รีวิว Cambridge Audio รุ่น SE1 Beryllium In-Ear Monitor หูฟังอินเอียร์ มอนิเตอร์ ไดเวอร์แบริเลี่ยม!

มาแล้วครับ.!! ใครที่ตามรอยผม อ่านรีวิว DAC/HP Amp พกพารุ่น i1 ของ Fiio (ราคา = 1,590 บาท) (รีวิว) กับรุ่น P-DAC ของ Audiolab (ราคาตัวละ = 3,900 บาท) (รีวิว) ไปแล้ว ถ้าคุณเอาไปใช้กับหูฟังแถมของสมาร์ทโฟน หรือหูฟังกิ๊กก๊อกโนเนมอยู่ วันนี้ผมเจอเนื้อคู่ของ DAC/HP Amp ทั้งสองตัวนั้นแล้ว เป็นหูฟังอินเอียร์ตัวเล็กๆ แต่คุณภาพเสียงใหญ่คับกระเป๋า.!!!

SE1 หูฟังอินเอียร์แบบมีสายตัวแรกของ Cambridge Audio

ถ้าคุณไม่รู้จักชื่อแบรนด์ Cambridge Audio แสดงว่าคุณไม่ใช่นักเล่นเครื่องเสียง เพราะถ้าคุณเป็นนักเล่นเครื่องเสียง ได้ยินชื่อแบรนด์นี้เป็นต้องร้องอ๋อ เพราะคนเล่นเครื่องเสียงรู้จักกันดีว่า Cambridge Audio คือแบรนด์ผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องเสียงของประเทศอังกฤษที่อยู่ในวงการมานานเกือบครึ่งทศวรรตแล้ว พวกเขาออกแบบอุปกรณ์เครื่องเสียงโดยเน้นคุณภาพเสียงแบบสุดติ่ง มีผลิตภัณฑ์ออกมาครบทุกรูปแบบ ตั้งแต่แหล่งต้นทาง แอมปลิฟาย ไปจนถึงลำโพง

แนวทางออกแบบผลิตภัณฑ์ของ Cambridge Audio ในปัจจุบันนอกจากจะมุ่งเน้นคุณภาพเสียงแล้ว พวกเขายังใส่ใจกับรูปแบบดีไซน์ที่ทันสมัย ไล่ตามเทรนด์ของโลกปัจจุบันอย่างกระชั้นชิด ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังเป็นแบรนด์หัวหอกในการนำเสนอผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงที่มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างพวก network streamer อีกด้วย และ SE1 ตัวนี้ก็เป็นผลิตภัณฑ์ประเภทหูฟังแบบอินเอียร์รุ่นแรกของแบรนด์นี้ ซึ่งเป็นรูปแบบของผลิตภัณฑ์ที่กำลังเป็นที่สนใจของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันเช่นกัน

หูฟังตัวไม่ใหญ่ แต่บรรจุมาในกล่องทรงกลมแบนขนาดใหญ่เกือบเท่ากับขนาดของแผ่นซีดี

ตัวหูฟังทั้งสองข้างกับแจ๊คขนาด mini 3.5mm แบบ 4 ขั้ว (pole TRRS) ถูกเชื่อมโยงติดกันแบบตายตัวมากับสายสัญญาณเส้นเล็กๆ เส้นผ่าศูนย์กลางแค่ 2 มิลลิเมตร เปลือกฉนวนสีเทา ตัวสายมีลักษณะอ่อนตัวแต่ไม่ย้วย มีดีดเด้งอยู่บ้าง ทั้งตัวหูฟัง แจ๊ค และสายทั้งหมดถูกพันและแพ็คผนึกแน่นมากับก้อนยางแข็งทรงกลมแบนที่หล่อขึ้นมาเพื่อใช้แพ็คหูฟังเส้นนี้โดยเฉพาะ

นอกจากก้อนยางทรงกลมแบนที่ใช้แพ็คตัวหูฟังแล้ว ภายในกล่องที่บรรจุมายังมีก้อนยางที่หล่อเป็นทรงวงแหวนอยู่อีกหนึ่งชิ้น ถูกออกแบบมาให้ใช้เป็นที่แพ็คเก็บจุกยางสำรอง ซึ่งมีให้มาทั้งหมด 6 คู่ แยกเป็นจุกโฟมนุ่ม (comply foam) และจุกซิลิโคนนุ่มสีดำ อย่างละ 3 คู่ 3 ขนาด คือ L, M และ S อย่างละคู่ ไม่รวมจุกยางซิลิโคนสีดำขนาด M อีกหนึ่งคู่ที่ติดมากับตัวหูฟังทั้งสองข้าง (สรุปรวมทั้งหมดให้จุกมา 7 คู่)

นอกจากจุกยางทั้ง 6 คู่ที่ติดอยู่บนก่้อนยางวงแหวนแล้ว ในกล่องยังมีซองหนังทรงกลมแบน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 8.5 .. ซุกมาให้อีกใบหนึ่ง เอาไว้ใส่ตัวหูฟังสำหรับพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ ซึ่งตัวซองมีขนาดเล็กพอหย่อนลงในกระเป๋าเสื้อได้

ในท่อแกนนำเสียงที่อยู่ใจกลางของตัวจุกโฟมนุ่มมีฟองน้ำพรุนบางๆ ปิดกันไว้ด้วย ไม่แน่ใจว่าจะไว้ป้องกันไม่ให้ขี้หูเข้าไปฝังในท่อรึเปล่า

ในขณะที่จุกยางซิลิโคนไม่มีฟองน้ำกั้น ท่อนำเสียงเปิดโล่งให้คลื่นเสียงพุ่งทะลุเข้ารูหูได้เต็มๆ แถมตัวท่อมีขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลาง 5 มิลลิเมตร ใหญ่กว่าท่อนำเสียงของตัวหูฟังแค่นิดเดียว

ซึ่งสังเกตว่า ท่อนำเสียงของหูฟังอินเอียร์รุ่นนี้มีขนาดใหญ่มาก วัดได้ 5 .. เมื่อเทียบกับขนาดบอดี้ของตัวหูฟังเองซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางแค่ 12 .. เท่านั้นเอง

ตัวบอดี้ทำมาจากอะลูมิเนียมเกรดเดียวกับที่ใช้ทำอากาศยาน ตัดและเกลาขึ้นรูปด้วย CNC ที่มีความละเอียดสูง เพื่อให้บอดี้ของหูฟังทุกตัวเหมือนกันทุกจุดจริงๆ ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเสียงของหูฟังแต่ละตัว เนื่องจากบอดี้ของหูฟังรุ่นนี้มีขนาดเล็ก ดังนั้น องค์ประกอบทุกจุดบนตัวบอดี้จึงส่งผลกระทบต่อเสียงอย่างมาก ถ้าเกิดขึ้น คุณจะฟังออกทันทีเพราะเสียงมันอยู่ใกล้หูของคุณมาก เรียกว่าเกิดจากไดเวอร์และตัวตู้ยิงตรงเข้าสู่หูทันที ด้วยเหตุผลนี้ ทางทีมออกแบบของ Cambridge Audio จึงให้ความสำคัญและใส่ใจรายละเอียดในการออกแบบทุกจุด ตัวนำของสายสัญญาณที่ใช้ก็เป็นทองแดงปลอดอ็อกซิเจนที่มีความบริสุทธิ์สูง บนตัวหูฟังพิมพ์ตัวอักษร R และ L ระบุกำหนดการใช้งานสำหรับแชนเนลซ้ายและขวาอยู่ที่ตัวบอดี้ (ศรชี้)

ตัวไดเวอร์ที่ใช้ในหูฟังอินเอียร์ตัวนี้เป็นแบบกรวยไดนามิก ขนาด 8 .. ไดอะแฟรมทำมาจาก แบริเลี่ยม (Beryllium) ที่ถูกรีดจนบางมาก ทำให้น้ำหนักเบา จึงสามารถขยับตัวได้เร็วแม้ขณะที่สัญญาณป้อนเข้ามาจะมีความแรงเพียงแค่เล็กน้อยก็ตาม และเมื่อต้องขยับตัวเพื่อผลักดันเสียงที่ดังและรุนแรงมากขึ้น มันก็ยังสามารถรักษารูปทรงเอาไว้ได้เป็นอย่างดี ไม่บิดเบี้ยว เพราะธรรมชาติของแบริเลี่ยมมีความแกร่งสูงกว่าอะลูมิเนียมซะอีก เสียงที่ได้จึงมีความแม่นยำและมั่นคง ทั้งกับสัญญาณ Low Level และ High Level ตอบสนองความถี่ได้ตั้งแต่ 19Hz ขึ้นไปจนถึง 20kHz อิมพีแดนซ์อยู่ที่ 22 โอห์ม ให้ความดังสูงสุดอยู่ที่ 102dB

ทดสอบ

ด้วยน้ำหนักที่เบาแค่เพียง 8.7 กรัม เท่านั้น หูฟัง SE1 ตัวนี้จึงเหมาะมากกับการพกพาไปใช้งานตามที่ต่างๆ นอกสถานที่ และด้วยความต้านทานที่ต่ำแค่เพียง 22 โอห์ม มันจึงไม่ต้องการกำลังขับจากแอมป์มากเพื่อจะให้เสียงที่ดังพอ เมื่อผมทดลองด้วยการเสียบหูฟังตัวนี้ตรงเข้ากับสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานแทนหูฟังที่แถมมากับตัวเครื่อง ผมก็พบว่า กำลังขับของสมาร์ทโฟนทั่วๆ ไปก็สามารถทำให้หูฟัง SE1 ตัวนี้ถ่ายทอดความดังออกมาได้มากจนเกินพอซะด้วยซ้ำไป ด้วยคุณภาพเสียงที่เหนือกว่าหูฟังแถมแบบไม่ต้องเทียบ คุณจึงสามารถใช้หูฟังตัวนี้ทำหน้าที่แทนสมอลทอล์คในการรับสายโทรศัพท์ก็ได้ เพราะมันมีปุ่มกดรับสายมาให้ด้วย

นอกจากรับสายโทรศัพท์แล้ว ไฮไล้ท์ของหูฟังตัวนี้คือฟังเพลงครับ.. แค่กำลังขับของสมาร์ทโฟนก็ทำให้หูฟังตัวนี้ส่งเสียงเพลงเพราะๆ ออกมาได้แล้ว แต่ถ้าต้องการคุณภาพเสียงที่ดีขึ้นอีกระดับ ผมแนะนำให้ใช้งานร่วมกับ DAC/HP Amp พกพาตัวเล็กๆ อย่างเช่น Fiio : i1 (สำหรับ iOS) หรือ Audiolab : P-DAC (สำหรับ Android)โดยใช้สมาร์ทโฟนเป็นตัวเล่นไฟล์เพลง ซึ่งจะได้คุณภาพเสียงออกมาดีกว่าใช้ภาค DAC และภาคแอมป์ในตัวสมาร์ทโฟนมากขึ้นไปอีกขั้น

ลองใช้คู่กับ DAC/HP Amp รุ่น i1 ของยี่ห้อ Fiio ตัวละพันกว่าบาท แต่เสียงออกมาดีมาก..!!!

ผมทดลองใช้หูฟังตัวนี้เสียบเข้ากับช่องหูฟังของโน๊ตบุ๊ค MacBook Pro เพื่อใช้งาน ฟังคลิปจาก YouTube ฟังเพลงที่เล่นจากโปรแกรมบนโน๊ตบุ๊ค ฯลฯ ปรากฏว่าเสียงออกมาดีมาก ขับไม่ยากเลย ใช้วอลลุ่มในตัว MacBook Pro ของผมเพียงแค่ประมาณ 50% เสียงก็ดังเพียงพอแล้ว

สำหรับคนที่ต้องการคุณภาพเสียงที่ดีขึ้นไปอีกขั้น คุณก็แค่ไปหาซื้อเครื่องเล่นไฟล์เพลงราคาไม่กี่พันบาทมาจับคู่กับหูฟังตัวนี้ก็ได้ อย่างในภาพตัวอย่าง ผมใช้เครื่องเล่นไฟล์เพลงของ Sony รุ่น NWZ-A15 ราคาหกพันกว่าบาท เสียงดีน่าพอใจ ลองขยับไปเล่นกับเครื่องเล่นไฟล์เพลงพกพาขนาดใหญ่ขึ้นคือรุ่น ZX100 เสียงก็ดีขึ้นไปอีก แสดงว่าหูฟังตัวนี้สามารถขยับคุณภาพไปตามอุปกรณ์ต้นทาง (source) ได้ไกลทีเดียว แสดงถึงสมรรถนะของไดเวอร์และตัวบอดี้ของมันที่ออกแบบไว้ดี

เสียงของ Cambridge Audio : SE1

ถึงแม้ว่าไดเวอร์ของ SE1 จะมีขนาดเล็กเพียงแค่ 8 .. แต่มันต้องการเวลาในการเบิร์นฯ นานเหมือนกัน ช่วงแรกๆ ที่ลองฟัง จะรู้สึกได้ถึงอาการอั้นๆ แกว่งๆ ไม่คงเส้นคงวา ต้องเล่นเพลงไฟเรื่อยๆ จนเลยชั่วโมงที่ 20 ไปแล้วจึงเริ่มเข้าที่เข้าทาง อาการแกว่งและสะบัดที่ปลายเสียงลดน้อยลง โฟกัสของเสียงกลางและทุ้มเริ่มเป็นที่เป็นทางมากขึ้น แต่ปลายเสียงแหลมยังมีอาการแตกซ่านอยู่

หลังชั่วโมงที่ 50 ไปแล้ว จะเห็นพัฒนาการไปในทางที่ดีมากขึ้น เสียงแหลมเป็นมิตรกับหูมากขึ้น ลดความจ้าและปลายเสียงซิบๆ ลงไปเยอะ ในขณะเดียวกัน เสียงทุ้มก็มีความกระชับเก็บตัวดีขึ้น หัวเบสรวบตัวมากขึ้น ให้ความรู้สึกของน้ำหนักเสียงที่ดี ซึ่งผมรู้สึกตั้งแต่ชั่วโมงแรกๆ แล้วว่า หูฟังตัวนี้มันให้เสียงทุ้มที่มีทั้งน้ำหนักและปริมาณที่เกินตัวมาก ช่วงแรกๆ จะรู้สึกว่าเบสมันเยอะไป มีแต่ปริมาณแต่อับทึบไร้รายละเอียด แต่เมื่อพ้นชั่วโมงที่ 50 ไปแล้ว เสียงทุ้มของหูฟังตัวนี้ก็เริ่มแสดงความโดดเด่นออกมาให้เห็น มันเป็นเสียงทั้มที่มีรายละเอียดน่าทึ่งทีเดียว ซึ่งบอกตามตรงว่าผมไม่อยากเชื่อว่าจะได้ยินเสียงทุ้มระดับนี้จะหูฟังอินเอียร์ที่มีขนาดเล้กจิ๋วแบบนี้.!

และเมื่อผมลองเปลี่ยนไปใช้เครื่องเล่นไฟล์เพลงที่มีคุณภาพสูงๆ อย่าง ZX100 เล่นไฟล์ DSF64 กับหูฟังตัวนี้ มันให้เสียงที่น่าตื่นตะลึงมาก เสียงทั้งหมดออกมา เต็มตัวเสียงแผ่กระจายออกมาเต็มไปหมด แต่ไม่มั่ว มีการจัดตำแหน่งที่ชัดเจน แม้ว่าจะไม่ถึงกับแยกแยะได้หมดจดมากเหมือนหูฟังแบบฟูลไซร้ที่มีขนาดใหญ่ แต่ซาวนด์สเตจที่ SE1 ตัวนี้ถ่ายทอดออกมาก็ไม่ขี้เหร่เลย กับเพลงที่เชื่อถือได้ในคุณภาพการบันทึกและมิกซ์เสียง หูฟังตัวเล็กจ้อยตัวนี้ก็สามารถแจกแจงสรรพเสียงในเพลงเหล่านั้นออกมาให้ได้ยินได้อย่างที่มันควรจะเป็น

เมื่อใช้งานต่อเนื่องเรื่อยไปจนถึงชั่วโมงที่ 70 ทีนี้จะรู้สึกถึงความ เปิดโล่งของเสียงมากขึ้น รับรู้ได้ว่าเสียงทุ้มมันถอยลงไปด้านลึกมากขึ้น และปลายเสียงแหลมก็ทอดขยายยาวยืดออกไปมากขึ้น และเมื่อปลายของสเปคตรัมทั้งด้านล่าง (เบส) และด้านบน (แหลม) ยืดขยายออกไปมากขึ้น มันก็ทำให้ความถี่ในย่านกลางลอยเด่นขึ้นมามากขึ้น เสียงร้องและเสียงเครื่องดนตรีที่อยู่ในย่านกลาง อย่างเช่นแซ็กโซโฟน, กีต้าร์, ออร์แกน ฯลฯ มีลักษณะที่เปิดกระจ่างออกมามากขึ้น มีการขยับเคลื่อนที่เป็นอิสระมากขึ้น ถึงเวลานี้ เสียงทั้งหมดจะให้ความเป็นดนตรีออกมาให้สัมผัสมากขึ้นจนรู้สึกได้ สภาพวะการรับฟังเริ่มหลุดออกไปจากการฟังเพื่อนจับรายละเอียด แต่กลายเป็นปล่อยใจฟังไปตามอารมณ์ของเพลงมากขึ้น สิ่งกีดขวางที่เคยมีอันเนื่องจากความกระด้าง ความอับทึบ และควาเจิดจ้าเกินควรของเสียงมันจางหายไปจนเกือบหมด หลังชั่วโมงที่ 70 ไปแล้วทุกอย่างฟังดีขึ้นมาก แม้จะย้อนกลับมาจับคู่กับ DAC/HP Amp ตัวเล็กๆ อย่าง Fiio : i1 หรือ Audiolab : P-DAC เสียงที่ได้ก็น่าพอใจกว่าช่วงแรกๆ มาก

สรุป

ผมยอมรับว่ารู้สึกทึ่งมาก.! เมื่อ SE1 ผ่านการเบิร์นฯ มาจนลงตัว เสียงของมันเป็นอะไรที่น่าทึ่งจริงๆ ความเปิดโล่งและความสามารถในการสวิงไดนามิกที่กว้างขวางของมันเป็นอะไรที่เหลือเชื่อมากเมื่อเทียบกับขนาดไดเวอร์และตัวบอดี้ที่เล็กจิ๋วของมัน แม้ในขณะที่เปิดดัง ผมก็ไม่พบว่าไดนามิกมันจะหดแคบลง และไม่มีอาการเสียงจ้าแจ๋นเหมือนหูฟังอินเอียร์ราคาถูกๆ เลย มันยังคงรักษาความสามารถในการแยกแยะรายละเอียดที่ดีเยี่ยมกับความเปิดกว้างของเวทีเสียงเอาไว้ได้ในทุกระดับความดังอีกด้วย ยอดเยี่ยมมาก

ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่า สิ่งที่ได้ยินทั้งหมดนี้จะมาจากหูฟังที่มีไดเวอร์แค่ 8 .. ตัวนี้ !!! /

**************************
ราคา : 2,990 บาท / ชุด
**************************
หาซื้อได้ที่ :
Powerbuy Online และ
Powerbuy ที่อยู่ในห้างทุกสาขา

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า