เทคนิคการเซ็ตอัพลำโพง สำหรับระบบเสียง stereo 2 ch ตอนที่ ๒ : ซิสเต็ม แม็ทชิ่ง – “ลำโพง” กับ “ห้องฟัง”

ก่อนที่จะเข้าไปถึงหลักการในการปรับแต่งตำแหน่งของลำโพงเพื่อให้ได้คุณภาพสูงสุดนั้น เราต้องเริ่มจากบันไดขั้นแรก คือการเลือกลำโพงมาใช้งานซะก่อน ในที่นี้ ผมขอกล่าวถึงเทคนิควิธีเลือกลำโพงอย่างคร่าวๆ โดยยึดเอาประสิทธิภาพสูงสุดเป็นหลัก ลำโพงทุกคู่ในท้องตลาดต่างก็มีความเหมาะสมสำหรับการนำมาใช้งานด้วยกันทั้งนั้น แต่คู่ไหนเหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ ก็ขึ้นอยู่กับ เงื่อนไขที่คุณต้องการและ ปัจจัยที่เป็นอยู่

ลำโพงคู่ที่ดีที่สุดสำหรับชุดเครื่องเสียงของคุณอาจจะไม่ใช่ลำโพงคู่ที่ดีที่สุดสำหรับชุดเครื่องเสียงของเพื่อนคุณก็ได้ และในทางกลับกันด้วย ชุดเครื่องเสียงของคุณอาจจะไม่เหมาะกับลำโพงที่เพื่อนคุณใช้อยู่ หลักการในการเลือกเฟ้นลำโพงมาใช้งานนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยและข้อจำกัดเฉพาะตัวของนักเล่นแต่ละท่านต่างๆ กันไป ซึ่งภายใต้หลักคิดที่ผมกำลังจะนำเสนอนี้ จะทำให้แต่ละท่านสามารถค้นหาลำโพงที่เหมาะสมกับตัวเองได้ทั้งหมด ไม่ว่า เงื่อนไขและ ปัจจัยที่เป็นอยู่ของคุณจะเป็นอย่างไร

ดังนั้น ก่อนจะเซ็ตอัพตำแหน่งของลำโพง ต้องเริ่มจากการหา ลำโพงที่เหมาะสมกับ ห้องฟังและ ชุดเครื่องเสียงของคุณให้ได้ซะก่อน ซึ่งกระบวนการที่ทำให้เกิดความเหมาะสมลงตัวนี้เราเรียกว่าการทำ ซิสเต็ม แม็ทชิ่ง” (System Matching) นั่นเอง

การทำ ซิสเต็ม แม็ทชิ่ง

การทำ ซิสเต็ม แม็ทชิ่งคือกระบวนการในการจัดการให้อุปกรณ์ในชุดเครื่องเสียงแต่ละชิ้นสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ถ้าอุปกรณ์ทุกชิ้นในชุดเครื่องเสียงของคุณทำงานเข้าขากันได้อย่างดี ก็เรียกว่า เป็นชุดเครื่องเสียงที่มีความ แม็ทชิ่งกันได้ดี และในทางกลับกัน ถ้าชุดเครื่องเสียงที่คุณใช้งานอยู่ให้คุณภาพเสียงออกมา ต่ำกว่าสมรรถนะที่แต่ละชิ้นมีอยู่ ก็แสดงว่าชุดเครื่องเสียงนั้นประกอบไปด้วยอุปกรณ์ที่ทำงานไม่สอดคล้องกัน เรียกง่ายๆ ว่าไม่แม็ทชิ่งกัน หรือเรียกอีกอย่างว่า มีสแม็ทช์” (mismatch) นั่นเอง คือสเปคฯ ของเครื่องเสียงแต่ละชิ้นมันไม่ตอบสนองความต้องการซึ่งกันและกันนั่นเอง

ขั้นตอนการจัดการให้ชุดเครื่องเสียงทำงานร่วมกันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หรือเรียกว่าขั้นตอนการ แม็ทชิ่ง ซิสเต็มต้องเริ่มต้นที่ ห้องเป็นอันดับแรก

ห้องฟัง (Listening Room)

ในที่นี้ หมายรวมถึงห้องนั่งเล่น หรือห้องเอนกประสงค์ที่คุณตั้งใจจะใช้เป็นสถานที่จัดชุดฟังเพลงด้วย ห้องฟังที่ดีนั้นต้องมีพื้นที่และสภาพอะคูสติกที่เหมาะสมเป็นเบื้องต้น และต้องมีความสงัดเงียบพอสมควร ขนาดสัดส่วน กว้าง x ยาว (ลึก) x สูงของห้องฟังมีความสำคัญมาเป็นอันดับแรก ซึ่งสูตรการคำนวนหาขนาดสัดส่วนกว้าง ลึก สูงสำหรับห้องฟังนั้นมีอยู่หลายสูตร บางสูตรใช้ได้ผลดี แต่จะมีความละเอียดซับซ้อนในการวัดค่ามากเป็นพิเศษ ค่อนข้างยุ่งยากในชีวิตจริง ผมเคยใช้ห้องแถวที่มีหน้ากว้าง 3.5 เมตร ลึก 8 เมตร ทดลองกั้นห้องที่มีสัดส่วนหลายๆ ขนาดตามสูตรหลายๆ สูตรที่ค้นพบในสื่อต่างๆ แล้วลองฟังดู พบว่า แต่ละสูตรนั้นให้ลักษณะเสียงออกมาแตกต่างกันในรายละเอียด

บางสูตรดีในแง่ของ ดุลเสียง (tonal balanced) แต่ทางด้านรูปวง มิติเวทีเสียงไม่ค่อยดีนัก เซ็ตให้เป็นวงที่สมดุลได้ยาก ในขณะที่บางสูตรจะเด่นทางด้านมิติเวทีเสียง แต่จัดการให้ความถี่เสียงมีความสมดุลได้ยาก

ขนาด กว้าง x ลึกของห้องฟังที่เหมาะสมกัน

จากการทดลองหลายๆ รูปแบบ ทำให้ผมหาข้อสรุปสำหรับสูตรคำนวนสัดส่วนของห้องฟังที่สามารถใช้เป็นค่ากลางๆ ออกมาได้ เป็นสูตรการคำนวนห้องฟังที่มีความอะลุ้มอะล่วยมากที่สุด ปฏิบัติตามได้ง่าย เป็นสูตรที่ผมได้มาจากการแนะนำของนิตยสาร Hi-Fi News & Records Review ซึ่งเป็นสื่อเครื่องเสียงยุคเก่า เขียนแนะนำโดยนักวิจารณ์เครื่องเสียงระดับตำนานท่านหนึ่งในนิตยสารฉบับนั้น ผมได้นำมาทดลองใช้แล้วพบว่ามันให้ผลลัพธ์ที่ดี เมคเซ้นต์ และทำมาใช้ในชีวิตจริงได้

สูตรที่ว่าคือ

ด้านยาว (ด้านลึก) ของห้อง = ด้านกว้างของห้อง x 1.5

จากสูตรนี้ สมมุติว่า ห้องฟังของคุณมีความกว้างเท่ากับ 3 เมตร ดังนั้น ด้านยาว หรือความลึกของห้องที่เหมาะสมก็คือ 3 x 1.5 = 4.5 เมตร หรือถ้าคุณรู้ความลึกของห้องก่อน ก็สามารถแทนค่าในสูตรเพื่อคำนวนหาความกว้างที่เหมาะสมได้ สมมุติว่า คุณมีความยาวของพื้นที่ที่จะจัดทำห้องฟังอยู่ที่ 7 เมตร ต้องการทราบว่า จะต้องกั้นห้องที่มีสัดส่วนความกว้างเท่าไร เพื่อให้เหมาะสมกับความยาว 7 เมตรที่คุณมีอยู่

7 = ความกว้าง x 1.5

ดังนั้น ความกว้าง = 7 หารด้วย 1.5 = 4.67 เมตร

ถ้าเขียนเป็นสูตรคำนวนสำหรับด้านกว้าง ก็จะได้เป็น

ด้านกว้าง = ด้านยาว / 1.5

ความสูงของห้องฟัง

เมื่อทราบสัดส่วนความกว้างและความลึกของห้องฟังแล้ว ข้อมูลอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญก็คือ ความสูงของห้อง ซึ่งวัดจากพื้นห้องขึ้นไปถึงเพดานห้อง จากประสบการณ์ ผมพบว่า ผลของเพดานที่มีผลต่อคุณภาพเสียงจะขึ้นอยู่กับปัีจจัย 2 ประการ นั่นคือ ความสูงของเพดานกับ ลักษณะพื้นผิวของเพดาน

ลักษณะของห้องฟังรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าโดยทั่วไปนั้น มักจะมีความสูงของเพดานอยู่ที่ 2.50 – 2.80 เมตรโดยประมาณ ซึ่งพบว่ามีผลต่อคุณภาพเสียงไม่มากนักถ้าโครงสร้างของเพดานมีความแข็งแรง ห้องที่มีขนาดด้านกว้างไม่เกิน 4 เมตร จะเหมาะสมกับระดับความสูงของเพดานที่ 2.50 – 2.80 เมตร ส่วนห้องที่มีความกว้างเกิน 4 เมตรขึ้นไปจนถึง 6 เมตรจะเหมาะสมกับเพดานที่มีระดับความสูงอยู่ระหว่าง 2.80 – 3.00 เมตร โดยประมาณ อาจจะสูงกว่า 3.00 เมตรขึ้นไปได้นิดหน่อยซึ่งกระทบกับคุณภาพเสียงไม่มาก แต่ไม่ควรต่ำกว่า 2.80 เมตร ซึ่งจะส่งผลเสียต่อเสียงมากกว่า

แม็ทชิ่ง ลำโพงเข้ากับ ขนาดห้อง

ไม่ว่าคุณจะมีห้องฟังใหญ่หรือเล็กเพียงใด ก็สามารถเล่นเครื่องเสียงได้ การเลือกขนาดของลำโพงให้เหมาะสมกับขนาดของห้อง (หรือขนาดพื้นที่ที่ใช้ฟังเพลง) จะทำให้คุณได้รับอรรถรสของมิติเวทีเสียงได้เหมือนๆ กันทุกขนาดของห้อง จะต่างกันอยู่บ้างก็เพียงแค่ห้องขนาดเล็กอาจจะไม่ได้เสียงทุ้มที่ลงลึกและมีมวลแน่นเท่าห้องขนาดใหญ่เท่านั้น

ขนาดของห้องฟังตั้งแต่ 3.0 x 4.5 ตารางเมตร ขึ้นไปจนถึง 4.0 x 6.0 ตารางเมตร มีความเหมาะสมกับลำโพงวางหิ้ง (Bookshelf) ขนาดเล็กขึ้นไปจนถึงลำโพงวางพื้น (Floor-Standing) ขนาดกลาง ถ้าพิจารณาที่ตัวขับก็คือ 2 – 3 ไดเวอร์ คือ ทวีตเตอร์ + วูฟเฟอร์ อย่างละตัว หรือ ทวีตเตอร์ + มิดเร้นจ์ + วูฟเฟอร์ อย่างละตัว ส่วนขนาดของวูฟเฟอร์ก็ไม่เกิน 8 นิ้วไปจนถึง 10 นิ้ว ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นเอาไว้เป็นข้อสังเกตเท่านั้น ลำโพงที่ใช้ตัวตู้ระบบตู้ปิด (closed box system) อาจจะมีผลต่อปริมาณเสียงทุ้มที่ให้ออกมา น้อยกว่าลำโพงที่ออกแบบตัวตู้เป็นระบบตู้เปิด (bass reflex system) ทั้งๆ ที่มีขนาดวูฟเฟอร์เท่าๆ กัน ซึ่งเป็นไปตามลักษณะการออกแบบ แต่ก็อาจจะไม่ได้ต่างกันมากนักถ้าตัวเลขความถี่ต่ำสุดในสเปคฯ frequency response ของลำโพงทั้งสองแสดงค่าไว้เท่ากัน

ถ้าคุณมีห้องฟังที่มีขนาดใหญ่ และต้องการคุณภาพเสียงที่สมบูรณ์แบบตั้งแต่เสียงแหลมลงไปจนถึงทุ้มที่ลึกสุดๆ เพื่อให้สามารถตอบสนองเพลงได้ทุกประเภทจริงๆ คุณต้องเล่นลำโพงที่มีขนาดใหญ่ และเป็นลำโพงที่สามารถตอบสนองความถี่ต่ำลงไปได้ลึกที่สุดเท่าที่ห้องฟังของคุณจะสามารถรองรับได้ แต่สิ่งที่จะตามมาพร้อมกับขนาดของลำโพงที่ใหญ่ขึ้นก็คือ แอมป์ที่มีกำลังขับสูงๆ และมีกำลังสำรองมากพอ เพราะถ้าคุณใช้ลำโพงที่มีขนาดใหญ่ แต่ขับด้วยแอมป์ที่มีขนาดเล็ก มีกำลังขับน้อย ปัญหาของเสียงที่ไม่ดีก็จะตามมา และในทางกลับกัน กรณีที่คุณมีห้องฟังขนาดเล็ก แต่เอาลำโพงตั้งพื้นขนาดใหญ่เข้าไปยัดไว้ในห้องเล็กๆ ที่ไม่เหมาะสมกัน เสียงที่ออกมาก็จะล้นทะลักและอื้ออึงไปทั้งห้อง

ความเข้าใจที่ว่า ใช้ลำโพงขนาดใหญ่แต่เปิดฟังเบาๆ จะได้รายละเอียดครบถ้วนนั้นเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปจากความถูกต้อง เพราะลำโพงขนาดใหญ่ถูกออกแบบมาให้สามารถตอบสนองความถี่ในย่านทุ้มให้ได้ปริมาณมากกว่าลำโพงขนาดเล็ก และเจ้าความถี่ต่ำเหล่านั้นก็ต้องการแรงผลักดันจากแอมป์ค่อนข้างสูง จึงจะสามารถโชว์ตัวออกมาได้เต็มที่อย่างมีคุณภาพ ดังนั้น การเปิดฟังเบาๆ คุณจะได้ยินแต่เสียงกลางและเสียงแหลมโดยที่มีเสียงทุ้มแค่เพียงแผ่วๆ เท่านั้น ดังนั้น ทุกครั้งที่นึกถึงเสียงทุ้ม คุณต้องมองลำโพงที่มีขนาดใหญ่ และต้องไม่ลืมที่จะมองแอมป์ที่มีขนาดใหญ่ กำลังขับเยอะๆ พ่วงไปด้วย

การเลือกใช้ลำโพงขนาดเล็ก ในห้องฟังขนาดใหญ่ อาจจะไม่ได้เสียงทุ้มที่แน่นหนักและลงลึกได้เท่ากับลำโพงขนาดใหญ่ แต่ถ้าคุณทำการปรับแต่งตำแหน่งวางลำโพงได้เหมาะสม ก็อาจจะอาศัยการก้องสะท้อนภายในห้องเข้ามาช่วยเพิ่มปริมาณของเสียงทุ้มได้พอสมควร และพึงระลึกไว้เสมอว่า ลำโพงขนาดเล็กที่มีราคาสูงๆ ส่วนใหญ่ ก็ต้องการแอมป์ที่มีคุณภาพและกำลังขับสูงๆ เช่นกัน เนื่องจากผู้ผลิตลำโพงขนาดเล็กระดับไฮเอ็นด์ในปัจจุบันก็พยายามที่จะปรับจูนเสียงให้ตอบสนองความถี่ต่ำลงไปได้ลึกมากขึ้น วิธีการก็คือ ออกแบบวงจรตัดแบ่งความถี่เสียง (วงจรครอสโอเวอร์ เน็ทเวิร์ค) ที่มีการลดประสิทธิภาพ (ความไว) ของเสียงในย่านกลางและแหลมลงไปบางส่วนเพื่อชดเชยให้กับเสียงทุ้ม นั่นทำให้ลำโพงเหล่านั้นมีพฤติกรรมที่ต้องการกำลังขับสูง กินวัตต์จากแอมป์มากเป็นพิเศษ เมื่อคุณเร่งวอลลุ่มเพิ่มมากขึ้น ก็จะทำให้เสียงทุ้มมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

ข้อสรุปจากปรากฏการณ์นี้นำมาซึ่งข้อควรคำนึงที่ว่า ควรจัดงบประมาณให้กับแอมปลิฟาย มากกว่าราคาค่าตัวของลำโพงประมาณ 2 : 1 เช่น สมมุติว่า คุณมีงบประมาณสำหรับลำโพง+แอมป์ เท่ากับ 100,000 บาท ก็ให้จัดแบ่งสำหรับลำโพงไว้เท่ากับ 33,000 บาท ที่เหลืออีก 67,000 บาท กันไว้สำหรับแอมปลิฟาย จะทำให้อุ่นใจได้ว่า ลำโพง + แอมปลิฟายที่คุณซื้อหามาตามงบประมาณนี้จะทมำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทำงานร่วมกันให้ได้คุณภาพเสียงออกมาดีที่สุด ปราศจากปัญหา mismatch ไม่ว่าคุณจะเล่นเพลงประเภทไหน และเปิดดังแค่ไหนก็ตาม

ทว่า.. ตัวเลขงบประมาณที่กล่าวถึงข้างต้นเป็นแค่จุดเริ่มต้น แต่ก่อนที่คุณจะกำเงินก้อนนั้นเดินออกไปหาซื้อลำโพงและแอมปลิฟาย คุณยังมีการบ้านต้องทำอีกเรื่อง นั่นคือ แม็ทชิ่งระหว่าง ลำโพงกับ แอมปลิฟายซึ่งผมจะมาอธิบายวิธีคิดและวิธีคำนวนในครั้งที่ 3

*****************
กลับไปอ่าน –
ตอนที่ ๑ : บทนำ
อ่านต่อ –
ตอนที่ ๓ : เทคนิคการแม็ทชิ่ง ระหว่าง “แอมปลิฟาย” กับ “ลำโพง”
ตอนที่ ๔ : ตำแหน่งวางลำโพงมีผลอย่างไร.? ทำไมต้องค้นหาตำแหน่งวางลำโพง?
ตอนที่ ๕ : วัดระยะและจัดวางลำโพง
ตอนที่ ๖ : เทคนิคการปรับจูนลำโพงให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีขึ้น

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า