เทคนิคการเซ็ตอัพลำโพง สำหรับระบบเสียง stereo 2 ch ตอนที่ ๓ : เทคนิคการแม็ทชิ่ง – “แอมปลิฟาย” เข้ากับ “ลำโพง”

หลังจากเลือกลำโพงที่เหมาะสมกับขนาดของห้องฟังได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการเลือกแอมปลิฟายที่เหมาะสม (แม็ทชิ่ง) กับลำโพงที่คุณเลือกไว้ ซึ่งประเด็นที่คุณต้องพิจารณาก็คือ กำลังขับอันเป็นคุณสมบัติของเพาเวอร์แอมป์นั่นเอง ไม่ว่าคุณจะตัดสินใจเลือกที่จะเล่นแอมป์หลอด หรือแอมป์โซลิดสเตท, จะเลือกเล่นอินติเกรตแอมป์ หรือแยกชุดปรีแอมป์ + เพาเวอร์แอมป์ สิ่งที่คุณควรใส่ใจมากที่สุดในการเลือกซื้อก็คือ ตัวเลขกำลังขับส่วนคำตอบว่าจะเลือกกำลังขับมากน้อยแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับ ลำโพงที่คุณใช้เป็นสำคัญ

มีสเปคฯ อยู่ 2 – 3 ตัวที่กำหนดมากับลำโพงแต่ละคู่ที่คุณต้องนำมาพิจารณาเพื่อกำหนดหาตัวเลขกำลังขับของแอมป์ที่จะเอามาแม็ทชิ่งกับลำโพงคู่นั้น นั่นคือ

1. Sensitivity หรือ ความไวของลำโพงคู่นั้น
2. Power Recommended หรือ ช่วงของกำลังขับที่แนะนำสำหรับลำโพงคู่นั้นๆ
3. Impedance หรือ ความต้านทานเฉลี่ยของ (วงจรเน็ทเวิร์คของ) ลำโพงคู่นั้น

SENSITIVITY
หรือ “ความไว” ของลำโพง

ถ้าเข้าไปค้นดูใน specification ของลำโพงทุกคู่ คุณจะพบคุณสมบัติข้อหนึ่งที่ผู้ผลิตลำโพงทุกยี่ห้อต้องแจ้งไว้ในสเปคฯ นั่นคือ “Sensitivityหรือ ความไวซึ่งแสดงไว้เป็นตัวเลข ส่วนใหญ่จะมีค่าอยู่ระหว่าง 80 – 100 โดยมีหน่วยเป็น dB หรือ decibel (เดซิเบล)

ภาพนี้มาจากสเปคฯ ของลำโพงยี่ห้อ Totem Acoustics รุ่น Sky สังเกตตัวเลขที่ทำไฮไล้ท์สีแดงไว้นั่นคือ sensitivity ของลำโพงคู่นี้ซึ่งวัดค่าได้ = 87dB/W/m

ตัวเลข sensitivity ของลำโพงมาจากไหน.? ถ้าคุณเอาไมโครโฟนที่ใช้วัดความดังไปวางไว้ด้านหน้าของลำโพง ห่างออกมาจากหน้าลำโพง 1 เมตร จากนั้น เมื่อคุณป้อนสัญญาณเสียงที่มีความแรงเท่ากับ 1 วัตต์ (1 Watt) เข้าไปที่ลำโพงคู่นั้น สัญญาณเสียงที่คุณป้อนเข้าไปจะถูกลำโพงคู่นั้นแปรเปลี่ยนให้ออกมาเป็น ความดังส่วนว่าจะดังมากหรือดังน้อยแค่ไหน ก็ดูได้จากค่าที่ไมโครโฟนวัดออกมา ซึ่งเราเรียกค่าความดังที่วัดออกมาได้นี้ว่า “ความไว” หรือ sensitivity ของลำโพงคู่นั้นนั่นเอง

ผู้ผลิตลำโพงจะนำลำโพงที่ประกอบเสร็จเข้าไปทำการตรวจวัด “ความไว” ในห้องไร้เสียงสะท้อน เพื่อให้ได้ค่าความไวที่แม่นยำจริงๆ แล้วนำเอาค่าที่วัดได้จากกระบวนการนี้ไประบุไว้ในสมุดคู่มือของลำโพงคู่นั้น

เมื่อเอาสเปคฯ ในส่วนของ ความไวของลำโพง 2 คู่มาเปรียบเทียบกัน ลำโพงคู่ที่มีตัวเลขความไว มากกว่าคือลำโพงที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า เพราะเมื่อป้อนสัญญาณเสียงเข้าไปมันแปรเปลี่ยนสัญญาณเสียงนั้นออกมาเป็นปริมาณความดังมากกว่าลำโพงที่ระบุสเปคฯ Sensitivity ไว้ต่ำกว่า

มีบางคนคิดไปเองว่า ลำโพงที่มีตัวตู้ขนาดเล็กน่าจะมีความไวสูงกว่าลำโพงที่มีตัวตู้ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ความจริงคือ ไม่จำเป็นเสมอไป มิหนำซ้ำ ในโลกความเป็นจริงแล้ว ลำโพงขนาดเล็กที่มีราคาสูงคุณภาพดีส่วนใหญ่ มักจะมี ความไว” (sensitivity) ค่อนไปทางต่ำซะด้วยซ้ำไป พูดอีกอย่างก็คือมี ประสิทธิภาพต่ำนั่นเอง ในทางตรงข้าม ลำโพงที่มีตัวตู้ขนาดใหญ่บางตัวอาจจะมีความไวสูงเกิน 100dB/W/m ก็เป็นไปได้ ยกตัวอย่างเช่น ลำโพงฮอร์นเกือบทั้งหมด ดังนั้น ปัจจัยที่มีส่วนมากที่สุดในการกำหนดความไวของลำโพงก็คือรูปแบบของ design ที่ผู้ออกแบบตั้งใจให้เป็นนั่นเอง

ความไวสูง (High Sensitivity)
vs.
ความไวต่ำ (Low Sensitivity)

ตัวเลข sensitivity ระดับไหนจึงจะเรียกว่า ความไวสูงระดับไหนถึงเรียกว่า ความไวต่ำ“.? จริงๆ แล้วก็ไม่ได้มีกฏเกณฑ์กำกับตายตัวเอาไว้ แต่จากการทดลองแม็ทชิ่งระหว่างแอมป์กับลำโพงมานานพอสมควร ผมพอจะประเมินออกมาคร่าวๆ ได้ประมาณนี้

ความหมายของ sensitivity ของลำโพงที่รับรู้ได้จากพฤติกรรมการใช้งานจริงก็คือ ลำโพงที่มี ความไวต่ำ จะต้องการกำลังขับของแอมป์ มากกว่าลำโพงที่มีความไวสูงกว่า เมื่ออ้างอิงที่ระดับความดังจากลำโพงออกมาเท่าๆ กัน ซึ่งได้มีการระบุสัดส่วนเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่าง ความไวของลำโพงกับ กำลังขับของแอมป์เอาไว้ประมาณว่า ถ้าความไวของลำโพง 2 คู่ ต่างกันเท่ากับ 3dB ลำโพงคู่ที่มีความไว ต่ำกว่าจะต้องการกำลังขับจากแอมป์ มากกว่าลำโพงคู่ที่มีความไว สูงกว่าถึง 1 เท่าตัว เพื่อให้ได้ความดังออกมาเท่ากัน

ถ้าจะถามว่า ระหว่างลำโพงที่มี ความไวต่ำ กับลำโพงที่มี ความไวสูง แบบไหนดีกว่ากัน.? ตอบสั้นๆ ได้ว่า ต่างก็มีข้อดีข้อด้อยไปคนละอย่าง ลำโพงที่มีความไวต่ำ จะต้องการแอมป์ที่มีกำลังขับสูงๆ จึงจะสามารถทำให้ลำโพงคู่นั้นสร้างคลื่นเสียงที่มีความดังออกมาได้มากเท่าที่เราต้องการ ซึ่งถือเป็นข้อด้อย แต่ทางด้านดีก็คือ ลำโพงที่มีความไวต่ำ มักจะให้เสียงเบสได้ดีกว่าลำโพงที่มีความไวสูง ทั้งความหนักและความแน่น เป็นเพราะตัววูฟเฟอร์ที่สร้างความถี่เสียงในย่านต่ำใช้ไดอะแฟรมที่มีขนาดใหญ่ น้ำหนักเยอะ ความต้านทานสูง ทำให้อิมพีแดนซ์รวมของลำโพงถูกดึงลงมาอยู่ในระดับต่ำ จึงต้องการกำลังขับเยอะในการขยับตัวผลักดันอากาศเพื่อสร้างความถี่เสียงในย่านทุ้มออกมา

ส่วนลำโพงที่มีความไวสูง มีข้อดีคือ ไดอะแฟรมของมันจะขยับตัวได้ง่าย แม้ว่าจะถูกกระตุ้นด้วยสัญญาณเสียงที่มีความแรงต่ำๆ ทำให้สามารถตอบสนองต่อเสียงเบาๆ ได้ดี ให้รายละเอียดของเสียงที่อยู่ในระดับความดังต่ำๆ (Low Level Detail) ออกมาได้ดี อย่างพวกฮาร์มอนิก หรือไดนามิกคอนทราสน์ที่มีความดังต่างกันน้อยๆ แต่ถ้าถูกกระตุ้นด้วยสัญญาณเสียงที่มีความแรงสูงๆ ไดอะแฟรมของไดเวอร์จะสูญเสียการทรงตัวได้ง่าย ซึ่งเป็นข้อเสียของลำโพงที่มีความไวสูง ทำให้เสียงออกมาแกว่งและวูบวาบ ขาดความนิ่งกระชับ นั่นคือตอบสนองต่อสัญญาณทรานเชี้ยนต์ที่มีความรุนแรงได้ไม่ดี

ในอดีตนั้น ความไวของลำโพงมีผลต่อคุณภาพเสียงของซิสเต็มมาก และดูจะเป็นประเด็นปัญหาซีเรียสในการแม็ทชิ่งซิสเต็ม เนื่องจากในอดีตนั้น แอมปลิฟายที่มีกำลังขับเยอะๆ ยังเป็นเรื่องยากในการผลิต ต้นทุนสูง โดยเฉพาะในยุคที่เป็นแอมป์หลอดที่ให้กำลังขับต่ำมาก จึงตกเป็นหน้าที่ของผู้ผลิตลำโพงที่จะต้องพยายามพัฒนาลำโพงให้มีความไวสูงๆ เข้าไว้ เพื่อให้แอมป์วัตต์ต่ำสามารถขับไหว

แต่ในปัจจุบัน แอมป์วัตต์สูงๆ ผลิตได้ง่ายขึ้น ราคาก็ลดต่ำลงมาก ปัญหาเรื่องกำลังขับไม่พอที่จะผลักดันลำโพงที่มีความไวต่ำก็แทบจะไม่เป็นประเด็นอีกต่อไป มิหนำซ้ำ กลายเป็นว่า ผู้ผลิตลำโพงบางเจ้ากลับออกแบบให้ลำโพงของตนมีความไวอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ เมื่อจับคู่กับแอมป์ที่มีกำลังขับสูงๆ จะทำให้สามารถผลักดันมวลอากาศออกมาได้เยอะๆ และสามารถรองรับกำลังขับได้สูง อัดได้ดังมากๆ โดยที่ไดเวอร์ไม่เสียหาย

ในการคำนวนกำลังขับของแอมป์เพื่อแม็ทชิ่งกับลำโพง ผมไม่ได้ให้ความกังวลกับ ความไวหรือ sensitivity ของลำโพงมากนัก ตราบเท่าที่ตัวเลขความไว ไม่ต่ำกว่า86dB ลงไป

POWER RECOMMENDED
หรือ ช่วงของกำลังขับที่แนะนำสำหรับลำโพง

สเปคฯ ตัวนี้เป็นข้อมูลที่ผู้ผลิตลำโพง (พยายาม) บอกให้คุณรู้ว่า ลำโพงของเขาจะสามารถให้เสียงออกมาได้ดี (ในความเห็นของพวกเขา) ก็ต่อเมื่อคุณใช้แอมป์ที่มีกำลังขับ อยู่ระหว่างค่า min (ต่ำสุด) – max (สูงสุด) ที่พวกเขากำหนดไว้ในสเปคฯ ของลำโพงคู่นั้น

จากภาพข้างบน เป็นสเปคฯ ของลำโพงยี่ห้อ Totem Acoustics รุ่น Sky จะเห็นว่า ทางผู้ผลิตแนะนำให้ใช้กับกำลังขับของแอมป์ตั้งแต่ ต่ำสุดที่ 30 วัตต์ ไปจนถึง สูงสุดที่ 125 วัตต์ / แชนเนล ซึ่งหากพิจารณาจากตัวเลขเหล่านี้ ก็พอจะตีความได้ว่า ลำโพง Sky คู่นี้เหมาะสมกับแอมป์ที่มีกำลังขับ ไม่ต่ำกว่าข้างละ 30 วัตต์ และไม่ควรใช้แอมป์ที่มีกำลังขับ สูงกว่า” 125 วัตต์ต่อข้างมาขับมัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว จากการที่ผมทดสอบมาแล้วหลายครั้ง ผมพบว่า ตัวเลขกำลังขับ ขั้นต่ำ” (minimum) ที่ระบุมาในสเปคฯ ตัวนี้ไม่ค่อยจะได้ประโยชน์ในทางปฏิบัติมากนัก เพราะกำลังขับของแอมป์ข้างละ 30 วัตต์นั้น แค่ทำให้ลำโพง Totem Acoustics : Sky ให้เสียงออกมาพอฟังได้เท่านั้น แต่ไม่มากพอที่จะทำให้ลำโพงคู่นี้สามารถสวิงไดนามิกออกมาได้กว้างขวางอย่างเต็มที่ อย่างที่ลำโพงคู่นี้สามารถทำได้จริงๆ

นั่นก็หมายความว่า ตัวเลขกำลังขับแค่ 30 วัตต์ต่อข้างไม่มีโอกาสทำให้ลำโพงคู่นี้สามารถแสดงศักยภาพของมันออกมาได้อย่างเต็มที่เท่าที่ตัวของมันสามารถทำได้นั่นเอง

ส่วนตัวเลข สูงสุด” (maximum) ที่ผู้ผลิตลำโพงรุ่นนี้ระบุไว้ที่ 125W ต่อข้างนั้น จริงๆ แล้วมันมีนัยยะทางเทคนิคมากกว่าคุณภาพเสียง คือไดเวอร์ของลำโพงทุกตัวจะมีระดับความสามารถสูงสุดที่จะรองรับกำลังขับของแอมป์ได้ก่อนที่เกิดความเสียหายกับโครงสร้างของตัวมัน ซึ่งตัวเลขกำลังขับที่ระดับ maximum ที่แนะนำไว้ในสเปคฯ ก็เพื่อความปลอดภัยของไดเวอร์นั่นเอง

มีลำโพงหลายคู่ที่สามารถรองรับกำลังขับแบบชั่วคราว (peak) ได้สูงกว่าตัวเลข maximum ที่กำหนดไว้ในสเปคฯ “Power Recommendedมาก ส่วนใหญ่จะเป็นลำโพงที่เน้นคุณภาพเสียงอย่างยิ่งยวด

IMPEDANCE
หรือ ความต้านทานเฉลี่ย
ของ (วงจรเน็ทเวิร์คของ) ลำโพง

ความหมายของ Impedance ที่อธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุดคือ แรงต้านที่วงจรอิเล็กทรอนิค (สำหรับลำโพงก็คือ วงจรเน็ทเวิร์คนั่นเอง) แสดงออกมาเมื่อมีกระแสไฟฟ้า (โวลเตจ) ไหลผ่าน

ในขณะที่วงจรครอสโอเวอร์เน็ทเวิร์ค (เรียกสั้นๆ ว่า วงจรเน็ทเวิร์ค“) ถูกออกแบบมาให้ทำหน้าที่ ตัดแบ่งความถี่เสียงทั้งหมดที่ได้รับมาจากเพาเวอร์แอมป์ออกเป็นส่วนๆ เท่ากับจำนวนของไดเวอร์แล้วจัดส่งความถี่ที่ตัดแบ่งนั้นไปให้ไดเวอร์แต่ละตัว ยกตัวอย่างเช่น วงจรเน็ทเวิร์คของลำโพง 3 ทางที่ประกอบด้วยไดเวอร์ 3 ตัวคือ ทวีตเตอร์ + มิดเร้นจ์ + วูฟเฟอร์ อย่างละตัว จะทำการตัดแบ่งความถี่ทั้งหมดออกเป็น 3 ย่านเสียง ได้แก่ ย่านทุ้ม แล้วส่งไปให้วูฟเฟอร์, ย่านกลาง ส่งไปให้มิดเร้นจ์ และย่านแหลม – ส่งไปให้ทวีตเตอร์ ประโยชน์ที่ได้รับก็คือ ไดเวอร์แต่ละตัวจะทำการแปลงสัญญาณเสียงในช่วงแคบๆ ที่ได้รับมอบหมายมา จึงสามารถทำให้ความถี่ที่ถ่ายทอดออกมามีความดังสูงขึ้นได้โดยที่มีความเพี้ยนต่ำนั่นเอง

ในการผลิตลำโพงโฮมยูส มีการกำหนดมาตรฐานกลางของค่าอิมพีแดนซ์ของวงจรครอสโอเวอร์เน็ทเวิร์คไว้ที่ 8 โอห์ม เพื่อให้ผู้ผลิตแอมปลิฟายยึดถือเป็นมาตรฐานกลาง (ในขณะที่วงการรถยนต์ใช้ตัวเลขอิมพีแดนซ์ที่ 4 โอห์มเป็นค่ามาตรฐานกลาง)

สูตรคำนวนอย่างง่ายๆ
สำหรับตัวเลข กำลังขับของแอมป์
ที่เหมาะสมกับลำโพงของคุณ

จากประสบการณ์ในการทดสอบลำโพงมานานยี่สิบกว่าปี ทำให้ผมค้นพบวิธีคำนวนง่ายๆ ในการหาตัวเลขกำลังขับของแอมป์ที่เหมาะสมกับลำโพงออกมาได้ โดยนำเอาตัวเลขสเปคฯ “Power Recommendedมาใช้เป็นฐานคำนวน ซึ่งสเปคฯ ตัวนี้ระบุมากับลำโพงแทบจะทุกคู่อยู่แล้ว

และจากการทดลองจริงๆ ผมพบว่า กำลังขับของแอมป์ ขั้นต่ำสุดที่จะทำให้ลำโพงคู่ใดๆ สามารถแสดงศักยภาพของมันออกมาได้อย่างเต็มที่ ควรจะเป็นแอมป์ที่มีกำลังขับ ขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 75% ของตัวเลขกำลังขับ สูงสุดที่กำหนดไว้ในสเปคฯ ของลำโพงคู่นั้น

ยกตัวอย่างโดยดูจากตัวเลขในสเปคฯ ของลำโพง Totem Acoustics รุ่น Sky มาใช้คำนวนแทนค่าตามสูตรของผมข้างบนนี้ เราก็จะได้ตัวเลขกำลังขับ ขั้นต่ำของแอมป์ที่เหมาะสมในการใช้งานร่วมกับลำโพง Totem Acoustics : Sky คู่นี้เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงออกมาในเกณฑ์ที่ดีน่าพอใจ ตามนี้

แต่อย่าลืมว่า ตัวเลขกำลังขับของแอมป์ที่คำนวนออกมาได้ตามสูตรที่ผมให้ไว้นี้ มันคือกำลังขับที่ 75% ของตัวเลขกำลังขับสูงสุดที่ลำโพงคู่นั้นๆ รับได้เท่านั้น ดังนั้น ตัวเลขที่คำนวนออกมาได้ตามสูตรนี้ จึงยังไม่ใช่ตัวเลขกำลังขับของแอมป์ที่ขับลำโพงคู่นั้นออกมาได้ดีที่สุด แต่เป็นตัวเลขกำลังขับ ขั้นต่ำที่ทำให้มั่นใจได้ว่า สามารถขับลำโพงคู่นั้นๆ ให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีน่าพอใจ หลุดพ้นจากปัญหา mismatch ระหว่างกำลังขับของแอมป์กับความต้องการของลำโพงไปได้ แต่ถ้าความต้องการของคุณไม่ได้หยุดอยู่แค่ขจัดปัญหา mismatch เท่านั้น แต่อยากรีดประสิทธิภาพเสียง สูงสุดออกมาจากลำโพงคู่นั้น คุณต้องใช้อีกสูตรหนึ่ง นั่นคือ

จากสูตรข้างบน ถ้ากลับไปดูตัวเลขสเปคฯ ของลำโพง Totem Acoustics : Sky อีกครั้งเพื่อเอามาแทนค่าลงในสูตร ก็จะได้ผลลัพธ์ออกมาตามนี้ คือ

= 125 x 2 = 250 วัตต์ / แชนเนล

กล่าวโดยสรุปก็คือ กำลังขับของแอมป์ ขั้นต่ำที่จะทำให้ลำโพง Totem Acoustics : Sky สามารถแสดงศักยภาพออกมาจนได้เสียงที่ดีน่าพอใจอยู่ที่ 93.75 วัตต์ต่อข้าง แต่ถ้าต้องการให้ได้คุณภาพเสียงจากลำโพง Totem Acoustics : Sky ออกมาเต็มที่จริงๆ สุดขีดความสามารถที่ลำโพงคู่นี้จะให้ออกมาได้ แนะนำให้ใช้แอมป์ที่มีกำลังขับอยู่ที่ 250 วัตต์ / แชนเนล

บางคนอาจจะแย้งว่า ตัวเลขกำลังขับของแอมป์ที่ 250 วัตต์ต่อแชนเนล มัน สูงกว่าตัวเลขสูงสุด (maximum) ที่สเปคฯ ของลำโพง Totem Acoustics : Sky แนะนำไว้ จะเป็นปัญหากับลำโพงหรือเปล่า.?

บอกเลยว่าไม่เป็นปัญหา เพราะในการฟังจริงนั้น เราไม่ได้หมุนวอลลุ่มของปรีแอมป์ไปจนสุดสเกลเพื่อให้ได้กำลังขับออกมาเต็มที่ 250 วัตต์ต่อแชนเนล โดยมากแล้ว เราก็มักจะใช้ระดับวอลลุ่มของแอมป์ให้ได้ความดังเฉลี่ยอยู่ในระดับเดียวกัน เพียงแต่ว่า แอมป์ที่มีกำลังสูงกว่า จะมีกำลังสำรองสูงกว่า และจะดึงออกมาใช้ในขณะช่วงโหมของเพลง ซึ่งจะทำให้ลำโพงสามารถสวิงไดนามิกเร้นจ์ขึ้นไปได้สูงเท่าที่ตัวสัญญาณสวิงขึ้นไปได้โดยไม่มีอาการอั้นหรือตื้อเหมือนตอนขับด้วยแอมป์ที่มีกำลังขับไม่ถึง 75% ของกำลังขับสูงสุดที่แนะนำไว้ในสเปคฯ ของลำโพง

ต้องระวังเรื่อง อิมพีแดนซ์ด้วย.!

เวลาเข้าไปดูสเปคฯ กำลังขับของแอมป์ กับตัวเลข “Power Recommendedที่ลำโพงแนะนำไว้ อย่าลืมดูค่าของ อิมพีแดนซ์” (impedance) หรือความต้านทานรวมด้วย !!

เนื่องจากมาตรฐานของวงการเครื่องเสียงบ้าน กำหนดให้ใช้อิมพีแดนซ์ที่ 8 โอห์ม เป็นมาตรฐานกลางในการอ้างอิงกับสเปคฯ ตัวเลขกำลังขับของแอมป์ และความสามารถในการรองรับกำลังขับของลำโพง ในขณะที่วงการเครื่องเสียงรถยนต์ใช้มาตรฐานที่ 4 โอห์ม แต่ที่ผ่านๆ มา มีผู้ผลิตลำโพงบ้านหลายเจ้าที่ออกแบบลำโพงและปรับจูนเสียงโดยอ้างอิงกับอิมพีแดนซ์ที่ 4 โอห์ม หรือบางเจ้าก็อ้างอิงที่ 6 โอห์ม ก็มีเยอะ โดยเฉพาะลำโพงที่ใช้ในวงการโฮมเธียเตอร์ ในขณะที่แอมปลิฟายส่วนมากจะยึดตัวเลขอิมพีแดนซ์ที่ 8 โอห์มในการกำหนดสเปคฯ ดังนั้น หากพบว่า แอมป์กับลำโพงที่ต้องการเอาตัวเลขมาคำนวนหาความแม็ทชิ่งซึ่งกันและกัน ต้องดูด้วยว่า ตัวเลขสเปคฯ ที่ลำโพงกับแอมป์คู่นั้นระบุไว้ในสมุดคู่มือ อ้างอิงกับอิมพีแดนซ์เดียวกันหรือไม่ ถ้าไม่ได้อ้างอิงที่อิมพีแดนซ์ค่าเดียวกัน ก่อนจะนำค่ามาเข้าสูตรที่ผมแนะนำ คุณต้องเอาค่าอิมพีแดนซ์ทั้งสองมาเทียบบัญญัติไตรยางค์เพื่อหาค่าเฉลี่ยตรงกลางซะก่อน ซึ่งโดยหลักการแล้ว สำหรับแอมปลิฟาย เมื่ออิมพีแดนซ์ ลดลงครึ่งหนึ่ง ตัวเลขกำลังขับของแอมป์ตัวนี้ควรจะสูงขึ้นไปอีกหนึ่งเท่าตัว

แอมปลิฟายระดับไฮเอ็นด์ส่วนใหญ่มักจะระบุกำลังขับเอาไว้หลายๆ ค่า วัดตาม อิมพีแดนซ์อาทิเช่น เพาเวอร์แอมป์ของยี่ห้อ Moon รุ่น 860A

จากภาพข้างบนนี้ จะเห็นว่า ในสเปคฯ ของ 860A ระบุกำลังขับเอาไว้ 2 ค่า คือ 200 วัตต์ต่อข้างที่โหลดอิมพีแดนซ์ 8 โอห์ม และเท่ากับ 400 วัตต์ต่อข้างที่โหลดอิมพีแดนซ์ 4 โอห์ม แบบนี้แสดงว่า เพาเวอร์แอมป์ตัวนี้ออกแบบกำลังสำรองเผื่อไว้เต็มที่ 100% ถ้าคุณจะเอาตัวเลขกำลังขับของ 860A ตัวนี้ไปใช้คำนวนตามสูตรของผมเพื่อแม็ทชิ่งกับลำโพง ก็ให้ดูว่า ลำโพงที่คุณจะเอามาคำนวนด้วยกันนั้น อ้างอิงอิมพีแดนซ์กี่โอห์ม ถ้าตัวเลขต่างๆ ในสเปคฯ ของลำโพงคู่นั้น อ้างอิงไว้ที่ 4 โอห์ม ก็ให้เอาตัวเลข 400 วัตต์ต่อข้างของ 860A ไปใช้ในการคำนวนกับลำโพงคู่นั้น แต่ถ้าลำโพงอ้างอิงกับอิมพีแดนซ์ 8 โอห์ม ก็เอาตัวเลข 200 วัตต์ต่อข้างไปใช้คำนวน หรือถ้าลำโพงอ้างอิงกับอิมพีแดนซ์ที่ 6 โอห์ม ก็ให้เอาตัวเลขกำลังขับที่อยู่ ตรงกลางระหว่าง 4 กับ 8 โอห์ม นั่นคือ 400 + 200 หารด้วย 2 เท่ากับ 300 วัตต์ต่อแชนเนลไปคำนวนในสูตร /

* ตอนหน้าจะเริ่มต้นค้นหาตำแหน่งวางลำโพงที่ให้คุณภาพเสียง ดีที่สุดในห้องฟังของคุณ.!!

****************************

ย้อนกลับไปอ่าน

ตอนที่ ๑ : บทนำ
ตอนที่ ๒ : เทคนิคการแม็ทชิ่ง ระหว่าง “ลำโพง” เข้ากับ “ห้องฟัง”

อ่านต่อ –

ตอนที่ ๔ : ตำแหน่งวางลำโพงมีผลอย่างไร.? ทำไมต้องค้นหาตำแหน่งวางลำโพง?
ตอนที่ ๕ : วัดระยะและจัดวางลำโพง
ตอนที่ ๖ : เทคนิคการปรับจูนตำแหน่งลำโพงให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีขึ้น

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า