พิงค์ ฟลอยด์ ‘More’ มากกว่า ‘คัลต์’ ปลดปล่อยอย่างอิสระ… เสรีผ่านสายลม แสงแดด ดนตรี ยาเสพติด และเซ็กซ์ [End]

[1.]

ฉันกำลังยืนอยู่ที่แม่น้ำไนล์
เมื่อฉันเห็นสุภาพสตรีแย้มยิ้ม
ฉันจะพาเธอออกไปสักพัก
สักพักหนึ่ง
น้ำตาของฉันหลากไหลร้องไห้เฉกเช่นเด็กน้อย
เธอผู้มีผมสีทองและสายลมเป่าสยาย
เมื่อนั้นเธอจะกางปีกเพื่อที่จะโบยบิน
เพื่อที่จะโบยบิน
ทะยานสูงเหนือสายลมโบกพัด
ลอยลมไปสู่ที่ซึ่งเธอพึงใจ
เธอจะทำให้หมู่เกาะอยู่ในดวงตะวัน
ฉันจะตามติดไปในเงาของเธอ
วันหนึ่งฉันจะสบตากับเธอ
เธอเพรียกร้องจากที่ลึกล้ำ
ปลุกเรียกวิญญาณของฉันที่กำลังหลับไหลไม่รู้จบ
เธอผูกลากฉันลงไป
ผูกลากฉันลงไป…’

บทเพลงลำดับที่ 2 ในอัลบั้ม ‘The Nile Songประดุจการเยียวยาความย้อนแย้งจากบทเพลงเปิดหัวลำดับแรก ‘Cirrus Minorซึ่งว่าไปแล้วบทเพลงนี้น่าจะเป็นบทเพลงที่หนักหน่วงที่สุด (ในยุคนั้น) ตั้งแต่วงพิงค์ ฟลอยด์ บันทึกเสียงกันมา ปูด้วยเสียงกีตาร์แตกพร่าคล้ายสายลมพัดโบกโบย กลองผนึกแน่นกระหน่ำคำราม และเห็นได้ชัดถึงบุคลิกเสียงร้องของเดวิด กิลมอร์

สังเกตได้ถึงรสชาติที่แจ่มแจ้งและสถิตอยู่กับพิงค์ ฟลอยด์ ตั้งแต่บัดนั้นมาก็ทอแสงเปล่งประกายด้วยเสียงร้องที่เข้ากันหรือเคมีตรงกันกับบทเพลงแบบพิงค์ ฟลอยด์ กระชากกร้าวเสียงชำแรกออกมาอย่างทรงพลังและดำดิ่งสู่อารมณ์ความรู้สึก

หากใช้มาตรวัดของดนตรีฮาร์ดร๊อคและเฮฟวี่เมทัล ดนตรีของเพลงนี้ก็อยู่ในข่ายด้วยเช่นกัน และมาก่อนซาวด์เมทัลจะเกิดขึ้น ทางเดินคอร์ดที่เป็นชุดของการเปลี่ยนหรือย้ายคีย์ เริ่มจากคอร์ด A และเพิ่มขึ้นทุกระดับชั้นกับการเล่นซ้ำวนอีกครั้งจนครบ 6 คีย์ที่แตกต่าง ก่อนหวนกลับมาที่คอร์ด A เริ่มต้นและค่อยๆ เลือนจางเบาหายไปในที่สุด

หลังจากถล่มด้วยพลังร๊อคที่หนักหน่วงอย่างตรงไปตรงมาจากบทเพลงที่แล้ว ซึ่งเป็นการสร้างอารมณ์ฮึกเหิมให้ก่อตัวขึ้นในโสตคนฟัง แต่ถูกตัดฉับลงด้วยความอ่อนเบาและนุ่มนวลกลมกล่อม ซึ่งทำให้รสของอารมณ์เพลงดูประดักประเดิดไม่ต่อเนื่องอย่างน่าทรงจำ

Crying Songเป็นบทเพลงลำดับที่ 3 ในอัลบั้ม อารมณ์ที่เนิบช้าอืดเนือยมีกลิ่นอายธรรมชาติชนบท คล้ายกับบัลลาดที่ขับร้องด้วยเสียงร้องล่องลอยฟุ้งฝัน โดยมือกีตาร์ที่ปักหลักอย่างแน่นหนามั่นคงเรียบร้อยแล้ว เดวิด กิลมอร์

การเขียนเพลงที่คล้ายคลึงกับสูตรบทเพลงบัลลาดโฟล์คโดยมาตรฐานทั่วไป แต่สามารถรังสรรค์ให้มีความฟุ้งลอยล่องเหมือนอยู่ในหมอกฝันอย่างมาก กลิ่นอายไซเคเดลิค บรรยากาศที่เหนือจริงลอยกรุ่น เนื้อร้องมีแค่ 4 ท่อนที่เชื่อมร้อยชิ้นดนตรีผนึกแน่นเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งเห็นอิทธิพลของเสียงกีตาร์และเบสที่โดดเด่นออกมา

บทเพลงนี้ขึ้นต้นด้วยเสียงระนาดเหล็กฝรั่ง หรือไวบราโฟน (Vibraphone) ที่เล่นโดย ริชาร์ด ไรต์ เป็นเครื่องตีทำทำนองที่มีระดับเสียงแน่นอน เป็นระนาดขนาดใหญ่ลูกระนาดทำด้วยโลหะ ลักษณะทั่วไปคล้ายกับมาริมบา หรือโซโลโฟน ใต้ลูกระนาดมีท่อโลหะเพื่อเป็นตัวขยายเสียง มีแกนใบพัดเล็กๆ ประจำอยู่แต่ละท่อ ใช้ระบบมอร์เตอร์หมุนใบพัดทำให้เกิดเอฟเฟ็คต์เสียงสั่นรัว

เดวิด กิลมอร์ เล่นกีตาร์ อะคูสติค ในสำเนียงและสำนวนกีตาร์เฉพาะตัวของเขา และสไลด์กีตาร์ดึงอารมณ์ในท่อนจบแบบทิ้งคอร์ดนำ ขับร้องเพียงแต่ในท่อนเริ่มต้นและท้ายสุดจบเพลง จังหวะมีการเปลี่ยนแปลงจากช้าค่อยๆ ไต่เข้าสู่ท่วงทำนองของตัวเองในแต่ละชิ้นดนตรี ซึ่งเป็นแต่ละบุคลิกหลักแตกต่างกันออกไปของนักดนตรีแต่ละคน

การเดินทำนองในรูปแบบนี้ต่อมาได้กลายเป็นบุคลิกเฉพาะในแนวทางดนตรีของกิลมอร์ ที่เป็นเสน่ห์พิเศษเฉพาะตัว ความละเอียดของการเดินเบสโดย โรเจอร์ วอเตอร์ส ก็ปรากฏแจ่มชัด รวมถึงการลงสแนร์กลองอย่างหนักแน่นในกลองชุดของ นิค เมสัน

Up The Khyberบทเพลงลำดับที่ 4 การทดลองทางเสียงกลองที่สั้นมากๆ ของ นิค เมสัน มาเคียงข้างกับเสียงอันบ้าคลั่งที่น่าสนใจของคีย์บอร์ด ออร์แกน และเปียโน ฝีมือ ริชาร์ด ไรต์ เป็นการทำงานที่คล้ายการแต้มสีในซาวด์เอฟเฟ็คต์ที่ทดลองทางดนตรีอย่างไม่สนใจกฎใดๆ

ว่าไปแล้ว ก็เป็นบทเพลงในเชิงทดลองอย่างสวิงสวาย ซึ่งเขียนโดยมือกลอง นิค เมสัน และมือเบส ริชาร์ด ไรต์ เป็นส่วนที่ขยายภาคโซโล่กลอง พร้อมผนวกด้วยการเล่นเปียโนที่น่าตื่นใจ เสียงออร์แกนที่หลอกหลอน และเทปเอฟเฟ็คต์ที่สร้างเสียงประหลาด ด้วยความยาว 2 นาที กับ 12 วินาที

ชื่อของบทเพลงมาจากเรื่องตลกสัปดนปนหยาบคาย ‘Khyberมาจากคำสแลงสัมผัสคล้องจองสำเนียงค็อคนีย์ ซึ่งเป็นสำเนียงอังกฤษของชาวลอนดอนย่านตะวันออก ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของคนจน มีรากศัพท์มาจากคำว่า Khyber Passซึ่งหมายถึง ‘ก้น’ หรือ ‘ความน่ารำคาญ’ นอกจากนี้ยังมีนัยยะถึงภาพยนตร์ปี 1968 (..2511) ที่ชื่อ ‘Carry On Up the Khyberภาพยนตร์คอมเมดี้หรือตลกโปกฮาของอังกฤษ และเป็นภาพยนตร์ซีรีส์ Carry On เรื่องที่ 16 กำกับการแสดงโดย เจรัลด์ โธมัส (Gerald Thomas)

หากมองอย่างตรงไปตรงมาใสซื่อ บทเพลงนี้ไม่มีความหมายฝังแฝงให้ตีความ แต่เป็นการฟังที่สู่ความหลากมิติที่ทับซ้อนกัน แต่ก็เป็นเพียงเศษและชิ้นส่วนน้อยของการทดลองทางดนตรีที่ยังไม่มีการพัฒนา หรือครุ่นคิดไตร่ตรองอย่างเต็มกำลังขับเพื่อความสมบูรณ์

ต่อมาบทเพลงบรรเลงบทเพลงนี้ถูกแก้ไขดัดแปลงนิดๆ หน่อย นำไปใส่ในสูทหรือบทเพลงชุด ‘The Man and The Journeyเพื่อใช้ทัวร์คอนเสิร์ตในปี 1969 (.. 2512) โดยไปรวมอยู่ในบทเพลงชื่อ ‘Doing It!และบางทีก็ถูกหยิบไปเล่นเพิ่มส่วนในบทเพลง ‘Interstellar Overdriveรวมถึงในบทเพลงอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่งในการแสดงสด ถือเป็นแนวดนตรีอวองต์การ์ด แจ๊ซที่ทดลองทางเชิงชั้นกลองและเปียโนอย่างกลืนกลายไปกับดนตรีในบทเพลงอื่นๆ ของพิงค์ ฟลอยด์ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

เดินทางมาถึงบทเพลงลำดับที่ 5 ‘Green Is The Colourหลังจากผ่านความสับสนอลหม่านจากการทดลองทางด้านเสียง ก็มาถึงบทเพลงที่ทำให้เกิดเสียงราวกับคลื่นในมหาสมุทร ท่ามกลางดวงอาทิตย์ฉายแสงอบอุ่นดูสงบงามยามเช้าริมหาดทราย

การเขียนเพลงของ โรเจอร์ วอเตอร์ส และขับร้องโดย เดวิด กิลมอร์ เสียงเป่ากรีดของขลุ่ยดีบุกในเพลง เป่าโดย ลินดี เมสัน ภรรยามือกลองของวง นิค เมสัน ในการแสดงสดบทเพลงนี้ ถูกนำมาเล่นด้วยเครื่องดนตรีไฟฟ้าและทอนจังหวะให้ช้าลง กลิ่นอายของดนตรีไซเคเดลิค โฟล์ค หรือเอซิด โฟล์ค มีอยู่อย่างอบอวลในเพลงนี้ ด้วยลีลาของดนตรีโฟล์คในสายทางอะคูสติคที่สวยงามจากฝีมือของ เดวิด กิลมอร์ ที่เล่นกีตาร์ด้วยสัญชาตญาณตามธรรมชาติในแบบของเขาเอง และเสียงร้องที่ดูเป็นสุข ผสมผสานด้วยเสียงฟลุ้ทผนวกเข้ามาอย่างลงตัว เป็นบทเพลงที่ฉายฉานทอแสงอย่างงามงดในยุคต้นของ พิงค์ ฟลอยด์ อย่างแท้จริง

บทเพลงที่ถือว่าสำคัญและเป็นที่จดจำในอัลบั้มชุดนี้ ‘Cymbalineวางอยู่ในลำดับที่ 6 ในอัลบั้ม เป็นบทเพลงง่ายงาม ซึ่งน่าจะเรียกว่า โปรเกรสสีฟ โฟล์คร๊อค ใช้ส่วนผสมของดนตรีเฮฟวีร๊อค แบบคณะดนตรีเดอะ สตูกส์ (Stooges) เข้าแนวบัลลาดเล่าเรื่องที่มีกลองบองโกเข้ามาเติมเต็ม เขียนเพลงโดย โรเจอร์ วอเตอร์ส แต่แสดงดนตรีโดย เดวิด กิลมอร์

ในภาพยนตร์ จะเป็นฉากที่เอสเทล ตัวละครหลักลุกขึ้นจากเตียงในอพาร์ตเมนต์ของเธอในกรุงปารีส ฝรั่งเศส แล้ววางแผ่นเสียงและเปลี่ยนเสื้อผ้า พร้อมตะโกนออกมาว่า “กรูฟวี

บทเพลงนี้เปี่ยมด้วยความสวยงาม ซึมซาบดนตรีและเนื้อหาเหมือนกับเป็นพาหะนำพาไปสู่โลกอื่นที่ดีที่หนึ่ง คล้ายยืนอยู่ในทุ่งดอกไม้ท่ามกลางแสงอาทิตย์สว่างจ้า หัวเราะออกมาอย่างไม่ใส่ใจโลก ซึ่งย้อนแย้งกับบทเพลงที่เกี่ยวกับฝันร้าย ความกลัว และการลงทัณฑ์ ภายใต้เครื่องกำบังคือดนตรีที่ไพเราะสวยงาม

การเรียบเรียงดนตรีและเสียงประสานน่าสนใจมาก ด้วยเสียงที่ผสมระหว่างกีตาร์สายไนลอน เบส เปียโน กลองชุด กลองบองโก และฟาร์ฟิซา ออร์แกน ซึ่งให้เสียงที่หลากหลายแนวสังเคราะห์ รวมถึงการโซโล่กีตาร์แล้วสแค็ตหรือด้นสดด้วยปากสร้างเสียงที่ไม่มีความหมายเคียงคู่ไปด้วย

เนื้อร้องเด่นชัดที่บอกเล่านิทานแห่งฝันร้าย ชื่อเพลงที่ถูกแนะนำหรืออารัมภบทในการทัวร์คอนเสิร์ต The Man and The Journey จะอ้างอิงไปถึงการนำตัวละครจากการ์ตูนมาร์เวลมาใช้อย่างต่อเนื่องจากอัลบั้มชุดที่ 2 ‘A Saucerful of Secretsของพวกเขาคือ ด๊อกเตอร์สเตรนจ์ (Doctor Strange) จอมเวทย์สูงสุด ผู้ซึ่งจะปกป้องโลกใบนี้จากพลังด้านมืดทั้งปวง และสะท้อนธรรมชาติของโอสถหลอนจิตและการผจญภัยในโลกแห่งนั้น

แต่ถ้าหากโยงไปนอกบริบทจากตัวเพลงนี้ถึงบทละครเรื่อง ‘Cymbelineของวิลเลียม เชคสเปียร์ ซึ่งเป็นรูปแบบของบทละครดั้งเดิมนั้น เป็นเรื่องราวของ ซิมเบลีน กษัตริย์แห่งเซลติกของเกาะบริเตน เมื่อเขาได้ค้นพบว่า อิโมเจน ลูกสาวคนเดียวของเขา แอบไปแต่งงานกับขุนนางในวังที่ชื่อว่า โพธูมัส อย่างลับๆ จนทำให้ความรักของทั้งสองคนนั้น กลายเป็นเรื่องราวโศกนาฏกรรมในที่สุด ก็ได้อรรถรสไปอีกทาง

บทเพลงลำดับที่ 7 ‘The Party Sequenceการใช้เครื่องดนตรีในแบบชนเผ่า ในเชิงชาติพันธุ์วิทยา หมายถึงความพยายามที่จะหาซาวด์แปลกใหม่ไม่คุ้นชินหูในเชิงไพรัชหรือเอ็กโซติคสั้นด้วยความยาวเพียง 1.07 นาที บรรเลงด้วยทุกชิ้นดนตรีของสมาชิกในวงทั้ง 4 คน รวมถึงการแทรกเสริมเครื่องเคาะหรือเพอร์คัสชันในแบบชนเผ่าแปลกหู แต่น่าเสียดายที่มีการบอกกล่าวว่าอารมณ์เพลงเอ็กโซติคแบบนี้ที่ถูกบันทึกเสียงไว้ในคราวเดียวกัน แต่มีการถอดออกจากอัลบั้ม ‘Moreชุดนี้ คือบทเพลง ‘Seabirdsซึ่งบรรเลงด้วยขลุ่ยเงิน

[2.]

ในครึ่งหลังของอัลบั้มมีแนวคิดไปไกลมากกว่าการสร้างสกอร์หรือดนตรีประกอบภาพยนตร์ เพราะสามารถตีความบรรยากาศและเนื้อเรื่องให้มีภูมิทัศน์ทางเสียงที่เป็นนามธรรม (abstract) เป็นช่วงเวลาของการไตร่ตรองครุ่นคิดในยุคแห่งการเปลี่ยนสู่การวิวัฒน์ทางดนตรี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภาพสะท้อนของความก้าวร้าวที่เป็นแก่นแกนในซาวด์หรือเสียงของพวกเขาให้เข้าสู่ยุคโปรเกรสสีฟ ร๊อค อย่างเต็มรูปแบบ

บทเพลงลำดับที่ 8 ‘Main Themeธีมหลักของภาพยนตร์ที่เป็นการทดลองดนตรีที่สุดแสนแปลกประหลาด ด้วยเครื่องดนตรีนอกรีตไม่เป็นไปตามแบบแผนหรือขนบของดนตรีร๊อค เช่น ฆ้อง ที่ผูกเสียงไปกับเสียงวาห์ วาห์ ของฟาร์ฟิซา ออร์แกน ด้วยเอกลักษณ์ที่สร้างสรรค์อย่างพิเศษมีชีวิตชีวากับเสียงลอยหลอนคล้ายการเล่นยา

ในขณะที่ นิค เมสัน สร้างแนวทางของบีทหรือจังหวะคุ้มได้สวยงามเป็นอย่างดี เป็นแนวทางที่ปูอรรถรสทางดนตรีที่มิอาจคาดเดาได้ ก่อนที่ เดวิด กิลมอร์ จะลั่นเสียงกรีดเข้ามาด้วยการสไลด์กีตาร์ ซึ่งดึงความน่าสนใจให้ทะลุออกมาอย่างน่าตะลึง สร้างความน่าตื่นใจและสนุกในการเสพฟัง

สำหรับในตัวภาพยนตร์บทเพลงนี้ถูกใช้ในตอนเริ่มต้นเปิดเรื่อง ตอนที่สเตฟานตัวเอกของเรื่องกำลังรอคอยใครบางคนที่จะพาเขาท่องไปตามท้องถนนในกรุงปารีส ฝรั่งเศส

ท่องเพริศมาสู่ ‘Ibiza Barบทเพลงลำดับที่ 9 ดูเหมือนว่า พิงค์ ฟลอยด์ ตัดสินใจหวนย่ำกลับไปสู่เสียงของดนตรีร๊อคที่หนักหน่วงเหมือนกับบทเพลง The Nile Songที่วางอยู่ในลำดับที่ 2 คล้ายคลึงกันจนฟังดูเหมือนว่าจะใช้ริฟฟ์กีตาร์ท่อนเดียวกันอีกครั้ง แต่ด้วยท่วงทำนองที่ดีกว่า มีเนื้อร้องและการขับร้องและการประสานเสียงที่ดีกว่า

แม้ริฟฟ์กีตาร์จะสะดุดหูในความคล้าย แต่เพลงนี้จะไม่เปลี่ยนคีย์ อยู่ในคอร์ดอีเมเจอร์และดีเมเจอร์ เดวิด กิลมอร์ ลีดกีตาร์ในส่วนของเขาได้อย่างยอดเยี่ยมก้องสะท้อนและกรีดลึก บทเพลงร๊อคที่หนักหน่วงนี้ได้กลายเป็นฐานเสียงแบบพิงค์ ฟลอยด์ ในยุคต่อมาอย่างมีนัยยะสำคัญ

บทเพลงลำดับที่ 10 ‘More Bluesเดวิด กิลมอร์ กับการเล่นกีตาร์ในแนวบลูส์ โดดเดี่ยวคนเดียว มีเพียงไม่กี่วินาทีที่ชิ้นดนตรีคือ เบส และกลอง ของโรเจอร์ วอเตอร์ส และนิค เมสัน จะแทรกเสริมเข้ามา นี่เป็นกรณีศึกษาของบทเพลงที่นำเสนอดนตรีที่ดีกว่าในฐานะเสียงเบื้องหลังที่จะนั่งฟังด้วยประสบการณ์เพียงพอ ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้าใจลึกซึ้งถึงอารมณ์ความรู้สึกที่ฟุ้งกำจายออกมาสั้นๆ เพียง 2.12 นาที

Quicksilverบทเพลงในลำดับที่ 11 สร้างเสียงที่แปลกหู และแอมเบรียนต์ ซาวด์ ที่ลอยล่องโดดเด่นด้วยออร์แกน การบรรเลงแนวอวองต์การ์ด เช่นนี้ เน้นนำเสียงที่น่าขนพองสยองเกล้าของเอฟเฟ็คต์แบบไซเคเดลิค และเทคนิคที่เรียกว่า มิวสิค คองเคร็ต (Musique concrète) ซึ่งต้องอธิบายและขยายความคือ การนำเสียงที่เกิดขึ้นโดยทั่วๆ ไป ซึ่งไม่ใช่เสียงดนตรี นำมาทดลอง ดัดแปลง โดยใช้เทคนิค การตัด การแบ่งการซ้ำ การใช้เสียงวน โดยรูปแบบเหล่านี้ถูกพัฒนาขึ้นมาจากประเทศฝรั่งเศส โดย ปิแอร์ เชฟเฟอร์ (Pierre Schaeffer) ในช่วงยุคทศวรรษที่ 1940 กลุ่มของมิวสิค คองเคร็ต มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองปารีส จุดเด่นแหวกแนวของดนตรีคือ การวางต่อกันและการเปลี่ยนรูปร่างของเสียงธรรมชาติ

เสียงธรรมชาติในที่นี้คือ เสียงทุกเสียงที่ถูกบันทึกมา ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องมาจากแหล่งธรรมชาติ อาจมาจากเครื่องดนตรีหรือเสียงในชีวิตประจำวัน โดยจะถูกบันทึกลงในแผ่นเทปหรือแผ่นดิสก์ ความหมายที่มาจากคำภาษาฝรั่งเศสแปลว่า ดนตรีที่แท้จริง (Real Music) เป็นงานประพันธ์ที่นำเอาเสียงที่เกิดขึ้นโดยทั่วๆ ไป ซึ่งไม่ใช่เสียงดนตรีนำมาทำการทดลอง [Experimental Sounds] โดยเทคนิคต่างๆ เช่น ตัด (Cut), เฉือน (Splice), ทำซ้ำ (Duplicate), Loop เป็นการนำเอาเสียงที่ถูกบันทึกมาตัดต่อ หรือ ดัดแปลง ทฤษฎีต่างๆ ได้ถูกพัฒนาขึ้นโดย ปิแอร์ เชฟเฟอร์ วิศวกรทางด้านวิทยุกระจายเสียง

เขาเป็นทั้งนักดนตรี นักประพันธ์ เขาได้ก่อตั้ง Groupe De Recherche De Musique Concrete (GRM) ขึ้น เพื่อศึกษาและหาแนวทางการสร้างสรรค์งานมิวสิค คองเคร็ต มีนักประพันธ์งานประเภทนี้ที่มีความสำคัญและมีอิทธิพลอย่างมากต่อนักประพันธ์ยุคหลังๆ

ผลงานที่กำให้เกิดดนตรีแนวมิวสิค คองเคร็ต ขึ้นมาคือ บทเพลง ‘Etude Aux Chemins De Ferในปี 1948 (.. 2491) ซึ่งเป็นงานประพันธ์ที่ใช้เสียงที่เกิดจากรถไฟ และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับรถไฟในสมัยนั้น งานชิ้นนี้ได้นำชาวฝรั่งเศสเดินทางสู่โลกแปลกใหม่

ว่าไปแล้วการนำเทคนิคมิวสิค คองเคร็ต มาใช้ได้สร้างเสียงแปลกประหลาดในเสียงของดนตรียุคต้นของพิงค์ ฟลอยด์ สำหรับชื่อเพลง ‘Quicksilverนำมาจากซึ่งเป็นชื่อที่ใช้เรียกกันมาตั้งแต่สมัยโบราณเช่นกัน คนโบราณรู้จักนำปรอทไปชุบหรือเคลือบผิวโลหะต่างๆ เช่น ทองแดง ทองคำ ในสมัยกลางนักเล่นแร่แปรธาตุ (Alchemist) ได้พยายามหาวิธีเปลี่ยนปรอทให้เป็นทองคำ

ปรอทมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Mercury หรือใช้เรียก ดาวพุธ ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดและมีขนาดเล็กที่สุดในดาวเคราะห์ชั้นใน หรือใหญ่เป็นอันดับแปดในระบบสุริยะ ดาวพุธโคจรรอบดวงอาทิตย์เร็วที่สุดด้วยเวลา 88 วัน

ตามตำนานโรมัน Mercury เป็นเทพแห่งการค้า และ การเดินทาง ซึ่งชาวกรีกเรียกว่า Hermes เป็นเทพแห่งการส่งสารของพระเจ้า เหตุที่ดาวเคราะห์ดวงนี้ได้ชื่อนี้อาจเพราะการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วข้ามท้องฟ้า ซึ่งสามารถนำมาจินตนาการตีความได้หลายเหลี่ยมมุม

บทเพลงที่ 12 ‘Spanish Pieceเป็นชิ้นทางดนตรีที่มีความยาว 1.05 นาทีเพียงเท่านั้น และถูกตั้งคำถามอย่างน่าสงสัย พิงค์ ฟลอยด์ พยายามที่จะหาเสียงของยามรุ่งอรุณในแบบสเปน ขณะที่ เดวิด กิลมอร์ เน้นเสียงสำเนียงกีตาร์เข้าสู่โหมดสเปนิชอย่างตั้งใจ ซึ่งบทเพลงนี้เครดิตการเขียนเพลงเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียวเป็นเพลงแรกของวง

การเล่นแนวฟลามิงโกแบบสั้นๆ ซึ่งไม่ดีนัก หากวัดกับงานในแบบกีตาร์แนวนี้จริงๆ เป็นแค่แรงกระเพื่อมเล็กๆ ที่มีสีสันอย่างน่าเห็นใจ โดยเฉพาะเสียงร้องที่ปลดปล่อยอกมาอย่างไม่มั่นใจ การออกเสียงไม่ปะติดปะต่อกันและไม่ถูกต้อง

บทเพลงท้ายสุดปิดอัลบั้มในลำดับที่ 13 ‘Dramatic Themeสั้นๆ กับดนตรีบรรเลงสไตล์อาร์ต ร๊อค อันอ่อนหวานเพียง 2.15 นาที ด้วยกีตาร์ของ เดวิด กิลมอร์ ที่ขับกล่อมคล้ายการสะกดจิตให้อยู่ในภวังค์กับการโซโล่กีตาร์ยืดย้วย ในขณะที่ นิค เมสัน คลอเสียงด้วยเพอร์คัสชันหรือเครื่องเคาะที่มีลีลาของแจ๊ซได้อย่างเข้าถึง ทางด้าน โรเจอร์ วอเตอร์ และริค ไรต์ สามารถเก็บทางดนตรี ทบเติมเบส และออร์แกนได้อย่างสมานกลืนกลายกลมกล่อม เป็นบทเพลงปิดท้ายสวยงาม

สรุปรวมหมดครบความทางดนตรีกับ 13 บทเพลง ด้วยความยาวรวม 44.56 นาที ความคิดรวบยอดท้ายสุด อัลบั้ม ‘More’ (Soundtrack) ค่อนข้างที่จะครึ่งๆ กลางอย่างไร้สมดุล เพราะตั้งแต่บทเพลงลำดับที่ 1-6 และบทเพลง Ibiza Barล้วนอยู่ในข่ายบทเพลงที่สร้างสรรค์สวยงาม ในขณะที่บทเพลงที่เหลือกลายเป็นเพียงการคลายอารมณ์ มีพลังขับทางดนตรีและความคิดที่ไม่พุ่งกระฉูด ซึมเซาและแบนเรียบ มีแนวคิดที่ไม่น่าสนใจและดึงดูดอย่างเพียงพอ

อย่างที่ว่าการทำงานตอบโจทย์ของภาพยนตร์ก็มีข้อจำกัดในตัวมันเอง มีกรอบที่มองไม่เห็น แม้ว่าจะมีการเปิดกว้างทางความคิดและอิสระในการสร้างสรรค์อยู่มากมายก็ตาม อัลบั้มชุดนี้จึงเป็นเส้นทางเดินที่ผ่านจริตทางดนตรีอีกแบบ และประตูของโปรเกรสสีฟ ร๊อค ในแบบของพวกเขายังเปิดรอคอยอยู่…/

พอล เฮง
paulheng_2000@yahoo.com

******************

mm

About พอล เฮง

นักวิพากษ์-นักวิจารณ์ที่ชอบขุดคุ้ยสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในเพลงออกมาตีแผ่

View all posts by พอล เฮง