รีวิวเครื่องเสียง : MyTek Digital รุ่น Liberty DAC ดีทูเอ คอนเวิร์ตเตอร์ + เฮดโฟน แอมปลิฟาย จากประเทศโปแลนด์

หลังจากรุ่น Brooklyn DAC ซึ่งออกมาเมื่อปี 2017 ประสบความสำเร็จอย่างสูงในตลาด external DAC และตามมาอัพเกรดเป็นรุ่น Brooklyn DAC+ จนสามารถสถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็น desktop DAC/Headphone Amp ที่ครบเครื่องมากที่สุดตัวหนึ่งในวงการ MyTek Digital ต้นสังกัดยี่ห้อนี้ก็ปล่อย Liberty DAC ที่มีราคาประมาณครึ่งหนึ่งของ Brooklyn DAC+ ออกมาเสริมช่องว่างของตลาดทันที

Liberty DAC เล็กลงเพราะฟังท์ชั่น

Liberty DAC กำเนิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับการพัฒนา Brooklyn DAC+ แต่ถูกผลิตออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ตามหลังบรุ๊คลิน ในส่วนหลักๆ ที่เกี่ยวกับภาค DAC จึงออกมาคล้ายกันมาก ส่วนที่ต่างกันชัดเจนระหว่าง Liberty DAC กับ Brooklyn DAC+ ไปอยู่ที่ฟังท์ชั่นใช้งานต่างๆ

บอดี้ของ Liberty DAC ถูกทำให้กระทัดรัดมากเป็นพิเศษ ความกว้างเท่ากับหนึ่งในสามของความกว้างมาตรฐานของแร๊คยึดเครื่องคือ 140 .. หรือ 5.5 นิ้ว เท่านั้น ความสูงอยู่ที่ 45 .. หรือประมาณ 1.75 นิ้ว ส่วนความลึก วัดจากแผงหน้าไปถึงแผงหลังได้ 200 .. หรือ 8 นิ้ว ตัวถังภายนอกทำด้วยโลหะบางพับขึ้นรูปทรงกล่องสี่เหลี่ยม แผ่นท๊อปที่ปิดอยู่ด้านบนมีปรุเป็นรูรูปโลโก้ยี่ห้อ แผงหน้าปัดแปะทับด้วยโลหะหนาประมาณ 5 .. สลักลายบางๆ เป็นรูปทรงเหลี่ยมบางส่วนของพื้นที่

บนแผงหน้าเครื่องมีตัวบ่งชี้สถานะการทำงานของตัวเครื่อง, รูเสียบแจ๊คหูฟัง และปุ่มกด/หมุนอีกหนึ่งปุ่มเท่านั้น

Liberty DAC ให้สัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตออกมา 2 ทาง คือ Line-out สำหรับต่อเข้าภาคปรีฯ ของแอมป์ภายนอก กับเอ๊าต์พุตสำหรับขยายเสียงให้หูฟัง ซึ่งเอ๊าต์พุตสำหรับหูฟังมีให้เลือกถึง 2 ช่องด้วยกัน ช่อง A ในภาพเป็นเอ๊าต์พุตแบบอันบาลานซ์ผ่านขั้วต่อ 6.3mm ไฟ LED จำนวน 6 ดวงที่ติดตั้งมาให้บนแผงหน้ามีหน้าที่ต่างกัน ดวงแรกที่ตำแหน่ง B ถัดจากรูเสียบหูฟังเป็นไฟแสดง รูปแบบของสัญญาณเสียงที่เข้ามาทางอินพุต ซึ่งจะเปลี่ยนสีไปตามรูปแบบของสัญญาณเสียง ถ้าเป็น สีส้มแสดงว่าสัญญาณเสียงที่เข้ามาเป็นสัญญาณ PCM, ถ้าเปลี่ยนเป็น สีขาวแสดงว่าเป็นสัญญาณ DSD, ถ้าเป็น สีเขียวแสดงว่าเป็นสัญญาณที่มีรหัส MQA ติดมาด้วย และถ้าเป็น สีฟ้าแสดงว่าสัญญาณที่เข้ามามีรหัส MQA ติดมาด้วย และสัญญาณอินพุตนั้นได้ถูกถอดรหัสให้เป็นสัญญาณอะนาลอกออกมาได้ ตรงตามที่ศิลปินหรือโปรดิวเซอร์ต้องการให้เป็น ความหมายก็คือ ตรงกับสัญญาณ analog master ของต้นฉบับ ก่อนที่จะนั้นถูกป้อนเข้า A-to-D converter ในสตูดิโอออกมาเป็นสัญญาณ digital master ซึ่งเป็นการการันตี (authenticated) ตามมาตรฐานขั้นตอนของ MQA นั่นเอง

ดวงไฟ LED อีก 5 ดวงถัดมา ถูกกำหนดให้ทำหน้าที่ 2 อย่างซ้อนกัน อย่างแรกคือ แสดงให้รู้ว่าขณะนั้น ผู้ใช้กำลังเลือกใช้สัญญาณอินพุตจากช่องไหนจากจำนวน 5 อินพุตที่มีให้เลือก ระหว่าง USB, AES, S/PDIF 1 (Coaxial 1), S/PDIF 2 (Coaxial 2) และ Toslink (Optical) ถ้าไฟดวงที่อยู่ใต้ชื่ออินพุตไหนสว่างขึ้นเป็นสีฟ้าเข้ม แสดงว่าคุณกำลังใช้อินพุตนั้นนั่นเอง

ส่วนอีกหน้าที่คือถูกใช้เป็นไฟแสดงระดับวอลลุ่มที่ปรับเพิ่ม/ลดด้วยปุ่มหมุนด้านขวา หรือปรับผ่านแอพฯ MCP (MyTek Control Panel) บนคอมพิวเตอร์ ซึ่งในการแสดงผลสำหรับวอลลุ่ม ไฟแอลอีดีจะเปลี่ยนเป็นสีแดง โดยที่แต่ละดวงจะแสดงแทน ปริมาณของระดับวอลลุ่มที่ 20% ของระดับวอลลุ่มทั้งหมด 100% โดยเริ่มจาก 20% แรกที่ดวงซ้ายมือสุด (ที่อยู่ใต้อินพุต USB) และเพิ่มขึ้นมาทางขวามือเรื่อยๆ

ปุ่มหมุน/กดอันเดียวบนหน้าปัดมีไว้ทำงาน 3 หน้าที่ งานอย่างแรกคือ ใช้แทนปุ่มกดเพื่อเปิด/ปิดการทำงานของเครื่อง โดยมีไฟดวงแรกที่อยู่ทางซ้ายมือสุดทำหน้าที่แสดงผลการสั่งงานของปุ่มนี้ วิธีการคือกดแช่ค้างไว้ประมาณสองวินาทีเพื่อเปิด และแช่ค้างนานพอกันเมื่อต้องการปิด หน้าที่อย่างที่สองคือใช้ในการปรับเพิ่ม/ลดวอลลุ่มด้วยการหมุนตามเข็ม (เพิ่ม) และหมุนทวนเข็ม (ลด) โดยมีไฟแอลอีดีทั้ง 5 ดวงบนหน้าปัดคอยแจ้งให้ทราบด้วยการแสดงสีสันไปตามระดับวอลลุ่มที่เปลี่ยนไป ส่วนหน้าที่ที่สามคือใช้เลือกอินพุต ซึ่งมีให้เลือกใช้งานเฉพาะอินพุต digital จำนวนทั้ง 5 อินพุต วิธีเลือกคือกดลงไปบนปุ่มแต่ละครั้ง อินพุตจะวนไปเรื่อยๆ โดยมีไฟทั้ง 5 ดวงคอยสว่างเตือนไปทีละอินพุตที่กด

ฟังท์ชั่นหนึ่งที่ถือว่าเป็นจุดเด่นของ MyTek ซึ่งมีมาตั้งแต่รุ่น Brooklyn DAC และต่อเนื่องมาถึงเวอร์ชั่น Brooklyn DAC+ ก็คือความยืดหยุ่นที่เปิดให้ผู้ใช้สามารถเอาภาคจ่ายไฟแบบลิเนียร์ (Linear Power Supply) จากภายนอกเข้ามาจ่ายไฟแทนภาคจ่ายไฟแบบสวิทชิ่งที่ติดตั้งมาในตัวเครื่องได้ ซึ่งน่ายินดีมากที่ฟังท์ชั่นดีๆ แบบนี้ได้ถูกนำมาใส่ไว้ในรุ่น Liberty DAC ซึ่งเป็นรุ่นที่มีราคาย่อมเยาลงมาอีกขั้น

ที่ตำแหน่ง A คือจุดเชื่อมต่อสายไฟเอซีจากภายนอก กรณีที่คุณใช้ภาคจ่ายไฟแบบสวิทชิ่งที่ติดตั้งมาเป็นมาตรฐานในตัวเครื่อง ซึ่งรองรับไฟเอซีได้ตั้งแต่ 100V ไปจนถึง 240V แต่ถ้าต้องการเปลี่ยนไปใช้ภาคจ่ายไฟ DC จากภายนอก ให้ใช้อินพุตที่ตำแหน่ง B ซึ่งรองรับไฟดีซี 12V ส่วนแอมแปร์นั้นสามารถเลือกใช้ได้ ซึ่งตามหลักการแล้ว ภาคจ่ายไฟแบบ Linear ที่จ่ายกระแสได้สูงกว่าจะส่งผลดีกับเสียงมากกว่า

ศรชี้คือสวิทชิ่งเพาเวอร์ซัพพลายที่ให้มาในตัวเครื่อง

ในกรอบ A นั้นคือส่วนทั้งหมดของภาคจ่ายไฟแบบสวิทชิ่ง ส่วนในกรอบ B นั้นเป็นส่วนของวงจรภาค analog output ทั้งหมดซึ่งถูกแยกห่างออกมาจากส่วนของภาคจ่ายไฟ ทั้งเอ๊าต์พุตสำหรับหูฟังและเอ๊าต์พุตไลน์เอ๊าต์ เพื่อลดการกวนให้น้อยที่สุด

ลองใช้กับ Linear Power Supply

ผมเอาภาคจ่ายไฟแบบลิเนียร์ของ Clef Audio รุ่น LSD-5 (ศรชี้ในภาพ) มาลองใช้กับ Liberty DAC ซึ่ง PSU ของ Clef Audio ตัวนี้ให้เอ๊าต์พุต DC อยู่ที่ 12V เท่ากับภาคจ่ายไฟสวิทชิ่งในตัว Liberty DAC ส่วนกระแสจ่ายได้ 2.5 แอมป์ ปรากฏว่ามันทำให้คุณภาพเสียงดีขึ้นมากทุกด้าน พื้นเสียงใสสะอาดมากขึ้น ไดนามิกทั้งทรานเชี้ยนต์และคอนทราสน์ดีขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้รู้สึกถึงการย้ำเน้นน้ำหนักที่ชัดเจนมากขึ้น และได้ความต่อเนื่องลื่นไหลมากขึ้น อีกข้อคือสปีดของเสียงมีความเที่ยงตรงมากขึ้น ช้าเป็นช้า เร็วเป็นเร็ว ทำให้เพลงที่ฟังให้อารมณ์เหมือนดูบรรเลงสด

อินพุต + เอ๊าต์พุต

ตำแหน่ง C ในภาพข้างบน ที่ล้อมกรอบด้วยเส้นสีขาว เป็นตำแหน่งที่รวมของอินพุต digital ซึ่งในรุ่น Liberty DAC นี้ทาง MyTek ได้ตัดภาคอินพุตที่เป็น analog ทิ้งไปทั้งหมด นั่นก็รวมถึงการทำงานของภาค A-to-D converter ภายในตัวเครื่องด้วย

Liberty DAC ให้ช่องอินพุตสำหรับสัญญาณดิจิตัล ออดิโอที่ผ่านขั้วต่ออาร์ซีเอ (coaxial) มา 2 ช่อง, ขั้วต่อ TOSLINK หนึ่งช่อง และขั้วต่อ XLR (AES/EBU) อีก 1 ช่อง ซึ่งอินพุต 4 ช่องนี้มีความสามารถรองรับสัญญาณดิจิตัลได้สูงสุดเท่ากัน คือถึงระดับ 24/192 สำหรับตระกูล PCM และสามารถรองรับสัญญาณ DSD64 ที่อยู่ในมาตรฐาน DoP ได้ด้วย ส่วนคนที่ต้องการแปลงสัญญาณดิจิตัล S/PDIF ให้ออกมาเป็นแพ็คเกจไฟล์เพื่อส่งออกไปทาง USB เพื่อใช้กับคอมพิวเตอร์ ก็สามารถใช้ช่องดิจิตัล อินพุตทั้ง 4 ช่องนี้ตอบสนองความต้องการของคุณได้

ช่องอินพุต USB ที่ให้มาเป็น USB 2.0 ที่ควบคุมด้วยไดเวอร์ audio class 2 ที่ MyTek เขียนขึ้นมาเอง ทำให้ช่องอินพุต USB ช่องนี้สามารถรองรับสัญญาณดิจิตัลได้สูงถึงระดับ DXD คือ 32bit/384kHz และรองรับสัญญาณ DSD ได้ถึงระดับ DSD256 ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานของสัญญาณเสียงที่สามารถหาได้ในปัจจุบัน ซึ่งสัญญาณเสียงไฮเรซฯ PCM ระดับสูงสุดที่หาซื้อได้ง่ายๆ ในปัจจุบันก็อยู่ที่ระดับ 24/192 ส่วน DSD ที่หาซื้อได้ง่ายหน่อยก็สูงสุดแค่ DSD128 ซึ่งก็ยังมีไม่มากนัก

ทางด้านขาออก ซึ่งให้สัญญาณ analog output มาทั้งสำหรับหูฟังและไลน์เอ๊าต์ ส่วนของหูฟังนั้นมีมาให้เลือกใช้ถึง 2 รูปแบบ คือ Unbalanced (Single-end) หนึ่งช่อง ติดตั้งช่องเสียบแจ๊คขนาด 6.3mm อยู่ที่แผงหน้าของตัวเครื่อง กับ Balanced อีกหนึ่งช่อง ติดตั้งช่องเสียบแจ๊ค TRS stereo ขนาด 6.3mm จำนวน 2 รูแยกซ้ายขวา ไม่ได้แจ้งกำลังขับสำหรับหูฟังเอาไว้ในสมุดคู่มือ

ส่วนช่องสัญญาณขาออกสำหรับภาค Line-Out มีมาให้แค่ชุดเดียว ผ่านขั้วต่ออาร์ซีเอที่ติดตั้งอยู่บนแผงหลังของตัวเครื่อง สามารถใช้งานพร้อมกับเอ๊าต์พุตหูฟังได้

ดีไซน์ภายใน

ถึงแม้ตัวถังภายนอกจะดูว่าเล็กกระทัดรัด แต่เมื่อขันน็อตเปิดฝาหลังออกมา จะเห็นว่าเนื้อในของมันก็ไม่ได้จุ๋มจิ๋มนะ คอมโพเน้นต์ทั้งที่ทำงานในวงจรดิจิตัลและวงจรอะนาลอกถูกผนึกอยู่บนแผงวงจรสีเขียวแค่แผ่นเดียว แต่มีการจัดลายวงจรแยกส่วนกันอย่างชัดเจน ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย

จุดนี้เป็นชิป IC ที่รองรับสัญญาณอินพุต ซึ่งใช้อยู่สองตัวคือ XMOS เบอร์ U11690C20 กับ AKM เบอร์ AK4113VF แยกกันทำงาน โดยที่ตัว XMOS รองรับอินพุตจากช่อง USB เป็นหลักในขณะที่ตัว AKM จะคอยรองรับสัญญาณจากอินพุตส่วนที่เหลือคือ coaxial, Toslink และ AES/EBU

ชิป DAC ที่ใช้เป็นของ ESS Technology เบอร์ SABRE ES9018K2M ซึ่งเป็นชิป 32bit สำหรับฟอร์แม็ต Stereo โดยเฉพาะ มีความสามารถรองรับการแปลงสัญญาณดิจิตัลได้สูงถึง 32bit/384kHz สำหรับตระกูล PCM และสูงถึง 11.2MHz หรือ DSD256 สำหรับตระกูล DSD และให้ S/N ratio ที่สูงถึง 127dB

ในกรอบสีขาวนั้นคือขั้วต่อสำหรับสัญญาณ analog out ที่พ่วงกันอยู่ระหว่างเอ๊าต์พุตของหูฟังบาลานซ์กับเอ๊าต์พุตของภาคไลน์ฯ ซึ่งแม้ว่าจะสามารถใช้งานพร้อมกันได้ก็จริง แต่ถ้าเน้นคุณภาพเสียงจริงๆ ก็ไม่ควรจะใช้งานพร้อมกัน

MCP (MyTek Control Panel)

MCP เป็นซอฟท์แวร์ที่ MyTek ทำออกมาเพื่อให้คุณสามารถควบคุมสั่งงาน Liberty DAC ได้ทุกฟังท์ชั่นทั้งที่ปรับตั้งได้จากปุ่มปรับบนแผงหน้าและที่ต้องปรับผ่านโปรแกรม MCP อย่างเดียว และที่สำคัญที่สุดคือการอัพเดตเฟิร์มแวร์ ซึ่ง MyTek กำหนดให้คุณต้องอัพเดตผ่านทางโปรแกรม MCP เท่านั้น คุณสามารถดาวน์โหลดโปรแกรม MCP มาติดตั้งบนคอมพิวเตอร์ได้ฟรีจากเว็บไซต์ของ MyTek เอง (https://mytekdigital.com/hifi/support/)

หลังจากดาวน์โหลดและติดตั้ง MCP บนคอมพิวเตอร์ที่ต่อเชื่อมกับ Liberty DAC ทางช่อง USB แล้ว เมื่อเปิดโปรแกรมขึ้นมา บนแพนเนลของตัวโปรแกรม MCP จะแสดงฟังท์ชั่นต่างๆ ในตัว Liberty DAC กับอ๊อปชั่นที่ถูกปรับตั้งไว้ขึ้นมาบนจอคอมพิวเตอร์ ภาพด้านบนนั้นเป็นฟังท์ชั่นในตัว Liberty DAC ที่มีมาให้กับเฟิร์มแวร์เวอร์ชั่น 1.10 (ศรชี้ A) ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นเริ่มต้นที่ติดตั้งมากับตัวเครื่องจากโรงงาน จะเห็นว่าเฟิร์มแวร์เวอร์ชั่นนี้มีฟังท์ชั่นให้ใช้งานแค่ 4 อย่างเท่านั้นเอง (ศรชี้ B) คือเลือกอินพุต, ปรับวอลลุ่ม, ปรับความสว่างของไฟ LED ส่วนที่ใช้แจ้งอินพุตและระดับความดัง กับอีกอันคือปรับความสว่างของไฟ LED ดวงที่ใช้แสดงสถานะสแตนด์บาย

แนะนำว่าหลังแกะกล่องแล้ว หลังจากต่อเชื่อมระบบเสร็จ ก่อนอื่น ให้ทำการอัพเดตเฟิร์มแวร์ก่อนเลย ซึ่งวันที่ที่ผมทดสอบ (25 กันยายน 2561) เฟิร์มแวร์ของ Liberty DAC ปรับขึ้นมาถึงเวอร์ชั่น 1.31 แล้ว (ศรชี้ A) ตามภาพด้านบน ซึ่งจะเห็นว่า มีฟังท์ชั่นเพิ่มขึ้นมาให้ใช้อีกหลายตัว (ศรชี้ B) ที่เจ๋งมากคือฟังท์ชั่น Bypass function (Enabled/Disabled)” ตัวที่ 5 นับจากซ้ายมือในภาพข้างบน ซึ่งมันจะใช้งานคู่กับปุ่ม Bypass (On/Off) ตัวที่ 4 ที่อยู่ด้านหน้าติดกัน คือเดิมทีนั้น เฟิร์มแวร์เวอร์ชั่น 1.10 เอ๊าต์พุตอะนาลอกทั้งทางช่อง Line-out และหูฟัง จะต้องผ่าน digital volume ในตัว Liberty DAC เสมอ ทว่า ในเฟิร์มแวร์เวอร์ชั่น 1.31 นี้มีฟังท์ชั่น Bypass มาให้เลือกใช้แล้ว ซึ่งแต่เดิมนั้น ดิจิตัลวอลลุ่มมีความจำเป็นสำหรับการใช้งาน Liberty DAC กับหูฟังเพื่อปรับระดับความดัง แต่เมื่อดึงสัญญาณ Line-out ของ Liberty DAC ไปใช้กับแอมปลิฟายด้านนอกที่มีวอลลุ่ม อย่างเช่นปรีแอมป์ หรืออินติเกรตแอมป์ที่มีวอลลุ่มอยู่แล้ว กรณีนี้ดิจิตัลวอลลุ่มในตัว Liberty DAC ก็ไม่จำเป็น แถมยังทำให้สัญญาณเสียงขาดความบริสุทธิ์อีกด้วย ฟังท์ชั่น Bypass ในเฟิร์มแวร์ 1.31 ให้มาเพื่อขจัดปัญหานี้ คือถ้าคุณดึงสัญญาณ Line-out จากช่อง RCA ของ Liberty DAC ไปใช้กับแอมป์บ้าน หรือแอมป์ขับหูฟังที่มีวอลลุ่มอยู่แล้ว แนะนำให้เข้าไปทำการเปิดใช้งานฟังท์ชั่น “Bypass functionไว้ที่ตำแหน่ง “Enabledจากนั้นก็คลิ๊กเลือกฟังท์ชั่น “Bypassตัวที่ 4 ไว้ที่ตำแหน่ง “Onแต่ต้องจำไว้เสมอว่า ถ้าต้องการใช้งานเอ๊าต์พุตหูฟังของ Liberty DAC ไม่ว่าช่องบาลานซ์หรืออันบาลานซ์ ให้เข้าไปปรับตั้งฟังท์ชั่น Bypass ตัวที่ 4 ไว้ที่ตำแหน่ง “Offก่อนเสมอ มิฉนั้น สัญญาณเอ๊าต์พุตที่ช่องหูฟังจะถูกปล่อยออกมาเต็มๆ ไม่ผ่านวอลลุ่ม

ในการทดสอบด้วยการฟังเสียงของ Liberty DAC ครั้งนี้ ผมแยกเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกผมทดลองฟังกับเครื่องเสียงบ้าน โดยอาศัยเอ๊าต์พุตจากช่อง Line-Out (RCA) โดยเปิด Enabled ฟังท์ชั่น Bypass function และปรับตั้งฟังท์ชั่น Bypass ไว้ที่ตำแแหน่ง Onเพื่อปล่อยสัญญาณเอ๊าต์พุตออกไปโดยไม่ผ่านดิจิตัล วอลลุ่มในตัว Liberty DAC ส่วนช่วงที่สอง ผมทดลองฟังเอ๊าต์พุตหูฟังของ Liberty DAC โดยปรับใช้ฟังท์ชั่น digital preamp ของ Liberty DAC

เสียงของ Liberty DAC
ถึงเวลาของไฟล์ PCM 24/192 กับ DSD64 (จริงๆ) แล้ว!

ในตัว ext.DAC มีการทำงานที่สำคัญอยู่ 2 ส่วน คือ ภาครับสัญญาณ” (receiver) กับ ภาคแปลงสัญญาณ” (D-to-A converter) ชิป DAC คือหัวใจสำคัญของภาคแปลงสัญญาณ ทำหน้าที่แปลงสัญญาณดิจิตัลให้ออกมาเป็นสัญญาณอะนาลอก ซึ่ง Liberty DAC ตัวนี้ใช้ชิป DAC ของยี่ห้อ ESS Technology เบอร์ ES9018K2M ที่รองรับการแปลงสัญญาณดิจิตัลตระกูล PCM ที่มีแซมปลิ้งควีเควนซี่ได้สูงถึงระดับ 384kHz และรองรับการแปลงสัญญาณดิจิตัลตระกูล DSD ที่มีแซมปลิ้งควีเควนซี่ได้สูงถึงระดับ DSD256 หรือ DSD11.2MHz โดยให้เอ๊าต์พุตออกมาเป็นสัญญาณอะนาลอกที่มีไดนามิกเร้นจ์สูงถึง +127dB นั่นแสดงว่า ความสามารถของโปรเซสเซอร์ในชิป DAC ES9018K2M โดยตัวมันเองนั้นมีประสิทธิภาพสูงมากๆ

โฉมหน้าของนาย Michal Jurewicz คนออกแบบ Liberty DAC ตัวนี้

การที่จะสามารถ ดึงประสิทธิภาพของชิป ES9018K2M ออกมาใช้ได้แค่ไหนก็อยู่ที่ ซอฟท์แวร์ที่ควบคุมการทำงานบนชิป receiver ที่จัดการเรื่อง digital filter และจัดการระบบ clock ในการลำเลียงสัญญาณดิจิตัลป้อนให้กับชิป ES9018K2M นั่นเอง ซึ่งการที่ External DAC แต่ละตัวที่ใช้ชิป ES9018K2M ตัวเดียวกัน แต่ให้เสียงออกมาต่างกัน ส่วนหนึ่งเป็นผลของซอฟท์แวร์ที่ใช้ในภาค receiver นี่แหละ ซึ่ง MyTek ใช้ซอฟท์แวร์ที่พวกเขาเขียนขึ้นมาเอง แล้วฝังมันลงไปบนไมโครคอนโทรลเลอร์ XMOS ซึ่งได้ช่วยจัดการลำเลียงสัญญาณดิจิตัลที่มีความถูกต้องตรงกับอินพุตในลักษณะที่เป็น bit-perfect เข้าสู่ชิปดีทูเอฯ ES9018K2M เพื่อแปลงออกมาเป็นสัญญาณอะนาลอกที่มีคุณภาพเทียบดท่ากับต้นฉบับนั่นเอง

ทั้งพื้นฐานการออกแบบชิปของ XMOS ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ประสานกับซอฟท์แวร์ที่จัดการกับระบบได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ทำให้ชิป ES9018K2M ทำการแปลงสัญญาณดิจิตัลเป็นอะนาลอกออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพตามที่ ESS Technology ผลิตขึ้นมา และนั่นสะท้อนออกมากับคุณภาพเสียงที่ได้ยินจากการลองเล่นไฟล์เพลง DSD64 และ WAV24/192 ที่ผมมีอยู่

ใครมีอัลบั้มชุด “Forget About Itของ Alison Krauss บ้างครับ.? นี่เป็นไฟล์เพลง DSD64 ที่ผมริปออกมาจากแผ่น SACD นานแล้ว ตอนแรกๆ ที่ลองฟังผมรู้สึกว่าเสียงของอัลบั้มนี้มีลักษณะที่แห้ง และมีเกรนหยาบๆ ติดมากับเสียงแหลมด้วย ซึ่งอาการดังกล่าวมันปรากฏออกมาชัดมากตั้งแต่เริ่มอินโทรของแทรคแรกเลย DAC ยุคแรกที่ยังรองรับ PCM ได้สูงสุดแค่ 24/96 และต้องใช้วิธีแปลงจาก DSD เป็น PCM ก่อนส่งเข้าชิปดีทูเอฯ อาการดังกล่าวเข้าขั้นรุนแรง เสียงกีต้าร์ฟังแล้วแยงหูน่ารำคาญมาก ต่อมาเมื่อ DAC เข้าสู่เจนเนอเรชั่นที่สอง รองรับ PCM ได้ถึง 24/192 แต่ยังคงต้องแปลง DSD เป็น PCM ก่อนส่งเข้าชิปดีทูเอฯ อาการเสียงแหลมแยงหูของอัลบั้มนี้ก็ยังคงมีอยู่ ต่อมาเมื่อมีการออกแบบฟอร์แม็ต DoP (DSD-over-PCM) ออกมา เมื่อเล่นบน external DAC ที่รองรับฟอร์แม็ต DoP (ที่ผมได้ลองครั้งแรกตอนนั้นคือ MyTek รุ่นแรก Stereo 192-DSD DAC) ผมพบว่า เสียงของอัลบั้มนี้ดีขึ้นมาก เป็นครั้งแรกที่ผมพบว่า อาการเสียงแหลมของกีต้าร์ในแทรคแรกที่พุ่งแยงหูมันหายไป และเสียงแหลมของอัลบั้มนี้ฟังดูมีเนื้อมีหนังมากขึ้นจากที่เคยรู้สึกว่าบอบบาง

มาถึงวันนี้ผมอยากจะบอกว่า Liberty DAC ทำให้ผมได้ยินเสียงของอัลบั้มนี้ออกมาดีที่สุดเท่าที่เคยฟังมา.! อาการแห้งๆ หยาบๆ ของเสียงแหลมในอัลบั้มนี้หายไปเกือบหมด ฟังออกมาเป็นเสียงกีต้าร์ชัดขึ้น ซึ่งอาการที่ว่านี้เกิดขึ้นกับทุกแทรคในอัลบั้มนี้ ซึ่งผมพบว่า Liberty DAC ตัวนี้มันให้ความถี่สูงออกมาสะอาดและมีความฉ่ำปกคลุมออกมาด้วย* จึงเป็นผลให้ทุกเพลงในอัลบั้มนี้ฟังดีขึ้นอย่างมาก ซึ่งนอกจากจะทำให้เสียงแหลมมีความสะอาดมากขึ้นแล้ว มันยังทำให้รายละเอียดที่อยู่ในระดับ Low Level ถูกเปิดเผยขึ้นมาให้ได้ยินชัดเจนมากขึ้นด้วย อย่างเช่นในเพลง “It Don’t Matter Nowแทรคที่หก ซึ่งมีเสียงเขย่าอะไรเบาๆ ขึ้นมาตั้งแต่ตอนเริ่มต้นแทรค และเล่นคลอไปตลอดจนจบ ซึ่งเมื่อก่อนเสียงเขย่าอะไรที่ว่านี้มันก็แยงหูผมมากเหมือนกัน คือผมได้ยินมัน แต่บอกได้ไม่ชัดว่ามันคือเสียงอะไรกันแน่ เพราะมันมีอาการวูบวาบๆ แวบๆ ตลอดเวลา ไม่นิ่ง หลังจากฟังผ่าน Liberty DAC ตัวนี้ถึงได้รู้ว่ามันคือเสียงเขย่าเครื่องดนตรีอะไรสักอย่างหนึ่งนี่เอง

* ตอนหลังผมทดลองเอา Linear Power Supply ของ Clef Audio รุ่น PSD-5 มาลองป้อนไฟเลี้ยงให้กับ Liberty DAC และใช้ GroundZero ของ Clef Audio มาดึงสัญญาณกราวนด์จากปลั๊กไฟ Nordost QB4 ที่เสียบอุปกรณ์ทั้งหมดด้วย ซึ่งอุปกรณ์ทั้งสองมีส่วนช่วยมาก ยิ่งทำให้ได้พื้นเสียงที่สะอาดและฉ่ำมากขึ้น

นอกจากเสียงแหลมที่ดีขึ้นแล้ว ตอนฟังอัลบั้มชุด Forget About It ของ Alison Krauss นั้น ผมได้ยินอย่างอื่นที่ดีขึ้นด้วย ที่สะดุดหูคือเสียงร้องที่ให้อารมณ์มากขึ้น คล้ายๆ ว่าจะรับรู้ถึงลักษณะลีลาการเอื้อนลากเสียงของ Alison Krauss ได้ชัดขึ้น แสดงว่า Liberty DAC ถ่ายทอดส่วนของ dynamic contrast ออกมาได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นไฮไล้ท์ของฟอร์แม็ต DSD ที่ใช้วิธีแปลงสัญญาณอะนาลอกเป็นดิจิตัลด้วยการสุ่มตัวอย่างทีละ 1-bit ซึ่งในทางทฤษฎีก็ควรจะเป็นวิธีแปลงสัญญาณ A-to-D ที่ให้ความแม่นยำถูกต้องตรงกับต้นฉบับอะนาลอกมากกว่าวิธีแปลงสัญญาณ A-to-D ด้วยฟอร์แม็ต PCM

แต่ที่ผ่านๆ มา กับ DAC ยุคแรกๆ เรามักพบว่า เสียงที่ได้จากฟอร์แม็ต DSD จะมีลักษณะที่หนืดและหน่วง ไดนามิกทรานเชี้ยนต์ไม่คม น้ำหนักย้ำเน้นยังไม่เด็ดขาดเมื่อเทียบกับฟอร์แม็ต PCM ซึ่งเป็นไปได้ว่า ชิป DSP ที่ใช้ในภาค receiver และ ชิป DAC ในภาค D-to-A converter ยังมีประสิทธิภาพในการประมวลผลที่ไม่สูงพอสำหรับแซมปลิ้งควีเควนซี่ของฟอร์แม็ต DSD64 ที่สูงถึง 2.8224MHz

โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าเป็นอย่างที่คาดไว้ข้างต้น เพราะเมื่อได้มีโอกาสทดลองฟังไฟล์เพลง DSD64 กับ external DAC รุ่นใหม่ๆ ต่อเนื่องมาตลอดช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานี้ ผมพบว่า external DAC รุ่นที่ใหม่กว่าจะให้เสียงของไฟล์ DSD64 ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ มาตามลำดับ จากที่ทดลองฟังผ่านมา ผมก็เก็บบันทึกด้วยการจดจำอาการที่ฟังแล้วไม่ค่อยดีของอัลบั้มต่างๆ ที่เป็นฟอร์แม็ต DSD64 เอาไว้ เมื่อเจอกับ external DAC ที่เปลี่ยนข้ามเจนเนอเรชั่น ผมก็จะหยิบเอางานอัลบั้ม DSD64 เหล่านั้นมาทดลองฟังเพื่อวัดผลความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งอัลบั้มชุด “Let It Goของ Clair Marlo ชุดนี้ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ให้เสียงออกมาไม่ค่อยน่าพอใจเมื่อฟังกับ DAC ยุคแรกๆ

เหตุผลที่ผมรู้สึกอย่างนั้นก็เพราะว่า Let It Go เป็นอัลบั้มที่ผมคุ้นเคยมาก ใช้เป็นอัลบั้มอ้างอิงมาตั้งแต่ยุคของแผ่นเสียง LP จนถึงยุค CD ซึ่งในขณะนั้นเป็นงานในสังกัด Sheffield Labs เมื่อได้ฟังอัลบั้มนี้ที่เป็นเวอร์ชั่นรีมาสเตอร์ออกมาเมื่อปี 2003 โดยค่าย Cisco Music (เบอร์แผ่น SCD 2033) แล้วผมรู้สึกว่าเสียงมันแย่ลง ที่รู้สึกชัดคือ ความสด กระจ่าง ที่เคยสัมผัสจากเวอร์ชั่น LP และ CD ของค่ายเชฟฟิลด์ แลปมันหายไป ซึ่งส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่ามันมี ความผิดปกติอะไรบางอย่างเกิดขึ้นแน่ๆ โดยเฉพาะกับเพลงแรก “‘Till They Take My Heart Awayแทรคแรกกับเพลง “Let It Goแทรคที่สาม ซึ่งเป็นสองแทรคของอัลบั้มนี้ที่คุณต้องได้ยินเสียงกลองที่ดึงดูดให้คุณต้องขยับแข้งขยับขาตาม ถ้าเมื่อไรก็ตามที่ฟังสองแทรคนี้แล้วไม่รู้สึกเกิดอารมณ์อยากขยับขาตามจังหวะกลอง แสดงว่ามีอะไรผิดปกติแน่นอน

มือกลองที่ตีในเพลงสองเพลงนี้คือ Jeff Porcaro มือกลองของวง Toto ซึ่งทำอาชีพเป็นมือปืนรับจ้างในห้องอัดมานานหลายปี ทำงานให้กับอัลบั้มดังๆ ของศิลปินบิ๊กเนมมาแล้วมากมายนับไม่ถ้วน ฝีมือตีกลองของเขานั้นได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในตองอู จังหวะจะโคนกระชับแม่นยำ น้ำหนักทัชชิ่งเป็นเยี่ยม เด่นมากในเพลงช้ากับเพลงเร็วปานกลาง ซึ่งตอนแรกๆ เมื่อฟังเสียงกลองของเขาจากอัลบั้ม Let It Go เวอร์ชั่น DSD64 ที่ริปมาจากแผ่น SACD ของค่าย Cisco Music ผมรู้สึกทันทีว่าไม่ใช่.. มันไม่ใช่เสียงกลองของเจฟ พอร์คาโร่แน่ๆ เพราะความกระชับเข้าจังหวะเพลงมันฟังดูขัดๆ หู เหมือนสปีดมันหน่วงช้าไปนิดนึง ฟังแล้วขาดความเป็นดนตรี ไม่สนุก ไม่ชวนฟังเลย

วันนี้ผมทดลองเอาไฟล์ DSF ของอัลบั้มชุดนี้มาลองฟังกับ Liberty DAC อีกครั้ง ทันทีที่เสียงกลองจากแทรคแรกโผล่พ้นลำโพงออกมา ความคุ้นเคยในอดีตก็ย้อนกลับมาทันที ทั้งสำเนียง สปีด และทัชชิ่งของเสียงกลองในแทรคแรก “‘Till They Take My Heart Awayของฟอร์แม็ต DSD64 ฟังดูมีชีวิตขึ้นมาทันที ความสดและสปีดเป็นไปในลักษณะที่เคยฟัง เสียงทั้งหมดมีความสด กระจ่าง อิมแพ็คคมและกระชับ จังหวะดนตรีแม่นยำชวนขยับเท้าตาม แต่เมื่อเทียบกับไฟล์ WAV16/44.1 ของเพลงเดียวกันจากอัลบั้ม Let It Go เวอร์ชั่นที่ผมริปมาจากแผ่นซีดีของค่าย Sheffield Labs ผมพบว่า ในแง่ความสด กระจ่างของเสียงไม่ได้หนีกัน แต่เวอร์ชั่น DSD64 ของ Cisco Music ให้มวลเสียงที่ดีกว่า แม้ว่าความสดของดนตรีจะไม่ต่างกัน แต่เวอร์ชั่น DSD64 ให้ความสดในแบบที่ละมุนหูกว่า กระโดกกระเดกน้อยกว่า และรู้สึกได้ว่า เจฟย้ำน้ำหนักลงไปในการตีกลองแต่ละครั้งไม่เท่ากัน อีกทั้งแต่ละครั้งที่เขาย้ำเน้นน้ำหนักในการตีลงไป ผมสามารถรับรู้ได้ถึงน้ำหนักนั้นได้ชัดเจนมากกว่าตอนฟังไฟล์ WAV16/44.1 ที่ริปมาจากแผ่นซีดีของเชฟฟิลด์ แลปเยอะ

Liberty DAC ตัวนี้ทำให้ต้องยอมรับว่า ความประทับใจที่เคยมีกับหลายๆ อัลบั้มสมัยที่เคยฟังจากแผ่นเสียงและแผ่นซีดีได้ถูกลบล้างไปโดยสิ้นเชิง เสียงที่ได้จากฟอร์แม็ต DSD64 หลายๆ อัลบั้มที่ผมมีอยู่ เมื่อเล่นผ่าน Liberty DAC ตัวนี้แล้ว มันไม่ได้แค่แสดงให้เห็นว่า ดีกว่าตอนที่เคยฟังเวอร์ชั่นซีดี หรือแม้แต่แผ่นเสียงตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย แต่มันแสดงความ เหนือกว่าฟอร์แม็ตเหล่านั้นออกมาในลักษณะที่ ยกระดับไปสู่ประสบการณ์อีกอย่างเลย คือ มันให้เสียงที่ฟังแล้วเกิดความรู้สึกคล้ายกับกำลังฟังการบรรเลงสดๆ มากกว่าที่ผ่านๆ มา ไม่ว่าจะเป็นอัลบั้มไหนที่ผมลองฟัง จะเป็นงานเก่าของปี 1950, 1960, 1970, 1980 ฯลฯ มาจนถึงงานใหม่ที่เพิ่งออกมาปีนี้ ทุกอัลบั้มต่างก็มีความรู้สึกเหมือนฟังการบรรเลงสดติดออกมาด้วยทุกอัลบั้ม นับว่าเป็นอะไรที่วิเศษมากจริงๆ.!

ไดนามิกเร้นจ์ที่กว้างถึง 127dB ของ Liberty DAC คือหัวใจสำคัญที่ทำให้สนามเสียงมีความโปร่งใสอย่างมาก สามารถมองทะลุลงไปถึงรายละเอียดทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ในเพลง ตั้งแต่รายละเอียดของเสียงที่แผ่วเบาไปจนถึงช่วงพีคที่แผดสนั่นโดยปราศจากความผิดเพี้ยนใดๆ

คุณสมบัติทางด้าน dynamic range ตัวนี้มันส่งผลดีทั้งกับสัญญาณ DSD และ PCM คือทำให้สัญญาณช่วงที่เบามากๆ ที่อยู่ในเพลงถูกปลดปล่อยออกมาให้ได้ยินครบทั้งหมด ส่งผลดีกับเพลงแนวคลาสสิกมากเป็นพิเศษ จากตัวอย่างข้างต้น สังเกตเส้นกราฟแสดงระดับ signal level ของเพลงที่โปรแกรม roon โชว์อยู่ในรูปข้างบนนี้ เมื่อก่อนที่ผมเคยเล่นเพลงนี้กับ ext.DAC รุ่นเก่าๆ ผมจะเจอกับประสบการณ์ 2 แบบ แบบแรกคือได้ยินรายละเอียดช่วงนี้ออกมาชัด แต่ก็รู้สึกได้ว่า รายละเอียดเหล่านั้นถูก ดันขึ้นมาให้ได้ยิน เพราะมีสัญญาณรบกวนที่เป็น background noise ดังออกมาด้วยเบาๆ อีกแบบคือ ได้ยินรายละเอียดเสียงช่วงนี้ออกมาเบามาก ต้องใช้วิธีเร่งวอลลุ่มที่แอมป์ฯ ขึ้นมาช่วย ถ้าแอมป์ที่ใช้ฟังมี noise floor สูงๆ การเร่งวอลลุ่มของแอมป์เพื่อดึงรายละเอียดช่วงนี้ขึ้นมาก็ให้ผลไม่ต่างจากการที่ ext.DAC เร่งเกนขยายของภาคอะนาลอก เอ๊าต์พุตชดเชยออกมานั่นเอง

ครั้งนี้ ที่ผมฟังแทรคนี้กับ Liberty DAC ผมได้ยินอะไรที่ต่างออกไปมาก เสียงที่ได้ยินมันไม่ได้ถูกดันให้ดังขึ้นมา มันยังคงจมลึกลงไปอยู่หลังระนาบของลำโพง และมีความดังเพียงแผ่ว แต่ทว่ามีความชัดเจนให้รับรู้ได้ เนื่องเพราะพื้นแบ็คกราวนด์ที่รองรับเสียงเหล่านี้มีความโปร่งใสมากเป็นพิเศษนั่นเอง

เล่นไฟล์ MQA

ความพิเศษของ Liberty DAC อีกอย่างหนึ่งคือมีฮาร์ดแวร์ decoder ที่รองรับการถอดรหัสของฟอร์แม็ต MQA ติดตั้งมาให้ด้วย แน่นอนว่าคนที่อาศัยฟังไฟล์ไฮเรซฯ ผ่านสตรีมมิ่ง TIDAL จะต้องชอบใจอย่างแน่นอน เพราะจากที่ผมลองฟังไฟล์ MQA ทั้งที่สตรีมมาจาก TIDAL และที่ริปมาจากแผ่น MQA-CD ผมพบว่า Liberty DAC สามารถถอดโค๊ด MQA ที่ติดมากับไฟล์เพลงทั้งสองแหล่งได้อย่างหมดจดมาก ผมไม่เคยได้ยินเพลง “Money For Nothingที่มีรายละเอียดพร่างพรายขนาดนี้มาก่อน แม้ว่าเนื้อเสียงจะบางไปหน่อยก็ตาม แต่กับเพลงใหม่ๆ ที่บันทึกด้วยระบบเสียง PCM อย่างอัลบั้มของ Caroll Vanwelden ชุด Shakespeare Sonnets 2 นั้นเสียงออกมาดีมาก เมื่อเทียบกับตอนฟังผ่าน DAC ที่ไม่มีดีโค๊ดเดอร์ MQA

*** MQA คืออะไร.?

ลองขับหูฟัง

ลองฟังเอ๊าต์พุตจากช่อง unbalanced 6.3mm ที่อยูด้านหน้าด้วยหูฟังฟูลไซร้ของ Beyerdynamic รุ่น AMIRON HOME

เพราะการทดลองฟัง Libery DAC ด้วยหูฟังนี่เองทำให้ผมรู้ว่า ภาค digital preamp ในตัว Liberty DAC เป็นอะไรที่วิเศษมาก.! มันลบล้างความเข้าใจเดิมๆ ของผมไปเลย ผมเคยลองเทียบภาคปรีแอมป์ในตัว external DAC มาแล้วหลายตัว ของ MyTek เองก็เคยเทียบของรุ่น Stereo 192-DSD DAC ซึ่งที่ผ่านมาผมพบว่า เสียงของปรีแอมป์ดิจิตัลจะออกมาแห้ง ทื่อ ไร้อารมณ์ แต่ภาคปรีแอมป์ดิจิตัลของ Liberty DAC ตัวนี้เป็นอะไรที่แตกต่างอย่างชัดเจน คือมันให้ความชัดเจนในระดับยิ่งยวด คือเป็นความคมชัดบนพื้นเสียงที่ใสกระจ่างเป็นน้ำกลั่น ไม่ได้ชัดแบบที่เน้นดันขึ้นมา นั่นทำให้ความคม แข็ง กระด้าง และแห้งแล้งไม่ปรากฏออกมาให้ได้ยินเลย ซึ่งนับว่าทางคนออกแบบคือ Michal Jurewicz มีความเชื่อมั่นในดีไซน์ของเขามาก เพราะในรุ่น Liberty DAC นี้เขาได้ตัดปรีแอมป์อะนาลอก ซึ่งเป็นตัวเลือกอยู่ในรุ่น Brooklyn DAC ออกไป เหลือแต่ digital preamp เพียวๆ ไว้ให้ใช้

น่ายินดีมากที่ Liberty DAC ให้เอ๊าต์พุตบาลานซ์สำหรับหูฟังมาด้วย แม้ว่าช่องเสียบจะไปอยู่ด้านหลังซึ่งทำให้ใช้งานยากอยู่นิดนึง แต่พอได้ฟังเสียงแล้วก็ต้องให้อภัย เพราะมันสามารถทำให้หูฟัง Sennheiser HD650 เปล่งเสียงที่โปร่งกว้างออกมาได้ แม้ว่าน้ำหนักเสียงจะยังไม่เข้มหนาเท่ากับที่ผมเคยฟัง HD650 ตัวนี้กับภาคขยายหูฟังของ Brooklyn DAC+ รุ่นพี่ของ Liberty DAC ตัวนี้ ในสเปคฯ ไม่ได้แจกแจงข้อมูลเกี่ยวกับกำลังขับของภาคหูฟังเอาไว้ แต่ก็เพียงพอสำหรับหูฟังฟูลไซร้ที่ค่อนข้างไวอย่าง Beyerdynamic AMIRON HOME

สรุปแล้ว ในแง่กำลังขับ ถือว่ายังน้อยไปหน่อย เจอกับหูฟังที่มีอิมพีแดนซ์สูงๆ จะมีอาการตื้อๆ ออกมาเหมือนกัน แต่ในแง่รายละเอียดของเสียงต้องบอกว่าเยี่ยมยอดมาก มันแยกแยะรายละเอียดของแต่ละเสียงในเพลงออกมาให้ได้ยินอย่างจะแจ้ง ไม่มีอำพราง และเป็นความชัดเจนที่ไม่จัดจ้านซะด้วย..

สรุป

digital audio เป็นอะไรที่ดูว่ายากสำหรับบางคน แต่ด้วยพื้นฐานที่อาศัยตัวเลขและสมการทางคณิตศาสตร์ ทำให้เราสามารถเข้าใจ digital audio ได้ง่ายกว่าถ้ามองในแง่ของตัวเลข..

สัญญาณ PCM ที่ระดับ 16bit ของฟอร์แม็ต CD สามารถสวิงไดนามิกได้กว้างถึง 96dB ในขณะที่ฟอร์แม็ต DSD64 ที่ใช้บันทึกลงบนแผ่น SACD สามารถสวิงไดนามิกขึ้นไปได้สูงกว่า คือ 120dB และสัญญาณ PCM ที่ระดับ 24bit สามารถสวิงไดนามิกขึ้นไปได้สูงถึง 144dB ซึ่งแน่นอนว่า การที่คุณจะได้สัมผัสกับสัญญาณเสียงที่มีไดนามิกเร้นจ์ออกมาเต็มที่ตามมาตรฐานของแต่ละฟอร์แม็ต ภาค DAC จะต้องมีความสามารถในการถ่ายทอด dynamic range ได้กว้าง อย่างน้อยต้องเท่ากับ หรือมากกว่าค่า DNR (dynamic range) ของมาตรฐานฟอร์แม็ตนั้นๆ

Liberty DAC ให้ไดนามิกเร้นจ์ได้สูงถึง 127dB ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานของฟอร์แม็ต DSD64 (หรือ DSD2.8MHz) ขึ้นไปถึง 7dB นี่อาจจะคือคำตอบของเสียงที่ผมได้ยินจากการเล่นไฟล์ DSF64 ที่หุ้มห่อสัญญาณ DSD64 ซึ่งออกมาเปิดโล่งมากๆ แต่ผ่อนคลายสุดเหยียด และเต็มไปด้วยรายละเอียดที่พร่างพรายบนพื้นแบ็คกราวนด์ที่มืดสนิทจนทำให้ได้ยินแม้กระทั่ง ละอองเสียงที่เบาแผ่ว สะท้อนถึงความโปร่งใส (transparent) ของสนามเสียงที่ทำให้หูของผมสามารถทลวงลงไปค้นหารายละเอียดของเสียงที่แอบซ่อนได้ถึงก้นบึ้งของเวทีเสียง.. ทุกซอกทุกมุม!

บอกเลยว่า ใครวางงบไว้ไม่เกิน 50K สำหรับอัพเกรด External DAC ผมแนะนำให้พิจารณา Liberty DAC ตัวนี้ก่อนเป็นอันดับแรก.! /

*****************************
ราคา : 40,000 บาท / เครื่อง
*****************************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย :
บริษัท Deco2000
โทร. 0-2256-9700

*****************************
ข้อมูลเพิ่มเติมที่ | https://goo.gl/Cdorwx
ซื้อได้ที่ | https://goo.gl/aTsSz7

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า