ทำความรู้จักกับค่ายเพลง Sheffield Lab – ที่เป็นผลพวงมาจากความหลงไหลใน “คุณภาพเสียง”

โลกนี้จะไร้ซึ่งความน่าพิศมัยถ้ามนุษย์โลกขาดซึ่งความหลงไหลในสิ่งต่างๆ และวงการเครื่องเสียงคงจะไม่ยืนหยัดมาอย่างยาวนานได้จนถึงทุกวันนี้ “ถ้า” มนุษย์ไร้ซึ่งความหลงไหลใน คุณภาพเสียงเช่นกัน

ต่อไปนี้คือเรื่องราวของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่รวมตัวกันขึ้นมาทำกิจกรรมอย่างหนึ่งเพื่อค้นหาวิธีการทำให้เสียงเพลงมี คุณภาพเสียงที่ดีที่สุดเท่าที่มนุษย์สามารถทำได้ พวกเขามีเป้าหมายไม่ได้แค่สร้างเพลงขึ้นมา แต่ต้องการใส่จิตวิญญาณของนักดนตรีและผู้เกี่ยวข้องกับงานเพลงเหล่านั้นลงไปในเสียงเพลง ที่พวกเขาบันทึกออกมาด้วย นี่คือเรื่องราวของค่ายเพลงที่ได้รับการยอมรับในกลุ่มของคนเล่นเครื่องเสียงว่าเป็น เสาหลักสำคัญที่ผลักดันให้วงการเครื่องเสียงขยับเคลื่อนจากยุคบุกเบิก ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด พวกเขาคือค่ายเพลง “Sheffield Labของประเทศสหรัฐอเมริกา

วินาทีกำเนิดแห่งตำนาน

Doug Sax (ดั๊ก แซ็ก) กับ Lincoln Mayorga (ลินคอล์น มายอก้า) สองคีย์แมนผู้ให้กำเนิดค่ายเพลง Sheffield Lab พบกับครั้งแรกจากการร่วมเล่นเพลงด้วยกันในวงออเคสต้าของโรงเรียนมัธยมต้น Bancroft ที่เมืองลอสแองเจลิส เมื่อปี 1950

Doug Sax

ซึ่งในตอนนั้น ดั๊ก แซกทำหน้าที่เป่าทรัมเป็ตในขณะที่ลินคอล์นเล่นเปียโน พวกเขาเล่นเพลง “Tenderlyด้วยกันในงานแสดงความสามารถของโรงเรียน จากเหตุการณ์ครั้งนั้น ลินคอล์นรู้สึกประทับใจกับเสียงทรัมเป็นที่กร้าวแกร่งของดั๊ก แซก ในขณะเดียวกันดั๊ก แซกก็ประทับใจในความแม่นยำในเสียงโน๊ตดนตรีของลินคอล์นตั้งแต่การซ้อมครั้งแรก เพราะลินคอล์นไม่ต้องดูสกอร์เลยในการซ้อม เขาเล่นมันจากความแม่นยำต่อเสียงโน๊ตที่เขามีอยู่ในตัว

Lincoln Mayorga

ก้าวแรกที่ชักนำทั้งคู่เข้าสู่ คุณภาพเสียง

หลังจบการศึกษามัธยมต้น พวกเขาก็แยกย้ายกันออกไปร่ำเรียนต่อในระดับมัธยมปลาย โดยที่ดั๊ก แซกไปเรียนที่โรงเรียนมัธยมปลาย Fairfax ในขณะที่ลินคอล์นไปศึกษาต่อที่โรงเรียนมัธยมปลาย Hollywood แต่มิตรภาพของทั้งคู่ก็ยังคงดำเนินต่อไป โดยเฉพาะความรักชอบในดนตรีและการบันทึกเสียงที่พวกเขามีเหมือนกัน ครั้งหนึ่ง Doug Sax แนะนำให้ Lincoln Mayorga รู้จักกับระบบเสียงที่ดี ซึ่งเป็นระบบเสียงที่ดั๊ก แซกกับพี่ชายของเขาคือ Sherwood Sax (คนนี้เป็นนักอิเล็กทรอนิคส์ที่เก่งมาก) ช่วยกันสร้างขึ้นมา ซึ่งเป็นระบบเพลย์แบ็คที่ให้ความแม่นยำสูง ในปี 2499 ดั๊ก และ เชอร์วู๊ด แซกได้นำเสนอประสบการณ์ในการฟังเพลงที่มีความแม่นยำสูงให้กับลินคอล์น ด้วยซิสเต็มเพลย์แบ็คที่พวกเขาสร้างขึ้นมา ดั๊ก แซกสาธิตให้ลินคอล์นฟังด้วยการเล่นแผ่นเสียงโมโนที่บันทึกมาตั้งแต่ยุคแรกๆ ของประวัติศาสตร์ไฮไฟฯ ซึ่งนับถึงขณะนั้น วงการไฮไฟฯ ผ่านการพัฒนามายังไม่ถึงสิบปี ยุคแรกยังไม่มีการบันทึกเสียงด้วยระบบสเตริโอ แผ่นเสียงที่ดั๊ก แซกนำมาเปิดให้ลินคอล์นฟังเป็นผลงานของค่าย London Records ที่บันทึกเสียงด้วยเทคนิค FFRR (Full Frequency Range Recording) และ Mercury Records ที่บันทึกเสียงด้วยเทคนิค “Living Presenceซึ่งเสียงที่ได้ยินทำให้ทั้งคู่ประทับใจในคุณสมบัติทางด้าน Full Frequency Range Recording ที่แผ่นเพลงของค่าย London Records นำเสนอออกมา

อย่างไรก็ตามลินคอล์นได้ฟังแล้วก็ยังมีความเห็นว่า แผ่นเสียงเหล่านั้นยังทำการบันทึกเสียงเปียโนออกมาได้ไม่ดีนัก ขาดความเป็นธรรมชาติอยู่มาก เมื่อเทียบกับแผ่นเสียงที่บันทึกด้วยสปีด 78 rpm ในยุคแรก ซึ่งแม้ว่าจะเก่ามากและมีเสียงก็อบแก็บที่เกิดจากรอยขีดข่วนจำนวนมากก็ตาม แต่เสียงเปียโนที่บันทึกมาในยุคแรกนั้นกลับให้คุณภาพที่ดีกว่าแผ่นของ London Records และ Mercury Records มาก โดยเฉพาะการบันทึกเสียงของนักเปียโน Artur Schnabel ที่ค่าย EMI ทำออกมาเป็นแผ่นเสียงซึ่งบันทึกเสียงจากสตูดิโอ Abbey Road ช่วงทศวรรตที่สิบเก้านั้น ให้ความสมจริงของเสียงเปียโนมากกว่าและน่าฟังกว่าด้วย

กระบวนการผลิตแผ่นเสียง

ในยุคแรกๆ นั้น แผ่นเสียงทั้งหมดมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือ สัญญาณที่บันทึกลงบนแผ่นเสียงถูกถ่ายโอนมาจากเทปมาสเตอร์ต้นฉบับที่ใช้ในการบันทึกเสียงทั้งสิ้น ซึ่งการบันทึกเสียงลงบนเทปก็เกิดขึ้นในปี 1948 ปีเดียวกับการกำเนิดของแผ่นเสียง LP แต่โดยทั่วไปแล้ว แผ่นเสียงยุคที่เป็นสปีด 78 rpm จะถูกปั๊มขึ้นมาจากแผ่นมาสเตอร์ดิส ไม่ได้ปั๊มมาจากมาสเตอร์เทป (เพราะยุค 78 rpm การบันทึกเสียงมาสเตอร์ลงเทปยังไม่เกิด) ซึ่งเป็นการบันทึกลงบนแผ่น LP แบบตรงๆ ไม่มีการแปลงข้ามฟอร์แม็ตเหมือนกับการปั๊มแผ่นจากมาสเตอร์เทป นั่นคือสิ่งที่ลินคอล์นกับพี่น้องตระกูลแซ็กวิเคราะห์ว่าน่าจะเป็นมูลเหตุที่ทำให้เสียงของแผ่นเสียง 78 rpm ออกมาดีกว่าแผ่นเสียงของค่ายเมอร์คิวรี่และลอนดอน ซึ่งดั๊ก แซกมีความเห็นต่อกรณีนี้ว่า มาสเตอร์เทปอาจมีความไม่นิ่ง คืออาจมีการกระพรือเล็กๆ น้อยๆ เกิดขึ้นขณะปั๊มแผ่นก็เป็นได้ ซึ่งทำให้ทรานเชี้ยนต์ไดนามิกของเสียงแย่ลง ซึ่งเขาได้ยินจากเสียงระฆังในโบสถ์จากแผ่นเสียงที่บันทึกมาจากมาสเตอร์เทป รวมถึงเสียงเปียโนด้วย ในขณะเดียวกัน เชอร์วู๊ด แซ็กให้ความเห็นทางเทคนิคว่า การบันทึกเสียงลงบนเทปทำให้เกิดปัญหาทางเทคนิคที่เรียกว่า phase shift ซึ่งเป็นผลมาจากความคลาดเคลื่อนเล็กๆ น้อยๆ ในส่วนของ เวลา” (timing) ระหว่างความถี่สูงกับความถี่ต่ำ ส่งผลให้อิมแพ็คที่ความถี่สูงกับฮาร์มอนิกที่ความถี่ต่ำกว่าของเสียงเดียวกันขาดความเชื่อมต่อกัน เป็นผลของเสียงที่วิศวกรผู้บันทึกมองว่าเล็กน้อยและผู้ฟังไม่น่าจะจับความผิดปกติตรงนี้ได้ แต่แน่นอนว่า หูของนักดนตรีสามารถรับรู้ความผิดพลาดนี้ได้อย่างชัดเจน

ความเห็นของเชอร์วู๊ด แซ็กคือสิ่งที่ลินคอล์นและดั๊ก แซกต้องทำการพิสูจน์ ซึ่งในขณะนั้น ลินคอล์นกำลังเรียบเรียงดนตรีให้กับวง The Four Preps เพื่อทำการบันทึกเสียงให้กับค่าย Capital ด้วยความคุ้นเคยกับสตูดิโอบันทึกเสียงในเมือง บ่ายวันหนึ่งของปี 1959 พวกเขาตัดสินใจเข้าไปเยี่ยมเยียนสตูดิโอบันทึกเสียงที่เก่าแก่แห่งหนึ่งในลอสแองเจลิส ชื่อว่า Electrovox ซึ่งเปิดให้บริการบันทึกเสียงมาตั้งแต่ปี 1931 ดำเนินงานโดยเจ้าของเดิมคือ Bert Gottschalk กับลูกชาย Allen Gottschalk เนื่องจากสตูดิโอแห่งนี้ไม่ได้มีการอัพเกรดเปลี่ยนแปลงอะไรเลยตั้งแต่ทศวรรต 40 เป็นต้นมา ดั๊กกับลินคอล์นจึงถามเจ้าของสตูดิโอถึงความเป็นไปได้ที่จะทำการบันทึกเสียงเปียโนจากห้องบันทึกเสียงแล้วเดินสายจากเอ๊าต์พุตของคอนโซลตรงมาที่เครื่องตัดแผ่นโดยไม่ต้องผ่านการบันทึกลงเทปมาสเตอร์ ซึ่งคำตอบของเจ้าของสตูดิโอก็คือ สามารถทำได้เพราะทางสูติโอมีสายสัญญาณต่อตรงให้อยู่แล้ว (แต่ยุคหลังไม่ได้ใช้วิธีนี้แล้ว) ดั๊กกับลินคอล์นจึงตกลงใจขอเช่าสตูดิโอแห่งนั้นเพื่อทดลองบันทึกเสียงตามแบบที่พวกเขาต้องการพิสูจน์ด้วยค่าใช้จ่าย 10 ดอลล่าร์สำหรับการทดลองครั้งนั้น

การทดลองครั้งแรก เพื่อพิสูจน์ความคิด

อุปกรณ์ที่ใช้ในการทดลองบันทึกเสียงครั้งนี้เก่ามาก และถือว่าล้าสมัยแล้วสำหรับการบันทึกเสียงยุคนั้น สิ่งที่พวกเขามีประกอบด้วยไมโครโฟนของ RCA รุ่น 77 เป็นริบบ้อนไมโครโฟน, หัวตัดแผ่นเสียงของ RCA ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 1947, เครื่องกลึงและแท่นตัดแผ่นยี่ห้อ Vitaphone ที่ใช้งานมาตั้งแต่ปี 1929 ซึ่งออกแบบมาใช้บันทึกเสียงให้กับภาพยนตร์ยุคแรกที่เริ่มต้นของซาวนด์แทรค หลังยุคหนังใบ้

ด้วยเครื่องมือที่มี พวกเขาตัดสินใจตัดแผ่นเสียงขนาด 16 นิ้วด้วยสปีด 78 rpm แบบ microgroove (คือลดขนาดร่องเสียงให้เล็กกว่ามาตรฐาน 78 rpm เล็กน้อย เพื่อยืดเวลาในการบันทึกให้ยาวขึ้น) ลงบนแผ่นแลคเกอร์ที่เคลือบด้วยอะลูมิเนียม โดยที่ลินคอล์นเลือกเล่นเพลง Pelude in B Flat, Opus 28 ของ Chopin ซึ่งเป็นงานประพันธ์ที่ให้ไดนามิกเร้นจ์ที่เปิดกว้าง และมีช่วงไคลแม็กซ์ที่มีพลังหนักหน่วง พร้อมกันนั้น ยังได้บันทึกเสียงโทนเดียวต่อเนื่องยาวๆ เพื่อประเมินดูว่าแผ่นมาสเตอร์มีความนิ่งแค่ไหน

พวกเขานำแผ่นงานบันทึกเสียงครั้งนั้นไปเพลย์แบ็คที่บ้านของลินคอล์น ที่ซึ่งดั๊ก แซ็กได้ทำการเซ็ตอัพชุดเครื่องเสียงคุณภาพสูงไว้ให้ หลังจากวางแผ่นเสียงนั้นลงไปบนเครื่องเล่นและเริ่มเล่น พวกเขาได้ยินแต่ความเงียบ จนลินคอล์นแปลกใจเพราะเข้าใจว่ามีความผิดปกติอะไรกับชุดเครื่องเสียงหรือเปล่า.? แอมป์เปิดแล้วยัง.? แต่ทันใดนั้น เสียงเปียโนก็ดังกังวานขึ้น เป็นงานเพลงของ Chopin ที่งดงาม สมจริงเสมือนว่าเปียโนสไตน์เวย์เครื่องนั้นถูกวางอยู่ในห้อง.! เสียงที่ได้ยินมีความใสสะอาดโดยปราศจาก noise เป็นแบ็คกราวนด์ มันสมจริงมากๆ จนทำให้ลินคอล์นถึงกับทรุดลงกับพื้นด้วยความประหลาดใจ..!!

จากผลการทดลองที่น่าทึ่งนี้ นำมาซึ่งข้อสรุปที่ผิดพลาดของทั้งสอง.!

อารามดีใจ.. พวกเขาจึงด่วนสรุปว่า “.. ถ้าอุปกรณ์ที่เก่ามากขนาดนั้นยังสามารถบันทึกเสียงออกมาได้ดีขนาดนี้ ลองคิดดูซิว่า ถ้าใช้อุปกรณ์ยุคใหม่ๆ อย่าง เครื่องตัดแผ่นสเตริโอของ Westrex, เครื่องกลึงของ Scully, และไมโครโฟนคอนเดนเซอร์ของ Telefunken มันจะออกมาดีขนาดไหน.?..” หลังจากนั้นไม่กี่เดือน พวกเขาก็จองคิวสตูดิโอที่กำลังฮ้อตที่สุดในขณะนั้น มีการตระเตรียมเครื่องบันทึกและแกรนท์เปียโนที่ใช้เล่นในคอนเสิร์ต แต่ผมลัพธ์ที่ได้มา กลับเป็นเสียงก้องที่ครางหึ่งๆ ของแผ่นเสียง, เสียงฮัมของเครื่องจักรที่ 60Hz และเสียงเพี้ยนจากปรีแอมป์ไมโครโฟนที่ปนมากับเสียงดนตรีตอนพีค ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่น่าตกใจและทำให้รู้สึกท้อ ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกของอีกหลายครั้งของความล้มเหลวที่เกิดตามมาจากการบันทึกเสียงโดยใช้ห้องอัดของสตูดิโอที่มีชื่อเสียงในฮอลลีวู๊ด

จุดเริ่มต้นของ ธุรกิจ

ในที่สุด หลังจากประสบความล้มเหลวและผิดหวังมาสองถึงสามปี ด้วยทุนทรัพย์ที่เริ่มร่อยหรอ ดั๊ก แซกและลินคอล์น มายอก้าได้ข้อสรุปออกมาว่า พวกเขาจะต้องมีอุปกรณ์ที่ออกแบบขึ้นมาเองหากต้องการบันทึกเสียงให้ได้คุณภาพเสียงจากการบันทึกแบบไม่ผ่านมาสเตอร์เทปออกมาดีที่สุด หลังจากทดลองมานาน พวกเขาเริ่มคุ้นเคยกับความเพี้ยนและความไม่สมบูรณ์แบบของเครื่องไม้เครื่องมือในการบันทึกเสียงที่เป็นแบรนด์อื่นๆ มาพอสมควร นั่นทำให้ห้องทำมาสเตอริ่งของสตูดิโอใหญ่ๆ มีความไม่สมบูรณ์แบบไปด้วย ลินคอล์นสรุปว่า พวกเขาน่าจะหากำไรได้จากการทำธุรกิจมาสเตอริ่งสตูดิโอที่รับงานจากโปรดิวเซอร์อิสระด้วยคุณภาพงานที่สูงกว่า และมีความยืดหยุ่นกว่าในการตัดแผ่นจากมาสเตอร์เทปของพวกเขา

ตอนแรก Sherwood Sax ไม่มั่นใจและลังเลกับความพยายามของพวกเขา แต่เมื่อมองไปถึงความเป็นไปได้ทางด้านธุรกิจที่ลินคอล์นเสนอขึ้นมา พวกเขาทั้งสามก็ตกลงร่วมมือกัน นั่นจึงเป็นที่มาของ “The Mastering Labซึ่งเป็นสตูดิโอสำหรับทำมาสเตอริ่งแห่งแรกที่เน้นคุณภาพเสียงเป็นพิเศษ ซึ่งได้รับการยอมรับมากที่สุดในประเทศ และด้วยเครืองไม้เครื่องมือที่ใช้ทำธุรกิจนี้ ทำให้พวกเขาสามารถทดลองและปรับปรุงการบันทึกเสียงแบบ direct-to-disc จนทำให้ได้คุณภาพเสียงออกมาในระดับที่ต้องการสำเร็จ

กลายเป็น มาตรฐานอ้างอิงของวงการเครื่องเสียง

ผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องเสียงเป็นผู้ค้นพบศักยภาพของ Sheffield Lab และได้นำผลงานการบันทึกเสียงของค่ายเพลง Sheffield Lab ออกไปเผยแพร่ต่อสาธารณะชน ด้วยการนำไปใช้เป็นเพลงสาธิตประสิทธิภาพของเครื่องเล่นแผ่นเสียง, หัวเข็ม, แอมปลิฟาย และลำโพง ในตอนเริ่มต้นนั้น แม่ของลินคอล์นคือ Nancy Mayorga รับจ็อบพิเศษคอยรับคำสั่งซื้อจากบ้านของเธอในเมืองซานตา บาร์บาร่า มลรัฐแคลิฟอเนียร์ พวกเขาได้ชื่อ Sheffield มาจากชื่อของทางออกถนนหลวงหมายเลข 101 คือ Sheffield Drive และตัดสินใจที่จะใช้ชื่อนั้นตั้งเป็นชื่อค่ายเพลง และยึดเอาค่าใช้จ่ายในการบันทึกเพลงคลาสสิกเป็นเกณฑ์กำหนดราคาในการรับงาน ตอนแรกที่พวกเขาเริ่มผลิตงานบันทึกเสียงแบบ direct-to-disc ระดับออดิโอไฟล์ พวกเขาตัดสินใจใช้ชื่อ Series งานบันทึกเสียงชุดแรกนี้ว่า Sheffield-Laboratory หลังจากนั้นอีกไม่นานก็มาเป็น Sheffield Lab ที่มีโลโก้เป็นดอกผักบุ้ง

เริ่มมีชื่อเสียง

แม้ว่าการบันทึกเสียงแบบ direct-to-disc ที่ใช้เวลา 15 ถึง 20 นาทีในการดึงสิ่งที่ดีที่สุดออกมาจากนักดนตรีที่มีความโดดเด่นจะเต็มไปด้วยความกดดันที่สูงยิ่ง เมื่อเทียบกับการบันทึกเสียงด้วยวิธีมัลติแทรคในสตูดิโอทั่วไปที่ไม่เคร่งเครียดเท่า แต่ก็มีศิลปินหลายคนที่พร้อมรับความท้าทายนั้น และเอาจริงเอาจังกับมัน ช่วงเวลาหลายปีหลังกำเนิด Sheffield Lab ได้มีทั้งซาวนด์เอนจิเนียร์และโปรดิวเซอร์งานเพลงชั้นดีหลายคนนำโปรเจ็กต์ป๊อปและแจ๊สมาผลิตที่ค่าย Sheffield Lab อาทิเช่น Bill Schnee, Larry Brown, Al Schmidt และ George Massenberg เหล่านี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ร่วมบันทึกเสียงด้วยเทคนิค direct-to-disc ที่เชฟฟิลด์ แล็ปคิดค้นขึ้นมา จนทำให้เกิดเป็น “The Sheffield Soundในขณะที่ Doug Sax ก็ไปดูแลการบันทึกเสียงเพลงคลาสสิกให้กับวง The Los Angeles Philharmonic, The Moscow Philharmonic และวงแชมเบอร์ขนาดเล็กอีกส่วนหนึ่ง

Sheffied Lab ก้าวสู่ยุคดิจิตัลอย่างสง่างามด้วยฟอร์แม็ต Compact Disc ซึ่งยังคงแสดงความโดดเด่นของเสียงที่ได้จากการบันทึกด้วยเทคนิคที่พวกเขาคิดค้นขึ้นออกมาให้ประจักษ์ได้อย่างชัดเจน เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า การบันทึกเสียงที่ยอดเยี่ยมเป็นอะไรที่สำคัญกว่าฟอร์แม็ตของสื่อที่ใช้เก็บงานเพลง

งานเพลงที่ทรงคุณค่าของค่าย Sheffield Lab

เนื่องจากค่ายเพลง Sheffield Lab กำเนิดขึ้นในยุคของแผ่นเสียง ดังนั้น ผลงานบันทึกเสียงที่มีคุณค่ามากของค่ายนี้จึงเป็นฟอร์แม็ตแผ่นเสียง โดยเฉพาะงานเพลงเวอร์ชั่นที่บันทึกด้วยเทคนิค “Direct-To-Disc Recordingsและเวอร์ชั่นที่กำกับว่า “Performed Live to Two-Trackซึ่งในปัจจุบันนี้ แผ่นเสียงเหล่านี้ไม่มีการผลิตใหม่ออกมาอีกแล้ว ที่พอหากันได้ก็มีแต่เฉพาะในตลาดแผ่นเสียงใช้แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะตกไปอยู่ในมือของนักสะสมแผ่นเสียง ส่วนที่มีปล่อยขายออกมาบ้างประปรายก็มีแต่แผ่นที่สภาพไม่สวยและมีราคาสูง

ส่วนเวอร์ชั่นที่ปั๊มออกมาเป็นแผ่น Compact Disc (CD) ทางค่าย Sheffield Lab ก็มีทำออกมาจำหน่ายเกือบครบทุกอัลบั้ม ซึ่งในปัจจุบันทางค่ายก็เลิกผลิตใหม่ออกมาแล้วเช่นกัน แผ่นใหม่เก่าเก็บก็ยังพอหาได้บางเบอร์ ซึ่งคุณสามารถสั่งซื้อได้จากเซ็บไซต์ของ Sheffield Lab เอง (https://bit.ly/30tb26U) ส่วนแผ่นใช้แล้วพอมีให้หาซื้ออยู่บ้างตามร้านขายแผ่นซีดีมือสองในบ้านเรา ราคาอยู่ในระดับปานกลาง มีเฉพาะบางเบอร์ที่ราคาค่อนข้างสูง

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างอัลบั้มที่ควรหามาฟังเพื่อศึกษาความโดดเด่นในการบันทึกเสียงของค่ายเพลงในยุคกลาง ที่ถือว่าเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกการบันทึกเสียงที่เน้นคุณภาพเสียงของโลก

อัลบั้ม : Lincoln Mayorga & Distinguished Colleagues Volume III
ศิลปิน : Lincoln Mayorga
ค่าย : Sheffield Lab

เป็นงานบันทึกเสียงด้วยเทคนิค Direct-To-Disc ซึ่งเป็นการบันทึกเสียงในขณะที่ศิลปินทั้งหมดกำลังบรรเลงสดๆ พร้อมกันในสตูดิโอ และต่อสัญญาณที่บันทึกได้จากไมโครโฟนตรงไปที่แท่นตัดแผ่นเดี๋ยวนั้นโดยไม่มีเทปมาสเตอร์เข้ามาขวางกั้น ผลลัพธ์คือความสดสมจริงอย่างเหลือเชื่อ ทุกเสียงมีพลังอัดฉีด ดีดตัวสลัดปลายเสียงได้เด็ดขาด ไม่นุ่มเนียนแบบเสียงที่มีคัลเลอร์ อีกทั้งเพลงในอัลบั้มนี้ก็เป็นดนตรีที่เรียบเรียงให้ฟังง่าย แนะนำให้นักเล่นฯ รุ่นใหม่ที่เข้ามาวงการไม่ทันยุคของ Sheffield Lab ไปค้นหางานเพลงเหล่านี้มาลองฟังเสริมประสบการณ์กัน (เวอร์ชั่นแผ่นเสียงใช้โค๊ด LAB-1 ส่วนเวอร์ชั่นซีดีใช้โค๊ด CD-1 ภาพหน้าปกเหมือนกัน)

อัลบั้ม : The Moscow Sessions
ศิลปิน : The Moscow Philharmonic Orchestra
ค่าย : Sheffield Lab

เป็นงานบันทึกเสียงที่ Sheffield Lab ยกพลบุกไปบันทึกกันถึงรัสเซีย.!

อัลบั้ม : The Sheffield Drum & Track Recorders
ศิลปิน : Jim Keltner & Ron Tutt / Robbie Buchanan, James Newton Howard, Lennie Castro, Nathan East, Mike Landau & Carlos Vega
ค่าย : Sheffield Lab

ด้วยเทคนิคการบันทึกเสียงที่เน้นคุณภาพความสมจริงของเสียงซึ่งกลายเป็นอัตลักษณ์ของค่ายที่ผู้คนในวงการขนานนามให้เป็น The Sheffield Sound! ในช่วงที่ค่ายได้รับความนิยมสูงสุด จึงเริ่มมีการนำเอาผลงานบันทึกเสียงของ Sheffield Lab ไปใช้ในการโชว์ประสิทธิภาพของอุปกรณ์เครื่องเสียงกันเป็นจำนวนมาก อัลบั้มชุดนี้ถูกจัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์นั้นโดยตรง

อัลบั้ม : The Music In Me
ศิลปิน : Thelma Houston & Pressure Cooker
ค่าย : Sheffield Lab

Bill Schnee เป็นซาวนด์เอนจิเนียร์ที่เข้ามารับหน้าที่ทั้งดูแลการบันทึกเสียงและโปรดิวซ์งานในสาขาที่ไม่ใช่คาสสิกให้กับค่าย Sheffield Lab จำนวนหลายอัลบั้ม ชุดนี้เป็นหนึ่งในผลงานเด่นของเขา เป็นแนวเพลง R&B ที่มีทั้งพลัง สปีด และความสดของเสียงเครื่องเป่าที่โดดเด่นอย่างมาก

อัลบั้ม : After Midnight
ศิลปิน : The McNeely-Levin-Skinner Band
ค่าย : Sheffield Lab

เป็นอัลบั้มแนวเพลงโฟล์ค/คันทรี่ที่ค่าย Sheffield Lab ทำออกมาในยุคหลังๆ

อัลบั้ม : Going Up in Hollywood Town
ศิลปิน : Lincoln Mayorga & Amanda McBroom
ค่าย : Sheffield Lab

เป็นงานเพลงที่ได้รับความนิยมสูงมากชุดหนึ่งของค่าย Sheffield Lab ดนตรีฟังง่ายสไตล์พ๊อพ

อัลบั้ม : James Newton Howard & Friends
ศิลปิน : James Newton Howard
ค่าย : Sheffield Lab

JNH เป็นศิลปิน/นักแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ที่มีผลงานร่วมกับค่ายเพลง Sheffield Lab ชุดนี้โดยทำเพลงออกมาในแนวร็อค ซึ่งเป็นอีกหนึ่งงานเพลงที่ได้รับความนิยมอย่างสูง

อัลบั้ม : Still Harry After All These Years
ศิลปิน : Harry James & His Big Band
ค่าย : Sheffield Lab

นี่คือผลงานเพลงแนวบิ๊กแบนด์ที่มีชื่อเสียงมากชุดหนึ่งของวงการ และเป็นงานบันทึกเสียงอีกชุดหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเก็บความสด และพลังของเสียงจากการบรรเลงมาได้ใกล้เคียงกับเสียงจริงในธรรมชาติมาก!

อัลบั้ม : Discovered Again
ศิลปิน : Dave Grusin
ค่าย : Sheffield Lab

งานเพลงแจ๊สของศิลปินชั้นนำของโลก Dave Grusin ที่มีโอกาสร่วมงานกับเชฟฟิลด์ แล็ป และเป็นหนึ่งในอัลบั้มชายดีของค่ายนี้เช่นกัน

อัลบั้ม : Let It Go
ศิลปิน : Clair Marlo
ค่าย : Sheffield Lab

นี่คือผลงานบุกเบิกชุดแรกๆ ของ Sheffield Lab ยุคใหม่ ซึ่งทำให้นักเล่นเครื่องเสียงยุคใหม่รู้จักกับค่ายเพลงไฮเอ็นด์แห่งนี้ ด้วยผลงานเพลงแนวพ๊อพสมัยใหม่ที่มีภาคดนตรีที่สดใส รวมถึงการบันทึกเสียงที่มีรายละเอียดที่พร่างพราย โดยเฉพาะเสียงแหลมที่ใสและแตกตัวเป็นเม็ด พื้นเสียงที่ใสสะอาด เข้ากับยุคดิจิตัลได้อย่างกลมกลืน อีกหนึ่งอัลบั้มยอดนิยมของค่ายนี้ /

********************

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า