รีวิวเครื่องเสียง Naim Audio รุ่น ND5 XS2 เน็ทเวิร์ค ออดิโอ เพลเยอร์

เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ในงานแสดงเครื่องเสียงไฮเอ็นด์ฯ ที่เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี ผมเข้าไปร่วมชมงานครั้งนั้นในฐานะสื่อ มีโอกาสได้เข้าไปนั่งฟังบรรยายในห้องสื่อ ซึ่งเป็นจังหวะที่มีเจ้าหน้าที่หนุ่มๆ ของบริษัท Naim Audio จากประเทศอังกฤษกำลังให้ข้อมูลกับสื่อด้วยพรีเซนเตชั่นโดยมีตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวเป้งๆ ถูกฉายขึ้นบนจอ ด้วยข้อความว่า “The Future of Audio

เจ้าหน้าที่หนุ่มจาก Naim Audio คนนั้นกำลังบรรยายเกี่ยวกับอนาคตของการฟังเพลงที่ไม่มีสื่อกลางที่จับต้องได้อีกต่อไป (ในตอนนั้น) เขาพูดถึงการควบคุมการเล่นเพลงด้วยโปรแกรมที่ออกแบบมาพิเศษ ทำอะไรได้มากกว่ารีโมทคอนโทรลของเครื่องเล่นซีดีที่เราใช้กันอยู่ตอนนั้น นอกจากนั้น เขายังพูดถึงเรื่องของเน็ทเวิร์ค และการดึงเพลงจากอินเตอร์เน็ตมาเล่นด้วย ซึ่งตอนนั้นมันคืออะไรที่ใหม่มากๆ ฟังแล้วจินตนาการตามไม่ถูก ซึ่งไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่มึน ผมสังเกตคนอื่นๆ ที่นั่งฟังอยู่ในห้องนั้นก็มีอาการไม่ต่างกัน แต่แล้ว ใครจะไปนึกว่า คล้อยหลังมาอีกหกเจ็ดปี สิ่งที่พ่อหนุ่มจาก Naim Audio คนนั้นบรรยายเอาไว้ มันได้กลายเป็นจริงขึ้นมาแล้ว..!!

ND5 XS2
เน็ทเวิร์ค เพลเยอร์ระดับเริ่มต้นของ Naim Audio

Naim Audio เป็นเจ้าแรกที่จุดประกาย Network Audio Player แต่คนที่ผลิตเครื่องออกมาขายคนแรกกลับกลายเป็น Linn จากสก๊อตแลนด์ รุ่นแรกคือ DS

Naim Audio เป็นผู้ผลิตสินค้าเครื่องเสียงระดับไฮเอ็นด์ฯ จากประเทศอังกฤษ มีสินค้าหลักอยู่ 2 กลุ่มคือ แอมปลิฟายกับ ดิจิตัล เพลเยอร์และเนื่องจาก Naim Audio เป็นแบรนด์ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 1969 ซึ่งเรียกว่าบุกเบิกมาตั้งแต่ต้นยุคอะนาลอก มีจุดแข็งอยู่ที่แอมปลิฟายที่ให้คุณภาพเสียงที่ถูกหูนักเล่นเครื่องเสียงและนักนิยมฟังเพลงที่เน้นคุณภาพมานานมากแล้ว ด้วยความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาตลอด 50 ปีที่ผ่านมา เมื่อเข้าสู่ยุคดิจิตัล จึงทำให้สินค้า digital player ของ Naim Audio มีจุดเด่นที่คุณภาพเสียง เพราะได้รับอิทธิพลมาจากการออกแบบวงจร analog output ตามแนวทางเดิมของ Naim Audio นั่นเอง ซึ่งนี่คือจุดแข็งจุดหนึ่งที่เอาชนะ external DAC ของแบรนด์ที่มาจากฝั่งโปรฯ และคอมพิวเตอร์หลายๆ เจ้าที่ไม่ได้คร่ำหวอดมาทางวงจรขยายที่เน้นคุณภาพเสียง

ก่อนจะเจาะลงไปมากกว่านี้ มาดูฟังท์ชั่นต่างๆ บนตัวเครื่อง ND5 XS2 กันหน่อย ขอเริ่มจากแผงด้านหลังก่อน..

A = ช่องเสียบปลั๊กไฟเอซี
B = ช่องต่อ Ethernet
C = ช่องเสียบอุปกรณ์ USB flash drive ที่ใช้เก็บไฟล์เพลง
D = ช่อง digital output
E = ช่อง digital input เรียงลำดับจาก coaxial BNC > coaxial RCA > optical x 2
F = ช่องเสียบเสารับคลื่น Wi-Fi แบบไร้สายที่ให้มา 2 เสา
G = ช่องเสียบเสารับคลื่น Bluetooth

F = ช่องเสียบเสารับคลื่น Wi-Fi แบบไร้สายอีกช่อง
H = ช่อง mini jack 3.5mm ไว้รับสัญญาณอินฟราเรดจากตัวรับเซ็นเซอร์รีโมทจากภายนอก
I = ช่องกดเพื่อ reset การตั้งค่าในตัว ND5 XS2 กลับไปที่ค่าตั้งต้นจากโรงงาน (defaut)

J = สวิทช์โยกสำหรับเลือกรูปแบบการเชื่อมต่อกราวนด์ของสัญญาณ
K = ขั้วต่อสัญญาณ อะนาลอก เอ๊าต์พุต แบบ RCA
L = ขั้วต่อสัญญาณ อะนาลอก เอ๊าต์พุต แบบ DIN

M = ช่องเสียบ USB ฮาร์ดดิสแบบพกพา
N = โลโก้พร้อมไฟแสดงสถานะ
O = สวิทช์เปลี่ยน/ปิดไฟเข้าเครื่อง

VDO preview

สิ่งที่คุณไม่เห็น บนตัว ND5 XS2 ก็คือจอแสดงผล ซึ่งในรุ่นพี่ที่ใหญ่กว่าคือ NDX2 และผลิตภัณฑ์ในอนุกรม Uniti มี ส่วนเหตุผลก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าคำว่า “entry levelนั่นเอง

แต่ถ้ามองในมุมของผม ซึ่งมีความคุ้นเคยกับอุปกรณ์เครื่องเสียงประเภท network streamer แบบนี้มานาน ผมมองว่า การที่ ND5 XS2 ไม่มีจอแสดงผลกลับเป็นจุดเด่นซะอีก เพราะว่าจริงๆ แล้ว จอแสดงผลบนตัวเครื่องสำหรับอุปกรณ์ประเภทนี้ถือว่าแทบจะไม่มีความจำเป็นเลย เพราะโดยปกติในการใช้งานจริง เราสามารถควบคุมสั่งงานและปรับตั้ง ทุกอย่างของตัวเครื่องผ่าน application บนอุปกรณ์พกพาได้อยู่แล้ว ไม่มีใครไปก้มๆ เงยๆ จ้องบนจอแสดงผลของเครื่องอีกแล้ว และการตัดจอแสดงผลออกไปนอกจากจะทำให้ราคาเครื่องถูกลงแล้ว ยังมีผลช่วยลดการรบกวนอันอาจจะเกิดจากการทำงานของวงจรแสดงผลของจอลงไปได้ด้วย

สรุปแล้ว การที่ ND5 XS2 ไม่มีจอ สำหรับผมถือว่าเป็นจุดเด่นครับ ผมชอบแบบนี้ เพราะมันทำให้ตัวเครื่องดูขรึมและเท่ห์มาก เวลาฟังเพลงภายใต้แสงสลัวๆ ก็ไม่มีแสงจากหน้าจอมารบกวนสมาธิในการฟังด้วย มีแต่แสงเรืองอ่อนๆ สีเขียวเท่านั้น.!!

ดีไซน์ภายใน

ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ audiotrends.com

ถ้าเปิดฝาครอบเครื่องออกมา คุณจะเห็นแผงวงจรขนาดใหญ่จำนวน 3 แผงปูเกือบเต็มพื้นที่ แผง A ในภาพนั้นคือแผงวงจรที่รวบรวมการทำงานในส่วน streming ทั้งหมดเอาไว้ เป็นหัวใจของ ND5 XS2 ซึ่งทาง Naim Audio พัฒนาขึ้นมาล่าสุด รองรับทั้งการสตรีมไฟล์เพลงผ่านทางระบบไร้สาย (wireless) และใช้สาย (wire)

แผงวงจร A นี้ติดตั้งเทอร์มินัลสำหรับสัญญาณดิจิตัล อินพุตและเอ๊าต์พุตทั้งหมดเอาไว้ที่นี่ โดยมีแผงวงจรที่รับสัญญาณ Wi-Fi แผงเล็กๆ ติดตั้งซ้อนอยู่ด้านบน สังเกตจากภาพ แม้ว่าจุดเชื่อมต่อเสาอากาศสำหรับคลื่น Wi-Fi จะติดตั้งไว้ห่างจากแผงวงจรด้านใน แต่ก็ถูกโยงสายสัญญาณไปที่แผงวงจร Wi-Fi ที่อยู่บนแผงวงจร A ทั้งหมด (ลูกศร 1) รวมทั้งคลื่นบลูทูธ (ลูกศร 2) ด้วย นอกจากนั้น ช่องอินพุต USB type A ที่อยู่บนแผงหน้าปัดที่ใช้เสียบ external USB storage ก็โยงสัญญาณ (ลูกศร 3) มาลงที่แผงนี้เช่นกัน ถ้าคุณใช้ USB storage สองตัวเสียบเข้าที่ช่อง USB ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ฟังท์ชั่น server ของ ND5 XS2 จะเอาไฟล์เพลงมารวมกัน

ส่วนแผง B นั้นเป็นที่ติดตั้งวงจรที่ทำงานในส่วนของภาค DAC กับภาค analog out และส่วน C นั้นคือภาคเพาเวอร์ซัพพลาย ซึ่งสังเกตได้ว่า ใช้ทรานฟอร์เมอร์ขนาดใหญ่มาก การันตีได้ว่าพลังเสียงมาเต็ม ส่วนของภาค DAC นั้น ใช้ชิปแปลงสัญญาณดิจิตัลเป็นอะนาลอกของ Burr-Brown เบอร์ PCM1791A โดยรับสัญญาณดิจิตัลมาจาก SHARC DSP ซึ่งใช้ในการประมวลผลและจัดการทำ interger-over-sampled ให้กับสัญญาณดิจิตัลที่มาจากทุกอินพุต ตัว SHARC DSP ตัวนี้มีพลังในการประมวลผลสูงถึง 40-bit จึงสามารถรองรับสัญญาณได้สูงมาก คือสูงสุดที่ระดับ 32bit/384kHz สำหรับสัญญาณ PCM และสูงถึงระดับ DSD128 สำหรับสัญญาณ Direct Strem Digital

ในขั้นตอนการแปลงสัญญาณดิจิตัลให้เป็นสัญญาณอะนาลอกนั้น ทางทีมออกแบบของ Naim Audio ได้กำหนดให้ใช้สัญญาณ clock ของ DAC เป็นตัวควบคุมปริมาณการโอนถ่ายสัญญาณจากตัว SHARC DSP มาที่ชิป PCM1791A ซึ่งมีผลทำให้มีความผิดพลาดทางเวลา (jitter) ต่ำมากๆ ส่งผลต่อคุณภาพเสียงในทุกด้านทั้งส่วนของ timing และ resolution

แอพลิเคชั่น Naim
ศูนย์กลางการใช้งาน

การใช้งานทุกส่วน ทั้งการ settings ฟังท์ชั่นต่างๆ ภายในตัว ND5 XS2 และการควบคุมการเล่นไฟล์เพลง ถูกติดตั้งไว้ในแอพลิเคชั่นที่ชื่อว่า “Naimทั้งหมด (โลโก้ตามภาพด้านบน) ซึ่งตัวนี้เป็นแอพฯ คอนโทรลที่มีให้โหลดใช้ฟรี รองรับทั้งบน iOS และ Android

ในการทดสอบครั้งนี้ ผมติดตั้งแอพฯ Naim ลงบน iPad mini2 หลังจากติดตั้งตัว ND5 XS2 เข้ากับเน็ทเวิร์คที่บ้านผมเสร็จ โดยผ่านทางสาย LAN เข้าที่ช่อง Ethernet ของ ND5 XS2 จากนั้นก็กดปุ่มเปิดเครื่องบนหน้าปัด ไฟสีเขียวบนโลโก้ที่หน้าปัดเครื่องสว่างขึ้นพร้อมทั้งไฟสีเขียวบนปุ่มเพาเวอร์ด้วย แสดงว่าวงจรภายใน ND5 XS2 พร้อมสำหรับการทำงานแล้ว

เมื่อผมใช้ปลายนิ้วจิ้มลงไปบนแอพฯ Naim ตัวแอพฯ จะใช้เวลาชั่วครู่ในการค้นหาตัว ND5 XS2 หลังจากค้นพบแล้ว ที่มุมซ้ายด้านบนของแอพฯ จะปรากฏสัญลักษณ์ของ ND5 XS2 ขึ้นมาตามภาพด้านบน ในกรณีนี้ สมมุติว่าคุณมีอุปกรณ์ network player ของ Naim ติดตั้งไว้ในบ้านหลายตัวที่พ่วงอยู่ในเน็ทเวิร์คเดียวกัน เมื่อเปิดแอพฯ ขึ้นมาคุณจะเห็นสัญลักษณ์ของอุปกรณ์ network player เหล่านั้นปรากฏขึ้นมาพร้อมกัน แต่ละเครื่องจะถูกกำหนดไว้เป็น room หรือพื้นที่ต่างๆ กัน คุณต้องการเล่นเพลงไปที่ network player ตัวไหนก็ใช้ปลายนิ้วจิ้มไปที่สัญลักษณ์ของตัวนั้นบนหน้าแอพฯ ที่ปรากฏบนอุปกรณ์พกพาที่คุณใช้ในการควบคุมสั่งงาน

พื้นที่บนแอพฯ ถูกแยกไว้เป็นส่วนๆ พื้นที่ด้านบน (ในกรอบสีแดง) เป็นจุดติดตั้ง source selection คือไว้สำหรับเลือกแหล่งอินพุต ซึ่งมีให้เลือกทั้งอินพุตใช้สายและไร้สายทั้งหมด 11 อินพุต ไล่จาก Server, Internat Radio, USB, TIDAL, Spotify, Chromcast built-in, Bluetooth, Digital 1, Digital 2, Digital 3 และ Digital 4 วิธีเลือกคือสไลด์ปลายนิ้วไปทางซ้ายเรื่อยๆ ซึ่งอินพุตทั้งหมดจะเรียงกันอยู่สามหน้า

ส่วนฟังท์ชั่นที่เกี่ยวกับการปรับตั้งการทำงานของตัวเครื่อง ได้ถูกแยกเป็นเมนูออกไปต่างหาก ต้องจิ้มลงไปที่รูปเฟืองตรงมุมบนด้านขวาของหน้าแอพฯ (ศรชี้) จะปรากฏหน้ารวมของเมนู settings ออกมาในกรอบตรงกลาง ซึ่งในนั้นมีหัวข้อฟังท์ชั่นให้ปรับตั้งอยู่ทั้งหมด 11 หัวข้อ และในแต่ละหัวข้อก็ยังมีหัวข้อย่อยๆ ให้ปรับตั้งอีก

ในเว็บไซต์ www.naimaudio.com มีรวบรวมวิธีการปรับตั้งและใช้งานแอพฯ Naim เอาไว้ให้ดูด้วย ใครสงสัยก็สามารถเข้าไปดูได้ หลายๆ หัวข้อจำเป็นต้องเข้าไปปรับตั้งก่อนใช้งาน อย่างเช่นหัวข้อ “Outputซึ่งเป็นการเลือกว่าจะให้สัญญาณเสียงออกทางช่องไหน ในนั้นมีให้เลือก 4 หัวข้อ คือ DIN, RCA, DIN+RCA และ Digital BNC ถ้าเล่นไฟล์เพลงแล้วไม่มีเสียงออก ให้ลองเข้ามาตรวจเช็คดูที่เมนูนี้ หรือหัวข้อ “Volume modeก็มีความสำคัญมาก มีให้เลือกอยู่ 3 รูปแบบคือ Hybrid, Fixed และ Variable คือถ้าต้องการปรับเปลี่ยนความดังจากหน้าแอพฯ โดยคงที่วอลลุ่มที่แอมป์ฯ เอาไว้ ก็ต้องตั้งไว้ที่ “Variableแต่ถ้าต้องการคุณภาพเสียงสูงสุด แนะนำให้ใช้การปรับระดับวอลลุ่มที่แอมป์ฯ จะดีกว่า โดยตั้งไว้ที่ตำแหน่ง “Fixed

ถ้าเพิ่งจะซื้อเครื่องมาใหม่ หัวข้อที่แนะนำว่าต้องเข้าไปตรวจเช็คก่อนใช้งานก็คือ “Check for updatesซึ่งเป็นการตรวจเช็ค firmware ที่ใช้อยู่ในขณะนั้น ถ้ามีการเตือนอัพเดตขึ้นมา แนะนำให้ทำการอัพเดตเป็นเวอร์ชั่นล่าสุดทุกครั้งเพื่อประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีที่สุดของตัวเครื่องและตัวแอพฯ เอง

ใช้แอพ Niam เลือกเล่นไฟล์เพลงจาก external USB storage

หลังจากเอา external USB storage เสียบเข้าที่ช่อง USB type A ด้านหลัง ND5 XS2 จากนั้นก็เปิดแอพฯ ขึ้นมา ที่หน้าเปิดของแอพฯ Naim ใช้ปลายนิ้วจิ้มเลือกที่ “server” (ศรชี้)

Naim Audio มีฟังท์ชั่น Media Server ของตัวเอง ซึ่งจะควานเข้าไปในเน็ทเวิร์คเพื่อค้นหาไฟล์เพลงที่อยู่ตามอุปกรณ์ต่างๆ ที่เชื่อมต่ออยู่ในเน็ทเวิร์คเดียวกัน เมื่อค้นพบแหล่งเก็บไฟล์เพลง มันจะโชว์ขึ้นมาที่หน้านี้ ซึ่งในขณะทดสอบ ผมเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ไว้กับเน็ทเวิร์คนี้สองตัว ตัวหนึ่งเป็นแมคฯ ลงโปรแกรมเซิร์ฟเวอร์ Linn Songbox เอาไว้ ส่วนอีกตัวเป็น Windows ซึ่งโปรแกรมเซิร์ฟเวอร์ของ Naim ค้นพบและนำมาโชว์ตามภาพ ส่วนโลโก้รูปตัวโน๊ตบนพื้นดำตัวแรกนั้นคือ “Local Musicซึ่งหมายถึง external USB storage ที่เสียบอยู่ที่ช่อง USB นั่นเอง ถ้าต้องการดึงไฟล์เพลงจากแหล่งใดออกมาฟัง ก็ให้จิ้มปลายนิ้วลงไปที่ไอค่อนนั้น ตามตัวอย่างนี้ ผมจะลองดึงไฟล์เพลงจาก Local Music มาฟัง

โปรแกรมมีเดีย เซิร์ฟเวอร์ของ Naim มีอ๊อปชั่นให้คุณเลือกที่จะให้เพลงใน external USB storage ของคุณแสดงออกมาได้หลายรูปแบบ อาทิเช่น โชว์เป็นอัลบั้ม, โชว์ตามชื่อศิลปิน, โชว์แยกตามแนวเพลง หรือจะโชว์เรียงไปตามลำดับความเก่าใหม่ของเพลงที่ใส่เข้าไปใน external USB storage ก็ได้และอีกหลายรูปแบบตามภาพ ซึ่งคุณสามารถทดลองเลือกรูปแบบต่างๆ ขึ้นมาดูได้ ส่วนตัวผมชอบที่จะให้มันโชว์ออกมาเป็นอัลบั้มมากกว่า ดูง่ายดี เมื่อเลือกรูปแบบได้แล้วก็ใช้ปลายนิ้วจิ้มลงไปที่สัญลักษณ์ที่ต้องการ ตามตัวอย่างนี้ผมจะเลือกให้มันโชว์ขึ้นมาเป็นอัลบั้ม

นี่เป็นลักษณะของอัลบั้มที่โชว์ภาพปกของอัลบั้มออกมาให้เราเห็น ซึ่งภาพปกอัลบั้มนี้จะมาจากภาพปกที่เราใส่ลงไปในโฟลเดอร์ตอนเก็บไฟล์เพลงลงใน external USB storage นั่นเอง สมมุติว่าผมต้องการฟังอัลบั้มชุด A Nighr At The Opera ของวง Queen เวอร์ชั่น MQA-CD ผมก็ใช้ปลายนิ้วจิ้มลงไปบนภาพปกอัลบั้มที่เราต้องการฟัง

การจิ้มปลายนิ้วลงไปบนภาพปกจะส่งผลต่างกันไปตามลักษณะการจิ้ม ถ้าจิ้มแล้วยกปลายนิ้วออกมาเร็วๆ หน้าแอพฯ จะเปลี่ยนไปโชว์ภาพปกอัลบั้มที่เลือกกับรายชื่อเพลงในอัลบั้มออกมาให้ดู ถ้าต้องการเล่นเฉพาะแทรคใดในอัลบั้มนั้น ก็สามารถจิ้มเลือกเล่นได้เลย แต่ถ้าต้องการเล่นตั้งแต่แทรคแรกไปจนจบเหมือนเล่นจากแผ่นซีดี ก็ให้จิ้มปลายนิ้วไปที่ภาพปกแล้วกดแช่ไว้นิดนึง จะปรากฏคำสั่งให้เลือกขึ้นมาในกรอบใสๆ ตามภาพข้างบนนี้ ซึ่งมี Play album = คือเริ่มเล่นอัลบั้มนี้, Queue next = เล่นอัลบั้มนี้ต่อจากเพลงที่กำลังเล่น, Queue last = เอาไปต่อจากเพลงในเพลย์ลิสที่เลือกไว้ก่อนหน้านี้, Go to artist = รวบรวมผลงานทั้งหมดของศิลปินคนนี้ หรือวงนี้ขึ้นมาให้เราดู ฯลฯ

จากตัวอย่างนี้ ผมจะลองสั่งเล่นอัลบั้มนี้ทันที ผมก็ใช้ปลายนิ้วจิ้มไปที่หัวข้อ “Play album” (ศรชี้)

แอพฯ จะใช้เวลาชั่วครู่ ในการรวบรวมข้อมูลในอัลบั้มนี้ออกมาเพื่อเล่นตั้งแต่เพลงแรก ซึ่งเวลาที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเพื่อเริ่มเล่นนี้จะขึ้นอยู่กับปริมาณของข้อมูลเพลงที่เราเก็บไว้ใน external USB storage + ความเร็วในการอ่านของตัว external USB storage เอง อย่างเช่นถ้าใช้หน่วยความจำแบบ solid state ก็จะเร็วกว่าแบบจานหมุน อีกตัวแปรก็คือฟอร์แม็ตของไฟล์เพลง ถ้าเป็นฟอร์แม็ตไฮเรซฯ ก็จะใช้เวลาดึงข้อมูลมากกว่าฟอร์แม็ตซีดีนิดหน่อย แต่เท่าที่ผมทดลองใช้งานดูแล้วพบว่า สปีดในการดึงข้อมูลเพลงของ ND5 XS2 กับแอพฯ Naim ตัวนี้ก็ไม่ได้ช้าจนมีนัยยะอะไร ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เร็วน่าพอใจแล้ว

เมื่อเริ่มเล่นเพลง จะปรากฏภาพปก, ชื่อเพลงที่กำลังเล่น และตัวควบคุมการเล่นอยู่ที่ด้านล่างของหน้าแอพฯ เป็น mini player ถ้าต้องการเข้าไปดูรายละเอียดมากกว่านี้ให้ใช้ปลายนิ้วจิ้มลงไปที่ภาพปกที่กำลังเล่น

หน้าแอพฯ จะเปลี่ยนไป มีภาพหน้าปกอัลบั้มขนาดใหญ่ (ศรชี้), รายชื่อเพลงที่จะเล่นต่อเนื่อง (กรอบสีฟ้า) และเครื่องมือที่ใช้ควบคุมการเล่นไฟล์เพลงพร้อมเวลาที่เล่นซึ่งเคลื่อนไปเรื่อยๆ (กรอบสีแดง) แสดงขึ้นมา เป็นหน้าต่างมาตรฐานสำหรับการเล่นไฟล์เพลงของแอพน ตัวนี้

คลิปแสดงวิธีการเลือกเล่นไฟล์เพลงจากแอพฯ Naim

ทดลองฟังเสียง

ND5 XS2 ให้ช่องสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตมาแค่สองช่อง ผ่านขั้วต่อ RCA กับ DIN ถ้าจะใช้งานร่วมกับแอมปลิฟายตัวอื่นที่ไม่ใช่ของ Naim Audio เอง ก็ต้องใช้เอ๊าต์พุตช่อง RCA ซึ่งต้องเข้าไปปรับตั้งในเมนู settings ของแอพฯ ด้วย

ผมทดลองฟังเสียงของ ND5 XS2 กับอินติเกรตแอมป์ Cambridge Audio รุ่น EDGE A กับอีกชุดคือปรีแอมป์ Moon รุ่น 390 จับกับเพาเวอร์แอมป์ Cambridge Audio รุ่น EDGE W สลับกับ Jeff Roland รุ่น Model 125 และเพาเวอร์แอมป์หลอดยี่ห้อ VTL รุ่น MB125 โมโนบล็อคข้างละ 50W triode/100W tetrode ผ่านลำโพงสองคู่คือ Totem Acoustics รุ่น Element ‘Ember’ กับ Wharfedale รุ่น LINTON Heritage ส่วนสายเชื่อมต่อต่างๆ ก็มีสายสัญญาณ Atlas รุ่น Mavros Ultra กับ Nordost รุ่น Frey 2, สายลำโพง Furutech รุ่น FS-301 และสายไฟของ Life Audio รุ่น Essence 1

ช่วงแรกผมทดลองฟังจากไฟล์เพลงหลากหลายรูปแบบที่ผมเก็บอยู่บน external HD แบบ solid state ของ Samsung รุ่น T3 เสียบเข้าที่ช่อง USB ทางด้านหน้า และใช้รุ่น T5 เสียบเข้าที่ช่อง USB ด้านหลังที่อยู่ข้างช่อง Ethernet โดยใช้การควบคุมจากแอพฯ Naim ผ่าน iPad mini2

เสียง

สิ่งแรกที่สะดุดหูผมมากที่สุดคือ ความคมชัดของเสียงที่โดดเด่นมากเป็นพิเศษ พื้นเสียงใสกระจ่างและสะอาด แบ็คกราวนด์ด้านหลังของเวทีเสียงมีความสงัดเงียบ ทำให้มองเห็นชิ้นดนตรีได้อย่างแจ่มแจ้ง รับรู้ได้ถึงความเป็นตัวตนของเสียงดนตรีแต่ละเสียงได้อย่างชัดเจน รูปวงก็ออกมาสวย การจัดวางตำแหน่งเสียงมีความสมดุล รู้สึกกำลังดีทั้งแนวกว้างลึก และสูง

ในอดีตผมเคยฟังแอมป์รุ่นเด่นๆ ของ Naim Audio มาแล้วหลายครั้ง ยังจำลักษณะเสียงได้ติดหู จุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของ Naim Audio คือเสียงที่ให้โฟกัสคมกริบ ความเป็นตัวตนของชิ้นดนตรีอยู่ในขั้นดีเลิศ เนื้อมวลเข้มและมีมวลหนา และที่โดดเด่นสุดๆ คือสปีดของจังหวะดนตรีที่ตอบสนองได้อย่างแม่นยำ ถ่ายทอดจังหวะของเพลงออกมาได้อย่างถูกต้อง ทั้งช้าปานกลาง และเร็ว ซึ่งนั่นคือองค์ประกอบสำคัญของความเป็นดนตรีที่นักฟังเพลงทุกคนยอมรับ

ผมได้ยินอะไรแบบนั้นจาก ND5 XS2 ตัวนี้เช่นกัน แต่ในระดับที่สูงกว่าในอดีตขึ้นไปอีกขั้น ความเป๊ะของตำแหน่งชิ้นดนตรี ที่วางเกลี่ยไปทั่วเวทีเสียงเป็นอะไรที่น่าประทับใจมาก ND5 XS2 ตัวนี้ทำให้ผมค้นพบรายละเอียดบางอย่างที่เคยอึมครึมอยู่ในหลายๆ เพลงที่ผมเคยฟัง ปรากฏชัดขึ้นมาอย่างมาก..

อัลบั้ม : Love Over Gold (MQA-CD)
ศิลปิน : Dire Straits

ความรู้สึกที่ผมบรรยายไว้ข้างบนนั้นมันเกิดขึ้นตอนที่ผมฟังเพลง “Private Investigationsแทรคที่สองในอัลบั้มชุดนี้ ซึ่งอารมณ์ของเพลงนี้จะออกมาในโทนซึมๆ ทึมๆ หมองๆ จังหวะดนตรีดำเนินไปด้วยลีลาที่หน่วงเอื่อย สลับกับการย้ำเน้นเป็นช่วงๆ และผ่อนแผ่วเป็นพักๆ เสียงร้องของมาร์คเองก็ออกมาในลักษณะคล้ายบ่นงึมงำๆ ประสิทธิภาพของ ND5 XS2 ฉายแววออกมาตั้งแต่เริ่มเสียงคีย์บอร์ดตอนขึ้นต้นเพลงกันเลย ซึ่งที่ผ่านมาผมเคยได้ว่ามันเป็นเสียงครางฮือๆ เท่านั้น ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าแท้จริงแล้ว นอกจากจะมีเสียงครางฮือๆ ที่ค่อยๆ ดังขึ้นมาตั้งแต่เริ่ม และดังขึ้นมาเรื่อยๆ แล้ว ตอนใกล้ๆ วินาทีที่ 00:30 ก่อนที่เสียงกีต้าร์จะดังขึ้นมา ยังมีเสียงหวีดหวิวดังว้าวๆ ประสานขึ้นมาด้วย ซึ่งที่ผ่านมาผมไม่ได้รู้สึกชัดขนาดนี้ และความชัดเจนที่ได้ยินนั้นก็ไม่ได้เกิดจากการ ดันความถี่ในย่านนั้นขึ้นมาเหมือนกับการปรับอีคิวที่ทำให้รายละเอียดที่อยู่ในบางความถี่โด่งขึ้นมา ซึ่งทำให้เราได้ยินรายละเอียดตรงนั้นชัดขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน รายละเอียดที่ถูกเน้นขึ้นมานั้นจะไปกลบทับรายละเอียดของเสียงที่อยู่ใกล้กับความถี่นั้นลงไปด้วย ทว่า ความชัดเจนของรายละเอียดที่ผมได้ยินจาก ND5 XS2 ตัวนี้มันเหมือนกับการได้ยินอะไรที่มันมีอยู่แล้ว แต่ที่ผ่่านมามันถูกพื้นเสียงที่ขุ่นทึบด้วยม่ายหมอกกลบทับเอาไว้ เพียงแค่ ND5 XS2 เข้าไปทำให้ม่านหมอกที่ปกคลุมพื้นเสียงสลายไป จนทำให้ความสลับซับซ้อนของเสียงปรากฏออกมาให้ได้ยิน

หลังจากฟังแทรคนี้ผ่าน ND5 XS2 ต่อไปด้วยความตั้งใจ ผมยอมรับว่ารู้สึกประทับใจมากกับรายละเอียดหยุมหยิมที่เน็ทเวิร์ค เพลเยอร์ตัวนี้ถ่ายทอดออกมา ในช่วงกลางเพลง นาทีที่สี่เป็นต้นไป ผมก็แทบลืมหายใจ เพราะไม่เคยได้ยินรายละเอียดของเสียงเบาๆ ที่ซ่อนเร้นอยู่ลึกๆ เข้าไปในเวทีเสียงที่ชัดเจนเท่านี้มาก่อน โดยเฉพาะช่วงเวลาประมาณ 05:42 ผมได้ยินเสียงเหมือนแก้วถูกขว้างลงพื้นแตกกระจาย ซึ่งเป็นเสียงที่เบามากเพราะอยู่ลึกลงไปในเลเยอร์หลังๆ ของสนามเสียง

ผมกดย้อนกลับไปฟังแทรคนี้อีกครั้ง และทดลองขยับเพิ่มความดังของแอมป์ขึ้นมาอีกหน่อย เพราะผมรู้สึกว่า มือกลองน่าจะสวิงเสียงหวดกลองได้กว้างกว่านั้นอีก และก็เป็นไปอย่างที่คาด เมื่อเพิ่มวอลลุ่มขึ้นมาแล้ว นอกจากจะทำให้รายละเอียดของเสียงที่เบามากๆ จะปรากฏเด่นชุดขึ้นมามากขึ้นแล้ว เสียงกลองยังสวิงไดนามิกได้กว้างขึ้นอีกด้วย ให้ความรู้สึกถึงพลังของอิมแพ็คที่หนักหน่วงมากขึ้น เอาจริงเอาจังมากขึ้น ในขณะที่ช่วงพีคก็ไม่มีอาการล้น (overshoot) ออกมาให้ได้ยิน แสดงว่านอกจาก ND5 XS2 จะให้พื้นเสียงที่ใสสะอาดแล้ว มันยังให้ไดนามิกเร้นจ์ที่เปิดกว้างอีกด้วย

อัลบั้ม : The Well (CD)
ศิลปิน : Jennifer Warnes

ตอนที่ผมเปิดเพลงทิ้งไว้ต่อเนื่องเพื่อรอเวลาเบิร์นฯ เครื่องนั้น ผมจะเลือกเพลงออกมาจำนวนหนึ่ง นับสิบอัลบั้มที่มีความหลากหลายแนวเพลง ทั้งหนักและเบา เป็นเพลงที่ใช้เครื่องดนตรีน้อยชิ้นและเยอะชิ้นคละกัน แล้วตั้งให้เครื่องเล่น repeat วนไป เป็นการเบิร์นด้วยสัญญาณ random ไปเรื่อยๆ โดยตั้งระดับวอลลุ่มที่แอมป์ไว้คงที่ แต่เกนเสียงที่ออกมาจากแต่ละอัลบั้มจะดังไม่เท่ากันอยู่แล้ว ขณะที่ตัวผมก็นั่งค้นข้อมูลส่วนอื่นไปเรื่อยๆ และคอยสังเกตลักษณะของเสียงที่ค่อยๆ คลี่คลายไปด้วย ในช่วงนั้น ถ้าได้ยินเพลงไหนที่มีอะไรแปลกหูไปจากที่เคย ผมก็จะจดชื่อเพลงนั้นไว้ และจะรวบรวมนำเพลงเหล่านั้นมาฟังทดสอบด้วยความตั้งใจอีกครั้งในรอบของการทดสอบจริงหลังจากเครื่องผ่านเบิร์นฯ มาแล้ว

มีเพลงอยู่ 2 เพลงในอัลบั้มนี้ที่ผมได้ยินอะไรน่าสนใจออกมาตอนเปิดเบิร์นฯ ตัว ND5 XS2 นั่นคือเพลง “Too Late Love Comesแทรคที่ 4 กับเพลง “The Pantherแทรคที่ 7 ซึ่งแทรคแรกนั้นจุดเด่นอยู่ที่เสียงร้องของเจนนิเฟอร์ วอร์นที่บันทึกมาได้ชัดมาก ช่วง 26 วินาทีแรกนั้นเป็นเสียงร้องเดี่ยวๆ ของเธอ ซึ่งสิ่งที่ ND5 XS2 ทำให้ผมรู้สึกว่าเพลงนี้มีความแปลกหูไปกว่าที่เคยฟังก็คือ เสียงร้องที่มีความ กระจ่างกว่าที่เคย เมื่อกลับมานั่งฟังด้วยความพิจารณาอย่างละเอียด ผมพบว่า ND5 XS2 ทำให้เสียงร้องของเจนนิเฟอร์แทรคนี้มี บรรยากาศรายรอบที่ต่างไปจากเดิม ถ้าจะให้อธิบายความรู้สึกเชิงอุปมาอุปมัย ก็เปรียบเทียบคล้ายกับว่า คราวนี้เจนนิเฟอร์ยืนร้องอยู่ในห้องที่มีความสว่างมากกว่าที่เคย นั่นทำให้รู้สึกว่าได้ยินรายละเอียดที่เป็นหางเสียงร้องแผ่ขยายออกไปได้กว้างมากกว่าที่เคย เป็นเหมือนรัศมีที่แผ่ความสว่างเรืองกระจายออกไปรอบๆ เปลวเทียน และนั่นยังทำให้ตัวเสียงร้องมีลักษณะที่เปล่งปลั่งมากขึ้น มีวรรณะที่ bright มากขึ้นกว่าเดิมที่ออกไปทาง dark มากกว่านี้

เมื่อประเมินจากความรู้สึกในการฟัง ผมให้เป็นข้อดี เพราะมันทำให้ได้ความสด สมจริงมากขึ้น สัมผัสได้ถึงลักษณะการขับร้องที่ชัดเจนมากขึ้น ผ่านเสียงสูดลมหายใจเข้าปอดไปจนถึงลักษณะการขยับริมฝีปากขณะเอื้อนเอ่ยคำร้องออกมา และนั่นทำให้ผมรู้สึกเหมือนนั่งประจันหน้าอยู่กับเจนนิเฟอร์สองต่อสองในห้องฟัง ดื่มด่ำกับอารมณ์เพลงที่เธอบรรจงหยิบยื่นให้อย่างเต็มอิ่ม

จากแทรคนี้ทำให้ผมพบข้อสังเกตอีกประการหนึ่ง นั่นคือ ความชัดของเสียงที่ ND5 XS2 ให้ออกมานั้นมันเป็นความชัดที่มาพร้อมกับความเนียน ไร้ขอบแข็ง ไม่เหมือนกับความชัดที่พบจากบางเครื่องที่มีอาการเน้นดันออกมา แต่ความชัดที่ได้ยินจาก ND5 XS2 ตัวนี้เป็นความชัดบนพื้นแบ็คกราวนด์ที่มีความใสและสะอาด จากแทรคก่อนหน้าคือ “Private Investigationsของ Dire Straits มาถึงแทรคนี้ “Too Late Love Comesของ Jennifer Warnes ได้ช่วยตอกย้ำว่า ND5 XS2 ให้พื้นเสียงที่โปร่งและใสสะอาดจริงๆ

และเมื่อเสียงเพอร์คัสชั่นตอนขึ้นต้นเพลง “The Pantherดังกังวานขึ้นมาพร้อมกับเสียงกีต้าร์โปร่ง คุณสมบัติของพื้นเสียงที่โปร่งใสและสะอาดอย่างยิ่งของ ND5 XS2 ก็ถูกตอกย้ำอีกครั้ง ทุกเสียงที่ได้ยินจากเพลงนี้ปรากฏออกมาแบบ มีชีวิต มีจิตวิญญาณรับรู้ได้โดยทันทีว่าเป็นเสียงที่เกิดจากมนุษย์กระทำกับเครื่องดนตรี ไม่ใช่เสียงที่เกิดจากการสังเคราะห์จากไฟฟ้า แต่ละมูพเม้นต์มันสะท้อนให้รู้สึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ ความนิ่งของตำแหน่งเสียงก็เป็นอีกคุณสมบัติหนึ่งที่ผมรับรู้ได้หลังจากนั่งฟังแทรคนี้อย่างพินิจพิเคราะห์ ตั้งแต่ช่วงกลางเพลงไปจนถึงช่วงท้ายของเพลง เมื่อเครื่องดนตรีทุกชิ้นกับเสียงร้องบรรเลงเปล่งเสียงออกมาพร้อมๆ กัน มันต่างก็ดำรงตำแหน่งอยู่ในพิกัดของใครของมันอย่างมั่นคงไปตลอดเวลา มีแต่ลักษณะการขยับเคลื่อนตัวไปตามแรงกระทำของนักดนตรี แต่ไม่มีอาการวูบวาบให้ได้ยิน ซึ่งผมอยากจะคิดว่า วงจร clock generator ที่ใช้ควบคุมการทำงานของภาค DAC ในตัว ND5 XS2 มีความนิ่งและแม่นยำมากๆ เพราะแม้ว่าจะพยายามเพื่อตรวจจับแล้ว แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกถึงอาการวูบวาบเกิดขึ้นเลย ทุกชิ้นดนตรีเคลื่อนไหวไปแบบนิ่งๆ มั่นคง และต่อเนื่อง เป็นอีกคุณสมบัติที่เยี่ยมยอดมากของเน็ทเวิร์ค เพลเยอร์ตัวนี้

หลังจากทดลองฟังเพลงผ่านไปอีกหลายเพลง จากหลายรูปแบบฟอร์แม็ต ผมรู้สึกว่า ND5 XS2 จะให้เสียงจากไฟล์ WAV 16/44.1 ที่ผมริปมาจากแผ่นซีดีออกมาได้ดีมากเป็นพิเศษ

อัลบั้ม : เฟื่องอารมณ์ (CD)
ศิลปิน : โอ๋ ชุติมา แก้วเนียม

เพลงนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเพลงที่ฟังผ่าน ND5 XS2 แล้วทำให้ผมรู้สึกสะดุดหู คือปกติแล้ว คุณบรรณก็มิกซ์แทรคนี้ออกมาได้กลมกล่อมมากอยู่แล้ว แต่พอเอามาฟังผ่าน ND5 XS2 ผมรู้สึกว่ามันออกมากลมกล่อมมากกว่าเดิมขึ้นไปอีก มันเป็นความรู้สึกลงตัวอย่างมาก ทุกเสียงมันรับส่งกันได้อย่างเหมาะเหม็ง ทั้งจังหวะรับจังหวะส่งและน้ำหนักที่ผ่อนและรุกไปกับเสียงร้องได้อย่างมีลีลา อีกทั้งความรู้สึกของเสียงที่มีความเป็นตัวตน มีทรวดทรง และมีความเด่นชัดเหมือนผุดขึ้นมาในอากาศแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ก็เป็นอีกเพลงที่ยืนยันคุณสมบัติของพื้นเสียงที่โปร่งใสของ ND5 XS2 ได้เป็นอย่างดี

Roon Ready

ในเว็บไซต์ของ Naim Audio ระบุว่า ND5 XS2 ได้รับการปรับจูนและติดตั้งระบบจาก roonlabs จนมีคุณสมบัติเป็น roon ready แล้ว นั่นก็หมายความว่า คุณสามารถใช้แอพลิเคชั่นของ roon ในการเล่นไฟล์เพลงจากแหล่งต่างๆ แล้วส่งสัญญาณดิจิตัลมาที่ ND5 XS2 เพื่อแปลงเป็นสัญญาณอะนาลอกได้

ในเมื่อ Naim Audio ก็มีแอพฯ ของตัวเองแล้ว ทำไมต้องมี roon ready อีก? ก็เพราะว่าแอพฯ ของ Naim Audio รองรับการใช้งานเฉพาะบนอุปกรณ์พกพา iOS และ Android เท่านั้น ไม่มีโปรแกรม media player ของตัวเองเพื่อใช้งานบนคอมพิวเตอร์ จึงเป็นการง่ายและลงทุนน้อยกว่าในการเอา roon ready เข้ามาติดตั้งไว้ในตัว เพื่อให้โปแกรม roon สามารถมองเห็น ND5 XS2 เป็น endpoint ที่จะทำหน้าที่แปลงสัญญาณดิจิตัลเป็นอะนาลอกให้

จุดเด่นของซอฟท์แวร์ roon คือสามารถรองรับได้ทุกแฟลตฟอร์ม ทั้งบนคอมพิวเตอร์และบนอุปกรณ์พกพา เข้ากันได้ทั้ง Windows, Mac และ Linux รวมถึง iOS และ Android ด้วย นอกจากนั้น roonlabs ยังมีเทคโนโลยีเจ๋งๆ อย่าง RAAT (Roon Advanced Audio Transport) ที่สามารถเข้ากันได้กับอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ที่หลากหลาย ทำให้ไม่จำกัดในการรองรับกับฟอร์แม็ตต่างๆ และไม่จำกัดในแง่คุณภาพเสียง

เมื่อนำเอา ND5 XS2 ไปเชื่อมต่ออยู่ในเน็ทเวิร์ควงเดียวกันกับคอมพิวเตอร์ที่มีโปรแกรม roon ติดตั้งอยู่ เมื่อคุณทำการเล่นไฟล์เพลงด้วยโปรแกรม roon บนคอมพิวเตอร์ตัวนั้น โปรแกรม roon จะมองเห็น ND5 XS2 ปรากฏขึ้นมาเป็น endpoint ของโปรแกรม ซึ่งทำให้ roon สามารถเล่นไฟล์เพลงแล้วจัดส่งสัญญาณเสียงดิจิตัลไปให้ ND5 XS2 ทำการแปลงเป็นสัญญาณอะนาลอกให้ได้ ซึ่งเท่ากับ ND5 XS2 ยกภาระในการจัดการกับการเล่นไฟล์ฟอร์แม็ตไปให้กับ roon นั่นเอง

จากการทดลองเล่นไฟล์ MQA กับโปรแกรม roon บนคอมพิวเตอร์ Mac Mini ตัวโปรแกรมก็ทำการถอดรหัส MQA ให้ ซึ่งทำให้ได้คุณภาพที่สูงขึ้นกว่าการเล่นไฟล์ MQA ด้วยแอพฯ ผ่านฟังท์ชั่นเซิร์ฟเวอร์ของ Naim เอง ซึ่งนี่ก็เป็นอีกผลประโยชน์หนึ่งกับการเป็น roon ready

AirPlay
Bluetooth
และ Chromcast Built-in

นอกจากเล่นไฟล์เพลงจาก external USB storage แล้ว ND5 XS2 ยังสามารถรองรับการเล่นไฟล์เพลงจากอุปกรณ์พกพาอื่นๆ ผ่านเข้ามาทางอินพุตไร้สายได้อีกด้วย ไม่ว่าจะผ่านเข้าทางคลื่น Wi-Fi ด้วย AirPlay หรือ Chromcast built-in และผ่านเข้าทางคลื่น Bluetooth ได้ด้วย

จากการทดลองเล่นและลองฟัง ผมพบว่า การเล่นไฟล์เพลงจาก iPhone 7 ด้วยแอพฯ Onkyo HF Player แล้วส่งไปที่ ND5 XS2 ผ่านเข้าทาง Bluetooth ให้เสียงออกมาดีกว่าที่คิดมาก

และที่น่าทึ่งมากๆ ก็คือคุณภาพเสียงที่ได้จากคลิบใน YouTube บางคลิบนั้นดีอย่างตกใจ เมื่อส่งไปที่ ND5 XS2 ผ่านเข้าทางอินพุต Chromcast built-in ส่วนเสียงที่ได้จากอินพุต AirPlay กลับไม่ค่อยดีเท่าที่ควร

สรุป

ตอนแรกที่ได้รับเครื่องมาทดสอบ ผมพะวงกับหน้าตาที่เรียบสุดๆ ของมันจริงๆ หน้าปัดไม่มีอะไรเลย ไม่มีจอ ไม่มีปุ่มหมุนปรับ มีแต่ปุ่มกดเปิด/ปิดเครื่องอันเดียว แต่หลังจากทดลองใช้งานมันแล้ว ผมกลับรู้สึกชอบ network player ตัวนี้ ผมว่ามันเท่ห์มาก เหมาะมากกับความเป็นไฮเอ็นด์ฯ และคุณภาพของแอพลิเคชั่นก็ใช้งานได้ผลดี นิ่งและมีความเสถียรสูง และที่สำคัญมากที่สุดก็คือ คุณภาพเสียงที่ดีมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มันให้เสียงของไฟล์ WAV 16/44.1 ที่ริปมาจากแผ่นซีดีออกมาดีมากๆ ใครที่สะสมแผ่นซีดีเอาไว้เยอะๆ ผมขอแนะนำ ND5 XS2 ตัวนี้ให้คุณใช้แทนเครื่องเล่นซีดีของคุณได้เลย..

และถ้าสงสัยว่า คุณภาพเสียงของมันจะดีเท่ากับเครื่องเล่นซีดีตัวเดิมของคุณรึเปล่า.? ผมขอตอบแบบนี้นะ ราคาค่าตัวของ ND5 XS2 อยู่ที่แสนกลางๆ เอาว่า ถ้าราคาของเครื่องเล่นซีดีตัวเดิมของคุณไม่ได้แตะ 3 หรือ 4 เท่าของราคาเน็ทเวิร์ค เพลเยอร์ตัวนี้ (นั่นก็อยู่ระหว่าง 4.5 ถึง 6.0 แสนบาท) ผมฟันธงได้เลยว่า ND5 XS2 ชนะขาด!!

*************************
ราคา = 143,000 บาท / เครื่อง
*************************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย :
บริษัท CH Media Co., Ltd.
โทร. 02-594-1003, 094-461-4152

FACEBOOK : Naim Audio Thailand

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า