เทคนิคการเซ็ตอัพลำโพง สำหรับระบบเสียง stereo 2 ch ตอนที่ ๔ : ตำแหน่งวางลำโพงมีผลอย่างไร.? ทำไมต้องค้นหาตำแหน่งวางลำโพง.?

เมื่อตระเตรียมอุปกรณ์ในซิสเต็ม ซึ่งประกอบด้วย source (แหล่งต้นทางสัญญาณ), amplifier (ภาคขยายสัญญาณ) และ speaker (ลำโพง) ไว้พร้อมแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือยกเอาอุปกรณ์ทั้งหมดเข้าไปทำการติดตั้งในห้องฟังให้เป็นที่เป็นทาง อุปกรณ์เครื่องเสียงแต่ละชิ้นจะเชื่อมต่อทำงานร่วมกันโดยผ่านทางสายต่อเชื่อมภายในระบบ (interconnect cable) ที่เราเรียกว่าสายสัญญาณนั่นเอง

เครื่องเสียงที่เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่นซีดี, เครื่องเล่นไฟล์เพลง, เครื่องเล่นแผ่นเสียง, ปรีแอมป์ และเพาเวอร์แอมป์ เหล่านั้นเราสามารถวางรวมกันอยู่บนชั้นวางเตี้ยๆ แบบชั้นเดียว แยกอิสระของใครของมันก็ได้ หรือจะวางรวมๆ กันอยู่บนชั้นวางทรงสูงที่แบ่งช่องวางในแนวตั้งได้หลายเครื่องก็ได้ ขึ้นอยู่กับความพิถีพิถันในคุณภาพเสียงของคุณเอง

ตำแหน่งวางลำโพงมีผลอย่างไร.?
ทำไมต้องค้นหาตำแหน่งวางลำโพง.?

อุปกรณ์เครื่องเสียงที่หาที่วางให้ลงตัวในห้องฟังได้ยากลำบากมากที่สุด แต่มีผลกับคุณภาพเสียงมากที่สุดก็คือ ลำโพงนี่แหละครับ ก่อนจะเริ่มต้นขั้นตอนการจัดวางตำแหน่งลำโพง เรามาทำความเข้าใจถึงเหตุผลที่ต้องค้นหาตำแหน่งลำโพงกันก่อน..

มิติของเสียง” (Soundstage)
คือเป้าหมายปลายทาง..

ในระบบเสียงสเตริโอ (stereophonic) เราต้องอาศัยลำโพง 2 ตัวในการกระจายคลื่นเสียง 2 แชนเนล คือ แชนเนลซ้าย (Left Channel) กับ แชนเนลขวา (Right Channel) ออกมาผสมรวมกันเพื่อสร้าง สนามเสียง” (Soundstage) เพียงหนึ่งเดียวที่สมบูรณ์แบบขึ้นมาในอากาศ สัญญาณเสียงที่ออกมาจากลำโพงทั้งสองข้างมีส่วนประกอบของคลื่นเสียง (ความถี่, เฟส, ความดัง) ที่มีทั้งคุณสมบัติที่เหมือนกันและต่างกัน คลื่นเสียงบางเสียงอาจจะแผ่ออกมาจากลำโพงข้างใดข้างหนึ่งเพียงข้างเดียว แต่ในขณะเดียวกันก็อาจจะมีคลื่นเสียงอีกบางเสียงที่แผ่ออกมาจากลำโพงทั้งสองข้างพร้อมกันก็ได้

เมื่อเรานั่งหันหน้าเข้าหาลำโพง และวางลำโพงข้างซ้ายไว้ทางด้านซ้ายมือของเรา และวางลำโพงข้างขวาไว้ด้านขวามือของเราด้วยระยะห่างเท่าๆ กันทั้งสองข้าง คลื่นเสียงที่ถูกกำหนดให้แผ่ออกมาจากลำโพงข้างใดข้างหนึ่งเพียงข้างเดียวมันจะปรากฏตำแหน่งเสียงออกมาตรงกับตำแหน่งของลำโพงข้างนั้น ทำให้เราสามารถรับรู้ถึงตำแหน่งของเสียงนั้นได้ว่าดังออกมาจากด้านซ้ายหรือด้านขวา

อัลบั้ม Somethin’ Else

ดูจากภาพด้านบน ยกตัวอย่างเพลง Autumn Leave จากอัลบั้มชุด Somethin’ Else คุณจะสามารถระบุตำแหน่งเสียงทรัมเป็ตของ Miles Davis กับเสียงแซ็กโซโฟนของ Cannonball Adderley ที่ดังออกมาจากลำโพงด้านซ้าย และเสียงกลองของ Art Blakey กับเสียงอะคูสติกเบสของ Sam Jones ที่ดังออกมาจากลำโพงด้านขวาได้อย่างชัดเจน เพราะหมอ Rudy Van Gelder ซาวนด์เอนจิเนียร์ของอัลบั้มนี้เขาทำการมิกซ์เสียงแซ็กโซโฟน+ทรัมเป็ตไว้ที่แชนเนลซ้าย และแยกมิกซ์เสียงกลอง+เบสไว้ที่แชนเนลขวา ในขณะที่เสียงเปียโนของ Hank Jones ถูกมิกซ์ไว้ให้อยู่ลึกลงไปด้านหลังของเสียงเครื่องดนตรีทั้งสี่ชิ้น มีตำแหน่งอยู่ตรงกลางระหว่างลำโพงทั้งสองข้าง (บางช่วงจะได้ยินว่าเยื้องมาทางลำโพงขวามากกว่าซ้ายเพราะเป็นจังหวะเล่นคอร์ดด้วยมือซ้ายนั่นเอง)

ถ้าคุณลุกขึ้นไปยืนฟังใกล้ๆ หน้าลำโพงข้างซ้าย คุณจะได้ยินเสียงทรัมเป็ตกับแซ็กโซโฟนดังออกมาจากลำโพงซ้ายชัดมากและจะได้ยินเสียงกลองกับเบสที่เบามาก เพราะมันดังออกมาจากลำโพงข้างขวาเท่านั้น แต่ขณะเดียวกัน ไม่ว่าคุณจะไปยืนฟังหน้าลำโพงซ้ายหรือขวา คุณก็จะยังคงได้ยินเสียงเปียโนด้วยความดังใกล้เคียงกัน เพราะเสียงเปียโนถูกมิกซ์ให้ดังออกมาจากลำโพงทั้งสองข้างนั่นเอง

สิ่งที่คุณได้ยินทั้งหมดนั้นคือคุณสมบัติของเสียงที่นักเล่นเครื่องเสียงเรียกกันว่า เวทีเสียง” (Soundstage) ซึ่งก็คือภาพที่ซาวนด์เอนจิเนียร์ทำการจัดวางตำแหน่งเสียงของชิ้นดนตรีทั้งหมดในเพลงหนึ่งๆ ขึ้นมาในอากาศ (ด้วยเทคนิคการมิกซ์เสียง) ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อจำลองบรรยากาศให้ผู้ฟังรู้สึกเหมือนกำลังนั่งฟังการบรรเลงสดๆ ของศิลปินเหล่านั้น

ถ้าคุณลองเปลี่ยนเพลงฟังโดยที่ลำโพงยังวางอยู่ในตำแหน่งเดิม และคุณนั่งฟังที่ตำแหน่งเดิม คุณจะพบว่า ลักษณะของซาวนด์สเตจของแต่ละเพลงมีความแตกต่างกัน แทบจะไม่มีเพลงไหนๆ ที่เหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์

ซาวนด์สเตจหรือ เวทีเสียงก็คือความรู้สึกในการฟังเพลงที่ทำให้คุณเกิดจินตนาการเหมือนกับได้ไปนั่งอยู่หน้าเวทีโดยมีวงดนตรีเหล่านั้นบรรเลงให้ฟัง หรืออีกนัยก็คือความรู้สึกเหมือนกับว่าวงดนตรีเหล่านั้นยกวงมาบรรเลงให้ฟังอยู่ในห้องฟังของเรานั่นเอง เราใช้คำว่า “เวทีเสียงมาจำกัดความรู้สึกนี้ก็เพราะว่า การรับฟังในระบบสเตริโอนั้นจะทำให้คุณสามารถรับรู้ถึงตำแหน่งของชิ้นดนตรีแต่ละชิ้นที่วางตัวเป็นที่เป็นทาง มีตำแหน่งเฉพาะตัวแยกแยะกันออกไปได้อย่างชัดเจน การวางตำแหน่งของชิ้นดนตรีเหล่านั้นมีพิกัดที่แยกแยะได้เป็นสามมิติ มีทั้งระยะ ความลึก, ความกว้าง และ ความสูงให้คุณสัมผัสได้ ซึ่งเปรียบไปแล้วก็เหมือนกับการจัดวางตำแหน่งเครื่องดนตรีบนเวทีแสดงสดนั่นเอง ซึ่งคุณจะรับรู้ได้ว่า ชิ้นดนตรีไหนอยู่หน้าอยู่หลัง ชิ้นไหนอยู่ซ้ายชิ้นไหนอยู่ขวา เป็นคุณลักษณะของระบบเสียงสเตริโอโดยเฉพาะ ซึ่งระบบเสียงโมโนจะไม่มีลักษณะความเป็นสามมิติของเวทีเสียง

อัลบั้ม Isn’t She Lovely

ยกตัวอย่างรูปแบบของ soundstage หรือเวทีเสียงช่วงนาทีแรกของอีกเพลงหนึ่ง คือเพลง Isn’t She lovely ของ Livingston Taylor สังกัด Chesky Records จากอัลบั้มชุด Ink ซึ่งเพลงนี้จะเริ่มต้นด้วยเสียงผิวปากของลีฟวิงสตัน เทย์เลอร์ อยู่ในตำแหน่งตรงกลางระหว่างลำโพงทั้สองข้าง แล้วตามด้วยเสียงตีคอร์ดกีต้าร์โปร่งอยู่ที่ลำโพงข้างขวา จนถึงวินาทีที่ 00:34 เทย์เลอร์จะเปลี่ยนเสียงผิวปากเป็นเสียงร้อง ณ ตำแหน่งเดิม โดยยังคงมีเสียงกีต้าร์ตัวเดิมที่ตำแหน่งลำโพงขวาตีคอร์ดคลอไปกับเสียงร้องและเริ่มมีเสียงเครื่องดนตรีเพิ่มเติมเข้ามาอีกสองเสียง คือเบสดังขึ้นตรงกลาง ลึกลงไปด้านหลังของตำแหน่งเสียงร้อง พร้อมกับเสียงกีต้าร์ตัวที่สองดังขึ้นที่ลำโพงข้างซ้าย จากนั้นโมชั่นนี้ก็ดำเนินต่อเนื่องไป..

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความรู้สึกรับรู้ถึงความเป็น เวทีเสียงขึ้นมาได้ก็คือลักษณะการวางลำโพงทั้งสองข้างที่เหมาะสมกับตำแหน่งนั่งฟังของคุณ ซึ่งมิติเวทีเสียงและชิ้นดนตรีที่คุณได้ยินว่ามันออกมาลอยอยู่ในอากาศให้เห็นกันชัดๆ ได้นั้นก็เกิดจากการผสมผสานที่เหมาะสมของสัญญาณเสียงที่แผ่ออกมาจากลำโพงข้างซ้ายและข้างขวานั่นเอง เป็นการผสมผสานระหว่างสิ่งที่ออกมาจากลำโพงทั้งสองข้างที่ลงตัวกันพอดี ลักษณะคล้ายกับการปรับโฟกัสของกล้องส่องทางไกล ซึ่งหากคุณหมุนปรับโฟกัสไม่ลงตัว ภาพที่มองผ่านเลนส์ทั้งสองออกไปก็จะเบลอมัว ขาดความคมชัด ต้องค่อยๆ ปรับหาระยะของเลนส์ที่เหมาะสม เมื่อได้ระยะลงตัวแล้ว ภาพที่สายตาทั้งสองข้างของคุณมองผ่านเลนส์ของกล้องทั้งสองตัวก็จะผสมรวมกันเป็นภาพเดียวกัน ด้วยโฟกัสที่คมชัด บ่งบอกระยะมิติตื้นลึกของวัตถุในภาพได้อย่างแม่นยำถูกต้อง เฉกเช่นเดียวกัน การที่คุณจะได้ยินเวทีเสียงที่ชัดเจนเป็นเวทีเดียวกัน สามารถบ่งบอกพิกัดของรายละเอียดชิ้นดนตรีในแต่ละเพลงออกมาได้อย่างถูกต้องแม่นยำ คุณก็ต้องจัดวางลำโพงทั้งสองข้างให้อยู่ในตำแหน่งที่มีระยะห่างที่ลงตัวพอดีๆ โดยมีจุดนั่งฟังเป็นศูนย์กลาง /

* เตรียมตลับเมตรและเทปกาวไว้ให้พร้อม เคลียร์ห้องฟังไว้ให้ดี ตอนหน้าเราจะเริ่มค้นหาระยะวางลำโพงที่ดีที่สุดกัน

****************************

ย้อนกลับไปอ่าน

ตอนที่ ๑ : บทนำ
ตอนที่ ๒ : เทคนิคการแม็ทชิ่ง – “ลำโพง” เข้ากับ “ห้องฟัง”
ตอนที่: เทคนิคการแม็ทชิ่ง – “แอมป์” เข้ากับ “ลำโพง”

อ่านต่อ

ตอนที่ ๕ : วัดระยะและจัดวางลำโพง
ตอนที่ ๖ : เทคนิคการปรับจูนตำแหน่งลำโพงให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีขึ้น

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า