รีวิวเครื่องเสียง Lumin รุ่น T2 เครื่องเล่นไฟล์เพลง Network Player/Streamer DAC/Transport

นับวัน ผลิตภัณฑ์ประเภทเน็ทเวิร์ค สตรีมเมอร์ หรือเครื่องเล่นไฟล์เพลง เน็ทเวิร์ค เพลเยอร์ ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องอยู่เรื่อยๆ ทั้งทางด้าน สมรรถนะและ ฟังท์ชั่นการทำงานเมื่อพิจารณาเน็ทเวิร์ค สตรีมเมอร์รุ่นใหม่ๆ หลายๆ รุ่น จะพบว่า แต่ละรุ่นมีอ๊อปชั่นการใช้งานให้เลือกตามความต้องการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งหากพิจารณาเปรียบเทียบกับอุปกรณ์เครื่องเสียงประเภท source ตัวอื่นจะเห็นได้ชัดว่า อุปกรณ์ประเภท Network Player/Streamer ได้กลายเป็น กระแสหลักสำหรับปัจจุบันไปแล้ว คือในชุดเครื่องเสียงของคุณ ควรจะต้องมีอุปกรณ์ที่มีความสามารถในการเล่นไฟล์เพลงจากเน็ทเวิร์คประเภทนี้อยู่ ไม่รูปแบบใดก็รูปแบบหนึ่ง

Lumin เป็นใคร.? มาจากไหน.?

Lumin เป็นแบรนด์สินค้าของบริษัท Pixel Magic System ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคให้กับวงการโฮมเธียเตอร์และโฮม ออดิโอที่มีถิ่นฐานอยู่ในประเทศฮ่องกง ก่อตั้งมาเมื่อปี 2003 พื้นฐานของแบรนด์นี้จะเก่งทางด้านออกแบบซอฟท์แวร์โปรแกรมที่ใช้ในงานวิช่วลและออดิโอเป็นพิเศษ ผลงานในวงการโฮมเธียเตอร์ของแบรนด์นี้ถือว่าไม่ธรรมดาเลย Pixel Magic เป็นแบรนด์แรกที่พัฒนาวิดีโอโปรเซสเซอร์ซอฟท์แวร์ที่รันบน Linux ออกมาเป็นผลสำเร็จและได้ผลิตออกมาจำหน่ายภายใต้ชื่อแบรนด์สินค้าว่า “Crystalio

Pixel Magic ได้รับรางวัลมาแล้วหลายรางวัล อาทิ Product Design Award และรางวัล Technological Achievement Award เมื่อปี 2005 ในประเทศฮ่องกง และยังได้รับรางวัล Innovative Design and Engineering Award ที่งาน CES expo ในปีเดียวกันด้วย ถือว่ามีฝีมือระดับสากล นอกจากนั้น ช่วงกว่าสิบปีที่ผ่านมา Pixel Magic ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำทางด้าน market-leading supllier สำหรับตลาด digital TV ภายใต้ชื่อแบรนด์ “Magic TVซึ่งกลายเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานสำหรับวงการดิจิตัล ทีวีในประเทศฮ่องกงในปัจจุบันไปแล้ว

Pixel Magic กระโจนเข้ามาในวงการเครื่องเสียงไฮเอ็นด์ฯ เมื่อปี 2012 ด้วยการปล่อยผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องเล่นไฟล์เพลงผ่านเน็ทเวิร์ค หรือ Network Streamer/Player ตัวแรกของโลกที่สามารถสตรีมสัญญาณ DSD ได้ จากวันนั้นจนถึงปัจจุบัน ทาง Pixel Magic ได้ขยายเร้นจ์ของผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อให้สามารถครอบคลุมความต้องการใช้งานของผู้ใช้ได้กว้างขึ้น

Lumin : T2
เน็ทเวิร์ค สตรีมเมอร์/เพลเยอร์

ปัจจุบัน กลุ่มสินค้าเครื่องเสียงของ Lumin มีอยู่ทั้งหมด 6 กลุ่ม คือ Network Player, Network Transport, Amplifier, Network Player Amplifier, PSU & Accessories และ Application

Lumin รุ่น T2 ที่ผมกำลังจะทำรีวิวตัวนี้เป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม “Network Playerซึ่งหากดูจากการจัดลำดับชั้นผลิตภัณฑ์ของกลุ่มนี้ที่เรียงจากรุ่นใหญ่ด้านบนลงมาหารุ่นเล็กด้านล่าง ก็เท่ากับว่า T2 ตัวนี้เป็นรุ่นที่สูงกว่ารุ่นเล็กสุดในกลุ่มคือ D2 ขึ้นมาหนึ่งขั้น ส่วนรุ่น A1 ที่อยู่ในลำดับที่สูงกว่า T2 หนึ่งชั้นนั้น เป็นรุ่นแรกที่ออกมาในยุคเริ่มต้นและสร้างชื่อให้กับ Lumin เป็นอย่างมาก รุ่น A1 ตัวนี้ไปได้รับคำชมจากรีวิวเวอร์ของสื่อดังๆ หลายสำนักโดยเฉพาะ The Absolute Sound! ของอเมริกาถึงกับมอบรางวัล Golden Ear Awards ให้กับ Lumin A1 เมื่อปี 2015 เปรี้ยงปร้างกันไปเลย เรียกว่าแบรนด์นี้แจ้งเกิดได้เพราะ A1 นี่แหละ เขาจึงยังคงเก็บ A1 ไว้ในกลุ่มเพื่อให้คนที่ชอบแนวเสียงดั้งเดิมของ Lumin สามารถหาซื้อมาฟังกันได้

ที่ผมใช้คำว่า แนวเสียงดั้งเดิมก็เพราะว่ารุ่น A1 ใช้ชิป DAC ของ Wolfson รุ่น WM8741 (รุ่น D1 ก็คือการย่อส่วน A1 ลงมาในระดับที่ถูกลงแต่แนวเสียงใกล้เคียงกันเพราะใช้ ชิป WM8741 เหมือนกัน) ในขณะที่รุ่นอื่นๆ ที่เหลือคือ T2, S1 และ X1 เปลี่ยนไปใช้ชิปของ ESS Technology ทั้งหมด ซึ่งแน่นอนว่าโทนเสียงต้องต่างไปจากรุ่น A1 และ D1 อย่างแน่นอน

โฉบเฉี่ยว เพียวบาง และเซ็กซี่!

T2 มาในรูปทรงที่โฉบเฉี่ยวมาก ลักษณะภายนอกออกไปทางแบนบาง สูงแค่ 60 .. หรือประมาณ 2.4 นิ้ว (วัดรวมขาตั้ง) กว้าง 350 .. หรือ 14 นิ้ว หน้าแคบกว่าเครื่องมาตรฐานอยู่สามนิ้ว ส่วนความลึกอยู่ที่ 345 .. หรือประมาณ 13.8 นิ้ว ทั้งเนื้อทั้งตัวทำด้วยอะลูมิเนียมรอบด้านทั้งหน้าหลังซ้ายขวา และบนล่าง โดยเฉพาะแผงหน้าทำด้วยแผ่นอะลูมิเนียมหนาตัดกลึงให้มีลักษณะเอียงเฉียงจากด้านบนสโลปลงมาทางด้านล่าง ตรงกลางเจาะช่องให้แลเข้าไปเห็นจอแสดงผลขนาดเล็ก น้ำหนักตัวอยู่ที่ 6 กิโลกรัม

บนหน้าปัดเรียบสนิท ไม่มีปุ่มปรับใดๆ เลยนอกจากจอเล็กๆ ที่แสดงผลการทำงานของเครื่องด้วยแสงสีฟ้าแค่หนึ่งเดียว ซึ่งคุณสามารถเข้าไปปรับตั้งความสว่างของจอได้ 4 ระดับคือ Bright (สว่างสุด), Normal (ปานกลาง), Dim (สลัว) หรือตั้งเป็น Off (ปิดไปเลย) ก็ได้ ส่วนปุ่มปรับ/สวิทช์กด/ช่องต่อเชื่อม ทั้งหมดนั้นถูกนำไปติดตั้งไว้ที่แผงด้านหลังของตัวเครื่องเรียงกันเป็นแถวจากซ้ายไปขวา เริ่มจาก ขั้วต่อสัญญาณอะนาลอกเอ๊าต์พุตที่มีให้เลือกใช้ทั้งแบบอันบาลานซ์ (A) ผ่านขั้วต่อ RCA กับบาลานซ์ (B) ผ่านขั้วต่อ XLR อย่างละหนึ่งคู่, ถัดไป (C) เป็นขั้วต่อสำหรับถ่ายเทสัญญาณกราวนด์ออกไปจากตัวเครื่อง, ถัดไป (D) เป็นช่อง digital out ผ่านทางขั้วต่อ BNC ซึ่งให้สัญญาณเอ๊าต์พุตได้ทั้ง PCM (สูงสุด = 44.1kHz – 192kHz / 16 – 24bit) และ DSD (สูงสุด = DSD2.8MHz ในฟอร์แม็ต DoP), ถัดไป (E) เป็นช่องต่อ Network สำหรับการเล่นไฟล์เพลงด้วยการสตรีมคอนเท็นต์มาจาก NAS server หรือคอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ รวมถึงสตรีมจากผู้ให้บริการเช่าฟังอย่าง TIDAL และ Spotify ที่อยู่บนอินเตอร์เน็ต (แน่นอนว่ารองรับการคลี่สัญญาณไฮเรซฯ ของฟอร์แม็ต MQA จาก TIDAL ได้ถึงระดับสุดซอย เพราะมีดีโค๊ดเดอร์ในตัว) โดยที่ Lumin มีแอพลิเคชั่นที่ชื่อว่า “LUMINให้ใช้ฟรีสำหรับการสตรีมคอนเท็นต์ทั้งหมดนั้น

นอกจากนั้น T2 กับเฟิร์มแวร์เวอร์ชั่นปัจจุบัน ได้รับการรองรับจาก roon ว่ามีคุณสมบัติเป็น “roon readyโดยสมบูรณ์แล้ว คือมีความสามารถเชื่อมต่อกับ roon core เพื่อให้ T2 ทำหน้าที่เป็น Zone Endpoint ของ roon ได้ ความหมายก็คือ คุณสามารถใช้เพลเยอร์ของ roon เล่นไฟล์เพลงแล้วกำหนดให้ T2 ทำหน้าที่เป็น Network DAC รองรับสัญญาณดิจิตัลจาก roon มาแปลงเป็นสัญญาณอะนาลอกให้ ซึ่งเป็นการขยายขีดความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลของเพลงในมิติที่เปิดกว้างออกไปอีกระดับ (เมื่อเทียบกับใช้แอพ LUMIN เอง) ยังไม่หมดแค่นั้น ช่องอินพุต “Networkของ T2 ยังสามารถรองรับสัญญาณเสียงที่สตรีมมาจากอุปกรณ์พกพาของค่าย Apple ได้อีกด้วย โดยผ่านเทคโนโลยี Airplay ของแอปเปิ้ล ส่วนช่อง USB-A (F) ที่อยู่ข้างๆ ช่อง Network นั้นทำงานได้ 2 หน้าที่ หน้าที่แรกคือเป็น media server ถ้าคุณเสียบ USB harddisk ที่มีไฟล์เพลงเข้าไป คุณสามารถใช้แอพ LUMIN สั่งดึงไฟล์เพลงใน USB harddisk ของคุณไปเล่นได้ ส่วนอีกหน้าที่คือใช้เป็นช่องเอ๊าต์พุตในกรณีที่คุณปรับตั้งให้ T2 ทำหน้าที่เป็น Transport ส่งสัญญาณดิจิตัลจาก T2 ไปให้กับ external DAC ตัวอื่น

สิ่งที่ผมไม่ชอบมากที่สุดของ T2 คือปีกชายคาของฝาปิดเครื่องด้านบนที่โผล่เลยออกไปปกปิดขั้วต่อต่างๆ ที่อยู่ด้านหลังเครื่อง ที่ไม่ชอบคือมันทำให้เสียบสายสัญญาณแบบบาลานซ์ยากมาก เนื่องจากขั้วต่อ XLR ส่วนใหญ่จะมีกลไกล็อคที่ขั้วต่อของสายเข้ากับช่องเสียบบนตัวเครื่อง ตอนเสียบสายเข้าไปไม่ยาก แต่ตอนจะปลดสายออกมาน่ะซิ ชายคาที่ยื่นเป็นปีกออกมามันทำให้สอดปลายนิ้วเข้าไปปลดล็อคลำบาก ต้องใช้ไขควงมาช่วยกดล็อค

ดีไซน์ภายใน

T2 มีภาคจ่ายไฟในตัวแบบโลว์น้อยซ์สวิทชิ่ง รองรับแรงดันอัตโนมัติตั้งแต่ 100 – 240V เพราะใช้วงจรแปลง AC เป็น DC (เรกกูเลเตอร์) ถึงสองชั้นทำให้ได้ไฟเลี้ยงที่นิ่ง มีกล่องโลหะครอบป้องกันการรบกวนของคลื่นต่างๆ จากภายนอก ส่วนวงจรอิเล็กทรอนิคที่ทำหน้าที่ในภาค DAC สำหรับแชนเนลซ้ายและแชนเนลขวาถูกออกแบบให้ใช้คอมโพเน้นต์ที่แยกเด็ดขาดออกเป็นสองชุด ไม่ได้ใช้ร่วมกัน แต่คอมโพเน้นต์ทั้งสองชุดติดตั้งอยู่บนบอร์ดเดียวกันเพื่อทำให้สัญญาณเดินทางสั้นที่สุด

ชิป DAC ที่ใช้ในขั้นตอนแปลงสัญญาณดิจิตัลเป็นอะนาลอกในตัว T2 มีอยู่ 2 ตัว เป็นชิปของ ESS Technology รุ่น SABRE 32bit เบอร์ ES9028PRO ทั้งคู่ แยกกันทำงานสำหรับแชนเนลซ้ายและขวา แชนเนลละตัว ส่วนชิปโปรเซสเซอร์ที่ใช้ในภาค input เป็นชิปเจนเนอเรชั่นใหม่ที่มีความสามารถสูง รองรับการเล่นไฟล์เพลงที่แพ็คสัญญาณ DSD ได้สูงสุดถึงระดับ DSD512 (22.6MHz) และรองรับการเล่นไฟล์เพลงที่แพ็คสัญญาณ PCM ได้สูงสุดถึงระดับ PCM384kHz และยังมีฟังท์ชั่น resampling สัญญาณอินพุตขึ้นไปถึงระดับ DSD128 และ PCM384kHz ด้วย ใช้ระบบ clock แบบแยกส่วนเพื่อความแม่นยำในการจัดการกับสัญญาณแต่ละแซมปลิ้งฯ

ภาค Analog Output ออกแบบวงจรเป็นแบบบาลานซ์แท้ (Fully Balanced) รองรับเอ๊าต์พุตจากชิป DAC ออกมาตามมาตรฐานเอ๊าต์พุตชิป ES9028 ซึ่งให้ออกมาเป็นสัญญาณบาลานซ์อะนาลอก จึงมั่นใจได้ว่า ช่อง Analog Out ที่ติดขั้วต่อ XLR เป็นช่องที่ให้คุณภาพเสียงของ T2 ออกมาดีกว่าช่อง RCA ถ้าดูที่วงจร D/A ของ T2 ตามภาพด้านบนจะเห็นว่า ที่ส่วนท้ายของวงจรหลังจากชิป DAC ของทั้งสองแชนเนลก่อนจะถึงขั้วต่อสัญญาณ XLR/RCA จะมีคาปาซิเตอร์ตัวสีเขียวๆ ซึ่งเป็นคาปาซิเตอร์ระดับ Audio Grade ติดตั้งอยู่แชนเนลละ 3 ตัว แสดงถึงความพิถีพิถันในการออกแบบโดยคำนึงถึงคุณภาพเสียงเป็นพิเศษ

จุดเด่นอย่างแรก : ความยืดหยุ่นของ T2

คุณสามารถนำ T2 ไปใช้งานในซิสเต็มของคุณได้ถึง 3 ลักษณะ คือ

1. Network Player = เป็นเครื่องเล่นไฟล์เพลงผ่านเน็ทเวิร์คที่มีภาค DAC ในตัว

2. Network Transportor = เป็นเครื่องเล่นไฟล์เพลงผ่านเน็ทเวิร์คที่มีเอ๊าต์พุต USB สามารถส่งสัญญาณดิจิตัลไปให้กับ external DAC จากภายนอกได้

3. Network Player/Preamp = เป็นเครื่องเล่นไฟล์เพลงผ่านเน็ทเวิร์คที่มีภาค DAC ในตัว และมีภาคปรีแอมป์ในตัว สามารถต่อเชื่อมกับเพาเวอร์แอมป์ได้โดยตรง หรือจะเชื่อมต่อเข้ากับลำโพงแอ๊คทีฟก็ได้

ด้วยคุณสมบัติทั้ง 3 ลักษณะของ T2 ทำให้มันมีความยืดหยุ่นในการใช้งานได้หลายสถานะการณ์ อย่างเช่น กรณีที่เป็น Network Player คุณสามารถนำ T2 ไปใช้เป็น Source หลักในซิสเต็มร่วมกับอินติเกรตแอมป์ หรือปรีแอมป์+เพาเวอร์แอมป์ได้เลย และหลังจากใช้งาน T2 ไปแล้ว เมื่อถึงเวลาที่ต้องการอัพเกรดคุณภาพเสียงของ Source ขึ้นไปอีกขั้น คุณก็สามารถเพิ่มเติม USB-DAC ที่มีคุณภาพสูงกว่าภาค DAC ในตัว T2 เข้ามาทำงานร่วมกับ T2 ได้โดยใช้ T2 เป็นทรานสปอร์ตทำหน้าที่เล่นไฟล์เพลงแล้วส่งสัญญาณดิจิตัลไปให้ USB-DAC ทำการแปลงเป็นสัญญาณอะนาลอกก็ได้

คุณสมบัติลักษณะที่ 3 ของ T2 เป็นอะไรที่น่าสนใจ คือมันมีภาคปรีแอมป์ในตัว ซึ่งหมายความว่า ถ้าคุณไม่ได้ตั้งใจที่จะมี Source อื่นๆ อีกนอกเหนือจาก Network Player เพียงอย่างเดียว คุณก็สามารถประหยัดงบได้ด้วยการตัดปรีแอมป์ออกไปจากชุดเครื่องเสียงของคุณได้เลย ซึ่ง T2 ถูกออกแบบเพื่อการใช้งานลักษณะที่ว่านั้นด้วยแล้ว โดยการบรรจุระบบวอลลุ่มที่มีคุณภาพสูงเอาไว้ในตัวให้คุณเลือกใช้เสร็จสรรพ (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในหัวข้อการทดลองใช้งาน)

จุดเด่นที่สอง : ปรับเลือก Output Level ได้ 2 ระดับ

คุณสามารถปรับเลือก ระดับความแรงของสัญญาณอะนาลอกเอ๊าต์พุตของ T2 ได้ 2 ระดับ คือ “Normalกับ “Lowโดยเข้าไปเลือกได้ในเมนู “Optionsบนแอพ LUMIN ซึ่งเป็นคุณสมบัติแบบเดียวกับที่ปรีแอมป์อะนาลอกระดับไฮเอ็นด์ฯ ให้มา (ถ้าไฮเอ็นด์มากๆ อาจมีให้เลือกปรับถึง 3 ระดับคือ HighNormalLow) มีข้อดีคือทำให้ผู้ใช้สามารถทำ “Level Matchingเข้ากับอินพุตของแอมปลิฟายได้กว้างมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นคุณสมบัติที่ส่งผลต่อคุณภาพเสียงอย่างยิ่ง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเชื่อมต่อเอ๊าต์พุตของ T2 เข้ากับอินพุตของปรีแอมป์ หรืออินติเกรตแอมป์ คุณสามารถทดลองเลือก Output Level ของ T2 ระหว่าง Normal กับ Low ให้แม็ทชิ่งกับความแรงของเกนอินพุตของปรีแอมป์ หรืออินติเกรตแอมป์ของคุณได้ *ซึ่งเป็นสิ่งแรกที่คุณควรจะทำถ้ามีแผนอุ้ม T2 เข้าไปใช้กับซิสเต็มของคุณ

ผล.? ถ้าแอมป์ที่คุณใช้มีเกนอินพุตที่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เมื่อคุณเลือกใช้เกนเอ๊าต์พุตจาก T2 ไปที่ตำแหน่ง Low ลักษณะนี้จะทำให้คุณต้องเร่งวอลลุ่มที่แอมป์ขึ้นมาสูงกว่าตั้งไว้ที่ตำแหน่ง Normal พอประมาณเพื่อให้ได้ระดับความดังสูงพอสำหรับการรับฟัง ซึ่งแอมป์รุ่นใหม่ๆ ที่ให้ S/N ratio สูงๆ ส่วนใหญ่จะสามารถรองรับเกนอินพุตต่ำๆ ได้ อาจต้องเร่งวอลลุ่มขึ้นมามากหน่อยแต่ noise จะไม่ตามมา ในกรณีนี้ เสียงที่ได้จะมีความสะอาด เนียน แต่ถ้าเป็นแอมป์เก่าๆ ที่มีเกนอินพุตต่ำมากๆ อาจจะไม่แม็ทกัน สังเกตเสียงที่ออกมาจะดังแต่ไม่มีแรงอัดฉีด (ภาษานักเล่นฯ เรียกว่า Too Cool!) ในทางกลับกัน ถ้าแอมป์ที่คุณใช้มีเกนอินพุตค่อนข้างแรง และคุณเลือกใช้เกนเอ๊าต์พุตจาก T2 ไปที่ตำแหน่ง Normal คุณอาจจะใช้วอลลุ่มที่แอมป์เพียงเล็กน้อยก็ได้เสียงที่มีความดังเพียงพอต่อการรับฟัง เปิดเร่งมากไม่ได้ เสียงที่ออกมาจะมีลักษณะที่พุ่งสด ระริกระรี้ ไม่สงบนิ่ง (ภาษานักเล่นเรียกว่า Too Hot!) กรณีนี้ถ้าเกนอินพุตของแอมป์แรงมากๆ เสียงจะติดหยาบ พุ่ง รก ไม่น่าฟัง แม้ว่าจะหรี่วอลลุ่มลงอาการเหล่านั้นก็จะยังคงอยู่ ดังนั้น เบื้องต้นแนะนำให้แม็ทชิ่งโดยตั้งไว้ที่ตำแหน่ง Low ก่อน

จากการทำลองใช้งาน T2 กับปรีแอมป์และอินติเกรตแอมป์ 2-3 ตัวที่ผมมีอยู่ พบว่า ปรับตั้ง Output Level ของ T2 ไว้ที่ตำแหน่ง “Lowจะให้ค่าเฉลี่ยของเสียงที่น่าพอใจมากกว่าเมื่อนำ T2 ไปจับกับปรีแอมป์หรืออินติเกรตแอมป์ที่มีคุณภาพสูงๆ ยกตัวอย่างเช่นตอนต่อใช้งานกับปรีแอมป์ของ Classe รุ่น Delta Pre* ซึ่งมีช่วงของการปรับวอลลุ่มที่กว้าง คือเริ่มตั้งแต่ -93.00dB (เบาสุด) ขึ้นไปจนถึง 00.0dB (ดังสุด) โดยมีความละเอียดในการปรับเลือกระดับเพิ่ม/ลดความดังได้ขั้นละ 0.25dB และแต่ละระดับของการปรับวอลลุ่มจะไม่มีผลกับเสียงเลย แต่ทำให้เกนของสัญญาณเบาหรือดังเท่านั้น เมื่อผมปรับ Output Level ของ T2 ไว้ที่ “Lowผมพบว่ามันไปแม็ทฯ กับวอลลุ่มของ Delta Pre อยู่ระหว่าง -35.00 ถึง 25.00dB ซึ่งเป็นปริมาณของวอลลุ่มที่ใช้ไปประมาณ 60 – 70% ของปริมาณวอลลุ่มทั้งหมดของ Delta Pre เสียงที่ออกมามีคุณภาพดีน่าพอใจ โทนเสียงไม่จ้าหรือทึบเกินไป ไทมิ่งก็ลงตัวถูกต้องกับจังหวะเพลง ไม่รุกเร้ามากไปหรือหน่วงช้าจนน่าเบื่อ โดยรวมๆ จะออกไปทางนุ่มนวลติดหวานนิดๆ แต่เมื่อปรับไปที่ตำแหน่ง “Normalที่ความดังเท่าเดิม จะใช้วอลลุ่มลดลงประมาณครึ่งหนึ่งของ Low น้ำเสียงจะเปิดมากขึ้น กระจ่างมากขึ้น สดมากขึ้น เวทีเสียงจะขยับเลื่อนออกมาด้านหน้ามากกว่าเดิม

(*ร่วมกับเพาเวอร์แอมป์ Ayre Acoustics รุ่น V-3 ขับลำโพง Audiovector รุ่น R-1 Arrete (REVIEW) / สายสัญญาณ + สายลำโพง Kimber Kable รุ่น Carbon)

เมื่อใช้ร่วมกับอินติเกรตแอมป์ Cambridge Audio รุ่น CXA81** ผมก็พบว่า เมื่อปรับ Output Level ของ T2 ไว้ที่ตำแหน่ง “Lowเสียงที่ออกมาน่าพอใจกว่า เพราะที่ตำแหน่ง “Normalจะให้เสียงออกมาสดมากไปในความเห็นของผม แต่คิดว่าอาจจะมีบางคนชอบมากกว่าก็ได้เพราะน้ำเสียงที่ออกมามันไม่ได้มีลักษณะที่แย่ ไม่ได้มีอาการ overload อย่างที่คิด แสดงว่า Output Level ของ T2 ที่ระดับ Low กับ Normal ก็ไม่ได้ต่างกันมาก

(**ขับลำโพง Wharfedale รุ่น EVO 4.4 (REVIEW) / สายสัญญาณ Kimber Kable รุ่น Timbre + สายลำโพงรุ่น 12TC (REVIEW)

จุดเด่นที่สาม : มีเทคโนโลยี “Leedh Processing Volume

เป็นเพราะ T2 ถูกกำหนดมาให้มีภาค Pre-Amp ในตัว สามารถใช้สัญญาณ Analog Out ของ T2 ต่อตรงเข้ากับเพาเวอร์แอมป์ หรือลำโพงแอ๊คทีฟได้โดยตรง ด้วยเหตุนี้ ภาค Volume Control ของ T2 จึงได้รับการออกแบบมา เป็นพิเศษแตกต่างจากระบบวอลลุ่มของ DAC ทั่วไป

เมื่อเข้าไปในเมนู “Setupของแอพ LUMIN ที่หัวข้อย่อย “Optionsในนั้นจะมีฟังท์ชั่นให้ปรับตั้งมากมาย หลายหัวข้อจะเกี่ยวข้องกับคุณภาพเสียงทั้งทางตรงและทางอ้อม ที่เป็นทางตรงชัดๆ เลยก็คือฟังท์ชั่นที่เกี่ยวข้องกับการปรับวอลลุ่ม ซึ่งจำเป็นต้องปรับตั้งในกรณีที่คุณต้องการใช้งานด้วยการต่อเอ๊าต์พุตของ T2 ไปที่เพาเวอร์แอมป์โดยตรง ไม่ผ่านปรีแอมป์ ซึ่งฟังท์ชั่นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มีอยู่ 4 หัวข้อ ในกรอบสีเขียวตามภาพประกอบด้านบน ได้แก่ Volume Control, Leedh Processing Volume, Max Volume และ Analog Audio Output Level

แนวทางการปรับตั้ง : สำหรับ Max Volume ควรปรับตั้งไว้ที่ตำแหน่ง 100 เสมอ และที่หัวข้อ Analog Audio Output Level (A) แนะนำให้ทดลองตั้งไว้ที่ “Lowก่อน จากนั้นก็ปรับตั้ง Volume Control (B) ไปที่ตำแหน่ง “Onเป็นการเปิดใช้ฟังท์ชั่นปรับวอลลุ่มของ T2 ผ่านทางแอพ LUMIN

ที่หัวข้อ Leedh Processing Volume (C) นั้นเป็นการปรับตั้งเพื่อเลือกใช้หรือไม่ใช้เทคโนโลยีวอลลุ่มแบบพิเศษที่คิดค้นและออกแบบโดยบริษัท Acoustic Beauty จากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยี digital volume ที่สามารถแก้ปัญหาพื้นฐานของดิจิตัล วอลลุ่มที่เคยมีมาได้ลุล่วง นั่นคือปัญหาที่ดิจิตัล วอลลุ่มทำให้บิตของข้อมูลเสียงถูกตัดหายไปในขั้นตอนประมวลผล ซึ่งคุณ Gilles Milot คนค้นคิด Leedh Processing Volume ตัวนี้แกไปเจอว่า ระบบดิจิตัล โปรเซสซิ่งทั่วไปนั้นจะใช้จำนวนบิตเยอะเกินไปในการเข้ารหัสสัญญาณเสียง ทำให้บิตข้อมูลที่เข้ารหัสเสียงของวอลลุ่มมันเกินความสามารถของ DAC ในการแปลงกลับออกมาเป็นเสียงอะนาลอก ทำให้ต้องมีการตัดบิตข้อมูลทิ้งไปบางส่วน นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ดิจิตัล วอลลุ่มที่ใช้ดิจิตัล โปรเซสซิ่งแบบธรรมดาทั่วไปให้เสียงที่ไม่มีคุณภาพดีพอ เพราะสัญญาณเสียงจากไฟล์ต้นฉบับถูกตัดทิ้งไปนั่นเอง

เมื่อจิ้มลงไปที่วงกลมตรงมุมขวามือบน จะปรากฏแถบที่ใช้ปรับวอลลุ่มโผล่ขึ้นมา (ศรชี้) วิธีปรับเพิ่ม/ลดความดังทำได้ 2 วิธี อย่างแรกคือลากปุ่มวอลลุ่ม กับแบบที่สองคือกดปุ่ม + เมื่อต้องการเพิ่มและกดปุ่ม เมื่อต้องการลดความดัง

จากการทดลองใช้ T2 ต่อตรงเข้าที่เพาเวอร์แอมป์ Ayre Acoustics V-3 ทางช่อง XLR ขับลำโพง Audiovector R-1 Arrete แล้วเลือกใช้วอลลุ่ม คอนโทรลฟังเทียบกันระหว่างระบบวอลลุ่ม คอนโทรลของ T2 เอง (ตั้ง Volume Control = “On” / ตั้ง Leedh Processing Volume = “Off”) กับระบบวอลลุ่มของ Leedh Processing (ตั้ง Volume Control = “On” / ตั้ง Leedh Processing Volume = “On”) ปรากฏว่า เสียงของวอลลุ่ม Leedh Processing ดีกว่ามากๆ! และดีกว่าทุกด้านซะด้วย ไม่ว่าจะเป็นโทนัลบาลานซ์, เนื้อเสียง, มิติเวทีเสียง และไทมิ่ง ทุกด้านจริงๆ ผมทดลองเปลี่ยนลำโพงเป็นตั้งพื้นของ JBL รุ่น MODEL 4318 ซึ่งเป็นลำโพงสามทาง วูฟเฟอร์ 12 นิ้ว เข้ามาแทน R-1 Arrete เพื่อเช็คดูเสียงเบส จึงได้รู้ว่า ระบบวอลลุ่ม Leedh Processing ของคุณกิลเลส แกเจ๋งจริงๆ ให้สมดุลเสียงออกมาดีเยี่ยม เบสอิ่ม เนียน เนื้อเสียงสะอาดตั้งแต่ทุ้มขึ้นไปถึงแหลม ไม่แสดงอาการใดๆ ให้รู้ว่าเป็นดิจิตัลวอลลุ่มเลย.!! มิหนำซ้ำ มันยังโชว์จุดเด่นของดิจิตัลวอลลุ่มออกมาให้ตาลุกตาวาวอีกด้วย นั่นคือให้โฟกัสที่คมชัดและนิ่งสนิทมากๆ ไม่มีอาการเบลอเลยถ้าเพลงนั้นไม่บันทึกมาเบลอเอง ชัดทั้งตำแหน่งและส่วนสัดของตัวเสียงที่ลอยเด่นออกมาท่ามกลางพื้นเสียงที่ใสและดำสนิทเพราะ noise เป็นศูนย์ รายละเอียดทุกเม็ดปรากฏกายออกมาให้ได้ยินครบหมด ไดนามิกก็ดีทั้งไมโครและแมคโครไดนามิก ให้อัตราสวิงที่กว้างขวาง สรุปคือสอบผ่านฉลุยสำหรับระบบวอลลุ่ม Leedh Processing กับการต่อตรงเข้าเพาเวอร์แอมป์ของ T2

จุดเด่นที่สี่ : แอพลิเคชั่น LUMIN

แอพลิเคชั่นที่ใช้งานคู่กับฮาร์ดแวร์ Network Player ในท้องตลาดทุกวันนี้มีแข่งกันอยู่ 3 – 4 ประเด็นหลักๆ นั่นคือ

1. ความสามารถในการสตรีมไฟล์เพลง
2. ฟังท์ชั่นที่ใช้ควบคุมสั่งงานตัวเครื่อง
3. ความสวยงาม และความง่ายในการใช้งานของอินเตอร์เฟซ
4. ความเสถียร + ความเร็วในการตอบสนอง

แอพฯ ที่ชื่อว่า LUMIN เป็นแอพฯ ที่ออกแบบมาให้ใช้คู่กับ T2 และผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ LUMIN ทุกตัว รองรับการใช้งานได้ทั้ง iOS และ Android

พื้นที่แสดงอัลบั้มของไฟล์เพลง (A) ที่อยู่ในโฟลเดอร์ที่เลือก ทั้งจากฮาร์ดดิสที่เสียบอยู่ที่ตัวเครื่อง, จากเซิร์ฟเวอร์ที่อยู่ในเน็ทเวิร์คเดียวกัน, จาก TIDAL, จาก Spotify และอินเตอร์เน็ต เรดิโอ โดยกดเลือกแหล่งของ Source ได้ที่ตำแหน่ง (E) และในกรณีที่มีหลายโฟลเดอร์ก็สามารถย้อนกลับไปเลือกโฟลเดอร์อื่นๆ ได้ด้วยการจิ้มที่ลูกศรตรงตำแหน่ง (F), พื้นที่ (B) แสดงรายละเอียดของเพลงที่กำลังเล่น ส่วนตำแหน่ง (C) แสดงเครื่องมือที่ใช้ควบคุมการเล่นไฟล์เพลง, ตำแหน่ง (D) แสดงระดับวอลลุ่มที่ใช้ในขณะนั้น และในกรณีที่เปิดใช้ฟังท์ชั่น Volume Control เมื่อจิ้มลงไปจะมีเครื่องมือขึ้นมาให้ปรับตั้งระดับความดัง

การแสดงภาพปกอัลบั้มเพลงบนพื้นที่ A สามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบได้ 2 รูปแบบ โดยกดเลือกได้จากสองสี่เหลี่ยมแรกที่ตำแหน่ง (D) ตรงสี่เหลี่ยมที่ 4 สำหรับขยายพื้นที่หน้าจอเพื่อโชว์ปกอัลบั้มเต็มทั้งจอ

ส่วนสี่เหลี่ยมที่ 3 รูปฟันเฟืองนั้นเป็นตำแหน่งเปิดเข้าไปในเมนู “Setupซึ่งเป็นที่รวมของการปรับตั้งค่าทุกอย่างอยู่ในนั้น แต่ละหัวข้อฟังท์ชั่นที่มีไว้ให้ปรับตั้งก็ถูกออกแบบให้ดูแล้วเข้าใจง่าย ผมเชื่อว่าถ้าคุณมีโอกาสได้ทดลองเล่นดูสักครั้งจะเข้าใจและรู้สึกชอบใจกับความง่ายและสวยของแอพฯ ตัวนี้

หลังจากการทดลองใช้งานแอพ LUMIN ตัวนี้กับ T2 แล้วต้องยอมรับว่ามันถูกสร้างขึ้นมาคู่กันอย่างแท้จริง ทุกอย่างดูคล่องตัวลื่นไหลไปหมด ผมใช้แอพฯ บน iPad Mini2 มันอ่านข้อมูลเร็วมาก ผมลองเสียบ USB-SSD HDD ของ Samsung T5 ขนาด 500GB ที่มีไฟล์เพลงอยู่เต็มลงไป มันใช้เวลาไม่ถึงนาทีในการดึงภาพปกอัลบั้มขึ้นมาโชว์พร้อมเล่น..!!

ทดลองฟังเสียงของ T2

ผมทดลองฟังเสียงของ T2 ใน 2 ลักษณะ ลักษณะแรกคือใช้ T2 เป็น Network Player ต่อสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตของ T2 ไปเป็นอินพุตของอินติเกรตแอมป์และปรีแอมป์+เพาเวอร์แอมป์ 2 – 3 ชุดที่ผมมีอยู่ ส่วนลักษณะที่สองคือใช้ T2 ทำหน้าที่เป็น Network Player + Pre-amp โดยเปิดใช้งานฟังท์ชั่น Volume Control + Leedh Processing Volume ของ T2 แล้วต่อสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตจากช่อง XLR ของ T2 ไปที่อินพุต XLR ของเพาเวอร์แอมป์ Ayre Acoustics V-3 สลับขับลำโพงสองคู่คือ Audiovector R-1 Arrete และ Wharfedale EVO 4.4

ภาพรวมของเสียงที่ T2 ถ่ายทอดออกมามันไม่มีคราบของความเป็น digital ปนออกมาเลย เสียงทั้งหมดเปิดโล่งออกมาด้วยความเป็นอิสระ หลุดพ้นจากอาการ compress โดยสิ้นเชิง เป็นลักษณะของความเปิดโล่งที่เจือด้วยความนวลของทั้งมวลเนื้อเสียงและลีลาการขยับเคลื่อนที่สะท้อนอารมณ์ของเพลงออกมาได้อย่างเต็มอรรถรส หลุดพ้นจากความรู้สึกว่ากำลังฟังเสียงจากการ reproduction เพราะรายละเอียดที่ T2 ให้ออกมานั้นมันลงลึกไปถึงระดับ inner detail จึงทำให้รู้สึกถึง ความสดที่ถูกบันทึกเก็บอยู่ในไฟล์เพลงถูกเจียรนัยออกมาให้ได้ยินทุกเม็ด ทุกโน๊ต ทุกอากัปกิริยาที่นักดนตรีแสดงออกมา

ระหว่างต่อผ่านปรีฯ กับต่อตรง แบบไหนดีกว่ากัน.? เมื่อใช้งานร่วมกับปรีแอมป์ที่ดีพออย่าง Classe รุ่น Delta Pre เสียงที่ได้ออกมาแทบไม่มีข้อติ เพราะตัวปรีแอมป์ Delta Pre จะช่วยจัดสัญญาณอินพุตที่รับมาจาก T2 ให้มีลักษณะที่เหมาะสมกับอินพุตของเพาเวอร์แอมป์ V-3 ในทุกๆ วินาที เสียงที่ได้ออกมาจึงครบถ้วนทั้งความชัดเจนของรายละเอียดที่ระดับ High Level และ Low Level, ความเปิดโล่งตลอดทั้งย่านตั้งแต่ปลายเสียงทุ้มขึ้นมาถึงปลายเสียงแหลม รวมถึงอัตราสวิงของไดนามิกที่ฉับพลัน (ทรานเชี้ยนต์) และต่อเนื่อง (คอนทราสน์) ในขณะที่ตอนต่อตรงจาก T2 ไปที่ V-3 ผมได้ยินตำแหน่งเสียงที่แม่นยำกว่า และสัมผัสได้ถึงความเป็นตัวตนของแต่ละเสียงที่มีรูปทรงเป็นสามมิติ แต่ก็ต้องยอมรับว่า ต้องสูญเสียความสมดุลของโทนัลบาลานซ์ไปบางส่วน สูญเสียรายละเอียดของเสียงในระดับ Low Level ไปบางส่วน และต้องยอมรับกับอัตราสวิงของไดนามิกเร้นจ์ที่แคบลง โทนรวมของเสียงจะสลัวลง แต่ผมชอบ..

อัลบั้ม : Moonlight Serenade (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Ray Brown & Laurindo Almeida
ค่าย : Jeton Records

หลังจากทดลองฟังสารพัดแนวเพลงในช่วงเบิร์นฯ T2 ผมก็พอจับแนวทางของเน็ทเวิร์ค เพลเยอร์ตัวนี้ออกมาได้เลาๆ คือพบว่ามันให้ลักษณะเสียงที่ลงลึกไปในรายละเอียดได้อย่างเที่ยงตรงและแม่นยำมาก เมื่อลองฟังจากอัลบั้มทั่วๆ ไป อาจจะสังเกตได้ยาก แต่เมื่อลองฟังอัลบั้มของค่ายเพลงไฮเอ็นด์ฯ ที่บันทึกเสียงมาอย่างพิถีพิถัน จึงได้รู้ถึงศักยภาพที่แท้จริงของ T2 ตัวนี้

ในโลกนี้มีค่ายเพลงอยู่ 3 – 4 ค่ายที่บันทึกเสียงออกมาได้เที่ยงตรง เหมือนจริง ซึ่ง Jeton Records ของประเทศเยอรมนี ก็เป็นหนึ่งในค่ายเพลงไฮเอ็นด์ที่มี sound signature เป็นของตัวเอง ค่ายนี้มีจุดเด่นตรงที่ให้รายละเอียดของเสียงในย่านกลางลงไปถึงทุ้มที่โดดเด่น ไม่ใช่ในแง่ปริมาณ แต่เป็นในแง่ของ โทนและ สปีดซึ่งจะเห็นได้ชัดเมื่อลองฟังจากอัลบั้ม Moonlight Serenade ชุดนี้ จากที่เคยฟังด้วยเครื่องเล่นประเภทเดียวกันบางตัวจะให้เสียงโน๊ตกีต้าร์ของลอรินโด้ อัลไมด้าเพี้ยนไปในโทนสว่าง (bright) กว่าที่กีต้าร์สายเอ็นควรจะเป็น ในขณะที่เสียงอะคูสติกเบสของเรย์ บราวน์ก็มีโทนที่ทุ้ม นุ่ม แต่ไม่อ่อนยวบ และที่เด่นมากๆ สำหรับ T2 คือมันไม่ทำให้เสียงโน๊ตต่ำๆ ของทั้งอะคูสติกเบสและกีต้าร์คลาสสิกมีลักษณะที่ขุ่นและอับทึบเหมือนเครื่องเล่นบางรุ่นโดยเฉพาะเครื่องที่ใช้หลอดในภาคเอ๊าต์พุต นอกจากนั้น T2 ยังให้เสียงของหัวโน๊ตต่ำๆ ที่มีพลังดีดตัวลอยออกมาจากพื้นแบ็คกราวนด์ของสนามเสียงที่ชัดเจน (แทรค “Malaguena” ชัดเจนมาก!)

อีกจุดหนึ่งที่ผมพบว่าเป็นคูณสมบัติเด่นของ T2 ตัวนี้ นั่นคือการถ่ายทอด สปีดของเสียงที่แม่นยำ ซึ่งความรู้สึกนี้เกิดขึ้นตั้งแต่วินาทีแรกที่เพลง “Blue Skiesในอัลบั้มนี้ดังขึ้นมา มันสามารถถ่ายทอดความฉับพลันของโน๊ตดนตรีที่อะคูสติกเบสและกีต้าร์ในแทรคนี้แสดงออกมาได้อย่างฉับพลัน ทันที ส่งผลให้โฟกัสของทั้งเสียงกีต้าร์และเสียงอะคูสติกเบสมีความคมชัดและแม่นยำ สะท้อนความสดและสมจริง

อัลบั้ม : The TBM Sounds! (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Various Artists
ค่าย : FIM (32-Bit Ultra HD Mastering)

ตอนต่อตรงจาก T2 เข้าที่ Ayre Acoustics V-3 แล้วใช้วอลลุ่ม Leedh Processing Volume ฟังอัลบั้มนี้แล้วผมถึงกับสะดุ้งร้องว้าวกันเลย.! เพราะแต่ละเพลงมันออกมาชัดมากๆ ชัดหูดับ.!! ไล่ไปตั้งแต่แทรคแรกเพลง “Midnight Sugarของ Tsuyoshi Yamamoto Trio ไม่ว่าจะเป็นเสียงเปียโนที่ทั้งใส ลอยเป็นเม็ดๆ เหมือนลูกแก้ว เสียงกลองที่มาพร้อมแรงกระแทกกับเสียงดับเบิ้ลเบสที่อวบหนาแต่แข็งขัน เสียงกีต้าร์ของ Isao Suzuki ในแทรคที่สองก็ชัดเหมือนตัวเขามานั่งเล่นในห้องฟังของผมเลย เสียงร้องของ Yoshiko Goto ในเพลง “And I Love You Soแทรคที่สามก็ฟังแล้วแทบไม่อยากลุกไปไหน มันฟินมาก คือความชัดที่ T2 ถ่ายทอดออกมานี้มันไม่ได้มีลักษณะขึ้นขอบเหมือนฟังผ่าน DAC คุณภาพต่ำๆ ที่ทำให้เสียงออกมาชัดแบบเน้นจนเกินไป ความชัดที่ T2 ให้ออกมานี้มันเจือไปด้วยความฉ่ำและความนวลเนียน เป็นธรรมชาติ เป็นความชัดแบบ เหนือชั้นจริงๆ !!

อัลบั้ม : Sings Latin in a Satin Mood (DSD64)
ศิลปิน : Julie London
ค่าย : Liberty Records

อัลบั้มนี้ปั๊มออกมาขายตั้งแต่ปี 1963 แต่เมื่อนำมาฟังผ่าน T2 น้ำเสียงที่ออกมาก็ยังคง มีชีวิตทั้งลีลาและอารมณ์ที่ทำให้ฟังแล้วรู้สึกเหมือนกำลังฟังเธอร้องสดๆ อยู่ต่อหน้า ความนุ่มและความเนียนของอัลบั้มนี้ถูกถ่ายทอดออกมาให้สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าเป็นลักษณะการบันทึกเสียงที่ตั้งใจให้ออกมาโทนนี้ เพราะเทียบกับตอนฟังงานของค่าย Three Blind Mice ที่วินสตัน หม่าแห่งสำนัก LIM รวบรวมมา จะพบว่ามีโทนเสียงที่ต่างกัน ในแง่ความคมชัดไม่หนีกัน แต่ทางด้านโทนของเสียงทั้งหมดไปคนละด้านอย่างชัดเจน นี่แสดงถึงความ เที่ยงตรงในการแสดงรายละเอียดเสียงของ T2 ที่ให้ออกมาได้ตรงกับต้นฉบับของสัญญาณอินพุตมาก

T2 เป็นเน็ทเวิร์ค เพลเยอร์ที่มีดีโค๊ดเดอร์สำหรับฟอร์แม็ต MQA ในตัว ซึ่งสามารถถอดรหัสสัญญาณที่เข้ารหัสด้วยฟอร์แม็ต MQA ออกมาได้สุดทาง ทั้งที่เป็นไฟล์เพลง MQA ที่อยู่ใน TIDAL และไฟล์เพลง MQA ที่ผมริปออกมาจากแผ่น MQA-CD เป็นไฟล์ WAV ด้วย

นอกจากนั้น T2 ยังมีคุณสมบัติเป็น “roon readyในตัวด้วย คือเมื่อเล่นไฟล์เพลงด้วยโปรแกรม roon บนฮาร์ดแวร์ roon nucleus ที่เชื่อมต่ออยู่ในเน็ทเวิร์คเดียวกับ T2 โปรแกรม roon จะมองเห็น T2 เป็นหนึ่งในเอ๊าต์พุต (Zone) ให้เลือกส่งสัญญาณไปให้

คุณภาพเสียงที่ได้จากการเล่นไฟล์ MQA ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของแต่ละอัลบั้มที่แตกต่างกัน แต่เมื่อเทียบกับเสียงที่ได้จากการเล่นผ่านเน็ทเวิร์ค เพลเยอร์ตัวอื่นๆ แล้วต้องบอกว่า T2 ให้เสียงของไฟล์ MQA ออกมาในเกณฑ์ที่ดีมาก

สรุป

ตอนแรกแค่อ่านจากสเปคฯ ก็รู้สึกตื่นเต้นไปกับความสามารถอันหลากหลายของเน็ทเวิร์คเพลเยอร์ตัวนี้แล้ว และหลังจากได้ลองเล่นกับมือตัวเอง ก็ต้องยอมรับครับว่า Lumin T2 ตัวนี้เจ๋งจริง!

เมื่อใดก็ตามที่พูดถึงอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างพวกดิจิตัลเทคโนโลยี และเน็ทเวิร์คเทคโนโลยีแล้ว เรามักจะพบว่า ชื่อแบรนด์ไม่ได้มีส่วนสำคัญใดๆ ในการที่จะบอกได้ว่า อุปกรณ์เครื่องเสียงตัวนั้นให้คุณภาพเสียงที่ดีมากน้อยแค่ไหน เพราะแก่นสาระที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ ความชำนาญและ รอบรู้ของทีมวิศวกรที่อยู่เบื้องหลังมากกว่า นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ แบรนด์เครื่องเสียงดังๆ ในอดีตที่ไม่มีทีมวิศวกรดิจิตัล/เน็ทเวิร์คที่เก่งๆ คอยหนุนอยู่เบื้องหลัง แบรนด์นั้นก็จะค่อยๆ เลือนหายไปจากตลาดทีละน้อย ในทางกลับกัน ต่อให้เป็นแบรนด์ใหม่ถอดด้ามที่เพิ่งเข้ามาในตลาดไม่กี่ปี แต่ถ้าพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีดิจิตัลและเน็ทเวิร์คแข็งแรง ก็สามารถแจ้งเกิดในวงการไฮไฟฯ ได้ไม่ยาก

จากนี้ไป ผมคงต้องจารึกชื่อ “Luminเข้ามาไว้ในกลุ่มของอุปกรณ์เครื่องเสียงที่น่าจับตาและคอยติดตามอีกแบรนด์หนึ่ง หลังจากได้ทดสอบรุ่น T2 ตัวนี้ไปแล้ว มันทำให้ผมนึกอยากสัมผัสกับรุ่นใหญ่ๆ ขึ้นไปซะแล้วซิ เพราะใจนั้นอยากรู้ว่า ทีมวิศวกรของ Lumin จะมีความเก่งกาจมากแค่ไหน? พวกเขาจะทำให้รุ่นที่ใหญ่กว่าอย่าง S1 และ X1 ให้เสียงที่ดีกว่า T2 ขึ้นไปได้เพียงใด.?

ถ้าคุณไม่เคยสัมผัสกับ Lumin มาก่อนเลย แนะนำให้หาโอกาสไปทดลองฟังเสียงและลองเล่นแอพฯ LUMIN ดูสักหน่อย บางทีแล้ว Lumin T2 ตัวนี้อาจจะเป็น Network Player ที่คุณรอคอยอยู่ก็ได้! /

**************************
ราคา : 149,000 บาท / เครื่อง
**************************
นำเข้าโดย
Discovery Hi-Fi
******************
จัดจำหน่ายโดย
Prestige Hifi
โทร. 063-638-4498
Line ID: @PrestigeHifi

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า