้ต่อยอด เมื่อดูจากอินเตอร์เฟซและการจัดวางตำแหน่งฟังท์ชั่น กับการตกแต่งหน้าต่างแล้ว ก็ถือว่าทาง Esoteric ทำออกมาได้ดีทีเดียว ดูเรียบง่ายและสะอาดตา แต่ปัญหาที่ยังพบอยู่บ้างก็คืออาการ lag ในการแสดงผล ยังไม่ solid เท่ากับการแสดงผลของแอพฯ roon ในสภาพเน็ทเวิร์คที่มีสปีดพอๆ กัน

app Sound Stream ที่ใช้ควบคุมการเล่นไฟล์ บน iPhone 7

app Sound Stream ที่ใช้ควบคุมการเล่นไฟล์ บน iPad mini แนวตั้ง

app Sound Stream ที่ใช้ควบคุมการเล่นไฟล์ บน iPad mini แนวนอน

แอพฯ Sound Stream ของ Esoteric มีทั้งเวอร์ชั่นที่รองรับ iOS และ Android ตัวที่ใช้บน iPad จะหมุนสลับได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน ในขณะที่ตัวที่ใช้บน iPhone มีแต่แนวตั้งอย่างเดียว อินเตอร์เฟซหลักๆ ของแอพ Sound Stream ขณะที่เข้าโหมดการเล่นไฟล์เพลง จะแบ่งพื้นที่บนหน้าแอพฯ ออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ “Libraryคือส่วนที่แสดงเพลงที่สามารถเลือกเล่นได้ในขณะนั้น (กรอบสีเขียว) กับส่วนที่สองคือ “Playlist” (กรอบสีฟ้า) ซึ่งแสดงรายชื่อของเพลงที่ถูกเลือกไว้เตรียมสำหรับการเล่น และส่วนที่สามคือ “Now Playing” (กรอบสีแดง) แสดงรายละเอียดของเพลงที่กำลังเล่นในขณะนั้น ซึ่งมีข้อมูลในส่วนของชื่อเพลง (แทรค) ที่กำลังเล่น, ชื่อศิลปินที่เล่นในเพลงนั้น, ชื่ออัลบั้มที่เพลงนั้นบรรจุอยู่, รูปแบบของไฟล์เพลงนั้น, อัตราแซมปลิ้งกับบิตสัญญาณของเพลงนั้น, เวลาที่กำลังเล่นไปซึ่งแสดงแบบเรียลไทม์ นอกจากนั้นก็มีปุ่มกดเพื่อควบคุมการเล่นไฟล์เพลง นั่นคือปุ่มหยุดชั่วคราว (pause), ปุ่มเล่น (play), ปุ่มข้ามเพลงไปข้างหน้าและถอยกลับไปข้างหลัง และปุ่มกดควบคุมวอลลุ่ม ซึ่งปุ่มนี้จะผูกพันอยู่กับการปรับตั้งค่าในเมนู setup > Esoteric N-05 option > Volume Control ว่าอยู่ในตำแหน่ง On (เปิดใช้) หรือ Off (ไม่ใช้ = ปล่อยเต็ม, ปรับลดไม่ได้) ซึ่งกรณีที่ต่อเอ๊าต์พุตจาก N-05 ไปที่อินติเกรตแอมป์ หรือปรีแอมป์ ที่มีวอลลุ่ม แนะนำให้ตั้งไว้ที่ตำแหน่ง “Offจะได้เสียงที่ดีกว่า แล้วไปใช้วอลลุ่มของแอมป์ในการควบคุมความดัง

ต้องเรียกแอพฯ Sound Stream ว่าเป็น “app controlเพราะนอกจากมันจะมีฟังท์ชั่นที่ใช้ควบคุมการเล่นไฟล์เพลงเหมือนรีโมทไร้สายแล้ว มันยังมีเมนูปรับตั้งฟังท์ชั่นต่างๆ ของตัว N-05 อยู่ด้วย เมื่อกดที่ปุ่มรูปเฟือง (ศรชี้สีเขียว ภาพบน) หน้าต่าง Setup จะปรากฏขึ้นมาทับอยู่บนหน้าต่างแอพรีโมทฯ ซึ่งในนั้นมีฟังท์ชั่นให้ปรับตั้งแยกเป็น 5 หมวด คือ

1. Music Player = คือเข้าไปปรับตั้งฟังท์ชั่นต่างๆ ในตัว N-05
2. Music Library = เป็นหมวดที่ให้เข้าไปปรับเลือกอัพเดตในส่วนของมิวสิค ไลบรารี่
3. Operation = ปรับตั้งลักษณะปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับการสั่งงานแอพฯ
4. Appearance = ปรับตั้งหน้าตาและการแสดงผลของอินเตอร์เฟซขณะใช้งาน
5. About = แสดงคุณสมบัติของแอพฯ นั่นคือ เวอร์ชั่น, วันที่ออกเวอร์ชั่น, ภาษา และ help

เมื่อกดลงไปบนหัวข้อ “Optionsของหมวด Music Player หน้าต่างก็จะเปลี่ยนเป็นฟังท์ชั่นของ N-05 ที่คุณสามารถเข้าไปทำการปรับตั้งได้ ซึ่งในนั้นมีหัวข้อฟังท์ชั่นให้ปรับตั้งเยอะมากถึง 11 หัวข้อ อาทิเช่น ปรับเลือก Volume Control ว่าจะให้ปรับเพิ่ม/ลดวอลลุ่มได้จากแอพฯ หรือไม่, ปรับตั้งให้แอพฯ ตรวจเช็คเฟิร์มแวร์ใหม่ให้หรือไม่, สามารถปรับตั้งสลับเฟสสัญญาณได้ และเมนูที่ให้เข้าไป activate หรือลงทะเบียนเพื่อเริ่มใช้งานสตรีมมิ่งเซอร์วิสของ TIDAL, Qobuz, Spotify และช่องทางเข้าใช้ internet radio ก็อยู่ในนี้ด้วย สะดวกมาก ทุกสิ่งจบในแอพฯ เดียว

ส่วนประกอบ + สเปคฯ ที่สำคัญ

(ขอบคุณภาพจาก audioshark.org)

ภาพส่วนประกอบต่างๆ ภายในตัวเครื่อง N-05

A : บอร์ดโมดูลของอินพุต network audio
B : บอร์ดโมดูลของอินพุต
USB
C : บอร์ดโมดูลของภาค digital in/out ผ่านขั้วต่อ coaxial และ optical
D : บอร์ดโมดูลของภาค DAC และภาค analog output ซึ่งอยู่ใต้บอร์ดโมดูล digital in/out ผ่านขั้วต่อ coaxial และ optical
E : บอร์ดและทรานฟอร์เมอร์ของภาคเพาเวอร์ซัพพลาย

หัวใจของ N-05 คือภาค DAC (Digital-to-Analog converter) ซึ่งภาค DAC ในตัว N-05 (D) นี้ก็ใช้แนวทางการออกแบบลักษณะเดียวกันกับภาค DAC ที่ใช้อยู่ในรุ่นใหญ่ๆ คือใช้ชิป DAC สเตริโอขนาด 32-bit ยี่ห้อ AKM เบอร์ AK4490 ของบริษัท Asahi Kasei Microdevices จำนวนถึง 4 ตัวเป็นศูนย์กลาง โดยวางเลย์เอ๊าต์วงจรแบบ discreet dual mono แยกการทำงานขนานกันออกมาเป็น 4 ชุด 8 แชนเนล เพื่อให้ได้สัญญาณเอ๊าต์พุตที่มีความเที่ยงตรงสูง, มีความเพี้ยนต่ำ และให้การแยกแชนเนลที่ดี

นอกจากนั้น เพาเวอร์ซัพพลายของภาค DAC ที่ใช้ในตัว N-05 (E) ก็รับเอาเทคโนโลยีที่ใช้อยู่ในปรีแอมป์รุ่นท๊อปอย่าง Grandioso C1 มาใช้ด้วย นั่นคือนอกจากจะใช้ทรานฟอร์เมอร์ขนาดใหญ่แล้ว ยังใช้ซุปเปอร์แคปาซิเตอร์ EDLC (Electronic Double-Layer Capacitors) ที่มีความจุมากถึงแชนเนลละ 5 แสนไมโครฟารัดในส่วนของภาค DAC เพื่อให้ได้เสียงทุ้มที่มีคุณภาพ และใช้วงจรขยายอะนาลอก เอ๊าต์พุตแบบไฮเคอเร้นท์ ไลน์ ไดเวอร์ (HCLD type 2 buffer amplifier) จำนวน 2 ชุดต่อแชนเนล โดยจัดวงจรแบบ differential สำหรับช่องบาลานซ์ XLR และแบบ parallel สำหรับช่องอันบาลานซ์ RCA ซึ่งข้อมูลในเว็บไซต์ของ Esoteric แจ้งว่า คุณสมบัติเด่นของวงจรขยาย HCLD type 2 ก็คือให้ไดนามิกเร้นจ์ที่เปิดกว้าง ซึ่งเป็นคุณลักษณะของเสียงที่สมจริง

สัญญาณนาฬิกา (clock) ที่ใช้ควบคุมการทำงานของภาค DAC ในตัว N-05 สร้างขึ้นโดยคริสตัล ออสซิลเลเตอร์ที่คอนโทรลด้วยโวลเตจ (VCXO) ที่มีความแม่นยำสูง สำหรับงานออดิโอคุณภาพสูงโดยเฉพาะ ออกแบบขึ้นมาเป็นพิเศษโดยทีมวิศวกรของ Esoteric เข้าร่วมพัฒนากับบริษัท Nihon Dempa Kogyo (NDK) ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำผู้ผลิตคริสตัล ออสซิลเลเตอร์ของญี่ปุ่น ซึ่งทำให้ N-05 ทุกเครื่องที่ส่งตรงออกมาจากโรงงานจะให้ความเบี่ยงเบนของสัญญาณ colck ที่ต่ำมากๆ เพียงแค่ +/-0.5ppm (part per million) เท่านั้น แต่ถ้าดีขนาดนี้ยังไม่พอสำหรับคุณ N-05 ก็ยังเปิดอ๊อปชั่นให้ผู้ใช้เพิ่มเติมอุปกรณ์กำเนิดสัญญาณนาฬิกาจากภายนอกที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเข้าไปใช้งานร่วมกับ N-05 ได้อีก

ทดลองฟังเสียง

อย่างที่ผมเกริ่นไว้ในหัวข้อ PCM FILTER & DSD FILTER ข้างบน ว่า การเลือกใช้วงจรดิจิตัล ฟิลเตอร์จะส่งผลกับเสียงของ N-05 อย่างมาก ซึ่ง external DAC “แทบทุกตัวในท้องตลาดทุกวันนี้จะบังคับให้คุณใช้วงจร digital filter รูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเสมอ บางเครื่องอาจจะเปิดโอกาสให้คุณเลือกใช้ได้จากจำนวนฟิลเตอร์ที่มีมาให้เลือก แต่อย่างไรก็ตาม คุณก็ต้องใช้ไม่ฟิลเตอร์ตัวใดก็ตัวหนึ่ง ในขณะที่ N-05 ของ Esoteric ตัวนี้เปิดโอกาสให้คุณไม่ใช้วงจรดิจิตัลฟิลเตอร์ได้ด้วย

ซึ่งโดยพื้นฐานแล้ว มีดิจิตัล ฟิลเตอร์ที่ใช้กับสัญญาณ PCM อยู่ 2 แบบคือ FIR กับ SDLY ส่วนวงดิจิตัลฟิลเตอร์สำหรับสัญญาณ DSD จะตัดลดความถี่ที่อยู่เหนือ 50kHz ทิ้งไป ซึ่งไม่ว่าคุณจะเลือกใช้ฟิลเตอร์แบบไหน มันก็คือการ ตัดลดความถี่เสียงออกไปบางส่วน พูดง่ายๆ คือได้เสียงออกมาไม่เท่าต้นฉบับของสัญญาณนั่นเอง ทำไมต้องตัดลด.? ทั้งนี้ก็เพื่อทำให้แบนด์วิธของเสียงที่ไปกันได้กับอุปกรณ์เครื่องเสียงยุคเก่าที่ไม่ได้ออกแบบมาตามมาตรฐาน Hi-Res Audio นั่นเอง อย่างเช่น แอมปลิฟายและลำโพงยุคเก่าที่ออกแบบมาบนมาตรฐานเก่าซึ่งกำหนดแบนด์วิธไว้แค่ 20Hz – 20,000Hz ถ้าปล่อยให้เจอกับแบนด์วิธของสัญญาณ Hi-Res Audio ที่เอ๊าต์พุตออกมาจาก DAC แบบ full spectrum จริงๆ อาจทำให้เกิดปัญหา compress ขึ้น ซึ่งมีผลทำให้เสียงออกมาไม่ดี และอาจเลวร้ายถึงขั้นคอมโพเน้นต์บางตัวภายในอุปกรณ์เครื่องเสียงเกิดเสียหายได้

แต่ในยุคปัจจุบัน ถ้าเป็นแอมป์และลำโพงยุคใหม่ๆ ที่ผลิตออกมาไม่นานเกิน 6 – 7 ปี ขึ้นไปมักจะถูกออกแบบมาให้สามารถรองรับกับสเปคฯ ของสัญญาณไฮเรซฯ ได้แล้ว ยกตัวอย่างลำโพง Totem Acoustics รุ่น Element ‘Ember’ ที่ผมใช้ในการทดสอบ N-05 ก็เป็นลำโพงยุคใหม่ที่สามารถตอบสนองความถี่ได้กว้างกว่าลำโพงยุคเก่า คือย่านสูงไปได้ถึง 25,000Hz แม้ว่าจะไม่ถึง 40kHz ตามมาตรฐาน Hi-Res Audio ที่ JEITA ประกาศไว้ แต่ลำโพงคู่นี้ได้จัดวงจรเน็ทเวิร์คมาแบบพิเศษ คือต่ออินพุตตรงเข้าที่วูฟเฟอร์ ส่วนทวีตเตอร์มีแค่พาสซีฟคอมโพเน้นต์ไม่กี่ชิ้นคั่นอยู่เท่านั้น ซึ่งเป็นลักษณะการออกแบบที่ปล่อยให้ตัวไดเวอร์ทำหน้าที่ cut-off สัญญาณทิ้งด้วยตัวของมันเอง ตัดปัญหาทาง พฤติกรรมของวงจรครอสโอเวอร์แบบอิเล็กทรอนิคออกไป ลำโพงแบบนี้ต้องการสัญญาณอินพุตที่มีแบนด์วิธกว้างๆ ยิ่งกว้างกว่าความสามารถของไดเวอร์จะยิ่งดี เพราะเท่ากับว่า อาการ roll-off ของเสียงจะมีลักษณะที่ราบลื่นและผ่อนปรนมากกว่าการ roll-off ที่เกิดจากการ cut-off ด้วยวงจรพาสซีฟ ครอสโอเว่อร์ อิเล็กทรอนิคในตัวลำโพง

ส่วนแอมปลิฟายที่ใช้ทดสอบ N-05 ตัวนี้ ผมใช้อยู่ 2 ชุด ชุดแรกจับคู่ N-05 กับอินติเกรตแอมป์ Cambridge Audio รุ่น EDGE A ส่วนชุดที่สองมีความซับซ้อนมากกว่า คือจับ N-05 เข้ากับ Moon รุ่น 390 ให้ทำหน้าที่เป็นปรีแอมป์ ซึ่ง Moon 390 ตัวนี้มีความสามารถในการตอบสนองความถี่ได้ตั้งแต่ 10Hz – 200,000Hz จึงไม่มีปัญหาอะไรเลยในการรองรับสัญญาณ full bandwidth จาก N-05 ต่อให้เล่นไฟล์ DSD ก็ไม่มีปัญหาใดๆ Moon 390 สามารถรองรับและส่งผ่านแบนด์วิธของสัญญาณจาก N-05 ไปให้เพาเวอร์แอมป์ครบทุกความถี่ ซึ่งตัวเพาเวอร์แอมป์ที่ผมนำมาใช้ทดสอบ N-05 ครั้งนี้มีอยู่ 2 ตัว นั่นคือ Jeff Rowland รุ่น Model 125 ที่ให้กำลังขับข้างละ 125W ที่ 8 โอห์ม และเบิ้ลได้เป็น 250W ที่ 4 โอห์ม จึงไม่มีปัญหาในการควบคุมลำโพง Element ‘Ember’ ซึ่งต้องการกำลังขับสูงสุดที่ 175W ที่ 8 โอห์ม เพราะกำลังขับของ Model 125 นั้นอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับ “75% x กำลังขับสูงสุดที่ลำโพงแนะนำนั่นเอง และสุดท้ายคือสายสัญญาณและสายลำโพงที่ใช้ในเซ็ตนี้ ซึ่งผมเลือกใช้ Nordost รุ่น Valhalla (XLR) สำหรับสายสัญญาณ ส่วนสายลำโพงเป็นรุ่น Frey 2 ซึ่งแบรนด์นี้เชื่อใจได้ในแง่ของการตอบสนองความถี่ที่กว้างขวางมากๆ จึงมั่นใจได้ว่ามันสามารถนำพาความถี่ตอบสนองจากต้นทาง (N-05 และ Moon 390) ไปส่งถึงปลายทางได้อย่างครบถ้วน ไม่ทำให้ความถี่ตกหล่นระหว่างทางอย่างแน่นอน และเพื่อความมั่นใจในการประเมินผล ผมได้ใช้หูฟัง Sennheiser รุ่น HD650 เสียบเข้าที่ช่อง Headphone output ของ Moon 390 ผ่านสายหูฟังแบบบาลานซ์ของ Nordost รุ่น Heimdall 2 เพื่อตรวจเช็คเสียงแบบไม่ออกลำโพงด้วย

นี่คือองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เสียงของ N-05 เมื่อฟังผ่านลำโพง Totem Acoustics รุ่นนี้แล้ว เสียงที่ได้ออกมามีคุณสมบัติที่ดีปรากฏออกมาหลายแง่ เริ่มจากความรู้สึกเปิดโล่งอย่างถึงที่สุด ได้ความรู้สึกผ่อนคลายอย่างยิ่ง ได้ยินเสียงทุกเสียงที่เคลื่อนไหวอย่างมีอิสระ ได้คอนทราสน์ไดนามิกที่มีทั้งความต่อเนื่องและลื่นไหลโดยปราศจากอาการอั้น ได้ทรานเชี้ยนต์ของอิมแพ็คที่เร็ว กระชับโดยไม่มีอาการเน้นจนล้ำหน้าเกินควร ได้ยินหางเสียงที่ทอดกังวานยาวไปจนสุด ได้โทนวรรณะของเสียงที่เปิดกระจ่างกำลังดี ไม่อึมครึมและไม่เจิดจ้าจนเกินไป ได้ลีลาที่สดแต่ไม่จ้าจัด

อัลบั้ม : What The Difference A Day Makes (DSF64)
ศิลปิน : Ingram Washington

เมื่อเล่นไฟล์ DSF64 โดยเลือกตั้ง Digital Filter สำหรับสัญญาณ DSD ไว้ที่ “Offจะปรากฏคำว่า “DSD DIRECTบนจอแสดงผลของ N-05 ซึ่งคำว่า DSD DIRECT ที่ว่านี้เป็นเมือนอักษรสวรรค์! เพราะมันทำให้เสียงที่ได้ยินมีความเปิดโล่ง มีอิสระ ผ่อนคลาย หางเสียงทอดกังวานไปจนสุดเสียงสังข์ เมื่อสลับไปใช้ฟิลเตอร์ตัดที่ 50kHz ขึ้นไป เสียงจะหุบลงชัดเจน นั่นเป็นเพราะทั้งแอมป์และลำโพงที่ใช้ทดสอบ N-05 รองรับแบนด์วิธไปได้ไกลกว่า 20kHz นั่นเอง

อัลบั้ม : JT (DSF64)
ศิลปิน : James Taylor

ผมใช้อัลบั้มนี้ทดสอบเสียงของ external DAC บ่อยๆ โดยเฉพาะตัวที่รองรับการเล่นไฟล์ DSF/DIFF ได้ ซึ่งในยุคแรกๆ ผมพบว่า เสียงที่ได้ออกมาจากการเล่นไฟล์ DSF ชุดนี้กับ external DAC บางตัวยังสู้เสียงที่ได้จากการเล่นไฟล์ PCM 16/44.1 ที่ริปมาจากแผ่นซีดีอัลบั้มเดียวกันไม่ได้ซะด้วยซ้ำ คือฟังดูเหมือนราละเอียดเยอะขึ้น แต่โดยรวมจะรู้สึกอึดอัด และรู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้องปนอยู่ในเสียงที่ได้ยิน จนมาถึงวันนี้ผมก็ได้คำตอบแล้วว่ามันมาจากการใช้วงจร digital filter นี่เอง ซึ่งก็ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น คือในยุคแรกที่แอมป์กับลำโพงยังไม่รองรับสเปคฯ ของ Hi-Res Audio โดยเฉพาะทางด้าน frequency response ทำให้จำเป็นต้องใช้ digital filter มาตัดทอนความถี่ของสัญญาณ DSD ให้แคบลงพอเหมาะกับแบนด์วิธของแอมป์และลำโพงยุคก่อน แต่อย่างไรก็ตาม คุณภาพของคอมโพเน้นต์ที่ใช้ในวงจรดิจิตัลฟิลเตอร์ที่ external DAC แต่ละตัวออกแบบขึ้นมาใช้ก็มีคุณภาพไม่เท่าเทียมกัน อีกทั้ง วงจรเน็ทเวิร์คของลำโพงที่ใช้ก็อาจจะออกแบบวงจรครอสโอเวอร์ที่ไม่ลงตัวพอดีกับสัญญาณจาก external DAC ซึ่งทั้งสองปัจจัยนี้ จึงมีโอกาสมากที่จะทำให้มีปัญหา phase shift เกิดขึ้นกับตัวสัญญาณเอ๊าต์พุตที่ยิงผ่านลำโพงออกมา ซึ่งนั่นคือที่มาของเสียงที่ไม่ดี

เมื่อไม่ใช้ digital filter ที่ตัว N-05 ผลที่ได้ออกมาจึงเป็นตัวตนของสัญญาณ DSD จริงๆ อย่างที่มันควรจะเป็น แม้ว่าจะเป็นอัลบั้มที่บันทึกเสียงมานานหลายสิบปีก็ยังออกมาดีมากๆ อย่างเช่นชุด JT ของเจมส์ เทย์เลอร์ชุดนี้ ซึ่งเสียงเพลง Handy Man ที่ฟังผ่าน N-05 ครั้งนี้เป็นครั้งที่เสียงดีที่สุดตั้งแต่ผมเคยฟังเพลงนี้มา อย่างแรกที่ประทับใจมากคือเสียงที่แผ่เต็ม เพราะเพลงประเภทนี้ต้องเปิดดังๆ ถึงจะสะใจ แต่ถ้าเสียงที่ออกมาจากลำโพงไม่มีคุณภาพ ยิ่งเปิดดังก็จะยิ่งฟ้อง ทำให้ไม่อยากเปิดดัง แต่คราวนี้มีแต่อยากจะเร่งวอลลุ่มให้ดังขึ้นจนคับบ้าน ยิ่งฟังยิ่งสนุก เพราะเสียงที่ดังขึ้น อิเมจที่อิ่มเข้มมากและได้วงที่แผ่ใหญ่ เปิดกว้างมากขึ้น มันทำให้รู้สึกอิ่มเอมกับอรรถรสในการฟังมาก ให้ความรู้สึก เต็มอิ่มเหมือนได้ลิ้มรสอาหารรสโอชาจนอิ่มหนำ แม้ว่าอัลบั้มนี้จะบันทึกเสียงมาตั้งแต่ปี 1977 ผ่านมาถึง 42 ปีแล้ว แต่ทุกชิ้นเสียงที่ผมได้ยินผ่าน N-05 มันยังคงมีความ อิ่ม นวลเนียน และสดกระจ่างเหมือนเพิ่งบันทึกเสียงกันเมื่อวานนี้เอง!

อัลบั้ม : TakeDake (DSF64)
ศิลปิน : John Kaisan Neptune

เดิมทีผมมีอัลบั้มนี้เป็นแผ่น CD และใช้เป็นอัลบั้มอ้างอิงในการทดสอบมานานมาก ผมเพิ่งไปได้แผ่น SACD ของอัลบั้มนี้มาจากงานเครื่องเสียงที่ฮ่องกงเมื่อปี 2018 ที่ผ่านมานี้เอง และเพิ่งจะมีโอกาสริปออกมาเป็นไฟล์ DSF64 เมื่อไม่นานนี้เอง เอามาลองฟังกับ N-05 แล้วต้องยอมรับว่า มันให้ประสบการณ์ที่ดีขึ้นกับอัลบั้มชุดนี้ คือทำให้ฟังแล้วรู้สึกว่าเสียงเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นที่ได้ยินจากอัลบั้มนี้มันเป็นเสียงที่เกิดจากการกระทำของคนกับเครื่องดนตรีจริงๆ มากกว่าทุกครั้ง คือชัดเจนมากว่าไม่ได้เป็นเสียงที่เกิดจากการสร้างขึ้นมาโดยการแซมปลิ้งด้วยวงจรอิเล็กทรอนิค แต่เกิดจากการเคาะ ตี และเป่าเครื่องดนตรีจริงๆ ผ่านเข้าทางไมโครโฟน ผมชอบหางเสียงตอนตีกลองใบใหญ่ตรงที่มีความถี่ต่ำๆ ที่เกิดจากเรโซแนนซ์ของตัวบอดี้กลองออกมาอุ้มรับ ทำให้เสียงอิ่มไม่แห้งและไม่ห้วน ในขณะที่เสียงขลุ่ยชากูฮาชิที่ John Neptune เป่าจะลอยและแยกตัวออกจากเสียงอื่นๆ ชัดเจน พื้นเสียงออกมาสะอาดมาก และเสียงของอัลบั้มนี้ที่ได้จาก N-05 ผ่านเวอร์ชั่น DSF64 ยืนยันได้ว่า สตูดิโอที่บันทึกเสียงอัลบั้มชุดนี้ค่อนข้างเก็บเสียง (absorb) เสียงแหลมมากเป็นพิเศษ แม้ว่าจะเป็นเวอร์ชั่น DSD ที่มีเรโซลูชั่นสูงกว่าเวอร์ชั่นซีดีมาก แต่เสียงของอัลบั้มนี้ก็ยังคงออกมา dark อย่างชัดเจน ความถี่ย่านแหลมจะโรลออฟลงไปมาก ไม่เปิดกระจ่างเหมือนอัลบั้มอื่นๆ นี่ขนาดไม่ได้ใช้วงจร digital filter ของ N-05 นะ แสดงว่า เสียงของอัลบั้มนี้ที่เป็นเวอร์ชั่น SACD จะติด dark กว่าเวอร์ชั่น CD กับ DVD-Audio

อัลบั้ม : Mussorgsky – “Pictures At An Exhibition” (DSF64)
ศิลปิน : Lorin Maazel & The Cleveland Orchestra

อัลบั้ม : Franz Von Suppe – “Overtures and Marches” (DSF64)
ศิลปิน : Neeme Jarvi, conduct Royal Scottish National Orchestra

อัลบั้ม : Dvorak – “Symphony No. 9 From the New World” (DSF64)
ศิลปิน : Istvan Kertesz, conduct Vienna Philharmonic Orchestra

อัลบั้ม : Tchaikovsky – “Scenes from Swan Lake” (DSF64)
ศิลปิน : Anatole Fistoulari, conduct Concertgebouw Orchestra of Amsterdam

กิตติศัพท์ของ DSD ที่โดดเด่นมากกับเพลงแนวคลาสสิกได้ถูกกล่าวขานมานานแล้ว ตั้งแต่ DSD เริ่มแพร่หลายโน่นเลย เหตุผลก็มาจากการวิเคราะห์ว่าลักษณะการเข้ารหัสและถอดรหัสของสัญญาณ DSD มันทำไปทีละบิตอย่างต่อเนื่องด้วยอัตราเร็วระดับเมกกะบิตต่อวินาที ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่แทบจะเรียกได้ว่า realtimeคล้ายคลึงกับลักษณะการบันทึกและเล่นกลับสัญญาณอะนาลอก เลยทำให้ได้เสียงออกมาในแนวทางที่คล้ายกัน คือสดและเร็ว

ผมตั้งใจหยิบเอาไฟล์ DSF64 ของสองอัลบั้มบนมาลองฟังกับ N-05 ผ่านอินพุต Network เพราะเป็นงานเพลงคลาสสิกวงใหญ่ที่บันทึกเสียงในยุคดิจิตัลทั้งคู่ อัลบั้มบนสุด “Pictures At An Exhibition” นั้น บันทึกตั้งแต่ปี 1978 ในขณะที่อัลบั้มล่าง “Overtures and Marches” บันทึกเสียงเมื่อปี 2012 แม้ว่าลักษณะของดนตรีจะต่างรูปแบบกัน แต่เป็นการบรรเลงด้วยวงขนาดใหญ่และบันทึกด้วยระบบดิจิตัล สิ่งที่ออกไปทางเดียวกันคือความกระหึ่มที่มาพร้อมไดนามิกที่แผดสนั่นของกลุ่มเครื่องเป่า และอีกสิ่งที่ทั้งสองอัลบั้มนี้มีเหมือนๆ กัน นั่นคือ เสียงทุ้มที่หนัก แน่น และเร็ว ซึ่งเป็นจุดเด่นของระบบบันทึกเสียงแบบดิจิตัล

งานเพลงคลาสสิกแบบนี้แหละครับที่ Esoteric N-05 ตัวนี้ชอบนักชอบหนา เสียงหมู่ไวโอลินที่เต้นระริกระรี้อยู่บนเกลียวคลื่นของเสียงเชลโล่และดับเบิ้ลเบสที่แผ่คลุมเป็นฐานซึ่งให้ความรู้สึกพลิ้ว ตื่นตัว แต่แฝงความอบอุ่นไปในเวลาเดียวกัน เมื่อเล่นในโหมด DSD DIRECT บน N-05 โดยตั้ง Off ไม่ใช้วงจรดิจิตัลฟิลเตอร์ เสียงที่ปรากฏออกมาจากเพลงคลาสสิกทั้งสี่แผ่นข้างต้นนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับเสียงสวรรค์สำหรับคนที่ชื่นชอบฟังเพลงคลาสสิกอย่างแท้จริง

คุณอาจจะสงสัยว่าผมเยินยอ Esoteric มากเกินไปรึป่าว.? หามิได้ครับ ผมอยากจะบอกเลยว่า ถ้าเป็นเพลงในแนวคลาสสิกต้องยกให้ Esoteric ครับ เพราะค่ายนี้ไม่ได้ทำแค่ external DAC และเครื่องเสียงระดับไฮเอ็นด์อย่างเดียวนะครับ พวกเขายังได้เลือกอัลบั้มเด่นๆ มาทำ digital remastering ลงบนแผ่น SACD ออกมาจำหน่ายด้วย ซึ่งในวงการยอมรับกันว่า เทคนิคที่ Esoteric นำมาใช้ในการรีมาสเตอร์นั้นเจ๋งจริง ให้คุณภาพเสียงออกมาดีมาก ซึ่งผมเก็บสะสมอยู่หลายอัลบั้ม และแน่นอนว่า เมื่อนำมาเล่นผ่าน N-05 (สองแผ่นล่าง) เสียงที่ออกมานั่นคือเนื้อแท้ของ Esoteric ที่ครบเครื่องมาก มีทั้งความละมุน ความโอ่อ่า มลังเมลือง ฉูดฉาด ดุดัน ฉวัดเฉวียน และละเมียดละไม

N-05 รองรับการถอดรหัส MQA ทาง Ethernet ด้วย!

เมื่อใช้แอพลิเคชั่น Sound Stream ของ Esoteric ในการควบคุมการเล่นไฟล์เพลงคู่กับ N-05 ผมพบว่า มันสามารถถอดรหัส MQA ที่มากับไฟล์เพลงหมวด “Masterของ TIDAL ได้ แต่ที่น่าทึ่งและนับว่าเป็นข่าวดีสำหรับคนที่ชอบเสียงของฟอร์แม็ต MQA อีกอย่างก็คือว่า N-05 สามารถถอดรหัส MQA จากไฟล์ WAV 16/44.1 ที่ผมริปมาจากแผ่น MQA-CD ได้ด้วย!!

แผ่น MQA-CD ส่วนใหญ่จะทำมาสเตอร์ในสตูดิโอด้วยความละเอียดระดับ 352.8kHz/24bit มีอยู่จำนวนไม่มากที่ทำไว้ต่ากว่านี้ (ศรชี้) ซึ่งตอนนี้ส่วนตัวของผมมีอยู่ 9 อัลบั้ม ริปมาทดสอบกับ N-05 ทั้งหมดแล้ว ปรากฏว่าเล่นผ่านหมดทุกอัลบั้ม (งานของ Queen ชุด A Night At The Opera จะเข้ารหัสไว้ที่ 88.2/24)

เสียงที่ได้ออกมาดีกว่าเวอร์ชั่นที่เป็นซีดีมากทีเดียว คุณภาพโดยรวมกระโดดห่างออกไปเยอะ ทั้งรายละเอียด โทนัลบาลานซ์ โดยเฉพาะเสียงแหลมที่รู้สึกได้ว่าไปได้ไกลกว่าเวอร์ชั่น CD อย่างชัดเจน

ทดลองใช้ฟังท์ชั่น Upconversion

ฟังท์ชั่น Upconversion ของ N-05 ทำงานกับสัญญาณ PCM อย่างเดียว และจากการทดลองฟังของผมพบว่า การอัพไปที่ระดับ 2 เท่าของความถี่แซมปลิ้งสัญญาณเดิมจะให้ค่าเฉลี่ยที่ดีที่สุด ซึ่งแนวทางของเสียงที่ได้จากการทดลองฟังของผมพบว่า เมื่ออัพฯ สูงขึ้นไปเรื่อยๆ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือจะได้เนื้อเสียงที่บางลงเรื่อยๆ แลกกับความชัดเจนของเสียงในย่านต่ำที่เปิดกระจ่างมากขึ้น เหมือนได้อย่างเสียอย่าง และผมยังพบอีกว่า เอาไฟล์ที่แพ็คเกจด้วย FLAC มาอัพฯ จะได้เสียงออกมาสู้ไฟล์ WAV ไม่ได้ บางอัลบั้มฟังออกชัดมากในขณะที่บางอัลบั้มอาจจะฟังความแตกต่างไม่ชัด แต่โดยรวมผลออกมาตามที่ผมบอก เพลงที่มีเลเยอร์ดนตรีซับซ้อนมากๆ จะรับรู้ความแตกต่างได้ชัดกว่าเพลงที่มีชิ้นดนตรีน้อยๆ

กับบางอัลบั้มผมชอบเสียงจากไฟล์ WAV 16/44.1 ที่ผมริปมาจากแผ่นซีดีเมื่อถูกอัพฯ ด้วย N-05 ไปที่ระดับ 2Fs (สองเท่า และไม่ใช้ดิจิตัล ฟิลเตอร์) เป็น 88.2kHz เพราะมันทำให้ได้เสียงที่เปิดกระจ่างมากขึ้น ปลายเสียงเปิดโปร่งมากขึ้น อาการอั้นตื้อลดลง บางอัลบั้มก็ชัดมากในขณะที่อัลบั้มที่บันทึกมาดีอยู่แล้วอาจจะรู้สึกว่าดุลเสียงบางลง รายละเอียดหายไปบางส่วน แต่ได้ความพลิ้วและเปิดโล่งมาแทน ต้องทดลองฟังเป็นอัลบั้มๆ ไป แต่กับฟังท์ชั่นนี้สำหรับผมได้ข้อสรุปกับตัวเองข้อหนึ่งว่า ถ้าเป็นอัลบั้มที่เน้นคุณภาพการบันทึกแผ่นอย่างงานของค่ายไฮเอ็นด์ทั้งหลายผมจะไม่อัพฯ จะตั้งค่าที่ฟังท์ชั่น Upconversion ไปไว้ที่ Original สถานเดียว

ส่วนการอัพฯ ข้ามสายพันธุ์ จาก PCM ไปเป็น DSD มันจะให้เสียงที่ต่างไปจากเดิม โดยรวมเหมือนจะสะอาดขึ้น เสียงกลางมีโมชั่นที่ลื่นไหลมากขึ้น แต่จริงๆ แล้วมันมีรายละเอียดบางส่วนหายไป หรือมีลักษณะที่แปลกหูไป ผมไม่ชอบเลย

ลองฟังช่องอินพุต USB

ผมใช้ roonlabs : nucleus+ เป็นตัวเล่นไฟล์เพลงแล้วต่อเชื่อมช่อง USB-A ของ nucleus+ ไปที่ N-05 เข้าที่ช่อง USB-B โดยใช้สาย USB A>B ของ Purist Audio Design รุ่น Ultimate USB (ยาว 1.5 เมตร) ซึ่งโปรแกรม roon มองเห็น N-05 เป็นเอ๊าต์พุตถึง 2 เอ๊าต์พุต คือทาง USB และทาง AirPlay ผ่านระบบไร้สาย Wi-Fi

อันที่จริงแล้ว roon ควรจะมองเห็น N-05 เป็นเอ๊าต์พุตทาง Network ด้วย เพราะมีข่าวออกมาแล้วว่า ทาง Esoteric ให้ roonlabs จัดการทำให้ N-05 เป็นโปรดักซ์ “roon readyแล้ว แต่เข้าใจว่าทาง roonlabs ยังทำไม่เสร็จ รุ่น N-01 รุ่นพี่ของ Esoteric เป็น roon ready ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งทาง N-05 คงต้องรออัพเดตเฟิร์มแวร์ตามไปในภายหลัง ซึ่งคาดว่าไม่น่าจะนาน ถึงวันนั้น คนที่ใช้ roonlabs ก็สามารถใช้ N-05 เป็น network DAC ได้

เสียงของช่องอินพุต USB-B ของ N-05 ไม่ธรรมดาเลย เมื่อได้ roonlabs nucleus+ กับสาย Purist Audio Design เข้าไป เสียงที่ได้จากการฟังเทียบกับการเล่นเข้าทางช่อง Ethernet ที่ผมแฮ้ปปี้มากๆ แล้ว ปรากฏว่า ทาง USB-B ก็ให้เสียงที่ดีไม่แพ้กันเลย แถมจะให้เสียงที่เข้มข้นเอาจริงเอาจังมากกว่าช่อง Ethernet ซะด้วยซิ.. ทั้งๆ ที่สาย LAN ที่ผมใช้ทางช่อง Ethernet เป็นสาย CAT 7 ของ Audioquest รุ่น Forest ซึ่งก็ถือว่าไม่ธรรมดาแล้วนะ แบบนี้ที่บ้านใครยังไม่ได้ติดตั้งเน็ทเวิร์ค แต่อยากเล่น N-05 ตัวนี้ คุณสามารถเล่นไฟล์เพลงเข้าทางช่อง USB-B ของ N-05 ได้เลยครับ คุณภาพเสียงไม่แพ้กัน ขอแค่ลงทุนกับคอมพิวเตอร์กับสาย USB ให้ถึงๆ หน่อยก็แล้วกัน

สรุป

บางคนบอกผมว่า ไม่ชอบเล่นไฟล์เพลงเพราะมันต้องปรับตั้งอะไรเยอะแยะไปหมด ไม่เหมือนซีดี แค่หยิบแผ่นใส่เครื่องแล้วกดปุ่ม play บนรีโมทก็ฟังเพลงได้แล้ว ซึ่งมันก็จริง ถ้าเราตั้งเป้าหมายในการเล่นเครื่องเสียงไว้ที่ความสะดวกสบาย แต่ผมกลับชอบนะ โดยเฉพาะกับ external DAC ที่มีอ๊อปชั่นให้ผู้ใช้สามารถปรับตั้งค่าต่างๆ ได้แบบนี้ ซึ่งฟังท์ชั่นที่ Esoteric N-05 ตัวนี้ให้มาแต่ละอย่างนั้น มันก็เป็นฟังท์ชั่นที่มีอยู่ใน external DAC แทบทุกตัวอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า ผู้ผลิต external DAC ส่วนใหญ่จะตัดสินใจแทนคุณด้วยการเลือกมาให้ตายตัว อย่างวงจรดิจิตัล ฟิลเตอร์ ซึ่ง external DAC บางตัวไม่มีให้ปรับเลือก ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ได้ใช้ ส่วนใหญ่ใช้ดิจิตัล ฟิลเตอร์แบบใดแบบหนึ่งที่ผู้ผลิตคิดว่าดีที่สุดในความเห็นของเขาและเลือกใช้โดยไม่ให้คุณเลือก แต่ที่เจ๋งมากสำหรับ N-05 ตัวนี้คือมันมีให้เลือกไม่ใช้ก็ได้นี่ซิ.. เจ็บปวดมาก ถูกใจผมสุดๆ มันคือสวรรค์เลยแหละสำหรับคนที่ชอบเสียงของสัญญาณ DSD ซึ่งผมขอแนะนำเป็นอันขาดสำหรับ N-05 ตัวนี้!

***************************
ราคาตั้ง : 285,000 บาท
***************************
นำเข้าโดย : . Powerbuy
***************************
จัดจำหน่ายโดย :
. Inventive AV
โทร
. 0-2238-4079

facebook : inventiveAV

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า