รีวิวเครื่องเสียง : NAD รุ่น C 388 ไฮบริด ดิจิตัล DAC แอมปลิฟาย รองรับ Bluetooth aptX มีช่อง Pre-out กับ Subwoofer out

ทุกวันนี้ ปัจจัยทางด้าน ความสะดวกกับ คุณภาพเสียงได้เดินทางมาถึงจุดลงตัวใหม่แล้ว เหตุผลที่ผมใช้คำว่า จุดลงตัวใหม่ก็เพราะว่า ในอดีตนั้น ได้มีความพยายามที่จะผนวกเอาคุณสมบัติทั้งสองข้อข้างต้นคือ ความสะดวกกับ คุณภาพเสียงเข้าด้วยกันมานานแล้ว แต่ทว่า ด้วยเทคโนโลยีที่ยังไม่ถึงระดับที่จะผนวกรวมคุณสมบัติทั้งสองข้อนั้นเข้าไปอยู่ในอุปกรณ์เครื่องเสียงชิ้นใดแล้วทำให้ผู้ใช้งานระดับที่เป็นนักเล่นเครื่องเสียงไฮเอ็นด์บังเกิดความพึงพอใจได้อย่างเต็มที่ นั่นจึงทำให้ภาพลักษณ์ของอุปกรณ์เครื่องเสียงที่พยายามจับเอา ความสะดวกเข้าไปผนวกด้วย มักจะถูกมองไม่ดีจากนักเล่นเครื่องเสียง เพราะที่ผ่านมาในอดีตนั้น ความสะดวกที่ได้มามักจะถูกแลกด้วยคุณภาพเสียงเสมอ

“Network Streaming”
นี่คือความสะดวกที่มาพร้อม
คุณภาพเสียง

นับจนถึงวินาทีนี้ ผมกล้าพูดได้เต็มปากแล้วว่า นักเล่นเครื่องเสียงทั้งระดับลายครามขึ้นมาจนถึงระดับมือใหม่ถอดด้าม แทบจะไม่มีใครให้ความรังเกียจเดียดฉันท์กับการสตรีมไฟล์เพลงผ่านเน็ทเวิร์คอีกแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น กลับกลายเป็นความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุนั้นปรากฏชัด เพราะไม่แค่ความสะดวกในการใช้งานเท่านั้น แต่การสตรีมไฟล์เพลงผ่านเน็ทเวิร์คในปัจจุบัน ยังให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่าการเล่นเพลงจากแผ่นซีดีอย่างชัดเจนอีกด้วย.!

NAD C 388 ตัวเลือกอันดันต้นๆ
สำหรับความยืดหยุ่นที่ครอบคลุมทุกความต้องการ

รีวิวของผมชิ้นนี้เกิดขึ้นเพราะโจทย์ที่เพื่อนๆ นักเล่นฯ ในเพจของผมร้องขอเข้ามา มีอยู่ส่วนหนึ่งที่เริ่มต้นจากอยากลองเล่นสตรีมมิ่ง ร้องขอเข้ามาให้ช่วยแนะนำตัวสตรีมมิ่งให้ เอาไปใช้กับซิสเต็มเดิม หลังจากคุยกันไปคุยกันมา ปรากฏว่า ลำโพงกับแอมป์เดิมที่ใช้อยู่ไม่แม็ทชิ่งกัน ซึ่งเป็นปัญหาคลาสสิกที่มักจะพบเห็นอยู่เสมอๆ นั่นคือแอมป์ เล็กกว่าลำโพง ไม่ได้หมายถึงขนาดตัวเครื่อง แต่หมายถึงกำลังขับของแอมป์ที่น้อยกว่าความต้องการของลำโพง ทำให้ลำโพงทำงานไม่เต็มสมรรถนะ ซึ่งไม่ว่าคุณจะอัพเกรดต้นทาง (source) ขึ้นไปแค่ไหนก็ตาม ปัญหา mismatch ระหว่างแอมป์กับลำโพงก็จะตามไปบั่นทอนประสิทธิภาพการทำงานของลำโพงตลอด

ไหนๆ ก็คิดจะอัพเกรดยกระดับส่วนของต้นทางสัญญาณหรือ source มาเล่นไฟล์ไฮเรซฯ แล้ว ถือโอกาสโอเว่อร์ฮอลแอมป์กับลำโพงไปด้วยเลยจะดีกว่ามั้ย.?

ตัวเลขแค่ไหนกำลังดี.?

มีถามกันอยู่เรื่อยๆ ว่า ตัวเลขกำลังขับแค่ไหนถึงจะดี.? ตอบได้เลยว่า จะดูเฉพาะตัวเลขกำลังขับของแอมป์อย่างเดียวคงบอกไม่ได้ว่าเท่าไหร่ถึงจะดี ต้องดูความต้องการของลำโพงด้วย ว่ากันเป็นคู่ๆ ไป ซึ่งโจทย์ควรจะเริ่มต้นที่ลำโพงมาก่อน โดยดูที่ตัวเลขสเปคฯ หัวข้อ “Power Recommendationที่มากับลำโพงเป็นตัวตั้ง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นตัวเลข minimum กับ maximum อย่างเช่น 20 – 100W อะไรแบบนี้ ตามสูตรของผม แอมป์ที่เหมาะสมกับลำโพงใดๆ ก็ตาม ควรจะต้องมีกำลังขับไม่ต่ำกว่า 75% x กำลังขับ maximum ที่ลำโพงคู่นั้นแนะนำไว้ และสามารถใช้แอมป์ที่มีกำลังมากกว่า 75% ขึ้นไปได้จนถึง 2 เท่าของ maximum ที่ลำโพงแนะนำไว้ก็จะยิ่งเพอร์เฟคมากยิ่งขึ้น.. ถ้างบประมาณของคุณไปถึง!

คำนวนจากตัวอย่างข้างต้นนั้น ก็จะได้ตัวเลขกำลังขับของแอมป์ที่จะขับลำโพงคู่นั้นออกมาได้เต็มที่ ควรจะ เริ่มต้นตั้งแต่ 75W ขึ้นไปจนถึง 200W ซึ่งการคำนวนต้องอ้างอิงกับอิมพีแดนซ์ค่าเดียวกันด้วยนะ คือถ้าสเปคฯ ของลำโพงอ้างอิงที่ 8 โอห์ม กำลังขับที่แอมป์ระบุไว้ก็ต้องอ้างอิงที่ 8 โอห์มด้วย

ถ้ากำลังขับน้อยเกินไป เสียงจะออกมาไม่ดี เพราะโหลดของลำโพงมันเกินความสามารถในการควบคุมของแอมป์ ถ้าเร่งวอลลุ่มที่แอมป์มากเกินไป อาจจะเกิดอันตรายกับลำโพงได้อีกด้วย ส่วนกำลังขับที่ มากกว่าตัวเลข maximum ที่ลำโพงแนะนำไว้ไม่มีอันตราย เพราะในการใช้งานจริงเรามีวอลลุ่มทำหน้าที่เหมือนวาล์วที่คอยควบคุมกำลังขับที่ไหลไปที่ลำโพงอยู่แล้ว ซึ่งกำลังขับที่ มากพอของแอมป์จะสามารถควบคุมลำโพงได้เต็มที่ ทำให้เกิดผลดีต่อเสียง ส่วนกำลังที่มีเกินพอจะกลายเป็นกำลังสำรองสำหรับตอบสนองให้กับลำโพงในขณะที่สัญญาณเสียงมีลักษณะกระโชกดังขึ้นอย่างรวดเร็ว

NAD C 388 กับตัวเลข 150W ต่อข้าง

ลำโพงที่นิยมใช้กันอยู่ในซิสเต็มระดับกลางๆ ส่วนใหญ่จะมีราคาตั้งแต่คู่ละ 20,000 บาทขึ้นไปจนถึง 70,000 หรือ 80,000 บาท ซึ่งเกินครึ่งของลำโพงเหล่านี้ทั้งแบบวางหิ้งและแบบตั้งพื้น มักจะต้องการกำลังขับสูงสุดจากแอมป์ไม่เกิน 150W ต่อแชนเนล โดยมากจะอยู่ที่ระดับ 100 – 120W ต่อแชนเนล มีไม่เยอะที่ต้องการ maximum มากถึง 150W ต่อข้าง ดังนั้น กำลังขับสูงสุดที่ C 388 มีอยู่ในตัวจึงมากพอที่จะครอบคลุมความต้องการของลำโพงขนาดกลางส่วนใหญ่ที่มีใช้กันอยู่ในขณะนี้ได้หมด

ดีไซน์เรียบง่าย แต่ทรงประสิทธิภาพ!

หน้าตาของ C 388 ยังคงรักษาความเรียบง่ายตามบรรทัดฐานเดิมของ NAD เอาไว้อย่างเหนียวแน่น โครงตัวถังหลักทำด้วยโลหะสีดำ รูปทรงสี่เหลี่ยมแบนที่มีความสูง 4 นิ้วกว่าๆ ในขณะที่มีความกว้างเท่ากับ 17 นิ้วครึ่ง เท่าเครื่องมาตรฐาน ส่วนความลึกอยู่ที่ 15 นิ้วนิดๆ วงจรภายในติดตั้งบนแผ่นฐานโลหะโดยมีแผ่นโลหะอีกแผ่น รูปตัวยูครอบทับด้านบน ยึดกับส่วนฐานด้วยน็อต ด้านบนของตัวเครื่องมีเจาะรูระบายอากาศไว้ด้วย ส่วนแผงหน้าประกบด้วยแผ่นโลหะหนาประมาณ 1.5 .. อะโนไดซ์สีดำกลมกลืนกับตัวถังส่วนอื่น ด้านข้างตรงขอบของหน้าปัดปิดทับด้วยแท่งโลหะที่ปัดขอบให้โค้งมน จับนุ่มมือดูนุ่มตา

ถึงภายนอกจะดูเรียบง่าย แต่ภายในนั้นหนาแน่นไปด้วยอุปกรณ์นานับประการแน่นขนัด โดยเฉพาะทรานฟอร์เมอร์ขนาดใหญ่ ทำให้น้ำหนักของ C 388 พุ่งขึ้นไปถึง 13.6 กิโลกรัม เกินกว่าที่คะเนด้วยสายตาไปเยอะทีเดียว


องค์ประกอบโดยรวม

A : ปุ่มกด On เพื่อเปิดใช้ และ Standby เพื่อพักการใช้งานของตัวเครื่อง

ที่ด้านบนของปุ่มจะมีไฟ LED ดวงเล็กๆ อยู่หนึ่งดวง ถ้าอยู่ในสถานะ “Standbyไฟดวงนี้จะเป็นสีเหลืองส้ม หลังจากกดปุ่มให้เครื่องอยู่ในสถานะ “Onไฟดวงนี้จะเปลี่ยนเป็นสีฟ้า (การทำงานของปุ่มนี้จะขึ้นอยู่กับสวิทช์ On/Off ที่ด้านหลังตัวเครื่องด้วย)

B : ปุ่มนำทางสำหรับการปรับตั้งเมนู และใช้สำหรับกดตกลง (enter)

ปุ่มนี้มีลักษณะเป็นสองชั้นซ้อนกันอยู่ ปุ่มแป้นทรงกลมตรงกลางใช้กดเพื่อตกลงเลือก ในขณะที่วงแหวนรอบๆ จะกดได้ 4 ด้านคือซ้ายขวา, บนล่าง ใช้สำหรับนำทางในการปรับตั้งหัวข้อย่อยๆ ที่เป็นอ๊อปชั่นในเมนู

C : ช่องเอ๊าต์พุตสำหรับขยายเสียงให้กับหูฟังสเตริโอที่ใช้แจ๊คมาตรฐานขนาด 6.3mm

เมื่อเสียบแจ๊คหูฟังเข้าที่ช่องนี้ สัญญาณเอ๊าต์พุตที่ขั้วต่อสายลำโพงด้านหลังจะถูกตัดลงไป สัญญาณเสียงจะมาออกที่ช่องหูฟังทันที ส่วนการปรับวอลลุ่ม, บาลานซ์ และปรับทุ้ม/แหลมจะส่งผลกับเสียงของช่องหูฟังเหมือนกับที่ใช้กับเอ๊าต์พุตด้านหลัง

D : จอแสดงผล

ใช้แสดงค่าขณะใช้งาน และแสดงรายละเอียดของหัวข้อเมนูต่างๆ ขณะทำการปรับตั้งค่า แม้ในขณะควบคุมการทำงานด้วยรีโมทไร้สาย บนจอนี้ก็จะแสดงผลไปตามลักษณะการปรับตั้งบนรีโมทด้วย (เซ็นเซอร์ที่รองรับคำสั่งจากรีโมทติดตั้งอยู่ในจอนี้)

E : ปุ่มกดเลือกแหล่งต้นทางสัญญาณ

ใช้กดเพื่อเลือกแหล่ง source ที่ตรงกับอินพุตด้านหลังเครื่อง

F : ปุ่มวอลลุ่ม

ใช้ปรับเพิ่ม (วนตามเข็ม) หรือลด (หมุนทวนเข็ม) ความดังของเสียง ทั้งสำหรับเอ๊าต์พุตด้านหลังและสำหรับหูฟัง เนื่องจากระบบวอลลุ่มของ C 388 ควบคุมด้วยโปรเซสเซอร์ ซึ่งจะมีค่าปรับตั้งอัตโนมัติมาจากโรงงานไว้ที่ -20dB ด้วยเหตุผลเพื่อความปลอดภัย ไม่ว่าก่อนปิดเครื่องคุณจะใช้ระดับวอลลุ่มที่ สูงกว่า” -20dB ขึ้นไปเท่าไรก็ตาม หลังจากนั้นเมื่อคุณเปิดเครื่องขึ้นมา ระดับวอลลุ่มจะไปเริ่มต้นอยู่ที่ -20dB เสมอ ยกเว้นในกรณีที่ก่อนปิดเครื่อง คุณใช้ระดับความดัง “ต่ำกว่า-20dB อยู่แล้ว หลังจากนั้น เมื่อกดปุ่มเปิดเครื่องขึ้นมา ระดับวอลลุ่มที่ขึ้นมาให้ใช้จะเป็นระดับเดียวกับความดังที่คุณใช้ก่อนปิดเครื่อง

A : ช่องอัพเกรดด้วยการ์ดโมดูล

C 388 ออกแบบด้วยพื้นฐาน MDC (Modular Design Construction) ซึ่งรองรับการอัพเกรดด้วยการ์ดได้ถึง 2 โมดูล จากทั้งหมด 4 โมดูลที่มีให้เลือก นั่นคือ DD HDM-1, DD USB 2.0, MDC HDM-2 และ MDC BluOS คุณจะอัพเกรดหรือไม่ก็ได้ หรือจะอัพแค่โมดูลเดียวก็ได้ นี่คือความยืดหยุ่นอันดับที่สองของ C 388 รองจากกำลังขับ

B : มีไว้สำหรับการซ่อมเท่านั้น

ไม่มีฟังท์ชั่นใช้งานสำหรับผู้ใช้ที่ช่องนี้

C : เสารับสัญญาณ Bluetooth

คุณสามารถปรับตั้ง Bluetooth ของ C 388 ให้ทำงานได้ 2 โหมด คือโหมด “Bluetooth Sink” = กรณีนี้ Bluetooth ที่ตัว C 388 จะทำหน้าที่เป็น ตัวรับสัญญาณเพลงที่เล่นจากอุปกรณ์ภายนอกแล้วส่งออกมาทาง Bluetooth ซึ่งสามารถรองรับได้ถึง 44.1kHz/16bit เพราะชิป Bluetooth ในตัว C 388 รองรับ aptX ด้วย กับอีกลักษณะคือตั้งให้ Bluetooth ของ C 388 ทำงานในโหมด “Bluetooth Source” = ในกรณีนี้ Bluetooth ที่ตัว C 388 จะทำหน้าที่เป็น ตัวส่งสัญญาณเพลงไปให้อุปกรณ์ตัวอื่นผ่านทางคลื่นบลูทูธได้อีกด้วย อาทิเช่น หูฟังที่รองรับสัญญาณผ่านบลูทูธ เป็นต้น

D : จุดเชื่อมต่อกราวนด์

เมื่อใช้เครื่องเล่นแผ่นเสียงกับ C 388 คุณอาจจะต้องทำการเชื่อมต่อกราวนด์ของเครื่องเล่นแผ่นเสียงนั้นเข้ากับตัว C 388 ผ่านทางจุดเชื่อมต่อนี้ ซึ่งจะให้ได้ผลจริง ปลั๊กไฟเอซีที่เชื่อมต่อระหว่าง C 388 กับปลั๊กผนังที่บ้านของคุณต้องมีระบบกราวนด์ที่ต่อลงดินไว้ด้วย

E : ช่องต่อ RS 232

เป็นจุดเชื่อมต่อ C 388 เข้ากับระบบควบคุมสั่งงานจากภายนอก อาทิ AMX หรือ Crestron ซึ่ง C 388 ถูกออกแบบมาให้รองรับการทำงานร่วมกับทั้งสองระบบนั้่นผ่านทางขั้วต่อนี้

F : ขั้วต่อสายลำโพง

C 388 ให้ขั้วต่อสายลำโพงมา 2 ชุด แยกเป็นชุด SPEAKER A และชุด SPEAKER B คุณสามารถเชื่อมต่อสายลำโพงสองชุดเข้ากับขั้วต่อสายลำโพงที่ให้ขั้วต่อมาแบบ Bi-wired ได้

G : สวิทช์เพาเวอร์

เป็นสวิทช์เมนสำหรับปล่อยไฟเอซีเข้าเครื่อง เมื่อกดไปที่ตำแหน่ง “Onเครื่องจะเข้าสู่โหมดสแตนด์บาย แต่ยังไม่พร้อมทำงาน คุณต้องกดปุ่มเปิดเครื่องด้านหน้าด้วย ให้ไฟ LED ดวงเล็กๆ เปลี่ยนเป็นสีฟ้าจึงพร้อมทำงาน ในการใช้งานปกติ คุณสามารถกดปุ่ม POWER ปุ่มนี้ค้างไว้ได้ตลอดเวลา นอกจากจะไม่ได้ใช้งานติดต่อกันนานๆ

H : ช่องดิจิตัล อินพุต Optical และ Coaxial

คุณสามารถเชื่อมต่อสัญญาณดิจิตัล PCM จากเครื่องเล่นแผ่นซีดี, ดีวีดี หรือบลูเรย์ เข้าที่ช่องอินพุตเหล่านี้ได้

I : ช่องอะนาลอก อินพุต Phono และ Line in

C 388 มีภาคขยายสัญญาณสำหรับหัวเข็ม MM ในตัว เชื่อมต่อสัญญาณจากหัวเข็มของเครื่องเล่นแผ่นเสียงของคุณเข้าที่ช่องอินพุตนี้ รวมถึงสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์จากเครื่องเล่นอื่นๆ ด้วย

J : ช่อง Pre-Out หรือ Subwoofer Out

คุณสามารถใช้ภาคปรีฯ ของ C 388 ไปขับเพาเวอร์แอมป์ภายนอกได้ หรือจะปรับใช้ช่องเอ๊าต์พุตนี้ทำหน้าที่เป็นช่อง Subwoofer Out เพื่อป้อนสัญญาณ Low-Pass ให้กับลำโพงแอ๊คทีฟซับวูฟเฟอร์ก็ได้ ซึ่งสัญญาณที่ส่งออกไปทางช่องเอ๊าต์พุตนี้จะใช้วอลลุ่มบนตัว C 388 ในการควบคุมความดัง

K : ช่องสัญญาณ IR Repeater

เชื่อมต่อสัญญาณสื่อสารระหว่างเครื่อง NAD ตัวอื่นๆ สำหรับการใช้งานในโหมดมัลติรูม

L : ช่อง +12V trigger switch in/out

ไว้สำหรับเชื่อมต่อควบคุมการเปิด/ปิดของอุปกรณ์อื่นตามหลัง C 388 หรือรับคำสั่งจากอุปกรณ์อื่นให้เปิด/ปิดตามหลังอุปกรณ์นั้นๆ

M : ขั้วต่อปลั๊กไฟเอซี 3 ขาแบบแยกกราวนด์

สามารถเปลี่ยนสายไฟเพื่ออัพเกรดคุณภาพเสียงได้

N : ที่ใส่ฟิวส์


ทดสอบ

จริงๆ แล้ว ตัว C 388 ที่ผมได้รับมาทดสอบนี้ ทางตัวแทนคือ . Conice ได้ติดตั้งการ์ดโมดูล BluOS มาให้ด้วย แต่ในรีวิวนี้ผมจะเน้นทดสอบการใช้งานภาคอินพุต+เอ๊าต์พุตที่ติดตั้งมาเป็นมาตรฐานของ C 388 เป็นหลัก แต่ก็ได้ลองใช้งาน BluOS เป็นหนึ่ง source ร่วมไปกับอินพุต Line Inputs, Digital Inputs และ Phono Input ด้วย แต่ผมจะไม่แยกพูดถึงการใช้งานการ์ด BluOS ออกมาต่างหาก

A : ขั้วต่อเสาอากาศรับสัญญาณ Bluetooth
B : ช่องต่อสาย LAN
C : ช่องเสียบ USB-HDD หรือแฟรชไดร้ USB ที่เก็บไฟล์เพลง

ผมทดสอบช่อง Digital Inputs ของ C 388 โดยเล่นไฟล์เพลงผ่าน network streamer ของ Cambridge Audio รุ่น CXN v2 แล้วส่งสัญญาณดิจิตัล เอ๊าต์ออกไปทางช่อง Coaxial Out ไปเข้าที่ช่อง Coaxial In ของ C 388 ปรากฏว่า ผมสามารถเล่นไฟล์ได้สูงถึง 24bit/192kHz กับอินพุต Coaxial ของ C 388 และเสียงที่ออกมาก็ดีมากด้วย แม้ว่าคุณภาพเสียงที่ได้ออกมาจะแปรผันไปตามความละเอียดของไฟล์เพลง กับสายดิจิตัลที่ใช้ แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นพื้นฐานของเสียงที่ดีที่ปรากฏออกมาให้ได้ยินอยู่ตลอดนั่นคือ gain ของสัญญาณที่แรงมากพอ ทำให้เนื้อเสียงมีความเข้มข้นที่ระดับวอลลุ่มที่ฟังปกติ แสดงว่า ช่องอินพุต Coaxial ของ C 388 ปรับจูนอิมพีแดนซ์มาดี แม็ทชิ่งกับเอ๊าต์พุตของเครื่องเล่นอื่นๆ ได้หลากหลาย เพราะมีอยู่ช่วงหนึ่งของการทดสอบ ผมได้ลองใช้เครื่องเล่นแผ่นบลูเรย์ของ Sony รุ่น UBP-X700 เล่นแผ่นซีดีและดีวีดี ส่งสัญญาณดิจิตัลออกทางช่อง Coaxial ไปที่ C 388 เสียงที่ออกมาก็มีความเข้มข้นอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเช่นกัน

ทดสอบช่องอินพุต Digital Coaxial (ซ้าย สายสัญญาณเส้นสีแดง) กับช่องอินพุต analog (ขวา สายสัญญาณ Atlas รุ่น Equator MK II)

ขั้วต่อสายลำโพงแยกเป็น 2 ชุด

ผมใช้เครื่องเล่นแผ่นเสียงของ Sony รุ่น PS-HX500 ทดลองเล่นแผ่นเสียงแล้วป้อนอินพุตเข้าที่ช่อง PHONO ของ C 388 เสียงที่ออกมาอยู่ในเกณฑ์ดีพอสมควร อาจจะฟังแล้วรู้สึกแปร่งๆ หูนิดๆ สำหรับคนที่คุ้นเคยกับเสียงของเครื่องเล่นแผ่นเสียงมากๆ เพราะมันเป็นลักษณะเสียงที่มีความ “เป๊ะ” ของจังหวะและสปีดซึ่งคนที่ใช้เครื่องเล่นแผ่นเสียงราคาไม่สูงมากอาจจะไม่คุ้น บางคนอาจจะบอกว่าเป็นเสียงที่มีลักษณะ ขัดเกลามากเกินไป ซึ่งน่าจะเป็นภาค A-to-D Converter กับภาค clock ในตัว C 388 ที่จัดการชดเชยความผิดเพี้ยนทางด้านสปีดของสัญญาณที่รับมาจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงให้มีความแม่นยำของสปีดมากขึ้นนั่นเอง

ในการทดสอบครั้งนี้ ผมทดลองจับคู่ C 388 กับลำโพงหลายคู่หลายระดับราคา เพื่อตรวจสอบความแม็ทชิ่งระหว่างกำลังขับของ C 388 กับโหลดของลำโพงเหล่านั้นว่าจะขับลำโพงคู่ไหนออกมาได้เต็มที่บ้าง โดยเริ่มจากลำโพงที่มีราคาไม่เกินสองหมื่นบาท หรือในช่วง 10,000 – 20,000 บาทต่อคู่ นั่นคือ Polk Audio รุ่น Signature S20

จับคู่ C 388 กับลำโพง Polk Audio รุ่น Signature S20

ทดลองฟังเสียงจากวิดีโอคลิปตัวอย่าง | เพลงของ Zhao Peng

ลำโพงรุ่น Signature S20 ของ Polk Audio คู่นี้ราคาไม่ถึงสองหมื่นบาทต่อคู่ แต่สเปคฯ ความถี่ตอบสนองนั้นไปถึงระดับไฮเรซฯ คือ 39 – 40kHz (8 โอห์ม) แนะนำกำลังขับของแอมป์ไว้ระหว่าง 20 – 125W เท่านั้นเอง ซึ่งผลการรับฟังก็ออกมาตามสเปคฯ คือกำลังขับที่ระดับ 150W ของ C 388 ควบคุม Polk Audio S20 ได้สบายๆ เสียงเปิดกระจ่างตามสไตล์ของลำโพง ชิ้นดนตรีแผ่กระจายออกไปรอบด้าน โทนเสียงออกมาสมดุลพอสมควร ปริมาณของกลางแหลมจะออกมาเน้นมากกว่าทุ้มนิดหน่อย ซึ่งเป็นบุคลิกของ S20 คู่นี้ที่มีกลไกควบคุมการกระจายคลื่นเสียงของท่อระบายเบสเอาไว้ เมื่อเซ็ตอัพจนลงตัวแล้วทำให้ได้เสียงเบสที่สะอาด มีเสียงเบสที่สะท้อนจากห้องเข้ามาผสมน้อยมาก แต่บางคนอาจจะรู้สึกว่าปริมาณของเสียงเบสออกมาน้อยกว่ากลางแหลม ซึ่งไม่เป็นปัญหาสำหรับ C 388 เพราะมันมีช่อง Subwoofer output ที่สามารถดึงไปเข้าที่ลำโพงซับวูฟเฟอร์ได้ ผมได้ทดลองเพิ่มซับวูฟเฟอร์ขนาด 10 นิ้วรุ่น HT-S10 ซึ่งเป็นลำโพงซับวูฟเฟอร์อนุกรมเดียวกับตัว S20 คือ Signature Series จึงสามารถปรับจูนจุดตัดความถี่, ความดัง และเฟส พร้อมทั้งเลื่อนขยับหาตำแหน่งจนได้เสียงที่กลมกลืนกันได้ และที่ตัว C 388 มีฟังท์ชั่น 2 ตัวคือ “Pre Out/Subwoofer Out” กับฟังท์ชั่น “Filters” ไว้ให้คุณทำการปรับเลือกสัญญาณเอ๊าต์พุตของช่อง Pre-Out ให้เหมาะสมกับลำโพงซับวูฟเฟอร์ที่คุณมาใช้ได้ด้วย ซึ่งเสียงที่ได้ในช่วงหลังของการทดสอบที่ผมเพิ่มลำโพงซับวูฟเฟอร์เข้าไปมันก็ออกมาน่าพอใจมาก เพราะเมื่อได้เสียงซับวูฟเฟอร์เข้ามาเสริม มันทำให้เวทีเสียงเปิดกว้างออกไปมากขึ้น ปริมาณของเสียงทุ้มเพิ่มมากขึ้นจนไม่รู้สึกว่าน้อยกว่ากลางแหลมแล้ว แม้ว่าโฟกัสของเสียงกลางแหลมจะมีอาการเบลอลงไปนิดหน่อย แต่แลกกับความ เต็มของบรรยากาศและเวทีเสียงที่โอ่โถงมากขึ้นก็ถือว่าคุ้ม ซึ่งทำให้เห็นถึงความละเอียดของทีมออกแบบของ C 388 ด้วยที่มองทะลุลงไปถึงลักษณะการใช้งานจริงได้ขาดมาก และได้จัดเตรียมฟังท์ชั่นที่จะช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมาให้พร้อมสรรพ ประเด็นนี้ต้องยกนิ้วให้ครับ.!

จับคู่ C 388 กับลำโพง Wharfedale รุ่น Denton 85th Anniversary

ทดลองฟังเสียงจากวิดีโอคลิปตัวอย่าง | เพลงของ Youn Sun Nah

ราคาของลำโพง Wharfedale รุ่นดังคู่นี้อยู่ในช่วง 20,000 – 30,000 บาท (ความถี่ตอบสนอง 45Hz – 20kHz / อิมพีแดนซ์ 4 โอห์ม) กำหนดกำลังขับที่แนะนำไว้อยู่ในช่วง 20 – 120W สูสีกับ Polk Audio S20 แต่ให้ขั้วต่อสายลำโพงมาเป็นแบบไบไวร์ฯ แยกสองชุด ซึ่งขั้วต่อสายลำโพงที่ตัว C 388 ก็มีมาให้ 2 ชุดเหมือนกัน โดยแยกเป็น Speaker A กับ Speaker B กรณีที่ลำโพงมีขั้วต่อสายลำโพงแยกสองชุดแบบ Wharfedale ตัวนี้ C 388 เปิดโอกาสให้คุณเลือกใช้วิธีเชื่อมต่อกับลำโพงได้ 2 แบบขึ้นอยู่กับลักษณะของ สายลำโพงที่คุณใช้ ถ้าคุณใช้สายลำโพงแบบซิงเกิ้ลไวร์ที่มีแจ๊ค +/- แค่ชุดเดียว คุณก็เสียบเข้าที่ช่อง Speaker A หรือ Speaker B ของ C 388 ก็ได้ แล้วเข้าไปในเมนูปรับตั้ง “Onที่หัวข้อ Speaker A หรือ Speaker B ให้ตรงกับขั้วต่อที่คุณเชื่อมต่อสายลำโพงเอาไว้ หรือถ้าคุณต้องการใช้สายซิงเกิ้ลไวร์ 2 ชุดในการเชื่อมต่อเพื่อคุณภาพเสียงที่ดีที่สุด ก็สามารถทำได้ โดยเชื่อมต่อสายลำโพงเข้าที่ Speaker A กับ Speaker B ตำแหน่งละชุด แล้วเข้าไปทำการปรับตั้งเมนูที่หัวข้อ Speaker A และ Speaker B ให้เป็น “Onทั้งสองชุด

จับคู่ C 388 กับลำโพง Audiovector รุ่น QR 1

ทดลองฟังเสียงจากวิดีโอคลิปตัวอย่าง | เพลง ผีเสื้อจากอัลบั้ม “The Taste of Music”

คู่ที่สามที่ผมทดลองจับคู่กับ C 388 เป็นลำโพงที่มีราคาระหว่าง 30,000 – 40,000 บาทต่อคู่ (ตอบสนองความถี่ 45Hz – 45kHz / อิมพีแดนซ์ 4-8 โอห์ม) ซึ่งได้ผลลัพธ์ออกมาดีมาก นั่นคือจับกับลำโพงวางหิ้งของ Audiovector รุ่น QR 1 ซึ่งตัวเลขกำลังขับที่รองรับได้สูงสุดระบุไว้ในสเปคฯ อยู่ที่ 150W ที่ 4-8 โอห์ม ตรงกับกำลังขับสูงสุดที่ C 388 มีอยู่ในตัวพอดี คู่นี้ให้เสียงที่เปิด โปร่ง เวทีเสียงทั้งแผ่กว้างและถอยลึกลงไปด้านหลังระนาบลำโพงอย่างเป็นอิสระ ไดนามิกสวิงเต็ม หัวเสียงอิมแพ็คมีน้ำหนักย้ำเน้นที่ชัดเจน จังหวะดนตรีนิ่งอย่างมีเสถียรภาพทั้งเพลงช้าและเพลงเร็ว ไม่ปรากฏว่ามีอาการเฉื่อยหรือเร่งจนเกินไป รายละเอียดจะแจ้งทั้งทุ้ม, กลาง และแหลม เนื้อเสียงเนียนละเอียด รู้สึกได้ว่า กำลังขับของแอมป์มันควบคุมการทำงานของไดอะแฟรมได้อยู่หมัดทุกขณะจิต เสียงทุกเสียงในเพลงหลุดกระจายออกไปลอยอยู่ในอากาศอย่างเป็นอิสระ ขยับเคลื่อนตัวได้อย่างปลอดโปร่ง ฟังเพลงช้าก็ได้อารมณ์ เพลงเร็วก็ได้ความสนุก

จับคู่ C 388 กับลำโพง Totem Acoustics รุ่น The One

ทดลองฟังเสียงจากวิดีโอคลิปตัวอย่าง | เพลง หนาวจากอัลบั้มชุด เพลงอภิรมย์ ๒

จริงๆ แล้ว ถ้าประเมินที่ระดับราคาของลำโพง ซึ่ง Totem Acoustics คู่นี้ (ความถี่ตอบสนอง 50Hz – 20kHz / อิมพีแดนซ์ 4 โอห์ม) สนนราคาอยู่ที่หนึ่งแสนสองหมื่นกว่าบาท สูงกว่าราคาของ C 388 เกินสองเท่าตัว! ซึ่งสถานะการณ์แบบนี้ โดยปกติแล้ว แอมป์ที่มีราคาต่ำกว่าลำโพงมากๆ มักจะไม่สามารถ ขูดรีดคุณภาพเสียงออกมาจากลำโพงได้หมด บางทีนั้น เอาแค่ให้ได้เสียงที่พอฟังได้ก็ยากแล้ว ผมตั้งใจยกลำโพงคู่นี้มาเพื่อวัดสมรรถนะของ C 388 โดยเฉพาะ ต้องการดูว่ามันจะสามารถ ควบคุมพยศของลำโพงแคนาดาคู่นี้ได้หรือไม่.?

หลังจากทดลองฟังเพลงผ่าน C 388 + The One ไปหลายเพลงทั้งช้าเร็ว ทั้งเพลงไฮเอ็นด์และเพลงตลาดทั่วไป ผมต้องยอมรับว่าทึ่งครับ.. C 388 มันสามารถควบคุม The One ให้ร้องเพลงเพราะๆ ออกมาให้ฟังได้ และยังสามารถปั๊มเสียงที่มีพลังหนักๆ แน่นๆ ออกมาจาก The One ได้ด้วยเมื่อผมลองฟังด้วยเพลงหนักๆ ซึ่งใครที่เคยเป็นเจ้าของและใช้ชีวิตอยู่กับลำโพง Totem Acoustics มาแล้วคงจะรู้ว่า ถ้าแอมป์ไม่ถึงจริงๆ ก็ยากที่จะสามารถ ปั๊มเสียงทุ้มที่หนักและแน่นออกมาจากลำโพงคู่นี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเราพยายามขืนใจด้วยการเร่งวอลลุ่มของแอมป์ให้มากขึ้น แทนที่จะได้เบสออกมาจากลำโพงคู่นี้ กลับกลายเป็นเสียงแหลมที่เจี๊ยวจ๊าวออกมาแทน แต่ที่ผมได้ยินจาก C 388 + The One คู่นี้มันไม่มีอาการเจี๊ยวจ๊าวออกมาให้ได้ยินเลย เนื้อเสียงเนียนละเอียด ไม่มีเกรนหยาบให้ได้ยิน นอกซะจากว่าเพลงนั้นจะบันทึกมาด้อยคุณภาพ เพื่อให้หายข้องใจ ผมลองเปลี่ยนมาใช้อินติเกรตแอมป์ Cambridge Audio รุ่น EDGE A ขับ Totem Acoustics : The One แล้วฟังเทียบกับขับด้วย C 388 โดยใช้ source กับสายสัญญาณและสายลำโพงชุดเดียวกัน ซึ่งผลปรากฏว่า เสียงของ EDGE A + The One ดีกว่า C 388 + The One อยู่พอสมควร สังเกตได้จากความหนา แน่น และอิ่มของมวลเสียง กับความอบอวลของบรรยากาศรายรอบที่ทำให้รู้สึกว่า ซาวนด์สเตจที่ได้จาก EDGE A + The One มันแผ่ขยาย energy ออกมาได้กว้างขวางกว่า น้ำหนักกระแทกของหัวเสียงหรืออิมแพ็คที่นักดนตรีกระทำกับเครื่องดนตรีที่ได้ยินจาก EDGE A + The One ก็ออกมาเข้มข้นกว่า

ทว่า เมื่อกลับไปฟังคู่ C 388 + The One ด้วยเพลงเดียวกัน ผมก็กล้าพูดว่า คู่ของ C 388 + The One ไม่ได้ด้อยกว่า EDGE A + The One เกิน 20% แน่นอนว่า เปอร์เซ็นต์ความแตกต่างแบบนี้มันเป็นตัวเลขที่ประเมินจากความรู้สึก ซึ่งคนที่มีโอกาสเลือก มีทุนทรัพย์มากพอ มักจะยอมทุ่มเงินที่มากกว่า 20% ลงไปเพื่อแลกกับ 20% ของคุณภาพเสียงที่ว่านั้น แต่ถ้าไม่ได้ฟังเปรียบเทียบ A/B แบบที่ผมทำตอนนี้ ใช้แค่ความพึงพอใจในเสียงเพลงที่ฟัง (music appreciation) มาตัดสิน ผมก็พอใจเสียงของ C 388 + The One มากแล้ว เพราะผมพบว่า C 388 สามารถทำให้ The One โชว์ความโดดเด่นทางด้านไดนามิก กับสปีดในการตอบสนองต่อสัญญาณทรานเชี้ยนต์ออกมาได้ฉับพลันโดยไม่มีอาการแกว่ง และเมื่อทรานเชี้ยนต์สปีดไม่ตก โฟกัสของตำแหน่งที่แม่นยำก็ตามมา นอกจากนั้น C 388 + The One ยังให้ความเป็นดนตรีที่น่าพอใจมากกับเพลงทุกประเภทที่ผมทดลองฟัง ซึ่งอาจพูดได้ว่า เพราะลำโพงดี เสียงจึงออกมาดี แต่เมื่อพิจารณาจากเสียงเพลงที่ได้ยิน ก็ต้องยกเครดิตส่วนหนึ่งให้กับ C 388 ด้วย เหตุผลก็เพราะว่าลำโพงเป็นพาสซีฟ ความดีของมันจะแสดงออกมาให้ได้ยินก็ต่อเมื่อได้จับคู่กับแอมป์ที่มีสมรรถนะเทียบชั้นกันได้เท่านั้น

สรุป

จริงๆ แล้วตัวเลข 150W ต่อข้าง แทบจะไม่ได้บอกอะไรกับเรามากนัก ถ้าคุณมีประสบการณ์ในการทดสอบอุปกรณ์ประเภทแอมปลิฟายมาหลายๆ ตัว คุณจะค้นพบความจริงอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือ ตัวเลขกำลังขับที่ระบุไว้ในสเปคฯ คู่มือนั้น มันมาจากมาตรฐานการวัดค่าที่แตกต่างกัน และเชื่อเถอะว่า ต่อให้ใช้มาตรฐานเดียวกันในการวัดค่า มันก็จะให้ประสบการณ์ที่ต่างกันอยู่ดีตอนคุณเอามาใช้งานจริงในซิสเต็ม

วิธีตรวจวัดประสิทธิภาพของแอมปลิฟายที่ ถูกต้องสมควรจะต้องอยู่ในสถานะ dynamic คือตอนที่มันกำลังขับลำโพงอยู่จริงๆ โดยมีเสียงเพลงเป็นอินพุต ไม่ใช่แค่ป้อนสัญญาณไฟฟ้าแล้วดูที่สโคปฯ สำหรับผมแล้ว ผมจะดูที่ผลลัพธ์ในการฟังเพลง โดยใช้ music appreciation เป็นตัววัด ให้ความสำคัญกับสปีดและจังหวะดนตรีมากหน่อย แอมป์ที่ดีไม่จำเป็นต้องตอบสนองได้เร็วติดจรวด เพียงแค่ไม่ทำให้เกิดปัญหา lag หรือหน่วงจนจังหวะดนตรีถูกดึงให้ช้าลง แอมป์ที่ตอบสนองสปีดของดนตรีได้แม่นยำ จะสามารถจ่ายกำลังได้ดี เพราะมันจะสอดคล้องกับจังหวะเคาะของเพลงไปตลอด มีเวลาตระเตรียมกำลังสำรอง ซึ่งผมไม่แน่ใจว่า C 388 ตัวนี้จะมีวงจรตรวจจับอะไรแบบนั้นหรือเปล่า.? เพราะสังเกตได้ว่า ตอนเปลี่ยนลำโพงใหม่ๆ 5-10 นาทีแรกๆ เสียงมันจะยังไม่ค่อยดี เหมือนมีอะไรยังไม่ลงตัว ต้องเล่นเพลงต่อเนื่องไปสักครึ่งชั่วโมงไปแล้ว อาการเหลื่อมๆ หลวมๆ จะหายไป หลังจากนั้น การเน้นย้ำของจังหวะดนตรีก็จะดีขึ้นมาก

ถ้าคุณเล่นลำโพงระดับกลางๆ ที่มีคุณภาพสูงๆ ราคาไม่เกิน 100,000 บาท ผมแนะนำให้ลองใช้ C 388 ตัวนี้ขับดู ผมเชื่อว่ามันขับไหว เพราะตลอดการทดสอบนานร่วมเดือนที่ผ่านมา กับลำโพงหลากหลายคู่ C 388 ตัวนี้มันทำให้ผมรู้สึกประหลาดใจกับสมรรถนะของมันมาแล้วหลายครั้ง มันเป็นอินติเกรตแอมป์ที่มี ความนิ่งมาก พฤติกรรมของมันไม่ต่างจากแอมป์ตัวบิ๊กๆ ในระดับไฮเอ็นด์ฯ เลย /

*************************
ราคา: 50,100บาท / ตัว
(
โมดูล MDC BluOS 2 ราคา: 19,600 บาท)
*************************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
.โคไน้ซ์ อีเล็คโทรนิค จำกัด
โทร. 02-276-9644
*************************

ซื้อได้ที่  |  ลิ้งค์

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า