BRAND story : “Audiovector” ผู้ผลิตลำโพงระดับไฮเอ็นด์ จากประเทศเดนมาร์ก

คอลัมน์ แบรนด์ สตอรี่วันนี้จะขอพานักเล่นเครื่องเสียงไปรู้จักกับแบรนด์ผู้ผลิตลำโพงสัญชาติเดนมาร์กเจ้าหนึ่ง ชื่อว่า Audiovector

ก่อตั้ง

แบรนด์นี้ถือกำเนิดขึ้นมาในโลกครั้งแรกในปี 1979 ผู้ให้กำเนิดมีชื่อว่า Ole Klifoth ซึ่งปัจจุบันไปดูแลทางด้าน R&D และให้ลูกชายคือ Mads Klifoth ทำหน้าที่บริหารและกำรังตำแหน่งเป็นเจ้าของแบรนด์ด้วย

จุดกำเนิดของแบรนด์ Audiovector ก็เป็นไปในลักษณะเดียวกับแบรนด์ผู้ผลิตเครื่องเสียงอีกหลายๆ แบรนด์ในโลกนี้ นั่นคือ เกิดจากความต้องการลำโพงที่ดีที่สุดที่ยังไม่มีใครทำออกมาในขณะนั้น พวกเขาจึงตัดสินใจทำมันขึ้นมาด้วยมือของตัวเอง I could not find the speaker of my dreams, so I decided to build it myself.” / Ole Klifoth – 1979

ปรัชญาในการออกแบบ

ก่อนปี 1979, Ole Klifoth พบว่า ลำโพงที่มีขายอยู่ใตลาดขณะนั้น ยังขาดคุณสมบัติบางอย่างที่เขาต้องการ หลังจากตั้งแบรนด์ Audiovector ขึ้นมาแล้ว เข้าก็เริ่มออกแบบและผลิตลำโพงออกมาตามแนวคิดของตัวเอง ซึ่งต่อมาได้ถูกกำหนดขึ้นมาเป็นปรัชญาที่ใช้เป็นหลักคิดในการออกแบบลำโพงรุ่นต่อๆ มา

แนวคิดที่เป็นปรัชญาในการออกแบบของ Audiovector ก็คือ

Linear dynamics (ไดนามิกที่เสมอเท่าเทียมกันตลอดย่าน)
Linear phase (เฟสสัญญาณที่ถูกต้องเท่าเทียมกันไปตลอดย่าน)
Low compression (ลักษณเสียงที่ไร้ซึ่งอาการอั้นหรือตื้อ)

เทคโนโลยีเด่น

แบรนด์ Audiovector เจ้านี้เป็นแบรนด์ที่มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง ตลอดเวลาเกือบ 40 ปี หลังจากถือกำเนิดขึ้นมา Ole Klifoth กับทีมดีไซน์ของเขาได้ทำการออกแบบเทคโนโลยีขึ้นมาหลายอย่าง เพื่อปรับปรุงลำโพงของพวกเขาให้มีคุณภาพเสียงเป็นไปตามอุดมคติที่ตั้งไว้

ออกแบบและผลิต tweeters เอง

ในปี 1984, Audiovector ได้เริ่มพัฒนาโดมทวีตเตอร์ขึ้นมาเป็นของตัวเอง ด้วยเป้าหมายเพื่อทำให้เป็นทวีตเตอร์ที่สามารถตอบสนองไดนามิกได้ดีเลิศ สวิงได้กว้างโดยไม่มีอาการอั้น ผลลัพธ์คือทวีตเตอร์ทรงโดมรุ่น 2406 ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 1984 นั่นเอง

ตั้งแต่ปี 1984 เป็นต้นมา ลำโพงทุกคู่ของ Audiovector ใช้ทวีตเตอร์ที่ออกแบบขึ้นมาเองทั้งหมด และยังได้ทำการพัฒนาทวีตเตอร์มาอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงทวีตเตอร์แบบ AMT (Air Motion Trasformers) ซึ่งพวกเขาก็ทำขึ้นมาในโรงงานของพวกเขาเองทั้งหมดเช่นกัน

No Energy Storage (NES)

ด้วยความต้องการวูฟเฟอร์/มิดเร้นจ์ที่ตอบสนองไดนามิกได้กว้างมากๆ โดยไม่มีอาการอั้น แต่ต้องให้ความเพี้ยนต่ำมากๆ ด้วย ทาง Audiovector จึงเข้าไปร่วมมือกับผู้ผลิตไดเวอร์ชั้นนำของโลกอย่าง Peerless และ Scan-Speak ในการคิดค้นและออกแบบ จนได้ออกมาเป็นวูฟเฟอร์/มิดเร้นจ์ที่ใช้เทคโนโลยีพิเศษที่พวกเขาตั้งชื่อเรียกว่า No Energy Storage (NES) ด้วยการออกแบบจุดยึดโครงสร้างของตัวไดเวอร์สามจุด (3-point fixing) ซึ่งช่วยทำให้วูฟเฟอร์/มิดเร้นจ์ของ Audiovector ถูกแยกตัวออกจากโครงสร้างหลักของตัวตู้ จึงสามารถถ่ายทอดไดนามิกของเสียงได้อย่างรวดเร็วและเต็มพลัง โดยไม่มีพลังงานตกค้างอยู่กับระบบแมคคานิกของตัวไดเวอร์และโครงสร้างของตัวตู้

SEC system

SEC system หรือ Soundstage Enhancedment Concept เป็นเทคโนโลยีที่ใช้กับทวีตเตอร์ เป็นการเปิดช่องด้านหลังของตัวทวีตเตอร์ เพื่อให้มวลอากาศที่เกิดขึ้นหลังโดมทวีตเตอร์สามารถผ่านออกไปภายนอกได้ ซึ่งช่วยลดความเครียดของไดอะแฟรมลงไปได้มาก ทำให้เสียแหลมมีรายละเอียดดีขึ้น ตอบสนองไดนามิกได้กว้างขึ้น และเป็นอิสระมากขึ้น ในขณะเดียวกัน มวลอากาศที่พุ่งออกไปทางช่องด้านหลังของทวีตเตอร์ยังไปตกกระทบกับผนังห้อง กลายเป็นแอมเบี๊ยนต์ย้อนกลับมาช่วยขยายซาวนด์สเตจให้แผ่กว้างออกไปด้วย

เทคโนโลยี SEC system นี้ได้รับการจดสิทธิบัตรไว้ และนำมาใช้ครั้งแรกในการออกแบบลำโพงอนุกรม M-series เมื่อปี 1996

Teardrop shaped cabinets

รูปทรงของตัวตู้ที่เรียวลู่ไปทางด้านหลังคล้ายหยดน้ำตา ช่วยลดปัญหาคลื่นเสียงสั่นค้างในตัวตู้ลงไปได้อย่างเด็ดขาด โดยไม่ต้องใช้วัสดุซับเสียงใส่เข้าไปในตัวตู้เพื่อดูดซับพลังงานคลื่นเหล่านั้นอีก มีผลช่วยทำลำโพงสามารถตอบสนองไดนามิกได้รวดเร็วขึ้นด้วย

Low Compression Concept (LCC concept)

เป็นปรัชญาในการออกแบบที่ใช้ได้กับทุกจุดของลำโพงที่ส่งผล อาทิเช่น ที่ตัวไดเวอร์, ว้อยซ์คอย, ตัวตู้ แม้กระทั่งสายนำสัญญาณที่เชื่อมต่อภายในตัวตู้ด้วย

แนวคิดนี้จะช่วยทำให้ส่วนประกอบต่างๆ ของลำโพงมีอายุยืนยาวไปได้นาน เนื่องจากมันจะช่วยขจัดความร้อนสะสมในตัววัสดุออกไปได้อย่างรวดเร็ว และมีส่วนทำให้ระบบลำโพงของ Audiovector มีอิสระในการสร้างคลื่นเสียงที่มีพลังมากขึ้น

ผลิตภัณฑ์รุ่นเด่นๆ

1979

ลำโพงรุ่นแรกที่แสดงถึงแนวทางการออกแบบที่เด่นชัดที่สุดของ Ole Klifoth ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Audiovector คือลำโพงที่มีชื่อรุ่นว่า Trapez ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1979 สามารถทำยอดขายได้ถึง 25,000 คู่ในช่วง 10 ปีหลังจากทำออกมาครั้งแรก

1985

ลำโพงรุ่น Audiovector 3 ที่มีแผงหน้าเอียงเฉียงก็ได้รับความสำเร็จทางการตลาดไม่น้อย ถูกผลิตออกมาด้วยความร่วมมือกันระหว่าง Ole Klifoth กับ Lars Mathiesen

1996

ลำโพงอนุกรม M-series ถูกแนะนำเข้าสู่ตลาดในปี 1996 เป็นลำโพงรุ่นแรกที่เกิดขึ้นจากแนวคิด modular series คือใช้ไดเวอร์แบบเดียวกันในการออกแบบและสร้างลำโพงรุ่นต่างๆ ออกมาพร้อมกับแนวคิด IUC ipgrade คือทำให้ผู้ใช้สามารถอัพเกรดชิ้นส่วนแต่ละชิ้นเป็นเวอร์ชั่นที่สูงขึ้นได้

1998

Audiovector เริ่มนำทวีตเตอร์ AMT (Air Motion Transformers) มาใช้เป็นผลิตลำโพงครั้งแรกในปี 1998 พร้อมเทคโนโลยี SEC system ทำให้ระบบลำโพงของ Audiovector สามารถตอบสนองความถี่ขึ้นไปได้สูงถึง 50kHz และให้ความเพี้ยนต่ำกว่าผู้ผลิตลำโพงเจ้าอื่นๆ ในตลอดอย่างมาก

2001

เป็นปีที่ทีมออกแบบของ Audiovector เริ่มนำตัวตู้ที่มีลักษณะรูปทรงเป็นแบบ Teardrop Shaped ออกมาใช้ในการดีไซน์และผลิตลำโพงรุ่น S 6 ทำให้ได้ออกมาเป็นลำโพงที่ทั้งรูปทรงสวยและเสียงดี

2008

ทวีตเตอร์ AMT ได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอีกระดับ สามารถตอบสนองสัญญาณได้เร็วขึ้น ในขณะที่มีความเพี้ยนต่ำลง ให้เสียงแหลมที่ชัดและสะอาดมากขึ้น

2010

ลำโพงรุ่น R 11 arrete ถูกเปิดตัวออกสู่ตลาด เป็นลำโพงที่ใช้อ้างอิงสำหรับ Audiovector

2011

ลำโพงรุ่น S 6 ได้ถูกปรับปรังขึ้นมาเป็นรุ่น SR 6 ซึ่งประกอบด้วยระบบเบสที่ใช้เทคโนโลยี Isobaric ทำงานร่วมกับระบบลำโพง 2.5 Way ที่ประกอบด้วย upper bass/midrange/treble

2012

เปิดตัวลำโพง active แบบ discreet ออกมาเป็นครั้งแรก โดยใช้ดิจิตัลแอมปลิฟายแบบ PWM ขยายสัญญาณอะนาลอกที่ขับเคลื่อนด้วย DSP crossover ที่ใช้ฟิลเตอร์ Linear phase แบบ Bessel

2014

เปิดตัวซีรี่ย์ SR-series ออกมาเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นลำโพงที่ให้คุณภาพสูงที่สุดในปัจจุบัน ใช้ระบบเสียงแหลมแบบใหม่ ใช้วงจรครอสโอเวอร์ที่มีความสูญเสียต่ำ ใช้เทคโนโลยี NES และอีกมาก.. /

*** ข้อมูลเพิ่มเติม   |   ตัวแทนจำหน่าย


ลิ้งค์วิดีโอ


 

ลิ้งค์รีวิว Audiovector SR 1 Arrete Avantgarde

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า