รีวิว Dan D’Agostino รุ่น Progression Integrated Amplifier

เป็นเรื่องถกกันมานานแล้วว่า ระหว่าง “Performanceหรือ ประสิทธิภาพกับ “appearanceหรือ รูปร่างหน้าตาอันไหนสำคัญมากกว่ากันสำหรับอุปกรณ์เครื่องเสียง จะว่าไปแล้ว เรื่องนี้แทบจะไม่จำเป็นต้องถกกันเลย เพราะเชื่อว่า ถ้าไม่มีเรื่องข้อจำกัดทางด้านงบประมาณเข้ามาเกี่ยวข้อง ทุกคนก็คงเลือกเครื่องที่มีคุณสมบัติ ถึงพร้อมทั้งสองแง่ คือสมรรถนะต้องสูง ส่วนทางด้านรูปร่างหน้าตาก็ต้องสวยด้วย

รูปร่างหน้าตาของ Progression Integrated Amplifier

อย่างไรก็ตาม เรื่องของความสวยมันเป็นเรื่องของรสนิยมของคนมอง ดีไซน์บางรูปแบบอาจจะดูสวยสำหรับบางคน ในขณะที่อีกคนอาจจะไม่ชอบ เป็นเรื่องปกติ ทว่า ถ้าจะพูดถึงวงการเครื่องเสียงแล้ว ความรู้สึกที่มีต่อรูปร่างหน้าตาของเครื่องเสียงมันจะมีส่วนของภาพลักษณ์ในอดีตของแบรนด์เข้ามาให้น้ำหนักอยู่ด้วย คือต่อให้ดีไซน์รูปร่างหน้าตาออกมาดูเชยๆ แต่ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังทะลุฟ้าในอดีตระดับตำนานของวงการ ก็อาจจะส่งอิทธิพลทำให้บางคนที่รู้จักพื้นเพของแบรนด์นั้นมองแล้วรู้สึกสวยขึ้นมาได้เหมือนกัน

แม้ว่าชื่อ Dan D’Agostino อาจจะยังใหม่สำหรับบางคนที่ไม่ได้ร่วมอยู่ในวงการมาตั้งแต่ยุคของ Krell แต่ด้วยรูปลักษณ์หน้าตาของผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาได้โดดเด่น เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ที่ได้เห็นก็คงยอมรับในความสวยสง่าของมัน และถ้าได้มีโอกาสล่วงรู้ว่า เบื้องหลังของเจ้าของแบรนด์ซึ่งควบตำแหน่งหัวหน้าทีมออกแบบด้วยนั้น เขาคือคนคนเดียวกับเจ้าของและคนออกแบบแอมปลิฟายระดับตำนานของวงการไฮเอ็นด์ที่ชื่อว่า Krell นั่นคงทำให้คุณหันกลับมามองแอมป์ตัวนี้ด้วยสายตากับความรู้สึกที่เปลี่ยนไปอย่างแน่นอน คือถ้ารู้สึกชอบดีไซน์อยู่แล้ว แบ็คกราวนด์ที่รู้เพิ่มเติมนั้นจะยิ่งตอกย้ำความชอบให้กลายเป็นความขลังมากขึ้น หรือถ้ายังไม่โดนกับดีไซน์แบบนี้ตั้งแต่แรก เมื่อได้ทราบที่มาที่ไปของแอมป์ตัวนี้แล้ว เมื่อหันกลับไปมองมันอีกครั้ง แบ็คกราวนด์นั้นอาจจะกระตุ้นความรู้สึกสนใจของคุณที่มีต่อผลิตภัณฑ์ตัวนี้ให้เพิ่มมากขึ้น เปลี่ยนจากไม่โดนมาเป็นโดนก็เป็นได้

ตัวบนนั้นคือเพาเวอร์แอมป์ Krell รุ่น KSA-300s ที่ออกมาเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ส่วนตัวล่างคือเพาเวอร์แอมป์รุ่น FPB-600 ออกมาหลังตัวบน เป็นช่วงหลังๆ ของ Krell ที่ Dan D’Agostino ยังเป็นเจ้าของแบรนด์ ปัจจุบันชื่อแบรนด์ Krell ได้ตกไปเป็นกรรมสิทธิ์ของคนอื่นไปแล้ว

เปรียบเทียบรูปร่างหน้าตาของเพาเวอร์แอมป์รุ่น Relentless ซึ่งเป็นรุ่นท็อปภายใต้ชื่อแบรนด์ใหม่ Dan D’Agostino ในปัจจุบัน ซึ่งบางคนบอกว่าสวยกว่าสมัยก่อนเยอะ ในขณะที่บางคนชอบแบบเก่ามากกว่า บอกว่าบึกบึนจริงจังกว่า ในขณะที่ดีไซน์ภายใต้ชื่อแบรนด์ใหม่ดูหวานแหววไปหน่อย ก็แล้วแต่รสนิยม

Progressionอินติเกรตแอมป์ตัวใหม่ล่าสุดของ Dan D’Agostino’s

ผลิตภัณฑ์ของ Dan D’Agostino นับถึงวันนี้มีอยู่ทั้งหมด 3 ซีรี่ย์ เริ่มจากใหญ่สุดคือ “Relentlessรองลงมาคือ “Momentumและ “Progressionเป็นซีรี่ย์เล็กสุด ซึ่งในซีรี่ย์ Progression นี้มีผลิตภัณฑ์อยู่ 4 ตัว เป็นเพาเวอร์แอมป์โมโนบล็อกกับเพาเวอร์แอมป์สเตริโออย่างละรุ่น, ปรีแอมป์หนึ่งรุ่น และอีกตัวเป็นอินติเกรตแอมป์ ซึ่งก็คือผลิตภัณฑ์ตัวที่ผมกำลังจะพูดถึงนี่เอง

รูปร่างหน้าตาภายนอก

บอดี้ของ Progression ประกอบขึ้นมาจากโลหะอะลูมิเนียมหล่อและกลึงด้วย CNC จึงดูสลักเสลาเกลี้ยงเกลาแม้จะแอบแฝงความบึกบึนเอาไว้แต่ก็ดูไม่เทอะทะ เนื่องจากมีการลบเหลี่ยมปาดมุมจึงออกมาดูมนต่อสายตา ไม่แข็ง ทุกด้านที่เปิดเผยอยู่ภายนอกถูกปัดเสี้ยนจนเกลี้ยงเกลาแล้วอะโนไดร้ซ์ด้วยสีดำ และสีเงิน เมื่อใช้ฝ่ามือลูบไล้ลงไปทุกส่วนสัดบนตัวถังคุณจะพบแต่ความเนียนมือ

ในเว็บไซต์แจ้งไว้ว่ามี 2 สี คือ สีดำ (black) กับ สีเงิน (silver) ตัวที่ผมได้รับมาทดสอบเป็นสีเงิน (ไม่แน่ใจว่าทางตัวแทนนำเข้ามาทั้งสองสีหรือเปล่า.? แม้ว่า Progression ตัวนี้จะเป็นอินติเกรตแอมป์ในซีรี่ย์เล็กสุด แต่ตัวจริงมันไม่ได้เล็กจิ๋ว รูปทรงของตัวถังเครื่องจะออกไปทางแบนแต่แผ่กว้าง ความสูงของตัวถังวัดได้ 18.8 .. ในขณะที่หน้ากว้างของตัวเครื่องใหญ่กว่า race มาตรฐานนิดหน่อยคือ 43.8 .. (race มาตรฐานจะอยู่ที่ 42.5 ..) ความลึกของตัวถังอยู่ที่ 51.1 .. ถ้าจะวางในชั้นวางมาตรฐานทั่วไปอาจจะแน่น และไม่แนะนำเพราะขณะทำงานตัวเครื่องจะมีความร้อนสูง แนะนำให้วางบนชั้นวางแบบเดี่ยว แยกออกมาจากชั้นวางเครื่องตัวอื่นๆ เพื่อให้มีรการระบายความร้อนที่ดีซึ่งส่งผลกับการทำงานของวงจรขยายภายในตัวเครื่อง

A = กลุ่มของปุ่มกดเพื่อเลือกอินพุต
B = ปุ่มกด Standby/On เพื่อเปิดทำงาน และสแตนด์บาย
C = ปุ่มกดเพื่อสั่ง muse และเพื่อเลือก digital input / network กรณีที่ติดตั้งบอร์ด digital input
D = ปุ่มวอลลุ่ม
E = มิเตอร์ VU แสดงระดับเอ๊าต์พุต

บนแผงหน้าปัดของ Progression ดูเรียบแต่หรู เพราะมีกลไกที่ใช้ควบคุมการทำงานของตัวเครื่องเท่าที่จำเป็น

พื้นที่บนหน้าปัดถูกแบ่งครึ่งด้วยปุ่มวอลลุ่มขนาดใหญ่ที่ดีไซน์หรูเลิศเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ทำด้วยอะลูมิเนียมขัดเงา ตีขอบด้วยเส้นโลหะสีพิ้งค์โกลด์ ติดตั้งไว้ตรงกลางของหน้าปัด

ด้านซ้ายมือของวอลลุ่มเป็นที่ติดตั้งปุ่มกดเล็กๆ จำนวน 8 ปุ่ม แยกเป็น 2 แถวบนล่าง ด้านบน 6 ปุ่ม ด้านล่าง 2 ปุ่ม ทั้ง 6 ปุ่มที่อยู่ด้านบนนั้น แต่ละปุ่มจะแทนอินพุตแต่ละอินพุตให้เลือก โดยเริ่มจาก Server, AUX, Theater, Radio, Phono และ DAC เมื่อกดเลือกลงไปที่อินพุตใด ที่ปุ่มกดตรงอินพุตนั้นจะมีแสงสว่างขึ้นมาแสดงให้รู้ว่ากำลังใช้งานอินพุตนั้น ซึ่งทางผู้ผลิตให้สีไว้เป็น 3 สีคือ แดง, ฟ้า และเขียว แยกเป็นสองชุด คือ Server กับ Radio เป็นสีแดง, AUX กับ Phono เป็นสีฟ้า และ Theater กับ DAC เป็นสีเขียว ส่วนอีกสองปุ่มด้านล่างคือปุ่ม Standby เอาไว้กดเริ่มใช้งานกับกดซ้ำเพื่อปิดการทำงานแต่ไฟยังเข้ามาที่ตัวเครื่อง เนื่องจากอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ไม่มีเมนสวิทช์ หลังจากเสียบปลั๊กไฟของสายเอซีเข้าที่เต้ารับที่แผงด้านหลังของตัวเครื่อง ไฟฟ้าจะถูกส่งเข้าสู่ตัวเครื่อง หลังจากนั้นอีกประมาณ 2-3 วินาที ไฟเลี้ยงจะเข้าสู่ระบบทั้งหมด จะมีเสียงดังคลิ๊กเบาๆ ในตัวเครื่องแสดงสภาวะพร้อมทำงาน ส่วนปุ่มถัดมาทำหน้าที่ 2 หน้าที่ ในกรณีที่มีการติดตั้งบอร์ด Digital Input (เป็นอ๊อปชั่นที่ต้องซื้อเพิ่มถ้าต้องการ) ปุ่มนี้จะแสดงอินพุตดิจิตัลในกรณีที่มีการเลือกใช้อินพุตจากบอร์ดดิจิตัลอินพุตที่ติดตั้งเพิ่มเข้ามา โดยแยกการแสดงผลออกเป็น 2 กรณีคือถ้าเลือกอินพุต Network บนบอร์ด ไฟ LED ดวงเล็กๆ ที่อยู่ด้านข้างไฟ Mute จะสว่างขึ้น แต่ถ้าเลือกอินพุตดิจิตัลอื่นๆ ที่ไม่ใช่ Network ไฟ LED อีกดวงจะสว่างขึ้น ในกรณีที่ไม่ได้ติดตั้งบอร์ดอ๊อปชั่น ปุ่มนี้จะทำหน้าที่ปิดเอ๊าต์พุตของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้แบบชั่วคราว (mute) ซึ่งตอนกดเพื่อใช้งานฟังท์ชั่น mute ไฟที่อยู่ตรงอินพุตแถวบนที่กำลังฟังอยู่จะเปลี่ยนเป็นกระพริบ และเมื่อกดปุ่ม mute ซ้ำ เป็นการยกเลิกฟังท์ชั่นปิดเสียงชั่วคราว อินพุตที่เลือกไว้จะกลับมาทำงานอีกครั้ง ไฟที่อินพุตจะหยุดกระพริบ กลับมาสว่างค้างเหมือนเดิม

ด้านขวามือของปุ่มวอลลุ่มเป็นที่ตั้งของ VU มิเตอร์แบบมัลติฟังท์ชั่น จำนวน 2 ตัว ซึ่งจะทำหน้าที่แสดงค่าเฉลี่ยของสัญญาณเสียงขณะที่เพลงกำลังเล่น ซึ่งตัวมิเตอร์จะแสดงค่าเป็นจำนวนเปอร์เซ็นต์ที่เริ่มจาก 0, 25, 50, 75 และ 100 และเข็มของมิเตอร์จะถูกใช้แสดงตำแหน่งของการปรับ Balanced ความดังของแชนเนลซ้ายกับแชนเนลขวาผ่านรีโมทไร้สายที่แถมมา

สำหรับคนที่ไม่ชอบแสงสีเขียวๆ บนจอมิเตอร์ คุณสามารถปิดแสงนี้ได้ด้วยการตั้งให้เครื่องทำงานในโหมดที่เรียกว่า “Dark Mode” (ขณะที่เครื่องอยู่ในสภาวะ standby กดปุ่ม standby ค้างไว้อึดใจหนึ่ง)

อินพุต & เอ๊าต์พุต

F = กลุ่มของขั้วต่ออินพุต/เอ๊าต์พุตทั้ง 7 ชุด (RCA x2, XLR x5)
G = ติดตั้งเสารับ/ส่งคลื่น Bluetooth สำหรับรีโมทไร้สาย
H = เอ๊าต์พุตสำหรับลำโพงข้างขวา
I = เต้ารับปลั๊กไฟเอซีมาตรฐาน IEC แบบสามขาแยกกราวนด์
J = ช่อง RS232 สำหรับรับ/ส่งสัญญาณรีโมทที่ควบคุมจากภายนอก
K = ช่องเอ๊าต์พุตไฟ 12V สำหรับระบบสวิทช์อัตโนมัติ
L = จุดติดตั้งบอร์ดอ๊อปชั่น Digital Input
M = เอ๊าต์พุตสำหรับลำโพงข้างซ้าย
N = ช่องเสียบแจ๊คหูฟังขนาด 6.3 ..

เพราะคุณ Dan D’Agostino แกออกแบบทางเดินของวงจรภายในของ Progression เป็น balanced ทั้งหมด ตั้งแต่ต้นทางอินพุตไปจนถึงเอ๊าต์พุต นั่นคือเหตุผลที่แกให้ขั้วต่ออินพุตบาลานซ์ผ่านขั้วต่อ XLR มามากถึง 4 ชุด (F) เหมือนจงใจจะบังคับให้ใช้อินพุตบาลานซ์เป็นหลัก แต่ก็ยังปราณีมีช่องอินพุตแบบอันบาลานซ์ (single end) มาให้สองช่อง ช่องแรกเป็นอินพุต Phono สำหรับรองรับสัญญาณจากหัวเข็ม แต่บอร์ดโฟโนปรีแอมป์นั้นต้องซื้อเพิ่ม (เป็นอ๊อปชั่น) ส่วนอีกช่องเป็นอินพุต AUX ที่รองรับสัญญาณระดับ Line Level ของอุปกรณ์เครื่องเล่นทั่วไป ซึ่งอินพุต Theater นั้นพิเศษหน่อย คือมีไว้ให้ต่อเชื่อมกับสัญญาณจากปรีโปรเซสเซอร์ ซึ่งอินพุตนี้จะบายพาสวอลลุ่มของ Progression กรณีที่ต้องการนำอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ไปใช้ร่วมกับชุดโฮมเธียเตอร์ ส่วนภาคปรีแอมป์เอ๊าต์พุตก็มีมาให้ในกรณีที่ต้องการเชื่อมต่อกับเพาเวอร์แอมป์จากภายนอก

เสารับคลื่น Bluetooth (G) ที่ให้มานั้นไม่ใช่สำหรับการเล่นไฟล์เพลงผ่านบลูทูธนะ แต่ให้มาเพื่อเชื่อมต่อกับรีโมทไร้สายที่แถมามาให้ ซึ่งทางผู้ออกแบบอ้างว่ามันให้ประสิทธิผลในการใช้งานดีกว่ารีโมทไร้สายที่ใช้คลื่นอินฟราเรดแบบทั่วไป มีช่องที่เจาะไว้สำหรับติดตั้งบอร์ด digital input (L) ซึ่งเป็นอ๊อปชั่นสำหรับคนที่ต้องการทำให้อินติเกรตแอมป์ Progression ตัวนี้แปลงสภาพเป็นซิสเต็ม all-in-one นั่นเอง (ตัวที่ผมได้รับมาทดสอบไม่ได้ติดตั้งบอร์ดนี้มา) สุดท้ายคือเอ๊าต์พุตสำหรับขับหูฟัง (N) ซึ่งรองรับแจ๊คสเตริโอขนาด 6.3 .. ซึ่งสัญญาณเสียงที่ปล่อยออกมาทางช่องหูฟังนี้เอามาจากสัญญาณภาคปรีแอมป์นั่นเอง ถ้าต้องการใช้งานหูฟัง คุณต้องกดปุ่ม Theater บนหน้าปัดค้างไว้ประมาณ 3 วินาที เอ๊าต์พุตที่ไปออกทางขั้วต่อสายลำโพงซ้าย/ขวาจะถูกปิด เพราะสัญญาณเสียงจากภาคปรีฯ ที่จะป้อนไปที่ภาคเพาเวอร์แอมป์จะถูกสับเปลี่ยนมาที่เอ๊าต์พุตหูฟัง เมื่อใช้งานหูฟังเสร็จถ้าต้องการกลับไปฟังเสียงผ่านทางขั้วต่อสายลำโพงก็ให้กดปุ่ม Standby หนึ่งครั้งแล้วกดเปิดให้เครื่องทำงาน

ขั้วต่อสายลำโพง (H, M) ทำด้วยโลหะชุบทองดูแข็งแรงและให้การยึดเหนี่ยวกับขั้วต่อสายลำโพงได้ทั้งแบบบานาน่าและก้ามปู ผมทดลองใช้งานกับขั้วต่อสายลำโพงแบบก้ามปูพบว่ามันให้การขันยึดที่แนบแน่นมาก และขันง่ายด้วย ใช้แค่นิ้วมือธรรมดาก็แน่นหนาดีแล้วไม่ต้องถึงขั้นใช้ประแจ ตัวเต้ารับขั้วต่อของสายไฟเอซีก็เป็นแบบสามขาแยกกราวนด์ สามารถอัพเกรดไปเล่นสายไฟดีๆ ได้เลย

รีโมทไร้สายที่แถมมาดูดีมาก น้ำหนักกำลังเหมาะมือเพราะทำด้วยโลหะ มีฟังท์ชั่นให้ใช้ควบคุมมากกว่าที่อยู่บนหน้าปัดเครื่องอยู่ 2 อย่างคือ ปรับบาลานซ์และปรับเฟสสัญญาณ

ดีไซน์ภายใน & เซ็ตอัพเพื่อการทดสอบ

หลังจากเสียบสายไฟเอซีเข้าไปที่เต้ารับด้านหลัง ไฟจะถูกส่งเข้าเครื่องทันที แต่การทำงานของตัวเครื่องยังถูกเบรคไว้ที่โหมด standby หลังจากกดปุ่ม standby บนหน้าปัดไม่กี่วินาทีจะได้ยินเสียงรีเลย์ในตัวเครื่องดังคลิ๊กเบาๆ แสดงว่าพร้อมสำหรับการทำงานแล้ว แต่ในจังหวะนี้วอลลุ่มจะยังคงอยู่ที่ตำแหน่งต่ำสุด คุณต้องหมุนปุ่มวอลลุ่มไปทางขวา (ตามเข็ม) เพื่อเปิดใช้งานวอลลุ่ม ซึ่งตอนหมุนปุ่มวอลลุ่มจะมีเสียงแก็กๆ ดังขึ้นเบาๆ ไม่ต้องตกใจนั่นคือปกติ เป็นเสียงระบบวอลลุ่มที่ใช้รีเลย์ควบคุมระดับความดัง ซึ่งวอลลุ่มแบบนี้มีข้อดีคือให้ความแม่นยำสูง ระบบนี้จะรักษาสัญญาณซีกซ้ายกับซีกขวาให้ออกมาเท่ากันตลอดทุกระดับวอลลุ่ม

ทางผู้ผลิตไม่ได้มีข้อมูลมาให้มากนักเกี่ยวกับดีไซน์ภายใน พวกเขาพยายามใช้คำว่า “Master Audio System Technologyมาครอบเมื่อพูดถึงการออกแบบการทำงานภายในของตัวเครื่อง รู้แต่ว่าภาคปรีแอมป์ก็เอามาจากตัว Progression Preamplifier ส่วนการออกแบบวงจรใช้คอมโพเน้นต์เป็นชิ้นๆ ไม่ได้เน้นไอซี จัดวงจรแบบบาลานซ์ และใช้วิธีเชื่อมต่อสัญญาณเสียงจากภาคปรีฯ กับเพาเวอร์แอมป์เอ๊าต์พุตด้วยการต่อตรง (direct coupled) เพื่อรักษาคุณภาพของสัญญาณจากปรีแอมป์เอาไว้ให้มากที่สุด

ส่วนภาคเพาเวอร์แอมป์ให้กำลังขับข้างละ 200W ที่โหลด 8 โอห์ม และเบิ้ลได้เป็น 400W ที่โหลด 4 โอห์ม เป็นตัวเลขที่การันตีกำลังสำรองเต็มพิกัดจริงๆ ทางด้านวงจรขยายที่ใช้กับภาคเพาเวอร์แอมป์น่าจะเป็น class A/AB เพราะจากการใช้งานจริงผมพบว่าตัวเครื่องมีความร้อนสูงมาก มือแตะได้แต่วางแช่ไม่ได้ เข้าใจว่าน่าจะจัดกระแสไบอัสไว้สูงมาก ทางผู้ผลิตแจ้งว่า เสียงของแอมป์ตัวนี้จะค่อยๆ ดีขึ้นหลังจากเปิดใช้งานจนดีเต็มที่เมื่อใช้งานเกิน 30 นาทีขึ้นไป และผมพบว่า ถ้าใช้งานในห้องที่ค่อนข้างปิดทึบ ไม่มีระบบระบายอากาศที่ดีพอเมื่ออุณหภูมิภายในห้องสูงขึ้น ตัวเครื่องจะสะสมความร้อนไว้มาก เสียงจะตื้อๆ เมื่อผมเปิดแอร์เลี้ยงอุณหภูมิในห้องไว้ที่ประมาณ 36 องศาเซลเซียส เสียงจะดีและนิ่งที่สุด

จังหวะที่อินติเกรตแอมป์ตัวนี้เข้ามาอยู่ในช่วงทดสอบในห้องฟังของผม มีลำโพงอยู่ 2 คู่ที่ผ่านเข้ามาและผมได้ทดลองจับคู่กับแอมป์ตัวนี้แล้วได้ผลลัพธ์ที่ดีน่าพอใจ ทำให้เห็นถึงศักยภาพและโทนเสียงของแอมป์ตัวนี้ได้ชัดเจน ตัวแรกเป็นลำโพงสามทางตั้งพื้นของ Wilson Audio รุ่น Sabrina X ราคาคู่ละ 740,000 บาท (REVIEW) ส่วนอีกคู่เข้ามาทีหลัง เป็นลำโพงตั้งพื้นรุ่นใหม่ล่าสุดของแบรนด์ Verity Audio รุ่น Lakme ราคประมาณห้าแสนบาทต่อคู่

ส่วน source ที่ใช้ป้อนให้กับ Progression ก็มีทั้งดิจิตัลและอะนาลอก ทางด้านดิจิตัลนั้นผมใช้ roon nucleus+ เป็นเครื่องเล่นไฟล์เพลงที่เก็บอยู่ใน NAS และสตรีมจาก TIDAL โดยดึงผ่านเน็ทเวิร์ท หลังจากนั้นก็ส่งสัญญาณ PCM ผ่านสาย HDMI ออกจากช่อง HDMI out ของ nucleus+ ตรงไปที่อินพุต I2S ของ Audio-gd รุ่น R7 โดยมีกล่องแปลง HDMI-to-I2S (+ LPS ของ Clef Audio) คั่นอยู่ตรงกลาง จากนั้นก็ต่อเชื่อมสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตจาก R7 ไปเข้าที่อินพุต DAC ของ Progression ด้วยสายสัญญาณ XLR ของ Life Audio รุ่น Gold MK II ยาว 6 เมตร ส่วนสายลำโพงและสายไฟเอซีที่เสียบเข้า Progression เป็นของ Purist Audio Design

แหล่งต้นทางสำหรับสัญญาณอะนาลอกที่ใช้ในการทดสอบ Progression ในครั้งนี้ผมใช้เครื่องเล่นแผ่นเสียงของ Kuzma รุ่น Stabi R พร้อมอาร์มของแบรนด์เดียวกันรุ่น Stogi Reference และติดเข็ม MC รุ่น CAR 30 ของ Kuzma เช่นกัน ส่วนภาคขยายหัวเข็ม หรือโฟโนปรีแอมป์เป็นผลิตภัณฑ์ของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ชื่อยี่ห้อ HSE รุ่น Masterline 7 ตั้งแต่สัญญาณออกจากโทนอาร์มไปจนถึงเอ๊าต์พุตที่ออกมาจากโฟโนปรีแอมป์ Masterline 7 เชื่อมต่อแบบบาลานซ์ผ่านขั้วต่อ XLR ทั้งเส้นทาง และไปเข้าที่อินพุตเดียวกันคืออินพุต DAC ด้วยสายสัญญาณ XLR ของ Life Audio รุ่น Gold MK II ยาว 6 เมตรเส้นเดียวกัน (*ระหว่าง Source ดิจิตัลกับ Source อะนาลอกผมใช้วิธีสลับสายสัญญาณ)

เสียงของ Progression Integrated Amplifier

มรรคผลทางด้าน กำลังขับของแอมปลิฟายที่มากพอ ก็คือ ความสามารถในการควบคุมลำโพงให้เปล่งเสียงออกมาตรงตามต้นฉบับของสัญญาณที่ป้อนเข้ามาทางอินพุตนั่นเอง นั่นคือสิ่งที่ผมได้ยินจากอินติเกรตแอมป์ Progression ตัวนี้ ซึ่งเป็นลักษณะเสียงที่การันตีตัวเลข 200W ต่อข้างที่ 8 โอห์มและ 400W ต่อข้างที่ 4 โอห์ม ของแอมป์ตัวนี้ได้เป็นอย่างดี

อัลบั้ม : Mercy Now (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Mary Gauthier
สังกัด : Road Runner Music

Mary Gauthier เป็นศิลปินหญิงสัญชาติอเมริกันที่เล่นดนตรีแนวโฟล์คและคันทรี่ เธอมีดีกรีเป็นนักแต่งเพลงที่มีผลงานเพลงดีๆ มากมาย มีนักร้องหลายคนนำเพลงของเธอไปร้องคัฟเวอร์ด้วย งานเพลงอัลบั้มนี้เป็นผลงานลำดับที่ 4 ของเธอ ผมเลือกมาฟังทดสอบอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ก็เพราะว่าหลายๆ เพลงในอัลบั้มนี้มีรายละเอียดของภาคดนตรีที่ซับซ้อน ประกอบขึ้นด้วยเสียงของเครื่องดนตรีหลายชิ้น มีทั้งกีต้าร์, เครื่องสาย และเสียงกลองที่เน้นน้ำหนัก อีกทั้งการมิกซ์เสียงของอัลบั้มนี้ก็จัดวางเสียงดนตรี เสียงร้อง เสียงประสานทั้งหมดออกมาเป็นรูปวงซาวนด์สเตจที่สวยงาม มีสัณฐานครบทั้งแนวกว้างและลึก ในขณะเดียวกัน ถ้านั่งฟังจากจุดนั่งฟังมองเข้าไปที่วง คุณจะพบว่าเขามิกซ์ชิ้นดนตรีให้มีลักษณะที่ซ้อนกันลงไปเป็นเลเยอร์จากด้านหน้าลงไปทางด้านหลังของระนาบลำโพง ซึ่งหากแอมป์ไม่ให้พื้นเสียงที่ใสมากพอ จะไม่สามารถแยกเลเยอร์หน้ากับหลังออกมาได้ชัดเจน เสียงเครื่องดนตรีก็จะซ้อนๆ ทับๆ กัน แยกแยะรายละเอียดได้ยาก ส่วนไดนามิกเร้นจ์ของเสียงก็เปิดกว้าง มีทั้งเสียงที่แผ่วเบาและเสียงที่ดังกว่ามากๆ ดังอยู่พร้อมกัน ซึ่งลักษณะการมิกซ์เสียงแบบนี้ต้องใช้แอมป์ที่มีกำลังถึงๆ และมีสำรองเยอะพอในการผลักดันรายละเอียดทั้งหมดนั้นให้พุ่งผ่านลำโพงออกมาอย่างเป็นระเบียบ จัดวางรูปวงออกมาได้อย่างที่มิกซ์เอ็นจิเนียร์ทำไว้ ซึ่ง Progression ตัวนี้สอบผ่านสบายๆ

แต่ละเพลงในอัลบั้มนี้จะมีลักษณะคล้ายการเล่าเรื่องให้เราฟัง โดยมีตัวแมรี่เป็นต้นเรื่องโดยมีเสียงของไวโอลิน (ฟิดเดิ้ล) กีต้าร์ และกลองทำหน้าที่เป็นลูกคอคอยประสาน รายละเอียดของเพลงจะออกมาพร่างพราย แต่ไม่ได้ฉุดกระชากให้อารมณ์ของเราพุ่งพล่าน แต่กลับรับฟังอย่างสงบ รับรู้สาระที่เธอนำเสนอแบบนิ่งงัน อินติเกรตแอมป์ตัวนี้ทำให้ ทุกเสียงในอัลบั้มนี้ มีชีวิตทำให้แมรี่เล่าเรื่องของเธอด้วยความตื่นตัว นักดนตรีสนับสนุนทุกคนก็ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างขมักเขม้น จังหวะลีลาของเพลงมีความกระชับ มีน้ำหนักย้ำเน้น ไม่อ่อนระโหยโรยแรง เสียงของเครื่องดนตรีทุกชิ้น ทั้งกลอง, ไวโอลิน. กีต้าร์ และแอคคอเดี้ยนปรากฏตัวออกมาในลักษณะที่เหมือนจริง มีโอเว่อร์โทนที่ถูกต้อง แต่ละชิ้นทิ้งระยะห่างจากกันได้อย่างสวยงาม มีช่องไฟ มีแอรี่ล้อมรอบทุกเสียง ทำให้เกิดเป็นความฉ่ำที่ห่อหุ้มสนามเสียงทั้งหมดเอาไว้

อินติเกรตแอมป์ตัวนี้ใช้พลัง 200W ของมันแบบมีสติ ไม่ได้มุทะลุดุดันประเดประดังทุ่มพลังออกไปอย่างไร้ระบบเหมือนแอมป์วัตต์สูงราคาถูกๆ นั่นทำให้เสียงเพลงที่ออกมามีทั้งพลังดีดตัวที่ให้อารมณ์ปลดปล่อยเป็นอิสระ ไม่มีอั้น ไม่มีตื้อ แต่ในขณะเดียวกันเสียงทั้งหมดก็ถูกควบคุมให้เกาะกลุ่มกันอยู่ในร่องในรอย ไม่กระเจิง แม้ว่าจะเปิดที่ระดับความดังจนเต็มห้อง ความเป็นระเบียบของตำแหน่งและรูปวงก็ยังคงตรึงแน่นอยู่อย่างนั้น ที่เพิ่มมากับระดับวอลลุ่มก็คืออัตราสวิงของไดนามิกที่เปิดกว้างและให้น้ำหนักมากขึ้นเท่านั้น (*ควบคุมลำโพง Verity Audio : Lakme ได้อยู่หมัดกว่า Wilson Audio : Sabrina X)

อัลบั้ม : Beethoven – Symphonies Nos. 5 & 7 (DSF64)
ศิลปิน : Wiener Philharmoniker, Carlos Kleiber; conductor
สังกัด : Deutsche Grammophon (471 630-2)

อัลบั้ม : Beethoven – Symphonies Nos. 5 (TIDAL – FLAC 16/44.1)
ศิลปิน : Los Angeles Philharmonic Orchestra, Carlo Maria Giulini; conductor
สังกัด : Deutsche Grammophon

มีแต่คนพูดว่า จะฟังเพลงคลาสสิกให้ได้ดี ลำโพงต้องใหญ่ + แอมป์ต้องถึง ซึ่งน่าจะถูกแค่ครึ่งเดียว เพราะลำพัง แอมป์ถึงอย่างเดียวไม่น่าจะพอ แต่ต้องเป็นแอมป์ที่ให้เสียงเนียนละเอียดมากพอด้วย เพราะเพลงคลาสสิกเป็นประเภทเพลงที่บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีอะคูสติกทั้งหมด และบันทึกด้วยไมโครโฟนตรงเข้าสู่มาสเตอร์โดยไม่ผ่านการปรับแต่งเสียง สัญญาณเสียงที่บันทึกมาได้จึงเป็นสัญญาณที่มีความอ่อนไหว เป็น acoustic energy ที่สะอาดบริสุทธิ์ ถ้าแอมป์มีพลังที่ไม่สะอาดพอ (หมายถึง S/N ratio ไม่สูงพอ) เพลงคลาสสิกก็จะออกมาหยาบกร้าน ขาดความเนียนละเอียดของเสียง, ขาดความพลิ้วไสวของฮาร์มอนิก, ขาดมวลอากาศที่ห้อมล้อม และขาดแรงดีดตัวที่มีพลังทั้งในระดับไมโครและแมคโครไดนามิก

อัลบั้มชุดนี้ได้รับการยอมรับจากนักฟังเพลงคลาสสิกว่าเป็นอัลบั้มที่บันทึกงานประพันธ์ชุด Symphony No.5 ของ Beethoven ที่ดีมาก เป็นเวอร์ชั่นที่ดีพร้อมทั้งอารมณ์เพลงและคุณภาพเสียง เมื่อได้ฟังผ่านอินติเกรตแอมป์ตัวนี้แล้ว ผมต้องยอมรับว่าเป็นอย่างที่เขากล่าวอ้างกัน แต่จากที่ผมเคยฟังงาน Symphony No.5 ของบีโธเพ่นมาบ้าง ผมว่าเวอร์ชั่นที่บรรเลงโดยวง Los Angeles Philharmonic Orchestra ซึ่งควบคุมวงโดย Carlo Maria Giulini ก็เป็นเวอร์ชั่นที่เล่นได้ไม่เลว พละกำลังความฮึกเหิมของกลุ่มเครื่องสายก็ออกมาหนักแน่นไม่แพ้กัน แถมในส่วนของการบันทึกเสียงเผลอๆ จะดีกว่าเวอร์ชั่นของ Carlos Kleiber กับวง Wiener Philharmoniker ซะอีก อาจเป็นได้ว่า เวอร์ชั่นแผ่น SACD ที่ Deutsche Grammophon ทำออกมาชุดนี้เสียงไม่ดีเหมือนแผ่นเสียง คือเสียงของเครื่องสายจะติดแห้งๆ ทื่อๆ ไปหน่อย ไม่พลิ้วและฉ่ำเหมือนเวอร์ชั่นที่ Carlo Maria Giulini กำกับวง Los Angeles Philharmonic Orchestra ซึ่งผมยอมรับว่า ถ้าไม่ได้ลำโพง Wilson Audio กับแอมป์ Dan A’Gostino ที่มีสมรรถนะสูงมากคู่นี้ผมคงจะแยกอะไรแบบนั้นออกมาไม่ได้ ต้องให้เครดิตทั้งแอมป์และลำโพงในครั้งนี้

ช่วงโหมของ Symphony No.5 มันจะมาทั้งสเปคตรัม ไม่ใช่เฉพาะย่านเสียงใดย่านเสียงหนึ่ง ซึ่งหากว่าแอมป์ที่ขับมีกำลังสำรองไม่ถึงจริงๆ จะไม่สามารถรับมือกับช่วงโหมที่ว่านั้นได้ แต่ Progression ตัวนี้นิ่งมากในช่วงที่ปั๊มรายละเอียดเหล่านั้นออกมา มันดันรายละเอียดช่วงโหมออกมาได้อย่างครบถ้วนทุกย่านเสียง และเป็นพีคที่สะอาดซะด้วย ไม่มีอาการแตกปลาย สามารถรีดปลายเสียงช่วงพีคขึ้นไปได้จนสุดเสียงแบบไม่มีอาการแกว่ง เยี่ยมมาก!

อัลบั้ม : The Art Of Tea (LP)
ศิลปิน : Michael Franks
สังกัด : Reprise Records (MS 2230 / Made in USA)

จุดเด่นของอัลบั้มนี้นอกจากเพลงจะไพเราะน่าฟังแล้ว คุณภาพการบันทึกเสียงตลอดจนถึงการทำมาสเตอร์ตัดแผ่นก็อยู่ในระดับที่ดีมากด้วย เพราะได้สุดยอดฝีมือของวงการในแต่ส่วนมาช่วยกันระดมพลังสร้างสรรอัลบั้มนี้ขึ้นมา โดยเฉพาะการบันทึกเสียงแบบ Live Recording ที่สามารถเก็บมวลเสียงมาได้อย่างเต็มที่ ไม่ตกหล่นไปกับขั้นตอนการมิกซ์ฯ นั่นคือเหตุผลที่เสียงของแผ่นเสียงชุดนี้มีความเข้มของมวลเสียงและให้น้ำหนักเสียงที่ดีเยี่ยม ซึ่งคุณสมบัติที่ดีเยี่ยมเหล่านี้ได้ถูกถ่ายทอดผ่านอินติเกรตแอมป์ Progression ตัวนี้ออกมาโดยไม่มีตกหล่น รู้สึกได้ถึงพลังหนุนเนื่องที่คอยผลักดันเสียงเครื่องดนตรีในอัลบั้มนี้ให้ถาโถมออกมาอย่างมีชีวิตชีวา โลดแล่นไปตามจังหวะเพลงได้อย่างคึกคะนอง โดยเฉพาะเสียงกระเดื่องและเบสที่หนา เข้ม และหนักแน่น เครื่องดนตรีทุกชิ้นถูกคลี่คลายออกจากกัน แม้ว่าช่องไฟจะไม่เยี่ยมยอดถึงขนาดแผ่นเพลงระดับไฮเอ็นด์ แต่พลังของ Progression ที่มากพอก็สามารถแยกถ่างแต่ละเสียงให้หลุดออกจากกันโดยไม่มีการทับถมซึ่งกันและกัน และด้วยความสามารถในการควบคุมที่ดีของ Progression ทำให้ย่านเสียงทุ้มที่กำหนดจังหวะของเพลงถูกควบคุมให้ดำเนินไปด้วยไทมิ่งที่มั่นคง ส่งให้จังหวะของเพลงเคลื่อนไปอย่างถูกต้องแม่นยำ หล่อเลี้ยงอารมณ์ในการฟังให้คล้อยไปตามอารมณ์ของบทเพลงได้อย่างแนนเนียน.. และต่อเนื่อง มั่นคง!

อัลบั้ม : Misty (LP)
ศิลปิน : Tsuyoshi Yamamoto Trio
สังกัด : Three Blind Mice (Trio Records PAP-20001)

ศักยภาพของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ยิ่งเฉิดฉายออกมาให้เห็นมากขึ้นเมื่อลองฟังงานเพลงที่บันทึกมาด้วยความพิถีพิถัน ผมลองฟังหลายต่อหลายชุด แต่จะขอเขียนถึงประสบการณ์ที่ได้จากการฟังงานเพลงชุดนี้ เพราะมันมีประเด็นที่สะท้อนถึงคุณสมบัติของ Progression ออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน นั่นคือความสามารถในการจ่ายกำลังเพื่อเน้น transient dynamic ที่หนักและแน่นของเสียงเปียโนในอัลบั้มนี้ ซึ่งอินติเกรตแอมป์ของ Dan D’Agostino ทำได้ดีมาก หัวโน๊ตเปียโนในแทรค Misty ถูกดันหลุดผ่านลำโพง Verity : Lakme ออกมาด้วยความคมและมีรายละเอียดของฆ้อนที่เคาะลงบนเส้นโลหะที่กังวานและควบกล้ำออกมากับเสียงกังวานของเส้นโลหะซึ่งสะท้อนความแกร่งและพลังที่ Tsuyoshi Yamamoto ตั้งใจสื่อสารออกมาผ่านโน๊ตตัวนั้น ใครที่เคยนั่งฟังเพลง Misty ในอัลบั้มนี้ในสภาวะที่มันออกมาดีมากๆ จะรู้สึกว่า ช่วงว่างที่คั่นระหว่างแต่ละโน๊ตที่ซึโยชิปล่อยออกมา มันเป็นเสมือนหลุมดำที่ดูดวิญญาณของคนฟังให้นิ่งรอจนลืมหายใจ! เป็นช่วงเวลาที่ฮาร์มอนิกของเสียงเปียโนค่อยๆ ทอดปลายสลายไปในอากาศ แต่ก่อนที่อ๊อกเต็ปสุดท้ายของฮาร์มอนิกจะเลือนไป อิมแพ็คของโน๊ตตัวต่อไปก็ถูกกระแทกออกมาทดแทนหัวโน๊ตตัวก่อนหน้า …

ในแต่ละบทเพลงจะมีเรื่องราวย่อยๆ ซ่อนอยู่ในทุกอณูช่องว่างระหว่างตัวโน็ตเสมอ ถ้าแอมป์ควบคุมไดอะแฟรมของลำโพงไม่อยู่หมัดจริงๆ เรื่องราวย่อยๆ ที่บอบบางซึ่งซ่อนอยู่ระหว่างตัวโน๊ตเหล่านี้จะถูกทำให้สลายไป ลำโพง Verity Audio รุ่น Lakme ตัวนี้มีความไวสูงถึง 91dB (ที่ 8 โอห์ม) ดูเหมือนว่ามันไม่ต้องการกำลังขับที่สูงมากเพื่อสร้างความดังออกมาในระดับของการฟังปกติ เพราะแนะนำกำลังขับต่ำสุดเอาไว้แค่ 18W เท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว กำลังขับที่ 200W ของ Progression คือเครื่องมือสำคัญที่ช่วย ขุดคุ้ยเรื่องราวย่อยๆ ที่แอบซ่อนอยู่ระหว่างตัวโน๊ตออกมาให้ได้ยิน..

สรุป

ขอย้ำอีกครั้ง.. กำลังขับของแอมป์ที่มากพอเป็นเรื่องจำเป็น แต่ที่จำเป็นมากกว่า ตัวเลขก็คือ คุณภาพซึ่งแอมป์ที่ดีจะต้องรู้วิธีใช้งานกำลังขับของมันให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด Dan D’Agostino : Progression ตัวนี้ได้แสดงศักยภาพของมันออกมาให้ประจักษ์แล้วว่า กำลังขับ 200W ของมันมีความหมายมากกว่าแค่ตัวเลขสวยๆ แต่เป็น ประสิทธิภาพที่ใช้งานได้จริง และสามารถแสดงออกมาให้รับรู้ได้ทุกครั้งที่บทเพลงต้องการ.! /

********************
ราคา = 750,000 บาท / เครื่อง
อ๊อปชั่น
Streaming module = 180,000 บาท
อ๊อปชั่น Phono module = 90,000 บาท
********************
สนใจติดต่อที่
Audio Revolution

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า