วิจารณ์เพลง อัลบั้ม ‘Down the Road Wherever’ – ช้าเชื่องและแช่มช้อย ตะกอนชีวิตของมาร์ค นอพฟ์เลอร์

ผู้คนต่างกล่าวถาม “คุณอยู่ที่ไหน?”
หรือ “คุณไปที่ไหนมา?”
ผมเรียนรู้ได้ช้าเชื่อง
ผมทำทุกสิ่งทุกอย่างเชื่องช้า
มันเป็นวิถีของผม ที่เป็นความจริงแท้
โลกพาผมไปอย่างรวดเร็ว
แต่ที่ไหนที่คุณเกี่ยวข้องเป็นห่วงและสนใจ
ถึงท้ายที่สุด ผมก็ชอบในสิ่งที่ดีๆ
ที่ไหนเป็นที่ในความเป็นห่วงและกังวล
ถ้าพวกเราตั้งต้นช้าไปเล็กน้อย
ที่ไหนเป็นที่ในความรีบเร่งร้อนรน
เมื่อกำลังรอคอยรู้สึกว่าสำคัญ
ผมกำลังเผาไหม้ไปอย่างแช่มช้า
รถไฟเที่ยวสุดท้ายของผมอีกไม่ช้าก็จะมาถึงแล้ว
ผมกำลังเรียนรู้อย่างช้าเชื่อง

ผมทำทุกสิ่งทุกอย่างเชื่องช้า
เยห์, ผมกำลังเผาไหม้ไปอย่างแช่มช้า
รถไฟเที่ยวสุดท้ายของผมอีกไม่ช้าก็จะมาถึงแล้ว
ผมกำลังเรียนรู้อย่างช้าเชื่อง
ผมทำทุกสิ่งทุกอย่างเชื่องช้า’

เนื้อความในบทเพลง ‘Slow Learnerซึ่งบรรจุในลำดับที่ 12 ในอัลบั้มชุดล่าสุด ‘Down the Road Whereverที่เพิ่งออกมาเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน 2018 ที่ผ่านมา ของ มาร์ค นอพฟ์เลอร์ (Mark Knopfler)

บทเพลงนี้สะท้อนถึงการตกตะกอนชีวิตในช่วงปัจฉิมวัยหรือเข้าสู่วัยอาวุโสอย่างแท้จริง มีมุมมองของการทบทวนตัวเองในการผ่านสุขสันต์ฝ่าทุกข์ร้อนจนมองโลกในหลากด้านหลายมิติอย่างเข้าใจสัจธรรมถึงสังขารและความสามารถของสมองและทุกสิ่งอย่างที่ชะลอตัวลง แล้ววันหนึ่งก็ต้องหยุดนิ่งสู่จุดสิ้นสุดด้วยการเดินทางของร่างกายและชีวิตที่ช้าลง ช้าลงๆๆๆ

ถ้าจะมองด้วยสายตาของการขับขี่ท่องไปบนถนนชีวิตหรือถนนสายดนตรี อัลบั้ม Down The Road Whereverคล้ายกับ มาร์ค นอพฟ์เลอร์ ปรับเปลี่ยนล้อฟันเฟืองจักรประสานลงไปสู่เกียร์ที่เหมาะสมกับการขับขี่ที่ยาวนาน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเป็นนักท่องเดินทางบนถนนดนตรีอย่างจริงแท้

นี่คืออัลบั้มที่ตกผลึกชีวิตที่สะท้อนออกมาใสกระจ่างชัด ประดุจการเดินทางที่แสนสุขและไม่ได้ส่งสัญญาณถึงการหมดความกระฉับกระเฉง เพียงแต่นิ่งสู่โหมดรำพึงรำพันอย่างสุขุมคัมภีรภาพ

มันไม่ใช่การผนึกแน่นนำเสนอในเชิงชั้นทางดนตรีที่ทันสมัยตามยุค ในฐานะมือกีตาร์ นักร้อง/นักเขียนเพลง นี่เป็นการจัดการตัวเองให้ออกเดินทางตามแรงปรารถนาส่วนตัวของบทเพลงในเส้นทางของตัวเองให้มากที่สุด เป็นบทเพลงและดนตรีส่วนตัวที่บอกกล่าวออกมาในช่วงบั้นปลายของชีวิตที่ยังมีแรงโลดแล่นอยู่

อดีตฟร้อนต์แมนขอวงวงดนตรี ไดร์ สเตรตส์ (Dire Straits) มีฝีมือและความช่ำชองในการประพันธ์เพลง เป็นนักร้องเสียงนุ่มไพเราะ และหนึ่งในมือกีตาร์ที่ถูกจัดลำดับชั้นให้เป็นยอดฝีมือซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังในยุคทศวรรษที่ 70-80

ความสำเร็จอย่างท่วมท้นจากสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 5 ของวงไดร์ สเตรตส์ (Brothers In Arms / 1985) ทำให้ชื่อเสียงของมือกีตาร์ชาวอังกฤษโดดเด่นอย่างที่สุด ในฐานะกีตาร์ ฮีโร่ ที่มีเทคนิคการเล่นและเสียงเฉพาะตัว ในฐานะมือกีตาร์และคนเขียนเพลงที่มีความแหลมคมทางความคิดช่วยให้วงไดร์ สเตรตส์ ก้าวสู่ความนิยมในระดับนานาชาติ และเป็นวงดนตรีร๊อคระดับโลก เป็นความสำเร็จที่หอมหวนในกิตติศัพท์ในฐานะวงดนตรีที่ยอดเยี่ยม

ความพิเศษที่ถูกขับกลั่นในความชอบและหลงใหลดำดิ่งส่วนตัวออกมาในยุคหลังวงไดร์ สเตรตส์ ได้นำออกมาใช้อย่างนวลเนียน โดยไม่ต้องกังวลภาพรวมของวง เป็นปัจเจกที่อยากจะบ่งชี้บอกกล่าวผ่านตัวโน้ตและเนื้อร้องในบทเพลงของตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่

มาร์ค นอพฟ์เลอร์ พิสูจน์ออกมาถึงการทำงานอย่างต่อเนื่องของตัวเองด้วยมาตรฐานที่สูงในทุกอัลบั้มเดี่ยวหรือโซโล่อัลบั้มของเขามายาวนานหลายสิบปี หลังพ้นยุควงดนตรีของเขาและผองเพื่อน ถึงแม้จะไม่มีอะไรให้น่าประหลาดใจหรือมีจุดเปลี่ยนทางดนตรีที่ฉีกออกไปจากเดิมในนามของวง เต็มไปด้วยความเรียบง่าย ครุ่นคิดตกตะกอนนอนก้นแบบของเขาเอง กลับมีเสน่ห์ที่หลากหลายรอบด้าน

ด้วยกระดูกสันหลังแบบดนตรีและเสียงกีตาร์ของเขาที่ขยับไปสู่แนวดนตรีที่เขาถนัดชื่นชอบและพึงใจ ผสมผสานดนตรีอดัลท์ พ๊อพร๊อค แบบผู้ใหญ่ฟัง หลอมเข้าสู่ดนตรีคันทรี แจ๊ซบลูส์ ผับร๊อค โฟล์ค และเซลติก ตามความเหมาะสมในร่องรอยของอารมณ์และห้วงเวลาที่รังสรรค์งานออกมา สามารถแสดงให้เห็นรากดนตรีร๊อคแบบอังกฤษโดยแท้จริง ซึ่งเป็นเสียงและรูปลักษณ์พิเศษที่แสดงให้เห็นศักยภาพของความเชี่ยวชำนาญในดนตรีเฉพาะทาง และซาวด์เฉพาะตัวเองที่ไม่เหมือนใคร แต่สามารถเข้าไปสู่โสตของผู้ฟังในวงกว้างได้อย่างสง่างาม

สตูดิโออัลบั้มชุดที่ 9 ‘Down the Road Whereverของนักร้อง/นักเขียนเพลง และมือกีตาร์ชาวอังกฤษ มาร์ค นอพฟ์เลอร์ เฉกเช่นเดียวกับดนตรีและบทเพลงอัลบั้ม ประดุจการประมวลเอาอารมณ์เพลงในอดีตที่ขึ้นชั้นคลาสสิค และเป็นจุดสำคัญในพัฒนาการทางซาวด์ที่อยู่มืออยู่ตัว นำมาเล่าเรื่องแบบอัตชีวประวัติผ่านดนตรีที่อบอุ่นมีชีวิตชีวา เป็นการผสมผสานภาพสะท้อนกลับในมิติที่กว้างมากของการเล่าเรื่องให้ดีที่สุดออกมาเป็นบทเพลงของตัวเอง เหมือนกับการเดินทอดน่องแช่มช้ารำลึกความหลังในพลังชีวิตของตัวเองที่ผ่านมา

เหล่านักดนตรีที่มาร่วมงานกันในฐานะวงของมาร์ค นอพฟ์เลอร์ ประกอบด้วย จิม ค๊อกซ์ (Jim Cox) กับ กาย เฟล็ตเชอร์ (Guy Fletcher) เล่นคีย์บอร์ด ไนเจล ฮิตช์ค็อค (Nigel Hitchcock) เล่นแซ็กโซโฟน เกลนน์ โวร์ฟ (Glenn Worf) เล่นกีตาร์เบส แดนนี่ คัมมิ่ง (Danny Cummings) เล่นเครื่องเคาะหรือเพอร์คัสชั่น เอียน ‘เอียนโต’ โธมัส ตีกลอง และ ไอเมลดา เมย์ (Imelda May) ร้องสนับสนุน

การขยายขอบข่ายเข้าสู่แนวดนตรีที่แตกต่างออกไปและรูปแบบทางดนตรีเหล่านั้นก็สามารถทำให้อัลบั้มชุดนี้มีความผันแปรที่หลากหลายเฉด เป็นความพิเศษที่ช่วยดึงดูดใจและโสตของคนฟังของ มาร์ค นอพฟ์เลอร์ จากสายทางดนตรีที่คุ้นหูมาจากอดีต

ดนตรีในอัลบั้มชุดนี้เขาได้ลองเข้าไปในซาวด์ที่สดใหม่กับเชิงชั้นฝีมือที่เชี่ยวชำนาญอยู่แล้ว ทำให้เห็นถึงประสบการณ์และพรสวรรค์ทางดนตรีที่เคี่ยวกรำออกมาอีกคำรบอย่างโดดเด่น

จากภาพอันบดเบลอของยุคสมัยสำหรับคนรุ่นใหม่ที่มีต่อมือกีตาร์ระดับตำนานคนนี้ ได้ทำให้ฉายชัดเห็นถึงคุณสมบัติที่เยี่ยมยุทธ์ของเขาออกมาได้อย่างสมวัยรุ่นใหญ่อีกครา

ถือเป็นอัลบั้มที่อยู่ในขั้นดีเยี่ยมของคนดนตรีในวัยนี้ เรียกว่าไม่มีดนตรีแบบฉาบฉวยตีหัวเข้าบ้านทำตามความชำนาญให้เสร็จออกมา และไม่มีเพลงที่ไม่ดีที่ต้องคัดทิ้งแบบไม่น่ารวมอยู่ในอัลบั้ม บทเพลงล้วนผ่านการครุ่นคิดและรับรู้ได้ถึงความสุกงอมสมบูรณ์ของการตกตะกอนทางความคิด และผลิตออกมาให้เฉิดฉายในการรับรู้ของคนฟัง

ภาพรวมโดยหลักจะใช้คีย์ไมเนอร์ที่ให้ความรู้สึกหม่นลงจากคีย์เมเจอร์ซึ่งจะให้เสียงที่สว่างมากกว่า รวมถึงมีความไพเราะสละสลวยของเมโลดี้อย่างมากมายครบเครื่องจากทักษะฝีมือกีตาร์ที่เยี่ยมยุทธ์ของมาร์ค นอพฟ์เลอร์ รวมถึงเสียงขับร้องที่อบอุ่นอ่อนโยนสมวัย ให้พลังขับเคลื่อนให้อารมณ์ความรู้สึกแบบอ่อนนอกแข็งในที่ยอดเยี่ยมสวยงามและลงตัว

เสียงร้องที่ทุ้มห้าวสะท้อนสะท้านความคมคายของความคิดในการเขียน รวมถึงเสียงกีตาร์ที่สวยงามดีเยี่ยม เป็นเครื่องหมายทางดนตรีอันเป็นที่จดจำ ความสม่ำเสมอในการทำงานอย่างมากต่อเนื่องห่างบ้างถี่บ้างแต่ก็ได้สร้างรูปแบบที่สำคัญเฉพาะตัวทางดนตรีขึ้นมา

ระยะก้าวทางดนตรีของมาร์ค นอพฟ์เลอร์ นั้น มั่นคงและมีความสม่ำเสมอในคุณภาพและมาตรฐานทางดนตรี สามารถรับประกันและวางใจได้ว่าจะไม่ผิดหวัง แต่จะชื่นชอบมากน้อยแค่ไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หากใครที่หาความน่าตื่นเต้นทางดนตรีก็คงไม่ตอบโจทย์เหล่านั้น เพราะงานดนตรีและบทเพลงของเขามีความนิ่งดิ่งลึกให้สัมผัสความไพเราะและความรู้สึกจากห้วงลึกภายในให้หลั่งไหลออกมาอย่างสงบงาม

เรียกว่าเป็นดนตรีพ๊อพร๊อคเพลงฟังแบบผู้ใหญ่ที่กลมกล่อมและเปี่ยมรสกีตาร์ รวมทั้งการเรียบเรียงดนตรีและเสียงประสาน

14 บทเพลงในอัลบั้มชุดนี้ด้วยความยาวประมาณ 72 นาที (ในแบบดีลักซ์ อัลบั้ม จะมีเพิ่มมาอีก 2 บทเพลง เป็น 16 บทเพลง ซึ่งสอดสานอารมณ์ไปด้วยกันอย่างมิแปลกแยก) แน่นอนจะเห็นได้ถึงการเติมเต็มในส่วนของการหลอมผสมผสานรากเหง้าของดนตรีบลูส์ในแบบของ มาร์ค นอพฟ์เลอร์ ที่ซึมซาบฉีดพล่านด้วยความสดใหม่เข้าไปในดนตรีแจ๊ซและฟังค์กี้อย่างแข็งแรงและน่าทึ่ง โดยเฉพาะความละเมียดละไมใส่ใจและประณีต

ข้อที่น่าสังเกตคือ หลังจบพยางค์สุดท้ายของเนื้อร้องในทุกเพลง ให้หลับตาและฟังดนตรีในท่อนสุดท้ายจะซึมซับกำซาบได้ถึงความหมายและไพเราะของอารมณ์ทิ้งดิ่งร่ำลาไว้ในแต่ละเพลงอย่างยอดเยี่ยมสวยงาม

จุดที่น่าสำคัญและน่าสนใจถึงความไว้เนื้อเชื่อใจของผู้อยู่ในสายลมใต้ปีกที่มาร่วมทำงานโปรดิวซ์ในอัลบั้ม นั่นคือ กาย เฟล็ตเชอร์ เป็นมือคีย์บอร์ดยุคหลังของวงไดร์ สเตรตส์ สามารถเล่นชิ้นดนตรีได้หลากหลายรอบด้าน หลังยุบวงไปก็ร่วมทำงานในฐานะนักดนตรีเบื้องหลังของ มาร์ค นอพฟ์เลอร์ ในอัลบั้มเดี่ยวมาตลอด และถูกยกระดับให้เป็นโปรดิวเซอร์ร่วม ในสองอัลบั้มหลังล่าสุด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขาเข้าใจดนตรีของ มาร์ค นอพฟ์เลอร์ เหมือนเป็นเงาตามตัวเลยทีเดียว

เพราะฉะนั้น อารมณ์เพลงและดนตรีที่ละเมียดลึกดำดิ่งสู่ความรู้สึกถึงอดีตเก่าก่อน ประดุจการรำพึงความหลังและมองสะท้อนถึงช่วงวัยที่มุ่งสู่ความเก่าชราของ มาร์ค นอพฟ์เลอร์ เขามีส่วนขัดเกลาและร่วมดึงออกมาให้นิ่งลึกและไพเราะเพราะพริ้งพริ้วพราย

จากความแหลมคมทางดนตรีและความคิดมุ่งเข้าสู่ภาวะสงบสันติ เหมือนกับการหาพื้นที่ของความสงัดเงียบแห่งความเรียบง่ายมากยิ่งขึ้น ซึมซับได้ถึงการสำรวจเข้าไปอย่างต่อเนื่องในช่องว่างรอบๆ ตัวโน้ตในดนตรีของ มาร์ค นอพฟ์เลอร์ ที่สรรค์สร้างถึงบรรยากาศมาโอบอุ้ม ตัวเพลงจะมีความฉ่ำหวานและเสียงร้องที่กร้าวแกร่ง ถักทอดนตรีให้มีอารมณ์แบบชนบทแบบอังกฤษ มวลรวมทั้งหมดจึงแสดงออกมาถึงความสวยงามและฝีมือที่เชี่ยวชำนาญสุนทรียรสทางดนตรีแบบของเขาเอง

มองเห็นได้ชัดเจนจากซาวด์ทั้งหมด มาร์ค นอพฟ์เลอร์ ไม่ได้พยายามเค้นหานำบทเพลงของตัวเองไปสู่คนฟังให้กว้างที่สุดอีกแล้วเหมือนยุคทศวรรษที่ 80 ได้พ้นผ่านจากจุดนั้นไปไกลแล้ว แต่ยังดำรงอยู่ถึงเจตจำนงในการทำงานเพื่อคนฟังที่ชื่นชอบและหลงใหลดนตรีของเขา ให้ร่วมดำดิ่งไปในสัมผัสที่ลุ่มลึกมากขึ้น ด้วยกลิ่นของดนตรีโฟล์คหรือพื้นบ้านของเกาะอังกฤษ และเซลติกในแบบร๊อคผู้ใหญ่ฟังของเขาเอง

คล้ายกับ อีริค แคลปตัน ซึ่งเป็นเทพมือกีตาร์ผู้มาก่อน แต่ร่วมยุคสมัยกัน ซึ่งระยะหลังก็ตกตะกอนชีวิตในปัจฉิมวัย มีงานเพลงในแต่ละอัลบั้มเป็นการทบทวนอดีต นิ่งตกตะกอนทางความคิด อบอุ่นไม่คิดมาก เรียบง่ายเปี่ยมสุขแต่ลึกซึ้ง เช่นกันมาร์ค นอพฟ์เลอร์ ที่ดูน่าสนใจมากกว่าในตัวเพลง ในแง่มุมของความรู้สึกที่กัดกร่อนและอิงความทุกข์ ซึ่งเห็นได้ชัดในแต่ละเพลงในอัลบั้มที่ทำออกมา และชุดนี้ก็เช่นกัน

เมื่อฟังงานเพลงทั้งหมดจะครุ่นคิดที่แรงปรารถนาของชีวิตที่ยังมีเต็มเปี่ยม ความสวยงามเบิกบาน ความเชื่องช้าแบบบาง ประดุจนั่งอยู่ในร้านกาแฟร้านโปรดในเช้าแช่มช้าวันอาทิตย์

บทเพลงเปิดอัลบั้ม ‘Trapper Manเริ่มต้นด้วยสไตล์ฟิงเกอร์ พิคกิ้ง อันอ่อนโยนละมุนละไมของเสียงกีตาร์ กลองช่วยเร่งกระตุ้นเข้าสู่ในขอบเขตของจังหวะของร๊อคที่ไม่มากไม่น้อย เสียงร้องประสานเสียงของผู้หญิงเพราะพริ้งแทรกซ่านสอดเข้ามาอย่างเหมาะสม เป็นเครื่องหมายทางการค้าในอัตลักษณ์เพลงแบบ มาร์ค นอพฟ์เลอร์ โดยแท้ เสียงกีตาร์ที่โบกโบยพลิกผันอยู่ในเรื่องราวที่เปล่งร้องออกมาผ่านเนื้อร้อง ก่อนเคลื่อนเข้าสู่จังหวะยวนยั่วแบบฟังค์กี้ที่ให้ความเพลิดเพลินกระตุ้นเร้าสู่ความสนุกในการฟังมากขึ้น

* ลิ้งค์เนื้อเพลงของทั้งอัลบั้ม  |   https://goo.gl/LCyjDo

ยังรักษาระดับต่อเนื่องของจังหวะไว้ได้ในบทเพลงลำดับที่ 2 ‘Back on the Dancefloorเป็นร่องเสียงในบรรยากาศปาร์ตี้ ที่แสดงให้เห็นถึงความเก่งกาจของการร้องประสานเสียงของ ไอเมลดา เมย์ ในท่วงทำนองที่กลมกลืนและไหลลื่น เป็นการกระตุ้นให้เคลิ้มกับการเต้นรำที่ไม่สวิงสวายนัก โดยมีรากฐานและเสียงสัมผัสที่แน่นหนาของดนตรีอัพบีท บลูส์ฟังค์กี้

Nobody’s Childบทเพลงลำดับที่ 3 บอกเล่าเรื่องราวที่แสนรันทดของเด็กชายที่ดูเหมือนไร้ตัวตนไม่มีใครสนใจใส่ใจ ต้องคอยหลบหลีกและป้องกันตัวเองในการที่จะนำตัวเองไปสู่ความรุนแรงและก่ออาชญากรรม เด็กสกปรกมอมแมมที่ต้องการออกจากโลกที่ร้างไร้ว่างเปล่าและโหดร้ายรุนแรง ยาวนานเหลือเกินที่เขาพลัดพรากและถูกทอดทิ้ง เป็นบทเพลงบัลลาดที่ชวนหวนนึกถึงบรรยากาศโคบาลหรือคาวบอยในยุคอเมริกันตะวันตก แต่เมื่อมาเทียบกับโลกปัจจุบันทุกวันนี้ภาพของเด็กเหล่านี้ก็ง่ายมากที่จะเห็นทุกวันในเมืองใหญ่ๆ

บทเพลงลำดับที่ 4 ‘Just a Boy Away from Homeเปรียบประดุจการครุ่นคิดรำพึงรำพันมองย้อนหลังกลับไปถึงความฝันในวัยเยาว์ที่เคยเร่าร้อนและรู้สึกกับมันถึงความจริงเมื่ออายุมากขึ้นว่า ความฝันไม่สามารถกลายเป็นความจริงได้ในโลกของความเป็นจริงที่แสนปวดร้าว ด้วยบัลลาดที่เนิบช้าและยังมีเสียงฮอร์นที่สละสลวยสวยงามอยู่ในบทเพลงนี้เช่นกัน เป็นความลงตัวของการเล่าเรื่องและดนตรีที่แสดงถึงความเก๋า ท่อนก่อนที่จะจบเพลงมีโซโล่กีตาร์ในแบบสไลด์อย่างละเอียดลออสวยงามตรึงตราโสต

บทเพลงลำดับที่ 5 ‘When You Leaveหวานและค่อนข้างซาบซึ้ง เป็นบัลลาดแจ๊ซที่นำสู่เรื่องรักใคร่เร่าร้อน

พิมพ์นิยมในแบบดนตรีของไดร์ สเตรตส์ ปรากฏในท่อนฮุคที่ก้องสะท้อนในบทเพลงลำดับที่ 6 ‘Good on You Sonที่เป็นแรงปรารถนาถึงวันชื่นคืนสุข สมบูรณ์แบบตามสูตรสำเร็จทางดนตรีด้วยเสียงโซโล่กีตาร์และแซ็กโซโฟนที่โต้ตอบอย่างทันกัน ซึ่งมีชีวิตชีวา โดดเด่นฉายแสง และกระตุ้นจิตคนฟังได้ดี

บทเพลงบัลลาดกล่อมเคลิ้มลอยในภวังค์ปรากฏในบทเพลงลำดับที่ 7 ‘My Bacon Roll

Nobody Does Thatเป็นบทเพลงที่ 8 เล่นกันแบบบลูส์ร๊อคในจังหวะเหยาะย่างเนิบๆ ในสไตล์และอิทธิพลของ เจเจ เคล (JJ Cale) มือกีตาร์บลูส์ระดับตำนาน เครื่องเป่าทองเหลืองที่เลาะเรื่อยด้วยอารมณ์แบบฟังค์และโซล โดยเฉพาะเสียงฮอร์นที่เน้นย้ำออกมาอย่างเด่นเด้งกระทบโสตให้ตื่นตัว

Drover’s Roadบทเพลงลำดับที่ 9 เสียงร้องให้ความรู้สึกสงบและนิ่งงัน เสียงเปียโนฟุ้งฝันซาบซึ้งจิต กีตาร์สวยงามโอบอุ้มตั้งแต่ต้นจนจบเพลง รวมถึงเสียงไวโอลินที่เคียงขนาบกัน

บทเพลงในรูปรอยจังหวะเพลงเซลติก ร๊อค ที่คุ้นเคยแบบมาร์ค นอพฟ์เลอร์ ปรากฏในบทเพลงลำดับที่ 10 ‘One Song At A Time

บทเพลงลำดับที่ 11 ‘Floating Awayบัลลาดท่วงทำนองแช่มช้าคืบคลานเอื่อยเรื่อยด้วยพลังขับจากเปียโนกังวานส่งพลัง

Slow Learnerบทเพลงลำดับที่ 12 เปี่ยมด้วยความนุ่มนวลอย่างอบอุ่นใจ มีเสน่ห์อย่างน่าหลงใหล และเป็นชิ้นดนตรีที่ดูหม่นมัว ซึ่งมีกลิ่นอายในบทเพลงพื้นฐานจากซูเปอร์คลับแจ๊ซในแบบล้วงจากห้วงลึกภายใน อิทธิพลของ แฟรงค์ ซินาต้า ในเสียงเปียโนที่ลอยล่องเศร้าซึ้ง

บทเพลงลำดับที่ 13 ‘Heavy Upสวยงามและคมคาย มีกลิ่นอายคาลิปโซ่นำเข้าสู่อ้อมกอดที่ละมุนละไม ก่อนที่จะเข้าใจและเห็นความจริงว่า นี่คืออารมณ์ขันเชิงดนตรีที่แยบยลซ้อนซับ

ปิดอัลบั้มด้วยบทเพลงลำดับที่ 14 ‘Matchstick Menเห็นอิทธิพลในทางดนตรีโซลอะคูสติคในแบบของ เจมส์ เทย์เลอร์ (James Taylor) อย่างอบอวล แต่แผลงมาสู่สไตล์กีตาร์แบบฟิงเกอร์ พิคกิ้ง แบบแช่มช้าหวานละเมียด และเสียงร้องที่มีความเป็นตัวของ มาร์ค นอพฟ์เฟอร์ เอง

ว่าไปแล้ว โดยสรุป การขยายขอบเขตเข้าไปสู่รูปแบบและแนวดนตรีที่แตกต่างช่วยให้อัลบั้ม ‘Down The Road Whereverมีความผิดแผกไปจากที่เคยเป็นมา สร้างแรงดึงดูดใจในการฟังจากรอยทางปกติเดิมๆ ของดนตรีแบบ มาร์ค นอพฟ์เลอร์ ในอดีตอยู่บ้าง ผสมผสานรากดนตรีบลูส์ซึมซาบเข้าสู่ดนตรีแจ๊ซและฟังค์กี้ สร้างเสียงที่สดใสทว่าช่ำชอง มีเชิงชั้นจากพรสวรรค์และประสบการณ์ ภายใต้โครงสร้างหลักและกระดูกสันหลังทางดนตรีที่ยังมั่นคงหนักแน่นในแบบของเขาเอง

นี่คือการทบทวนรอยจำและการรำลึกถึงของมือกีตาร์ นักร้อง/คนเขียนเพลง ที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อโลกดนตรีร่วมสมัยคนหนึ่ง /

พอล เฮง
paulheng_2000@yahoo.com

********************

mm

About พอล เฮง

นักวิพากษ์-นักวิจารณ์ที่ชอบขุดคุ้ยสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในเพลงออกมาตีแผ่

View all posts by พอล เฮง