รีวิวเครื่องเสียง Wharfedale รุ่น LINTON Heritage ลำโพงวางขาตั้งขนาดกลาง

ขอถามตรงๆ นะ.. เวลาคุณเลือกซื้ออุปกรณ์เครื่องเสียงสักชิ้นหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่นลำโพง คุณให้ความสำคัญกับคุณสมบัติข้อไหนของลำโพงคู่นั้นมากกว่ากัน ระหว่าง A : “ความสวยงามของรูปลักษณ์ภายนอกกับ B : “คุณภาพเสียง” ? บางคนอาจจะมีปัจจัยข้ออื่นๆ ด้วยในการเลือกซื้อลำโพง อย่างเช่นขนาดและราคา แต่ถ้าตัดข้ออื่นๆ ออกไปก่อน ให้เหลือแค่ปัจจัยสองข้อข้างต้น คือระหว่างความสวยงามกับคุณภาพเสียง คุณจะให้ความสำคัญกับคุณสมบัติข้อไหนมากกว่ากัน..??

ผมเชื่อว่า คงจะไม่มีใครที่จะเทความสำคัญเต็ม 100% ให้กับคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่งระหว่างสองข้อนี้ โดยที่ยอมละทิ้งคุณสมบัติอิีกข้อแบบไม่มีเงื่อนไข โดยเฉพาะคุณสมบัติทางด้านความสวยงามของรูปลักษณ์ภายนอก ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ผมกลับมองว่า คุณสมบัติข้อนี้มีความสำคัญกว่าคุณภาพเสียงซะด้วยซ้ำ เพราะรูปร่างหน้าตาของลำโพงเป็นสิ่งแรกที่เราสามารถมองเห็นได้ก่อน และมนุษย์แทบทุกคนล้วนมีรสนิยมเกี่ยวกับดีไซน์รูปร่างหน้าตาที่แตกต่างกัน ต่อให้ลำโพงเสียงดีมาก แต่ถ้าหน้าตาไม่ถูกใจ อาจจะยอมเลือกคู่ที่เสียงด้อยลงมานิดนึงแต่รูปร่างสวยถูกใจมากกว่าก็ได้

Wharfedale หนึ่งในแบรนด์ผู้ผลิตลำโพงยุคบุกเบิกของโลกไฮไฟเดลิตี้

แบรนด์ Wharfedale นี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 1932 มันเกิดมาพร้อมชื่อของ Gilbert Briggs ซึ่งในยุคแรกนั้น Gilbert Briggs กับ Wharfedale ยังอยู่ในช่วงเวลาของการพัฒนาระบบเสียง โลกของไฮไฟฯ ยังมาไม่ถึง

แม้ว่าจะติดชื่อแบรนด์ Wharfedale แต่ LINTON เป็นลำโพงที่ออกมาในยุคที่ธุรกิจลำโพงบ้านกำลังเบ่งบาน เป็นยุคที่ระบบเสียงสเตริโอกำลังเริ่มเฟื่องฟู คล้อยหลังยุคแรกของ Wharfedale มาอีกสามสิบกว่าปี เป็นยุคที่ Wharfedale เข้ามาอยู่ภายใต้การดูแลของ Rank Organisation

ภาพข้างบนนี้มาจากหนังสือ A Pair of WharfedalesThe Story of Gilbert Briggs and his Loudspeakers เขียนโดย David Briggs สมาชิกเจนเนอเรชั่นหลังๆ ของตระกูล เป็นภาพที่รวบรวมรูปของลำโพงที่ Wharfedale ผลิตออกมาจำหน่ายในช่วงปี 1969 แถวซ้ายจากบนลงมาล่างคือรุ่น Rosedale, Dovedale III และรุ่น Super Linton ส่วนอีกสองรุ่นแถวขวาจากบนลงล่างคือรุ่น Melton กับรุ่น Denton

LINTON Heritage
หนึ่งในลำโพงอนุกรมย้อนยุคของ Wharfedale

เมื่อปี 2012 Wharfedale ได้นำเอาลำโพงรุ่น Denton กลับมาผลิตใหม่เพื่อเฉลิมฉลองวาระที่แบรนด์ยืนยาวมาครบ 80 ปี โดยให้ชื่อรุ่นว่า “Denton 80ซึ่งได้รับความนิยมสูงมาก จนทำให้ทางแบรนด์ต้องจัดตั้งซีรี่ย์ “Heritage” ขึ้นมาต่างหากสำหรับโปรเจคที่นำเอาลำโพงรุ่นคลาสสิกในอดีตมาผลิตใหม่โดยมี Denton 80 เป็นสมาชิกตัวแรกในอนุกรมนี้

จากนั้นในปี 2017 ที่ผ่านมา ทาง Wharfedale ก็ได้ผลิตลำโพงรุ่น Denton85th ออกมาอีกรุ่น (รีวิว Denton 85th) ถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ตัวที่สองสำหรับอนุกรม Heritage จนถึงวันนี้.. ลำโพงรุ่น LINTON ก็ได้ถูกผลิตตามออกมาอีกรุ่น เป็นผลิตภัณฑ์ตัวล่าสุด ลำดับที่สามในอนุกรม Heritage

ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูย้อนยุคแนววินเทจชัดเจนมาในทรงตู้สี่เหลี่ยมอวบอ้วน สัดส่วนหน้ากว้าง 300 .. x สูง 565 .. และลึก 330 .. กับน้ำหนักตัวที่มากถึง 18.4 .. ต่อข้าง ทำให้ LINTON Heritage ถูกจัดเข้าไปอยู่ในกลุ่มของลำโพงวางขาตั้งขนาดใหญ่

ตัวตู้ทำด้วยไม้เอ็มดีเอฟหนา ปะผิวด้วยวีเนียร์ลายไม้แท้สีวอลนัท น้ำตาลเข้ม เนื้องานปราณีตมาก ดูแล้วให้อารมณ์เหมือนเฟอร์นิเจอร์โบราณ ผิวตู้เรียบเนียนมือ เหลี่ยมคมเด่นชัดแต่ไม่บาด

ทวีตเตอร์ซอฟท์โดมขนาด 1 นิ้ว (25 ..) ตัวเดียวกันกับที่ใช้ในรุ่น Denton 85th ขอบเซอร์ราวนด์สองชั้น ซ่อนตัวอยู่ใต้ตะแกรงโลหะสีดำเจาะรูพรุน ติดตั้งอยู่บนสุดของไดเวอร์ทั้งสามตัว วางพิกัดอยู่ในแนวดิ่ง กึ่งกลางของแผงหน้า ตั้งฉากกับพื้นโลก รับหน้าที่ในการสร้างความถี่เสียงตั้งแต่ 2400Hz ขึ้นไปจนถึง 20,000Hz

ใช้ไดเวอร์เสียงกลางทรงกรวย ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 นิ้ว (135 ..) ไดอะแฟรมทำมาจากเส้นเคฟล่าถักสานเป็นตาข่าย ชุบสีดำ มีดัสแค็ปทรงโดมโค้งออกตรึงอยู่ตรงกลางของไดเวอร์ช่วยเพิ่มความเสถียรขณะที่ไดอะแฟรมเคลื่อนตัวไปตามแรงผลัก/ดึงของกระบอกว๊อยซ์คอย เซอร์ราวนด์ทำด้วยยางทรงลอนโค้งครึ่งวงกลมที่ยื่นนูนออกมาทางด้านหน้า มีความยืดหยุ่นปานกลาง รับหน้าที่สร้างความถี่เสียงตั้งแต่ 630Hz ขึ้นมาจนถึง 2400Hz

ไดเวอร์ที่รับหน้าที่ขับความถี่ย่านกลางต่ำลงมาถึงทุ้ม ตั้งแต่ 630Hz ลงมาถึง 40Hz เป็นวูฟเฟอร์ไดนามิกที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากับ 8 นิ้ว (200 ..) ไดอะแฟรมทำด้วยเส้นเคฟล่าถักสานขึ้นรูปทรงกรวยโค้งเว้าเข้าด้านใน โดยมีแผ่นดัสแค็ปทางกลมที่แบนเว้าไปตามรูปทรงของไดอะแฟรมแปะทับอยู่ตรงกลางอีกหนึ่งชั้นเพิ่มความแกร่ง ขอบเซอร์ราวนด์ทำด้วยยางทรงโค้งแต่เว้าเข้าด้านใน ซึ่งจะเก็บตัวมากกว่าแบบที่เว้าออกด้านนอก

ทาง Wharfedale ติดวีเนียร์ลายไม้แทบทั้งตัว ด้านข้างซ้าย/ขวา, ด้านบน/ล่าง และด้านหลัง เว้นแค่แผงหน้าที่ติดตั้งไดเวอร์เท่านั้น มีหน้ากากสไตล์โบราณติดแผงหน้าด้วย โดยทำขอบไม้ที่ยื่นเป็นปีกออกมาจากด้านข้างซ้าย/ขวา และด้านบน/ล่าง (ศรชี้ในภาพข้างบน) ออกมารับกับความหนาของหน้ากาก พอติดหน้ากากเข้าไป ตัวหน้ากากจะจมลงไปอยู่แนวเดียวกับขอบปีกไม้ที่ว่านี้พอดีๆ ดูสวยงามเรียบร้อยมาก

แผงหลังของ LINTON Heritage ก็ได้รับความใส่ใจในการออกแบบให้ดูเรียบร้อยสวยงาม สามารถโชว์ได้ ติดวีเนียร์ทั้งแผง มีป้ายประกาศขนาดใหญ่ติดไว้ตรงกลางแผงหลังด้วย

ระบบตู้ของ LINTON Heritage ทำงานในโหมดตู้เปิด โดยมีท่อระบายอากาศขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5 นิ้ว จำนวน 2 ท่อ ติดตั้งอยู่บนพื้นที่ส่วนล่างของแผงหลัง ตัวท่อทำด้วยพีวีซีแข็ง ผิวเรียบช่วยให้มวลอากาศไหลผ่านเข้าออกได้อย่างราบลื่น ไม่เกิดเสียงรบกวน และที่ปากท่อก็ยังทำให้มีลักษณะผายออกคล้ายปากแตรตื้นๆ ช่วยลดแรงเสียดทานของมวลอากาศที่ไหลเข้า/ออกด้วย และเมื่อมวลอากาศสามารถถ่ายเทจากในตู้ออกมาได้เร็ว ก็จะส่งผลต่อเนื่องทำให้การขยับตัวเดินหน้าถอยหลังของแผ่นไดอะแฟรมของตัววูฟเฟอร์เป็นไปได้อย่างอิสระ ไร้แรงต้าน เสียงทุ้มก็จะมีความเป็นอิสระ ไดอะแฟรมปั๊มอากาศได้อย่างเต็มที่ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อเสียงทุ้มอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในแง่ของ speed ของ transient response

ขอบคุณพระเจ้าที่ LINTON Heritage ดีไซน์ด้วยขั้วต่อสายลำโพงแค่ชุดเดียว เพราะมันเปิดโอกาสให้เลือกใช้สายลำโพงที่มีคุณภาพได้โดยไม่ต้องลงทุนมาก ตัวขั้วต่อก็ใช้ของคุณภาพดี ชุบทองวาววับ ให้การจับยึดขั้วต่อปลายสายได้อย่างมั่นคงแน่นหนา มีรูเสียบตรงกลางสำหรับขั้วต่อสายลำโพงแบบบานาน่าที่ผมชอบด้วย

ผู้ผลิตคือทาง Wharfedale ได้ออกแบบและทำขาตั้งสำหรับลำโพงรุ่น LINTON Heritage ออกมาด้วย มูลค่าอยู่ที่ 10,000 บาท ซึ่งทางผู้นำเข้าคือ บริษัท HiFi Tower แจ้งกับผมมาว่า คนที่สั่ง pre-order ลำโพงรุ่นนี้ จะได้รับขาตั้งแถมฟรี จำนวน 10 ท่าน ซึ่งล็อตแรกหมดไปแล้วอย่างรวดเร็ว กำลังรอสั่งล็อตที่สอง ซึ่งทางผู้นำเข้าจะจัดโปรฯ pre-order อีกหรือไม่ ให้โทรฯ ถามทางบริษัทดูเลยครับ (โทร. 02-881-7273-7) แต่ถ้าไม่มีโปรฯ ผมก็ยังอยากจะแนะนำให้ใช้คู่กับขาตั้งของมันตัวนี้ เพราะขาตั้งที่ผมเห็นนี้มันไม่ได้ถูกทำออกมาในมาตรฐานของแถม แต่เป็นขาตั้งที่ดีมาก แข็งแรงและใช้งานได้ผลจริงกับเสียง ผมทดลองแล้ว ถ้ายังมีโปรฯ คือได้ฟรี ถือว่าคุ้มมาก.!!

เดือยแหลมที่แถมมาให้ข้างละ 4 ตัว ผมชอบมากตรงที่เขาทำปลายไม่ให้แหลม แต่ออกเรียบเหมือนตัดปลายแหลมออกไป ทำให้วางบนพื้นแล้วไม่เจาะลงไปในพื้น เหมาะมากโดยเฉพาะคนที่พื้นห้องทำด้วยไม้ จะไม่เป็นรู

โครงสร้างของขาตั้งเป็นแบบสี่เสา แยกเฉลี่ยน้ำหนักของลำโพงไปสี่มุม ตัวเสาทำด้วยโลหะสี่เหลี่ยมที่มีขนาด 1.5 นิ้ว x 1.5 นิ้ว สูง 16 นิ้ว ไม่รวมเดือยแหลม ซึ่งเดือยแหลมที่ให้มามีความสูงอยู่ที่ 1 นิ้ว รวมความสูงของเสาก็ตกประมาณ 17 นิ้วนิดๆ เพราะแผ่นแพลตที่รองฐานลำโพงมีความหนาแค่หุนเดียว (1/8 นิ้ว) ทำด้วยโลหะชุบดำด้าน มองจากด้านบนจะเห็นน็อต 12 ตัว ซึ่ง 4 ตัวตรงขอบของแผ่นแพลตคือน็อตที่ใช้ยึดเสาของขาตั้ง ส่วนอีก 8 ตัวที่อยู่บริเวณตรงกลางของแผ่นแพลต คือน็อตที่ใช้ขันยึดแผ่นไม้ที่รองอยู่ใต้แผ่นแพลต และบนแผ่นแพลตตัวล่างก็จะมีแผ่นไม้ที่มีลักษณะและความหนาเท่ากันคือประมาณ 1.5 นิ้ว ติดตั้งอยู่ด้วย ซึ่งในอดีตนั้น เจ้าของลำโพงจะใช้ประโยชน์ตรงช่องว่างระหว่างเสาของขาตั้งเป็นที่วางแผ่นเสียง

แม็ทชิ่ง

LINTON Heritage ตอบสนองความถี่ตั้งแต่ 40Hz – 20kHz ผ่านไดเวอร์ทั้งสามตัวต่อข้างที่ทำงานด้วยความไวที่สูงถึง 90dB บนความต้านทาน 6 โอห์ม สวิงลงต่ำสุดไม่เกิน 3.5 โอห์ม ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ขับไม่ยาก และไม่กินกำลังขับของแอมป์มากนัก เพราะความดังสูงสุดอยู่ที่ 110dB เท่านั้น

ในสเปคฯ แนะนำกำลังขับต่ำสุดอยู่ที่ 25W ขึ้นไปจนถึงสูงสุด 200W คำนวนหยาบๆ สำหรับกำลังขับที่คาดหวังคุณภาพเสียงจากลำโพงคู่นี้ ควรอยู่ที่ 75% x 200 ซึ่งก็คือ 150W ที่อิมพีแดนซ์ 6 โอห์ม

ในการทดสอบ LINTON Heritage ครั้งนี้ผมมีความตื่นเต้นมาก เสียงของมันมีเสน่ห์ เป็นเสียงที่ชวนฟังและให้ความเป็นดนตรีที่น่าหลงไหล ผมพยายามจัดหาแอมปลิฟายเท่าที่จะหาได้มาลองเล่นกับลำโพงคู่นี้ ก่อนจะพบว่า มันขับไม่ยาก และโทนเสียงของมันมีอิทธิพลสูงต่ออุปกรณ์อื่นๆ ในซิสเต็ม ความหมายคือ การเปลี่ยนแอมป์ ไม่ได้ทำให้โทนัลบาลานซ์ของเสียงลำโพงคู่นี้เปลี่ยนไปมากนัก เมื่อมันถูกเซ็ตอัพอยู่ในตำแหน่งที่ลงตัวกับห้องแล้ว การใช้แอมป์ที่มีกำลังสูงขึ้นขับมันก็คือการขยายรูปวงเวทีเสียงและเพิ่มเติมไดนามิกเร้นจ์ ส่วนโทนัลบาลานซ์นั้น ส่งผลเยอะหน่อยในย่านทุ้ม ทว่า ในย่านแหลมแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากเลย

แอมป์ที่ใช้ผมทดลองขับ LINTON Heritage ครั้งนี้มีทั้งแอมป์หลอด 18W Triode และแอมป์โซลิดสเตท 100W class AB ไปจนถึงโซลิดสเตท 250W class D

สรุปซิสเต็มที่ใช้ทดสอบ LINTON Heritage ครั้งนี้ (จากภาพ)

A + B = ปรีแอมป์/เน็ทเวิร์ค เพลเยอร์ Cambridge Audio รุ่น EDGE NQ + เพาเวอร์แอมป์ Cambridge Audio รุ่น EDGE W
C + D = ปรีแอมป์/เน็ทเวิร์ค เพลเยอร์ Moon รุ่น 309 + เพาเวอร์แอมป์ Jeff Rowland รุ่น Model 125
E = อินติเกรตแอมป์ Opera Audio/Consonance รุ่น Reference 5.5 MK II

เซ็ตอัพ

ในการเซ็ตอัพตำแหน่งวางของ LINTON Heritage ก็สามารถใช้หลักที่ผมให้ไว้เป็นจุดเริ่มต้นได้เลย นั่นคือ ดึงออกมาให้ห่างผนังหลังประมาณ 1 ใน 3 ของความลึกของห้อง และเริ่มต้นระยะห่างระหว่างข้างซ้ายกับข้างขวาเอาไว้ที่ 180 .. ปรับหน้าตรงให้ตั้งฉากกับผนังด้านหลัง จากนั้นก็ค่อยๆ ทำการ fine tune ให้ลงตัวต่อไป

แม้ว่าด้านหลังจะมีท่อระบายอากาศอยู่ถึง 2 ท่อ ก็ไม่ต้องตกใจครับ ผมพบว่า LINTON Heritage ไม่ได้คายอากาศออกมาจากท่อมากนัก จุดประสงค์ในการใช้ท่อทั้งสองก็เพื่อเปิดช่องทางให้อากาศภายในตัวตู้สามารถเคลื่อนย้ายออกมาภายนอกได้เร็ว ลดแรงเสียดทานของอากาศในตัวตู้ไม่ให้ต้านกับด้านหลังของไดอะแฟรมมาก ขณะที่ไดอะแฟรมเคลื่อนตัวถอยหลัง ด้วยเหตุนี้ การขยับลำโพงเข้าไปใกล้ผนังด้านหลังเพื่อเพิ่มปริมาณเสียงทุ้มจึงไม่ส่งผลกระทบกับย่านกลางและสูงมากนัก แต่ทางที่ดีแล้ว ดึงลำโพงออกห่างผนังหลัง (หนีผนังหลัง) ออกมาในระยะ 1 ใน 3 ของความลึกของห้อง ตามที่ผมแนะนำ แล้วหาแอมป์ที่มีกำลัง สูงๆมาขับ จะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า คือได้เสียงเบสที่สะอาด เคลื่อนตัวเร็ว (สปีดดี) เพราะเป็นเสียงเบสที่ออกมาจากไดเวอร์โดยตรง ไม่ใช่เบสที่เกิดจากการก้องกำธรของผนังห้อง

ถ้าเซ็ตอัพโดยใช้ขาตั้งที่ทำมาคู่กันแล้วรู้สึกว่า ทางด้านซาวนด์สเตจโอเคแล้ว แต่ทางด้านดุลเสียงหนักทุ้มมากไป ให้หาก้อนไม้ หรือก้อนอิฐ ที่มีความสูงประมาณ 1.5 นิ้วมารองใต้ลำโพง จะช่วยให้ได้เสียงที่โปร่งขึ้น เนื้อเสียงโดยรวมอาจจะบางลงนิดหนึ่ง แต่จะได้ความโปร่งใสของเวทีเสียงดีขึ้น และได้สมดุลเสียงที่ดีขึ้นด้วย และถ้าขยับจนได้ตำแหน่งที่ลงตัว จะได้เสียงทุ้มที่ขยายตัวลงไปได้เพิ่มขึ้น คือลงได้ลึกถึง 35Hz ด้วยอัตราลาดชันของความดังอยู่ที่ -6dB

ลักษณะก้อนไม้ที่ผมใช้รองใต้ฐานของลำโพง สี่เหลี่ยมลูกบาศน์ ขนาด 1.5 x 1.5 x 1.5 ลบ. นิ้ว

ความสูงของขาตั้ง LINTON Stand ที่ทำขึ้นมาใช้ด้วยกันอยู่ที่ 17 นิ้ว เมื่อวัดจากแผ่นแพลตด้านบนลงมาถึงพื้น (รวมความสูงของเดือยแหลมที่ให้มา) ตอนผมเซ็ตอัพทีแรก ตามสูตรของผม คือห่างผนังด้านหลังลำโพงอยู่ที่ 1.67 . (ความลึกทั้งหมดคือ 5 เมตร) ผมได้ระยะห่างซ้ายขวาอยู่ที่ 1.34 . กับการเซ็ตอัพแบบ nearfield ซึ่งเป็นระยะที่ได้สนามเสียงที่สมดุลกำลังดีระหว่างด้านกว้างกับด้านลึก แต่ตรงจุดนั้น ผมได้ความถี่ในย่านกลางขึ้นไปสูงที่โอเคระดับหนึ่งแล้ว แต่ความถี่ย่านกลางต่ำลงไปถึงทุ้มมีอาการขุ่นๆ โน๊ตเบสมีอาการคลุมเครือ หัวโน๊ตของความถี่ในย่านทุ้มต่ำๆ ก็ยังไม่เคลียร์ ผมลองนั่งฟังแบบนั้นไปอีกพัก เพราะคิดว่าไว้สองอย่าง คือลำโพงอาจจะยังเบิร์นฯ ไม่เข้าที่ (แต่ตอนเริ่มเซ็ตอัพ ผมก็เปิดรันมันมาเกิน 70 ชั่วโมงแล้ว ไม่รวมระยะเวลาที่เปิดอยู่ที่ห้องโชว์ของ HiFi Tower ด้วย) หรือไม่ก็เป็นบุคลิกของลำโพงเอง

หลังจากฟังผ่านไปเกือบชั่วโมง ผมก็ลองหาพรมบางๆ มาปูบริเวณพื้นหินอ่อนด้านหน้าลำโพง ทั้งสองข้าง เพื่อซับความถี่ต่ำจากหน้าวูฟเฟอร์ที่กระแทกลงพื้นให้บางลง เพราะผมรู้สึกว่า ตอนเร่งดังๆ เสียงจะขุ่นมากกว่าตอนเร่งเบาๆ ซึ่งก็ได้ผลที่ดีขึ้น จากนั้น ผมทดลองค่อยๆ ขยายระยะห่างระหว่างลำโพงซ้ายขวาออกไปทีละหน่อย เสียงก็โปร่งขึ้น จนมาได้ค่าเฉลี่ยระหว่างเนื้อเสียงกับความโปร่งของชิ้นดนตรีในเวทีเสียงและความอิ่มเข้มของชิ้นดนตรีที่อยู่ตรงกลางเวทีเสียง (ระหว่างลำโพงทั้งสอง) ที่ระยะห่างเท่ากับ 1.38 . เมื่อลองดึงออกไปห่างมากกว่านี้ ผมรู้สึกว่าความโปร่งดีขึ้น แต่ชิ้นดนตรีตรงกลางเวทีเสียงจะบางมากไป ผมจึงดึงกลับมาที่ระยะ 1.38 . และทดลองใช้ก้อนไม้ที่ผมซื้อมาจาก Daiso ซึ่งมีลักษณะเป็นก้อนสี่เหลี่ยมลูกบาศน์ที่มีขนาด 1.5 x 1.5 x 1.5 นิ้ว มารองใต้ลำโพงทั้งสองข้าง ข้างละ 3 ก้อน ด้านหน้าสองหลังหนึ่ง ปรากฏว่าผมได้สิ่งที่ต้องการ คือได้ความโปร่งเพิ่มขึ้นมา ชิ้นดนตรีในเวทีเสียงแยกตัวออกจากกันมากขึ้น เปิดช่องว่างอากาศให้ฮาร์มอนิกของแต่ละเสียงได้แผ่ขยายหางเสียงออกไปได้มากขึ้น การกลบทับระหว่างกันลดน้อยลง รับรู้รูปพรรณสัณฐานของสเตจได้ชัดขึ้น เห็นชั้นเลเยอร์ที่จัดเรียงจากหน้าไปหลังได้ชัดขึ้น โดยที่เนื้อเสียงบางลงนิดนึง ยอมรับได้ เป็นการประนีประนอมที่ผมยอมรับได้มากกว่าการขยายระยะห่างซ้ายขวาออกไป

อัลบั้ม : The Greatest Basso Vol.1 (PCM 16/44.1)
ศิลปิน : Zhao Peng

เมื่อถึงจุดนี้ ผมก็พบว่า สามารถเซ็ตอัพให้เสียงทุ้มหลุดออกไปจากตู้ของ LINTON Heritage ได้! เป็นสิ่งที่ผมไม่คาดคิดมาก่อน เสียงกลองใหญ่ในแทรคที่สองจากอัลบั้มชุด The Greatest Basso Vol.1 ของจ้าวเผิง หลุดออกจากตัวตู้ ถอยลงไปอยู่หลังระนาบของลำโพงทั้งสองข้างอย่างเด็ดขาด และเป็นเสียงกลองใหญ่ที่ให้มวลหนา แต่เคลื่อนไหวเร็วและมีพลังกระแทกกระทั้นซะด้วย (ขับด้วยเพาเวอร์แอมป์ Cambridge Audio : EDGE W)

เสียงของ LINTON Heritage

นี่คือช่วงเวลาหฤหรรษ์! ผมเชื่อเลยว่า เกือบทุกคนที่ได้ฟังเสียงของลำโพงคู่นี้จะต้องหลงรักมัน ไม่ว่าคุณจะชอบฟังเพลงแนวไหน เพราะผมลองมาหมดทุกแนวแล้ว เหตุผลที่ทำให้เสียงของ LINTON Heritage ฟังดีกับเพลงแทบทุกแนวก็คือว่ามันถูกจูนเสียงในย่านกลางมาให้มีค่าเฉลี่ยในแต่ละด้านที่ดีมากๆ ผู้ออกแบบดึงสมรรถนะของไดเวอร์มิดเร้นจ์ 5 นิ้วตัวนั้นออกมาใช้ได้อย่างสมบูรณ์แบบจริงๆ ส่วนวูฟเฟอร์ 8 นิ้วก็ไม่ได้ถูกใส่เข้ามาในระบบเพื่อตั้งหน้าตั้งตาบู๊สเบสอย่างเดียว หากแต่เข้ามาคอยเสริมฐานของเสียงกลางต่ำและรับไม้ต่อโดยค่อยๆ ลาดชันลงไปถึงทุ้มกลางๆ เช่นเดียวกับตัวทวีตเตอร์ซอฟท์โดมหนึ่งนิ้วตัวนั้นก็ไม่ได้ใส่เข้ามาเพื่อตะบี้ตะบันสร้างแต่ความถี่สูงอย่างเดียว แต่มันถูกเสริมเข้ามาให้คอยรับช่วงตั้งแต่กลางสูงจากมิดเร้นจ์ขึ้นมาแล้วลากยาวต่อไปถึงเสียงแหลมด้วยอัตราลาดชันปานกลาง ผลคือ แหลมมี ไม่ขาด แต่ไม่ได้ออกแนวจี๊ดจ๊าด เพราะแหลมไม่ล้ำหน้ากลางและทุ้ม ยอมหลบลงมาให้กลางแสดงความเป็นพระเอกก่อน แต่ในจังหวะลีลาที่เพลงตั้งใจโชว์รายละเอียดในย่านแหลม

อัลบั้ม : Japanese Melody (DSD64)
ศิลปิน : Yo-Yo Ma

อย่างเช่นผลงานของ Yo-Yo Ma ชุดนี้ ซึ่ง LINTON Heritage ก็สามารถสาดเสียงเครื่องเคาะสารพัดชนิดให้ปลิวว่อนออกไปลอยละล่องอยู่ในอากาศนอกตู้ได้อย่างน่าตื่นเต้น แต่ละชิ้นเสียงปรากฏพิกัดที่ชัดเจน สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของแต่ละชิ้นดนตรีได้อย่างต่อเนื่อง ปลายเสียงเครื่องเคาะโลหะในอัลบั้มนี้ใช้พิเคราะห์บุคลิกเสียงแหลมของลำโพงคู่นี้ได้เป็นอย่างดี ช่วงขึ้นต้นแทรคแรก ที่มีเสียงเครื่องเคาะโหมประโคมกันขึ้นมาพร้อมเสียงกลองนั้น ผมเคยได้ยินอาการเฟี๊ยวของเครื่องเคาะโลหะที่พุ่งดังวี๊ดขึ้นมาเข้าหูอยู่บ่อยๆ ยิ่งเร่งดังยิ่งวี๊ด แต่กับลำโพงคู่นี้อาการวี๊ดที่ว่ามีน้อยมากจนผมไม่มั่นใจว่า เสียงวี๊ดนั้นเป็นเสียงที่เกิดขึ้นในการบรรเลงเครื่องดนตรีประเภทนี้ซึ่งแผ่นนี้บันทึกมาได้ หรือเป็นเสียงที่เกิดจากตัวไดเวอร์มันถูกกระตุ้นให้แสดงอาการผิดปกติออกมากันแน่ ถ้าเป็นกรณีแรก ก็แสดงว่า ทวีตเตอร์ของ LINTON Heritage มีการ roll-off (ลดระดับความดังลงค่อนข้างชัน) ซะก่อนที่จะถึงความถี่นั้น แต่ถ้าเป็นประการหลัง ก็แสดงว่า ทวีตเตอร์ของ LINTON Heritage เจ๋งมาก!

จากแทรคเดียวกันนี้ พิสูจน์ได้อีกว่า ลำโพงคู่นี้สามารถตอบสนองสัญญาณทรานเชี้ยนต์ในย่านกลางและแหลมออกมาได้ดีมาก เร็วและกระชับ ในขณะที่สามารถควบคุมอาการ แตกปลายของอิมแพ็คในย่านกลางและแหลมเอาไว้ได้ดีมาก คงเป็นเพราะว่า ลำโพงคู่นี้ไม่ได้เน้นเสียงแหลมที่มีปริมาณเยอะ จึงทำให้ไม่เกิดอาการ overload ที่ทวีตเตอร์นั่นเอง เสียงแหลมที่ออกมาแม้ว่าจะมีปริมาณน้อยไปนิด แต่ก็สะอาดและเป็นตัวเป็นตน ไม่ฟุ้งกระจาย..

อัลบั้ม : Super Trouper (PCM 16/44.1)
ศิลปิน : ABBA

จากการฟังผ่านมาสองสามอัลบั้ม ผมก็กล้าพูดได้ว่า LINTON Heritage ถูกปรับจูนเสียงมาตามความต้องการนำเสนอของเอนจิเนียร์ที่ดูแลผลิตภัณฑ์ตัวนี้ มันไม่ได้พยายามให้เสียงที่เหมือนต้นฉบับ 100% และไม่ได้พยายามสร้างเสียงที่มีครบทุกย่านความถี่ และไม่ได้พยายามตอบสนองไดนามิกของเสียงให้ได้กว้างที่สุดตามต้นฉบับเหมือนลำโพงมอนิเตอร์ด้วย ลักษณะการจูนเสียงของลำโพงคู่คือพยายามรักษาเสียงกลางให้มีทั้งรายละเอียด เนื้อมวล และสปีดที่ดีที่สุดเอาไว้ก่อน จากนั้นก็ค่อยต่อยอดด้านสูงไปที่ทวีตเตอร์ในปริมาณที่ไม่เน้นให้สูงมาก แต่ในทางตรงข้าม กลับไปเน้นให้ย่านกลางต่ำลงไปถึงทุ้มต้นๆ ให้มีเนื้อมวลที่หนาแน่นมากขึ้นมาหน่อย ส่งผลให้โทนเสียงของ LINTON Heritage คู่นี้ออกไปทางอบอุ่น ติดเย็นนิดๆ คือไม่เจิดจ้ามาก

ซึ่งข้อดีของการปรับจูนเสียงของลำโพงออกมาลักษณะนี้ คือไม่เน้นแหลมมากทำกลางให้เด่นและเปิดทุ้มออกมามากนิดนึง ทำให้ฟังเพลงทั่วๆ ไปแล้วจะรู้สึกน่าฟัง เพราะเพลงทั่วไปมักจะมิกซ์เสียงแหลมมาเยอะ ฟังนานๆ แล้วจะรู้สึกล้าหู เมื่อ LINTON Heritage ให้เสียงแหลมที่ลาดลง จึงทำให้ฟังสบายขึ้น รับรู้รายละเอียดและอารมณ์ของเพลงได้ดีขึ้น เพราะหูไม่ล้าจากการสาดของเสียงแหลม ยกตัวอย่างเช่นอัลบั้มเพลงพ๊อพตลาดๆ ชุด Super Trouper ของคณะนักร้องประสานเสียง ABBA ซึ่งผมชอบหลายเพลงในชุดนี้ แต่ไม่เคยเปิดฟังตั้งแต่ต้นจนจบได้โดยไม่ล้าหูไปซะก่อน ทว่า วันนี้ ผมกลับฟังอัลบั้มนี้ได้ตั้งแต่ต้นจนจบอัลบั้มโดยไม่รู้สึกล้าหูเลย แถมยังรู้สึกดื่มด่ำกับหลายๆ เพลงที่ผมชอบได้อย่างเพลิดเพลินอีกด้วย อย่างเช่นเพลง The Winner Takes It All กับเพลง Andante – Andante ซึ่งรู้สึกว่าฟังผ่านลำโพงนี้แล้วมันน่าฟังกว่าทุกที

อัลบั้ม : Greatest Hooks (PCM 16/44.1)
ศิลปิน : Dr. Hooks

อัลบั้ม : Best Of Bee Gees (PCM 16/44.1)
ศิลปิน : Bee Gees

อัลบั้ม : Borrowed Tales (PCM 16/44.1)
ศิลปิน : Don Williams

อัลบั้ม : น้ำตาชายเหนือ (PCM 16/44.1)
ศิลปิน : คัมภีร์ แสงทอง

อัลบั้ม : Simply Me (PCM 16/44.1)
ศิลปิน : โจ้ อัมรินทร์

อัลบั้ม : วารุณี Best of the Best (PCM 16/44.1)
ศิลปิน : วารุณี สุนทรีสวัสดิ์

อัลบั้ม : เพลงอภิรมย์ 2 (PCM 16/44.1)
ศิลปิน : Various Artists

ตอนท้ายๆ ของการทดสอบเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากของผม ผมได้รับอินติเกรตแอมป์หลอดมาทดสอบตัวหนึ่ง ยี่ห้อ Opera Audio/Consonance รุ่น Reference 5.5 MK II ผมยกมาจับกับลำโพงคู่นี้เพื่อทดสอบดูว่า กำลังขับข้างละ 18W ของแอมป์หลอดตัวนี้จะสามารถขับดันลำโพงคู่นี้ได้หรือเปล่า.? ปรากฏว่า Reference 5.5 MK II สามารถขับ LINTON Heritage ออกมาได้ดีพอสมควร โดยรวมๆ ไม่ได้ดีกว่าแอมป์โซลิดสเตท Cambridge Audio EDGE NQ + EDGE W ซึ่งมีทั้งกำลังขับและราคาที่สูงกว่ามาก แต่เพราะความเป็นหลอดซิงเกิ้ลเอ็นด์ 300B Twin มันจึงผสมลักษณะเสียงเฉพาะตัวของมันคือความฉ่ำและนวลเนียนลงไปกับบุคลิกของลำโพง เมื่อบวกกับโทนัลบาลานซ์ของลำโพงที่ปรับจูนมาให้เด่นทางด้านเสียงกลางและเน้นทุ้มต้นๆ นิดๆ ด้วยแล้ว น้ำเสียงที่ได้ออกมาจึงมีความน่าฟังอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเสียงกลางที่โดดเด่นและเสียงทุ้มที่นุ่ม ผมเลือกแต่เพลงย้อนยุคที่ชอบฟังสมัยเรียนหนังสือออกมาลองฟังกับลำโพง LINTON Heritage + แอมป์หลอด Opera Audio/Consonance คู่นี้

ซึ่งต้องบอกว่า ลำโพงคู่นี้มันช่วยฉายภาพในอดีตของผมออกมาให้เชยชมได้อย่างน่าประทับใจอย่างยิ่ง มันทำให้เพลงธรรมดาๆ มีความน่าฟังขึ้นมาเยอะ มันช่วยขจัดอาการบางและหยาบแยงหูของเพลงธรรมดาออกไปได้มาก แม้แต่เพลงไทยที่ริปมาจากแผ่นซีดีราคาถูกๆ เสียงที่ได้ก็ดีกว่าที่คาดมาก โดยเฉพาะเสียงจากไฟล์ดิจิตัลที่บางคนติว่าแห้งก็ออกมาฉ่ำและเนียน เมื่อเอาแอมป์หลอดขับลำโพงคู่นี้

หลังจากย้อนยุคไปหาความสุขสมัยเรียนแล้ว ผมก็ลองพา LINTON Heritage กลับมายุคปัจจุบันบ้าง ด้วยการแม็ทชิ่งกับปรีแอมป์ที่มีภาค DAC ในตัวของ Moon รุ่น 390 จับคู่กับเพาเวอร์แอมป์หลอด VTL รุ่น MB125 ปรับเลือกโหมด tetrode 100W ขับ LINTON Heritage เพื่อลองฟังไฟล์ PCM Hi-Res, DSD และ MQA ดูซิว่า ลำโพงที่ออกแบบแนววินเทจอย่าง LINTON Heritage คู่นี้จะไปถนนสายนี้ได้มั้ย.?

อัลบั้ม : Harvest (PCM 24/192)
ศิลปิน : Neil Young

ชุดแรกอัดด้วยงานของนีล ยัง ชุด Harvest ซึ่งผมคิดว่าเป็นเวอร์ชั่นที่เสียงดีที่สุด เป็นไฟล์ WAV 24/192 ที่ผมริปมาจากแผ่น DVD-Audio ลำโพงคู่นี้สกัดเสียงกระเดื่องกับเบสที่เดินย้ำไปในจังหวะเดียวกันในแทรคแรก Out on the Weekend ออกมาเป็นลูก มวลเข้มหนา สะอาด เสียงร้องลอยเด่น เสียงแหลมเก็บรวบปลาย ไม่ฟุ้งไม่กระจายรุ่มร่าม LINTON Heritage ให้เสียงของอัลบั้มนี้ออกมาอิ่มหนาและเนียนนวลมากเป็นพิเศษ ผมพบว่า ลักษณะการเก็บปลายเสียงแหลมไม่ให้กระจายออกมามากเกินไปของลำโพงคู่นี้ส่งผลดีกับหลายๆ อัลบั้ม หลังจากฟังไปนานๆ จะรู้สึกเลยว่า ประสาทหูสามารถรับรู้รายละเอียดในย่านกลางและทุ้มได้ดีขึ้นกว่าเดิม จากเพลงเดิมๆ ที่เคยฟังนี่แหละ

อัลบั้ม : Hatari (DSD64)
ศิลปิน : Henry Mancini

อัลบั้ม : Asian Roots (DSD64)
ศิลปิน
: TakeDake & John Kaisan Neptune

อัลบั้ม : Falla – The Three Cornered Hat (MQA 352.8/24)
ศิลปิน : Ansermet

พอเปลี่ยนมาฟังด้วยไฟล์ไฮเรซฯ เสียงที่ได้จากลำโพงคู่นี้ก็ยิ่งมีความเนียนสะอาดชัดเจนมากขึ้นไปอีก เสียงกลางออกมาเต็มเม็ดเต็มหน่วยโดยมีทุ้มกับแหลมคอยรับลูก ตอนฟังอัลบั้มชุด Asian Roots ทำให้สังเกตได้ว่า เสียงทุ้มของลำโพงคู่นี้มีความกระชับและสะอาดมากๆ บางครั้งฟังดูเหมือนเบสมันจะไม่เยอะ แต่พอถึงช่วงที่เพลงมีเบส มันก็สามารถปั๊มเบสออกมาให้ได้ในปริมาณที่น่าพอใจ แต่ก็รักษาบุคลิกของเสียงเบสที่เร็ว และสะอาดเอาไว้อย่างมั่นคง ซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกใจผม เพราะผมชอบฟังเพลงดังๆ ถ้าลำโพงไม่คุมเบสให้กระชับและสะอาด เวลาเปิดดังๆ เสียงทุ้มจะฟุ้งกระจายไปทั่ว ทำให้เวทีเสียงขุ่น รายละเอียดเสีย

เมื่อได้แอมป์ที่มีกำลังขับสูงๆ และเร่งเสียงดังๆ หน่อย ผมก็พบว่า LINTON Heritage ลำโพงหน้าตาวินเทจคู่นี้ก็สามารถสลัดชิ้นดนตรีให้กระจายออกไปจากตัวตู้ของมันได้เหมือนกัน หลุดลอยไปตั้งแต่แหลมลงมาถึงทุ้มซะด้วย ฟังเพลงร็อคและฟิวชั่นแจ๊สได้อรรถรส ไม่น่าเบื่อ เพราะเสียงทุ้มมันเคลื่อนตัวเร็ว ตามจังหวะเพลงทัน ไม่เฉื่อย ไทมิ่งจึงยังได้ ฟังคลาสสิกวงใหญ่ยิ่งสนุก

สรุป

เอาเข้าจริงแล้ว แม้ลำโพง LINTON Heritage คู่นี้จะมาในดีไซน์รูปลักษณ์ที่ดูย้อนยุค แต่ทีมออกแบบได้ปรับจูนเสียงของมันมาในแนวทางสมัยใหม่ที่เน้นสปีดและอิมแพ็คที่ฉับไวและเร็วตลอดทั้งย่าน ไม่ได้เอื่อยเฉื่อยฉ่ำแฉะแบบลำโพงวินเทจยุคเก่าๆ

จุดเด่นมากๆ ของลำโพงคู่นี้ คือมันเป็นลำโพงที่ใช้ฟังเพลงทั่วๆ ไปได้อารมณ์ดีมากๆ เสียงแหลมที่เก็บตัวไม่ฟุ้งกระจายของมันช่วยทำให้ฟังเพลงอะไรก็ออกมาน่าฟัง โดยเฉพาะเสียงร้องที่ชัดเจนและมีน้ำมีนวล เพราะลำโพงคู่นี้นำเสนอเสียงกลางที่โดดเด่นมากๆ นั่นเอง /

******************************
ราคาลำโพง LINTON Heritage =
 49,900 บาท / คู่ (ราคาพิเศษ จากราคาเต็ม 62,900 บาท)
ราคาขาตั้ง LINTON Stand = 10,000 บาท / คู่
******************************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
:
. ไฮไฟ ทาวเวอร์ จำกัด
โทร. 02-881-7273-7

Facebook : HiFiTower@HifitowerShop

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า