รีวิว Purist Audio Design รุ่น ‘Jade’ Interconnect cables & Speaker cables

ใครที่โลดแล่นอยู่ในวงการเครื่องเสียงมานานเกินสามสิบปีต้องเคยเห็นชื่อแบรนด์ Purist Audio Design หรือเรียกย่อๆ ว่า PAD มาบ้างอย่างแน่นอน ย้อนหลังไปตอนที่ชื่อของแบรนด์นี้พุ่งพรวดเข้ามาในความสนใจของนักเล่นฯ ยุคนั้นอย่างรวดเร็วด้วยสายสัญญาณรุ่น Aqueous ที่ออกแบบด้วยเทคนิคพิเศษ นั่นคือ ใช้ของเหลวที่เรียกว่า Contego หล่อเลี้ยงอยู่รอบๆ ตัวสายเป็นชีลด์ป้องกันคลื่น EMI รบกวน และยังช่วยแด้มป์ฯ ลดการกวนจากแรงสั่นสะเทือน (vibration) ด้วย ซึ่งเป็นเทคนิคที่ไม่เคยมีผู้ผลิตสายออดิโอ เคเบิ้ลแบรนด์ไหนทำมาก่อน.!!!

เมื่อ 35 ปี ก่อน แบรนด์ Purist Audio Design เปิดตัวขึ้นมาแล้วดังเปรี้ยงปร้างในวงการทันที หลังจากนั้น พวกเขาก็พัฒนาผลิตภัณฑ์ของพวกเขามาตลอด มีการ Revision ด้วยการปรับปรุงทั้งทางด้าน metallurgy (วัสดุตัวนำ), ทางด้าน fluid (ของเหลวที่ใช้หล่อเลี้ยงในตัวสาย) และเทคนิคการออกแบบด้านอื่นๆ อยู่เป็นระยะ มีการแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ออกมาเป็นหลายซีรี่ย์ และแน่นอนว่า เมื่อมีการพัฒนาปรับปรุงมาตลอด ก็ย่อมมีผลให้ราคาขายของแบรนด์นี้ค่อยๆ ขยับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เช่นกัน ทำให้นักเล่นเครื่องเสียงส่วนใหญ่จะมองว่าแบรนด์ Purist Audio Design เป็นสายออดิโอ เคเบิ้ลระดับไฮเอ็นด์ฯ เนื่องจากราคาค่อนข้างสูง เกินความสามารถของนักเล่นระดับกลาง (mid-end) และระดับเริ่มต้น (beginner) จะสามารถเข้าถึงแบรนด์นี้ได้

Jade Series
ซีรี่ย์ใหม่สุดของ Purist Audio Design

และแล้ว.. วันที่นักเล่นระดับกลางและระดับเริ่มต้นรอคอยก็มาถึง เมื่อ Purist Audio Design เปิดตัวผลิตภัณฑ์ซีรี่ย์ใหม่ออกมาโดยมุ่งตอบสนองให้กับกลุ่มนักเล่นระดับกลางและระดับเริ่มต้นโดยตรง นั่นคือการมาถึงของซีรี่ย์ Jade ซึ่งพวกเขาทำออกมาครบทุกประเภทของสายต่อ มีทั้งสายสัญญาณ (interconnect cables), สายลำโพง (speaker cables), สายไฟเอซี (AC cables), สายดิจิตัล (digital cables) และสายโฟโน (phono cables) ครบทุกกลุ่มใช้งาน

ซีรี่ย์เล็ก จะดีเหรอ.? ส่วนตัวผมให้เครดิตผลิตภัณฑ์ที่เป็น รุ่นเล็กของแบรนด์ใหญ่มากกว่า รุ่นใหญ่ของแบรนด์เล็กนะ เพราะแบรนด์ใหญ่ที่คุ้นเคยกับการออกแบบรุ่นใหญ่ๆ ได้มีโอกาสทดลองวัสดุและเทคนิคใหม่ๆ โดยไม่ต้องติดกับต้นทุนมากนัก มีส่วนทำให้ผู้ออกแบบแบรนด์ใหญ่มีประสบการณ์สูงกว่าแบรนด์เล็กๆ ที่ไม่เคยทำผลิตภัณฑ์ไฮเอ็นด์ระดับ cost-no-object คือมุ่งพัฒนาโดยไม่ต้องคำนึงถึงต้นทุนมาก่อน

แค่ให้มีขายหรือ ตั้งใจทำ

เนื้องานเป็นหลักฐานพิสูจน์เจตนา เมื่อพิจารณาองค์ประกอบรอบๆ ด้านเข้ามาประมวลร่วมกันแล้ว ผมรับรู้ได้ว่า วิศวกรของ Purist Audio Design ที่ทำงานอยู่เบื้องหลังสายเชื่อมต่อสัญญาณเสียงซีรี่ย์ Jade นี้พวกเขา ตั้งใจทำผลิตภัณฑ์ซีรี่ย์นี้ออกมาจริงๆ ไม่ใช่ว่าทำออกมา แค่ให้มีขายเท่านั้น

ประจักษ์พยานอย่างแรกคือ พวกเขาทำออกมาทุกประเภทสายเชื่อมต่อที่อยู่ในซีรี่ย์นี้ ซึ่งมองในแง่ธุรกิจมันเป็นการลงทุนก้อนใหญ่มาก ถ้าระดับทำ แค่ให้มีขายก็อาจจะทำออกมาแค่สายเชื่อมต่อบางประเภทก่อน อย่างเช่นสายสัญญาณกับสายลำโพงแล้วส่งออกมาทดลองตลาดดูก่อน แบบว่าโยนหินถามทาง ถ้าพอไปได้ค่อยทำสายเชื่อมต่อประเภทอื่นเข้ามาเสริม แต่ถ้าไม่มีการตอบรับที่ดีก็เงียบๆ ไป ไม่เจ็บตัวมาก แต่การที่พวกเขาปล่อยซีรี่ย์ใหม่ออกมาครบทุกประเภทของสายเชื่อมต่อก็แสดงว่าพวกเขาได้ผ่านการทำการบ้านมาอย่างดีแล้ว มีความมั่นใจว่ามัน (ซีรี่ย์ใหม่นี้) น่าจะได้รับการต้อนรับที่ดีและมีความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ

ประจักษ์พยานที่สองที่ทำให้ผมมองว่าพวกเขาตั้งใจทำสายเชื่อมต่อซีรี่ย์ใหม่ออกมาก็คือ เนื้องานของสายเชื่อมต่อแต่ละตัวที่ทำออกมา ทั้งในแง่ของวัสดุ, เทคนิค และคอสเมติค ซึ่งจุดที่น่าสนใจสำหรับผมก็คือ วัสดุตัวนำที่ใช้ ซึ่งคุณ Jim Aud เจ้าของแบรนด์นี้เขามีความเชื่ยวชาญทางด้าน Metallurgy (โลหะวิทยา) มากเป็นพิเศษเพราะตัวเขาร่ำเรียนมาทางด้านนิวเคลียร์ฟิสิกส์ เขาจึงนำความรู้มาพัฒนาโลหะตัวนำที่ใช้ในสายสัญญาณของเขา นั่นคือเหตุผลที่ทำให้วัสดุที่ใช้ทำเส้นตัวนำของสายเชื่อมต่อของแบรนด์นี้มีความหลากหลาย อย่างในซีรี่ย์สูงๆ พวกเขาจะใช้โลหะตัวนำประเภท alloy ที่มีส่วนผสมของโลหะตัวนำหลายชนิด เป็นสูตรเฉพาะของ PAD ส่วนรุ่นที่สูงขึ้นไปอีกพวกเขาจะเลือกใช้โลหะเงินทำเส้นตัวนำ

แต่ ประเภทของโลหะตัวนำเป็นแค่ตัวแปรหนึ่งเท่านั้น เพราะสายเชื่อมต่อของแต่ละแบรนด์ที่ใช้โลหะตัวนำประเภทเดียวกันก็ให้เสียงออกมาไม่เหมือนกัน มันยังมีเรื่องของความบริสุทธิ์, ขนาดหน้าตัด, จำนวนเส้นตัวนำที่ใช้กับสัญญาณซีกบวกและซีกลบ รวมถึงตัวแปรอื่นๆ อีกที่เป็นเทคนิคเฉพาะตัวของแต่ละแบรนด์ อย่างเช่นขั้วต่อก็มีความสำคัญกับการส่งผ่านสัญญาณ ซึ่งสายเชื่อมต่อของ Purist Audio Design ในซีรี่ย์ Jade ที่เป็นซีรี่ย์เล็กสุดของเขาก็ยังใช้ขั้วต่อที่ออกแบบและผลิตขึ้นมาเอง แบบเดียวกับที่ใช้ในสายเชื่อมต่อซีรี่ย์ใหญ่ๆ ซึ่งนี่ก็เป็นหลักฐานพยานอีกอย่างหนึ่งที่สะท้อนถึงความ ตั้งใจทำที่พวกเขาใส่ลงไปในผลิตภัณฑ์แต่ละตัวในซีรี่ย์ Jade นี้

Purist Audio DesignJade’ Interconnect Cables
สายสัญญาณ RCA

ผมได้รับสายสัญญาณ, สายลำโพง และสายไฟเอซีที่อยู่ในซีรี่ย์ Jade มาทำการทดสอบอย่างละชุด เมื่อได้ทดลองฟังเพื่อประเมินแนวเสียงคร่าวๆ หลังจากเปิดเบิร์นฯ ไป 3-4 ชั่วโมงแล้ว ผมก็ตัดสินใจเลือกสายสัญญาณกับสายลำโพงมาทำการทดสอบร่วมกัน เพราะพบว่ามันให้โทนเสียงไปในทิศทางเดียวกัน และมีอาการ ส่งเสริมกันชัดเจนเมื่อใช้งานร่วมกัน

ตัวสายสัญญาณนั้นตอนแรกผมไม่ค่อยสนใจ เพราะดูตัวสายแล้วมันมีขนาดเล็ก ไม่อลังการงานสร้างเหมือนรุ่นใหญ่ๆ แต่พอได้ลองฟังเสียงแล้วพบว่ามันมี ดีให้ต้องหยิบมาทดสอบจนได้ โดยเฉพาะทางด้านแนวเสียงของมันซึ่งแม็ทชิ่งกับสายลำโพงซีรี่ย์เดียวกันมากเป็นพิเศษ

เส้นตัวนำของสายสัญญาณ Jade ตัวนี้ทำมาจากวัสดุทองแดง OFC (Oxygen-Free-Copper) ขนาด 20AWG ซึ่งน่าจะเป็นแกนเดี่ยว เพราะตัวสายค่อนข้างแข็ง ฉนวนที่ห่อหุ้มเส้นตัวนำทำมาจากวัสดุโพลี่โพรไพลีน ส่วนชีลด์ทำมาจากวัสดุ Aluminum Mylar ซึ่งมีคุณสมบัติในการป้องกันคลื่นรบกวน EMI จากภายนอกไม่ให้แทรกเข้าไปถึงเส้นตัวนำด้านใน และยังช่วยป้องกันปัญหา crosstalk ระหว่างเส้นตัวนำบวก/ลบอีกด้วย

ตัวนำทองแดง OFC อาจจะดูว่าเป็นวัสดุที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่ OFC ที่ Purist Audio Design นำมาใช้ทำสายสัญญาณตัวนี้ได้ถูกนำไปผ่านขั้นตอนปรับปรุงประสิทธิภาพด้วยกระบวนการ cryogenic รูปแบบพิเศษที่พวกเขาคิดค้นขึ้นมา เรียกว่า Triple Cryomag© ซึ่งนี่คือสาเหตุที่ทำให้ OFC ของ PAD ไม่เหมือนกับ OFC ของแบรนด์อื่นๆ

ส่วนสาเหตุที่ทำให้สายสัญญาณ Jade ตัวนี้มีลักษณะภายนอกที่ดูผอมบางก็เพราะว่า พวกเขาใช้วิธีออกแบบโดยเน้นไปที่คุณภาพของวัสดุโดยไม่ใช้วัสดุประเภท dampening material อย่างพวกเส้นใยฉนวนไฟเบอร์, เส้นใยผ้า หรือโฟม เข้ามาโป๊ะแด้มป์บนตัวสาย ทั้งนี้เพราะพวกเขาตั้งใจที่จะทำให้สายสัญญาณ Jade ตัวนี้มีบุคลิกของเสียงที่ให้พลังออกมาอย่างเต็มที่ มีความสดและให้ความชัดเจนสูง (*สายสัญญาณที่ใช้วัสดุโป๊ะแด้มป์บนตัวสายเยอะๆ โดยมากจะส่งผลให้โทนเสียงของสายตัวนั้นออกไปทางนุ่มหนา นวลเนียน และมีเนื้อเยอะ แต่พื้นเสียงมักจะขุ่น ไม่ใสโปร่ง)

ความพิเศษอีกอย่างของสายสัญญาณตัวนี้อยู่ที่ ขั้วต่อซึ่งเป็นรูปแบบที่พวกเขาออกแบบและผลิตขึ้นมาใช้เอง ภายนอกของตัวขั้วต่อทั้งดูสวยและดูแข็งแรง ชิ้นส่วนที่สัญญาณวิ่งผ่านโดยตรงผลิตจากวัสดุอัลลอยด์และถูกชุบเคลือบด้วยทองแวววับซึ่งส่งผลดีต่อการส่งผ่านสัญญาณเสียง ชิ้นส่วนที่สัมผัสกับวงรอบกราวน์ของขั้วต่อตัวเมียถูกบากให้มีคุณสมบัติที่ยืดหยุ่นให้ตัวเล็กน้อยเพื่อการยึดรัดอยู่บนกราวนด์ของขั้วต่อตัวเมียได้อย่างแน่นหนามั่นคง ช่วยให้การไหลเวียนของสัญญาณที่ผ่านขั้วต่อนี้เป็นไปด้วยความลื่นไหล ไม่สะดุด ไม่อั้น

มีทิศทางมั้ย.? คนที่เล่นเครื่องเสียงมานานจะเข้าใจว่า สายที่ใช้เชื่อมต่อสัญญาณทุกประเภทจะ ต้องมีทิศทางเสมอ ซึ่งผู้ผลิตสายบางเจ้าก็เข้าใจประเด็นนี้และมีการกำหนดทิศทางไว้บนสายของตน แต่ก็มีผู้ผลิตอีกบางส่วนที่ไม่ได้ให้ความสำคัญตรงประเด็นนี้และไม่มีการกำหนดทิศทางใดๆ ไว้ ซึ่งผู้ใช้ที่เชื่อในเรื่องทิศทางก็มักจะมองหาวิธีกำหนดทิศทางขึ้นมาเอง อย่างเช่น ตามตัวอักษรที่พิมพ์อยู่บนตัวสาย เป็นต้น ซึ่งเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ก็คือการเรียงตัวของผลึกเซลภายในเนื้อตัวนำที่จะมีการปรับทิศทางไปตามกระแสสัญญาณที่ไหลผ่านตัวมันไปซึ่งมีผลให้แรงต้านทานที่มีต่อสัญญาณน้อยลง แบบเดียวกับเม็ดทรายที่ปรับเรียงตัวไปตามทิศทางการไหลของกระแสน้ำนั่นเอง นั่นก็หมายความว่า ครั้งแรกที่เริ่มใช้งาน ไม่ว่าคุณจะทำการต่อเชื่อมสัญญาณไว้ทิศทางไหน ผลึกเซลในเส้นตัวนำของสายก็จะเรียงตัวไปตามทิศทางการไหลของกระแสสัญญาณจากต้นทาง (อินพุต) ไปปลายทาง (เอ๊าต์พุต) เสมอ และจะคงตัวอยู่อย่างนั้นเมื่อใช้งานต่อเนื่องไปนานๆ

จริงแล้ว ผู้ผลิตคือ Purist Audio Design ก็ไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่อง ทิศทางของสายสัญญาณตัวนี้เอาไว้อย่างชัดเจน แต่เมื่อดูจากปลอกพีวีซีที่รัดอยู่บนตัวสายพบว่า บนนั้นมีภาพสัญลักษณ์ของเพชร (diamond) ที่มีลักษณะการวางตำแหน่งเหมือนชี้นำทิศทางการไหลของสัญญาณ (ศรชี้) พิมพ์กำกับอยู่ ซึ่งสอดคล้องกับการเรียงลำดับของข้อความที่พิมพ์อยู่บนสาย แม้จะไม่ได้บอกตรงๆ แต่นั่นก็เหมือนกับการบอกเป็นนัยๆ เกี่ยวกับทิศทางของสาย

ตอนเริ่มต้นเบิร์นฯ ผมเลยติดตั้งสายสัญญาณชุดนี้ให้มีทางเดินของสัญญาณจากต้นทาง (DAC) ไปเข้าที่ปลายทาง (แอมป์) ตามแนวทางของสัญลักษณ์เพชรที่พิมพ์อยู่บนตัวสายนั้น (ศรชี้)

Purist Audio DesignJade’ Speaker Cables
สายลำโพง

สายลำโพงรุ่น Jade ของ PAD ใช้ตัวนำทองแดง OFC (Oxygen-Free-Copper) ขนาด 12AWG มีลักษณะเป็นสายแกนเดี่ยว ทำให้ตัวสายมีลักษณะค่อนข้างแข็ง ห่อหุ้มเส้นตัวนำด้วยฉนวนที่ทำด้วยวัสดุโพลีไวนิล คลอไรด์ (Polyvinyl Chloride) แยกตัวนำออกเป็นสองเส้นคือเส้นบวก (สีแดง) กับเส้นลบ (สีดำ) ก่อนจะมีปลอกฉนวนตาข่ายโปร่งๆ ลายหนังงูสีดำหุ้มอยู่ภายนอกอีกชั้น เส้นผ่าศูนย์กลางของตัวสายอยู่ที่ 0.5 นิ้ว

ช่วงปลายสายที่ติดตั้งขั้วต่อเขาปล่อยความยาวไว้ให้เยอะดี วัดได้ประมาณ 19 .. ช่วยให้การเชื่อมต่อกับขั้วต่อสายลำโพงบนตัวลำโพงและบนตัวแอมป์ทำได้สะดวกมากขึ้น เผื่อไปเจอลำโพงบางคู่ที่ใช้ขั้วต่อสายลำโพงทำเอง (ไม่ได้ใช้แบบสำเร็จรูป) มักจะติดตั้งขั้วบวกกับขั้วลบไว้ห่างกันมากกว่าขั้วต่อแบบสำเร็จรูป ซึ่งก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับสายลำโพง Jade ตัวนี้

ขั้วต่อพิเศษ.!!

อีกหนึ่งความพิเศษสำหรับสายลำโพงของ Purist Audio Design รุ่น Jade ตัวนี้อยูที่ขั้วต่อสายลำโพงที่ให้มา ซึ่งเป็นขั้วต่อสายลำโพงที่แบรนด์ Purist Audio Design ออกแบบและผลิตขึ้นมาเอง ซึ่งส่วนตัวแล้วผมชอบมาก.. เป็นขั้วต่อสายลำโพงที่ออกแบบได้ฉลาดมากและเสียงดีด้วย เพราะเขาใช้เทคนิคในการเชื่อมต่อระหว่างตัวขั้วต่อกับสายตัวนำด้วยวิธีขันน็อตตรึงสายไว้กับโครงสร้างของขั้วต่อที่เป็นตัวนำ ไม่ได้ใช้วิธีเชื่อมด้วยตะกั่ว ซึ่งวิธีตรึงสายตัวนำเข้ากับขั้วต่อด้วยวิธีขันน็อตเกลียวอัดตรึงเส้นตัวนำเข้ากับตัวขั้วต่อแบบนี้เป็นที่ยอมรับกันในวงการผู้ผลิตสายเชื่อมต่อระดับไฮเอ็นด์โดยทั่วไปว่ามันเป็นเทคนิคการเชื่อมต่อที่ให้คุณภาพเสียงดีกว่าวิธีเชื่อมด้วยตะกั่วที่ส่งผลเสียต่อคุณภาพเสียง เพราะตะกั่วจะเข้าไปเพิ่มความต้านทานในการส่งผ่านสัญญาณเสียงทำให้ gain ของสัญญาณเสียงตกลง อีกทั้งตะกั่วยังเป็นโลหะที่มีคุณสมบัติในการนำสัญญาณที่ไม่ดี โดยเฉพาะกับสัญญาณที่มีแบนด์วิธกว้างๆ

ความเจ๋งของขั้วต่อสายลำโพงของ Purist Audio Design ตัวนี้มีอยู่ 2 อย่าง อย่างแรกคือวัสดุที่ใช้ทำโครงสร้างหลักของตัวขั้วต่อ ซึ่งพวกเขาใช้แบริลเลี่ยม (beryllium) ผสมกับทองแดงมาหล่อขึ้นเป็นโครงสร้างหลัก ก่อนจะเคลือบผิวด้วยเงินเสร็จแล้วเคลือบทับอีกชั้นด้วยทองซึ่งเป็นเทคนิคการจูนตัวนำที่ส่งผลกับการส่งผ่านสัญญาณที่ดีเยี่ยม ส่วนความเจ๋งอย่างที่สองที่ผมชอบมาก คือสามารถเปลี่ยนตัวขั้วต่อระหว่างแบบหางปลา (spades) กับแบบแกนเสียบ (bananas) ได้อย่างง่ายดายด้วยการขันเกลียวเข้า/ออก (*ทางตัวแทนคือบริษัท Hi-End Audio มีปลายขั้วต่อทั้งสองแบบแยกขายด้วย)

Triple (3x) Cryomag©
ทำ Cryo ถึง 3 ครั้ง.!!

เพิ่งรู้จากข้อมูลในเว็บไซต์ของ Purist Audio Design นี่เองว่าแบรนด์นี้เป็นแบรนด์แรกที่นำเอาเทคนิคการหล่อเย็นเส้นตัวนำแบบ Cryomag มาใช้เป็นเจ้าแรก ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำให้เส้นตัวนำมีการเรียงตัวของอะตอมที่ไปในทิศทางเดียวกัน และเป็นกระบวนการที่ทำอยู่ในสภาพที่ควบคุมด้วยสนามแม่เหล็กเพื่อทำให้อะตอมของโลหะที่เป็นเส้นตัวนำมีลักษณะที่ไม่มีขั้ว คือไม่ทำปฏิกิริยากับสนามแม่เหล็กนั่นเอง (ลด EMI ไปในตัว) ซึ่งกระบวนการในการทำ Cryomag ที่ PAD นำมาใช้กับสายเชื่อมต่อของพวกเขานี้ เป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ต้องใช้เวลาเยอะมากเพราะต้องทำซ้ำถึง 3 ครั้งสำหรับสายเชื่อมต่อแต่ละชุด แต่ทว่า ผลลัพธ์ที่ได้จากเทคนิคนี้ก็คือลักษณะเสียงที่สะอาด นุ่ม และหวาน เพราะการส่งผ่านสัญญาณเป็นไปด้วยความราบลื่น ปลอดจากมลพิษภายนอกเข้ามารบกวนโดยสิ้นเชิง

ติดตั้งเข้ากับชุดเครื่องเสียงเพื่อการทดลองฟังเสียง

ตัวสายลำโพงแม้ว่าจะมีลักษณะที่แข็ง แต่เนื่องจากเส้นไม่ใหญ่มาก ในการใช้งานจึงไม่ได้สร้างปัญหาใดๆ โดยเฉพาะในห้องทดสอบของผมที่จัดวางลำโพงไว้ห่างผนังหลังมาก และแทบจะไม่มีอุปกรณ์เครื่องเสียงวางอยู่ใกล้ๆ กับลำโพง นอกจากแอมป์ตัวเดียว หรือชั้นวางเตี้ยๆ แค่ตัวเดียว ความแข็งของสายลำโพงจึงไม่เป็นปัญหาสำหรับการเซ็ตอัพเพื่อการทดสอบในห้องของผมแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำ ความแข็งตัวของสายลำโพงตัวนี้ทำให้ง่ายต่อการยกสายให้ลองยจากพื้นห้องด้วยอุปกรณ์รองสายของ AUDI Home Hifi แค่ 2-3 ก้อนก็เรียบร้อยแล้ว

ผมจัดซิสเต็มขนาดกลางๆ ที่มีอยู่ในห้องขึ้นมาทดสอบประสิทธิภาพและค้นหาบุคลิกเสียงของสายสัญญาณ+สายลำโพงของ PAD คู่นี้ ซึ่งในส่วนของแหล่งต้นทาง ผมใช้สตรีมเมอร์ของ Wattson Audio รุ่น Madison LE (Lounge Edition) เป็นตัวป้อนสัญญาณต้นทางไปที่อินติเกรตแอมป์ Audiolab รุ่น 9000A (REVIEW) ผ่านสายอะนาลอก Purist Audio Design รุ่น Jade ที่นำมาทดสอบตัวนี้เข้าไปที่อินพุต AUX 1 ของ 9000A จากนั้นก็ใช้สายลำโพง Purist Audio Design รุ่น Jade ที่นำมาทดสอบคู่กับสายสัญญาณรุ่นเดียวกันเป็นตัวเชื่อมสัญญาณเสียงจากขั้วต่อสายลำโพงของแอมป์ 9000A ไปที่ขั้วต่อสายลำโพงของลำโพงที่ใช้ทดลองฟังเสียง ซึ่งผมสลับใช้อยู่ 3 คู่ เป็นลำโพงเล็กวางบนขาตั้ง 2 คู่ คือ PSB รุ่น Alpha P3 กับ Focal รุ่น Vestia No.1 โดยมีลำโพงตั้งพื้นของ Audio Physic รุ่น Classic 8 (REVIEW) เป็นตัวตบท้ายรีวิว

ใช้สายสัญญาณ PADJadeเชื่อมต่อจากเอ๊าต์พุตอะนาลอกของ Wattson AudioMadison LE

มาเข้าที่ช่องอินพุต AUX 1 ของอินติเกรตแอมป์ Audiolab9000A

ใช้สายลำโพง PADJadeเชื่อมต่อสัญญาณจากขั้วต่อสายลำโพงของอินติเกรตแอมป์ 9000A ทั้งสองข้าง (ซ้าย/ขวา)

มาเข้าที่ขั้วต่อสายลำโพงของลำโพง PSBAlpha P3และลำโพงอีกสองคู่ที่นำมาทดสอบครั้งนี้

เสียงของสายสัญญาณ+สายลำโพง Jade

การพัฒนาสายเชื่อมต่อในระบบเสียงอย่างสายสัญญาณและสายลำโพงมันมีขั้นตอนที่ทำให้ต้องปรับปรุงคุณสมบัติบางอย่างให้ออกมาสอดคล้องกับประสิทธิภาพของอุปกรณ์เครื่องเสียงที่เอาสายเหล่านี้เข้าไปเชื่อมต่อ ยกตัวอย่างเช่นสายลำโพง ในยุคแรกของวงการไฮไฟฯ สมัยก่อนโน้น มองกันว่าสายลำโพงที่ดี คือสายที่สามารถส่งผ่าน กำลังขับของแอมป์ไปถึงลำโพงได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่มีการตกหล่นบนตัวสาย สายลำโพงตัวไหนที่เชื่อมต่อแล้วกำลังตกก็ถือว่าไม่ดี สาเหตุที่มองกันอย่างนั้นก็เพราะว่าแอมป์ในยุคโน้นให้กำลังขับไม่เยอะ โดยเฉพาะสมัยแรกที่ยังมีแต่แอมป์หลอดซึ่งให้กำลังขับน้อยมากแค่ไม่กี่วัตต์ คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดอันดับแรกสำหรับสายลำโพงที่จะใช้ตัดสินกันว่าดีหรือไม่ดีก็คือ ความสามารถในการส่งผ่านกำลังนี่แหละ ส่วนคุณสมบัติทางด้านลดน้อยซ์ และป้องกันสัญญาณรบกวน อะไรเทือกนี้เป็นสิ่งที่ตามมาทีหลัง

คือพอมาถึงยุคของแอมป์โซลิดสเตทที่ให้กำลังขับสูงๆ ปัญหาข้อจำกัดทางด้าน กำลังขับก็หมดไป นักคิดนักค้นในวงการยุคใหม่ๆ ก็เริ่มค้นพบ ปัญหาของสายลำโพงในแง่อื่นๆ ขึ้นมา อย่างเช่น ในแง่คอขวด คือสายลำโพงที่ใช้ในยุคแรกๆ ซึ่งมักจะเป็นสายไฟธรรมดาเส้นเล็กๆ หน้าตัดไม่ใหญ่ (โดยมากก็แค่ 2.5 sqm) มีความต้านทานสูง ทำให้มีความไวในการส่งผ่านสัญญาณเสียงแต่ละความถี่ไม่เท่ากัน เสียงทุ้มมักจะเดินทางไปไม่ทันเสียงกลางแหลม ก็เริ่มมีการพัฒนาปรับปรุงสายลำโพงให้มีคุณสมบัติตามที่ต้องการ เมื่อมีการค้นพบว่าคลื่น RFI กับคลื่น EMI สามารถแทรกเข้าไปรบกวนสัญญาณเสียงที่ไหลอยู่ในตัวนำของสายเชื่อมต่อได้ ทำให้เสียงด้อยลง ไม่สะอาดบริสุทธิ์เหมือนต้นฉบับเพราะมี noise เข้ามารบกวน ก็นำมาสู่การพัฒนาปรับปรุงเพื่อหาวิธีการป้องกันไม่ให้คลื่น RFI กับ EMI แทรกเข้าไปในถึงตัวนำในสาย เป็นที่มาของการคิดค้นระบบชีลด์รูปแบบต่างๆ เข้ามาใช้ และต่อมาเมื่อมีนักคิดนักค้นบางคนพบว่า แรงสั่นเบาๆ ที่เรียกว่า vibration ที่เกิดขึ้นในห้องฟังที่ส่งผลกระตุ้นให้สายสัญญาณและสายลำโพงให้เกิดการสั่นเบาๆ มีผลเสียต่อสัญญาณเสียงที่เดินทางอยู่ในเส้นตัวนำ เป็นที่มาของการคิดหาวัสดุที่มีคุณสมบัติในการแด้มป์มาประกบพันอยู่รอบๆ เส้นตัวนำหวังให้ช่วยดูดซับแรงสั่นเบาๆ นั้นออกไป..

ลำดับของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นข้างต้นนั้นบอกอะไรกับเราบ้าง.? ทุกย่างก้าวของการพัฒนาและปรับปรุงที่กระทำลงไปกับสายสัญญาณและสายลำโพงล้วนส่งผลกับ ลักษณะเสียงของสายสัญญาณและสายลำโพงเหล่านั้นด้วย ไม่มากก็น้อยขึ้นอยู่กับเทคนิคที่แต่ละแบรนด์นำมาใช้ ซึ่งถ้ามองแล้ว จะเห็นว่า การนำเอาเทคนิคของการชีลด์ป้องกันคลื่นรบกวน และเทคนิคที่นำมาใช้เพื่อ absorb ความสั่นสะเทือนเบาๆ นั้นมี ผลข้างเคียงที่ทำให้ gain ของสัญญาณตกลงไปบางส่วน (*ผู้ผลิตสายส่วนใหญ่จึงหันมาใช้เส้นตัวนำที่มีความบริสุทธิ์สูงๆ เพื่อทุเลาปัญหา gain drop ลง แต่ก็ทำให้ราคาสายสูงขึ้น) ซึ่งผลข้างเคียงที่ว่านี้จะไม่ส่งผลกระทบกับซิสเต็มใหญ่ๆ ที่ใช้แอมป์ที่มีกำลังขับสูงพอที่จะชดเชยกับ gain ของสัญญาณที่ตกหล่นอยู่ในตัวสายได้ แต่จะส่งผลกับซิสเต็มขนาดเล็กที่ใช้แอมป์ที่มีกำลังขับไม่สูง นั่นคือเหตุผลที่อธิบายว่า ทำไมสายลำโพงแพงๆ ที่มีระบบชีลด์ที่แน่นหนาและมีระบบป้องกันเรโซแนนซ์อย่างหนาแน่นจึงให้เสียงออกมาไม่ดีเมื่อนำมาใช้กับซิสเต็มที่ใช้แอมป์เล็กๆ ที่มีกำลังไม่สูง

เป็นความฉลาดของ Jim Aud ที่ออกแบบโดยไม่นำเอาระบบที่ใช้ absorb เรโซแนนซ์มาใช้กับสายซีรี่ย์ Jade นี้ เพราะกลุ่มเป้าหมายของสายซีรี่ย์นี้คือนักเล่นระดับกลางลงไปถึงระดับเริ่มต้นที่ใช้แอมป์ที่มีกำลังไม่สูงมากด้วยเหตุผลทางด้านข้อจำกัดของงบประมาณ เมื่อกลุ่มนี้ใช้แอมป์ที่มีกำลังขับไม่สูง คุณสมบัติที่จำเป็นก็คือต้องรักษา กำลังขับไว้ไม่ให้ตกลงไป สายสัญญาณและสายลำโพงที่เหมาะสมกับแอมป์ที่มีกำลังไม่สูงมากจึงต้องมีคุณสมบัติที่ไม่ไปทำให้ gain ของแอมป์ดรอปลงไป นั่นคือเหตุผลที่ Jim Aud เลือกให้ความสำคัญกับ เส้นตัวนำมาเป็นอันดับหนึ่ง โดยตัดระบบ absorb ความสั่นสะเทือนออกไป และเลือกใช้ระบบชีลด์เท่าที่จำเป็น ไม่ได้อยู่ในระดับเข้มข้นมากเพื่อไม่ให้ส่งผลกับ gain ของแอมป์มาก..

คุณอาจจะสงสัยว่า ทำไมต้องอ่านอะไรข้างบนนั้น.? แต่ถ้าคุณอ่านข้อความข้างบนนั้นจบแล้ว พอมาได้ยินเสียงของสายสัญญาณและสายลำโพงของ PAD คู่นี้แล้ว คุณจะเห็นภาพชัดเจนและเข้าใจได้อย่างชัดแจ้งเหมือนผม ถึงแนวคิดที่ Jim Aud นำมาใช้ในการออกแบบสายสัญญาณและสายลำโพงซีรี่ย์ Jade ชุดนี้.!!

“.. With the Jade line you will find a tremendous energy, clarity, and passion with your music, rounding out your audio system.นี่คือข้อความที่พวกเขาใช้ประชาสัมพันธ์สายเชื่อมต่อซีรี่ย์ Jade ที่ไปปรากฏอยู่บนหน้าเว็บไซต์ของพวกเขา* ก็พอจะแปลเป็นไทยแบบกระท่อนกระแท่นได้ว่า “.. ด้วยสายเชื่อมต่อรุ่น Jade นี้ จะทำให้คุณได้พบกับพลังงานอันมหาศาล และได้พบกับความชัดเจน พร้อมกับเพิ่มความน่าหลงไหลให้กับดนตรีของคุณ ซึ่งจะทำให้ซิสเต็มของคุณมีความสมบูรณ์แบบจริงๆซึ่งผมอ่านมาถึงตรงนี้แล้วขนลุก..!! เพราะมันคือสิ่งที่ได้ยินจากสายสัญญาณและสายลำโพงของ Purist Audio Design รุ่น Jade คู่นี้จริงๆ..!!!

*https://www.puristaudiodesign.com/Data/products/interconnects/int_jade.html

อัลบั้ม : Cosmo’s Factory (TIDAL MAX/FLAC-24/192)
ศิลปิน : Creeden Clearwater Revival
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/browse/album/77686187?u)

อัลบั้มชุด Cosmo’s Factory ของวง CCR ชุดนี้เป็นเพลงร็อคที่มีรากฐานของ Southern, Blues และ Country เข้ามาผสมกัน ก่อเกิดเป็นซาวนด์ของร็อค ยุค ’70 ที่ชัดเจน แต่ถ้าเกิดหลังยุคนั้นมาสักสิบหรือยี่สิบปี เมื่อพูดถึงเพลงร็อค คุณอาจจะนึกถึงซาวนด์ที่แผดกร้าว สาดใส่ด้วยเสียงเอ็ฟเฟ็กต์ของกีต้าร์กับเสียงกลองที่หวดกันสนั่นไม่ยั้งมือ ทว่า ซาวนด์ของร็อคใน ยุค ’70 จะต่างออกไป โดยเฉพาะเพลงของคณะดนตรี Creedence Clearwater Revival ชุดนี้จะให้เสียงที่สะอาดบริสุทธิ์ เป็นเสียงที่ตรงไปตรงมา แต่ละเสียงจะบันทึกและมิกซ์มาเพียวๆ แบบไม่เน้นเอ็ฟเฟ็กต์ ไม่ว่าจะเป็นเสียงกีต้าร์, กลอง, เบส และแซ็กโซโฟน ซึ่งทำให้ฟังแล้วเหมือนหลุดเข้าอยู่ในห้องซ้อนดนตรี.!!

เพลงที่ผมชอบมากที่สุดในอัลบั้มนี้คือเพลง Long As I Can See The Light ซึ่งไม่ได้เป็นเพลงฮิต มิหนำซ้ำ อาจจะเป็นเพลงที่ไม่มีคนฟังซะด้วยซ้ำ แต่ถ้าชุดเครื่องเสียงของคุณดีพอ เซ็ตอัพลำโพงลงตัว คุณจะพบว่า อารมณ์ของเพลงนี้มันได้ ทุกเสียงที่ประกอบกันอยู่ในเพลงนี้ถูกบันทึก+มิกซ์ และทำมาสเตอร์ออกมาได้อย่างกลมกลืนและเนียนเกลี้ยงมากๆ เริ่มตั้งแต่เสียงกระเดื่องกลองตอนขึ้นต้นเพลงที่สดและสมจริงมาก.! ซึ่งสายสัญญาณ+สายลำโพง Jade ชุดนี้ก็สามารถถ่ายทอดปรากฏการณ์นั้นออกมาให้รับรู้ได้อย่างโดดเด่นมาก และทุกเสียงที่ตามออกมาหลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นเสียงร้อง รวมทั้งเสียงแซ็กโซโฟน ก็ส่อแสดงให้เห็นถึงความสด สมจริง และมีพลังอัดฉีดที่ฟังแล้วให้ความรู้สึกเหมือนกับกำลังฟังสมาชิกของ CCR ยกวงมาซ้อนกันที่ห้องฟังของผมเลย.!!

สายสัญญาณ+สายลำโพงของ PAD รุ่น Jade ชุดนี้ไม่แค่ทำให้ผม ได้ยินเสียงแต่ละเสียงที่อยู่ในเพลงนี้ในลักษณะที่เปิดกระจ่างออกมาเท่านั้น แต่มันยังแฝงเอา น้ำหนักการย้ำเน้นของนักดนตรีแต่ละคนที่กระทำกับเครื่องดนตรีของพวกเขาออกมาให้ผมรับรู้ได้อีกด้วย คือแต่ละครั้งที่มือกลองหวดไม้กลองลงไปบนหนังกลองนั้น มันมีรายละเอียดของเสียงหัวไม้กลองกระทบหนังกลองที่ทำให้รู้สึกถึง น้ำหนักมือของมือกลองติดออกมาด้วยทุกครั้ง ซึ่งทำให้รับรู้ว่าเขาใช้แรงในการตวัดข้อมือในแต่ละครั้งมากน้อยต่างกันแค่ไหน มันเป็น touching ที่นักดนตรีกระทำลงไปบนเครื่องดนตรี ซึ่งไม่บ่อยเลยที่จะรับรู้ได้ถึงรายละเอียดที่เจาะลึกลงไปถึงระดับนี้ กับสายสัญญาณ+สายลำโพงบางตัวที่ไปเน้นที่เนื้อมวลของเสียงที่อิ่มหนา ซึ่งถ้ามากเกินไปก็จะทำให้คุณสมบัติทางด้านทรานเชี้ยนต์ไดนามิกด้อยลงไป มีผลให้รายละเอียดในส่วนของ อิมแพ็คหรือหัวโน๊ตซึ่งเป็นสัมผัสแรกของเครื่องดนตรีที่ถูกกระทำลดความชัดเจนลงไป ซึ่งประเด็นในการถ่ายทอดรายละเอียดและน้ำหนักของหัวโน๊ตนี้ผมว่าเป็น จุดขายที่สำคัญของสายสัญญาณ+สายลำโพงรุ่น Jade ของ PAD ชุดนี้

อิมแพ็คดี แล้วเนื้อบางมั้ย.? ผมไม่รู้สึกว่าบางนะ คือสายสัญญาณ+สายลำโพงชุดนี้มันให้เสียงที่เคลื่อนไหวไปตามธรรมชาติ ไทมิ่งดีมาก ซึ่งความอิ่มเข้มของเนื้อเสียงมันก็เคลื่อนไปตามสปีดของกลางแหลม จึงทำให้ไม่เกิดความรู้สึกว่าเนื้อเสียงบางหรือหนา ความรู้สึกเหมือนกับเรานั่งดูนักเต้นรำกำลังแสดงลีลาอยู่บนเวที เราจะรู้สึกเพลินไปกับลีลาของนักเต้นจนลืมเพ่งเล็งไปเลยว่า นักเต้นคนนั้นเธอทรวดทรงที่ไปทางอ้วนหรือผอม..

อัลบั้ม : Mussorgsky: Pictures at an Exhibition (TIDAL MAX/FLAC-24/192)
ศิลปิน : Sir Malcolm Sargent conduct The London Symphony Orchestra
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/browse/album/79240889?u)

ใช่เลย.. สายสัญญาณ+สายลำโพงของ PAD ชุดนี้ถ่ายทอด ไทมิ่งของสัญญาณได้แม่นยำมาก คือผมรู้สึกมาตั้งแต่ตอนฟังอัลบั้มชุด Cosmo’s Factory ของ CCR แล้ว ผมว่ามันให้การย้ำเน้นน้ำหนักของโน๊ตได้ดีเป็นพิเศษ ทั้งเพลงช้าและเพลงเร็วมันก็ให้น้ำหนักเสียงไม่ต่างกัน และไม่ได้รู้สึกว่าจังหวะของเพลงถูกดึงรั้งให้ยืด หรือเร่งให้เร็วแต่อย่างไรด้วย สายสัญญาณ+สายลำโพงของ PAD ชุดนี้สามารถรักษาสปีดการ flow ของสัญญาณที่ส่งออกไปทางเอ๊าต์พุตได้นิ่งและเสถียรมากเป็นพิเศษ

พอเปลี่ยนมาฟังเพลงคลาสสิกบ้าง ผมก็สะดุดกับปรากฏการณ์ที่สายสัญญาณ+สายลำโพงของ PAD กระทำกับงานเพลงชุด Pictures At An Exhibition ซึ่งเป็นงานประพันธ์ของ Modest Mussorgsky เวอร์ชั่นที่เป็นฝีมือบรรเลงของวง London Symphony Orchestra ควบคุมวงโดย Sir Malcolm Sargent ผมก็มั่นใจกับสิ่งที่ตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนหน้านี้ที่ว่าสายสัญญาณ+สายลำโพงของ PAD ชุดนี้มันมีดีตรงที่สามารถรักษาคุณสมบัติทางด้าน ไทมิ่งของเสียงไว้ได้อย่างมั่นคงมาก เพราะตลอดอัลบั้มนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงสปีดในการบรรเลงอยู่ตลอด เดี๋ยวก็ช้าจนเฉื่อย เรื่อยๆ มาเรียงๆ ประเดี๋ยวก็กลับมาเร็วเป็นจรวด อีกสักพักก็เปลี่ยนไปเล่นอยู่ในสปีดระดับกลางๆ กระโดดไปกระโดดมาตลอดทั้งอัลบั้ม ซึ่งนั่นคืออารมณ์ของเพลงในอัลบั้มนี้ที่ทำให้ผมนั่งฟังเพลินจนจบอัลบั้มแบบไม่รู้ตัว.!

ตอนที่นั่งฟังท่อนกลางๆ ของอัลบั้มนี้ มันทำให้ผม มองเห็นคุณสมบัติที่ดีอีกข้อของสายสัญญาณ+สายลำโพงของ PAD คู่นี้ สิ่งนั้นคือ ความสามารถในการถ่ายทอด รายละเอียดในระดับความดังต่ำๆ (Low Level Resolution) ซึ่งในอัลบั้มนี้มีอยู่หลายช่วงที่มีเสียงเบาๆ ซ่อนอยู่ในเลเยอร์หลังๆ ของเวทีเสียง ซึ่งน่าดีใจที่สายสัญญาณ+สายลำโพงของ TAD คู่นี้สามารถ ขุดมันขึ้นมาให้ได้ยินได้ ซึ่งผมคิดว่านี่คือผลที่ได้มาจากการออกแบบที่เลือกใช้ตัวนำที่มีคุณภาพสูงและไม่เอาวัสดุประเภทแด้มปิ้งมาโปะลงบนตัวเส้นตัวนำ มันทำให้ตัวนำสามารถส่งผ่านสัญญาณได้ดี ไม่มีความต้านทานแฝงมาคอย drop สัญญาณที่ผ่านเข้ามา และเนื่องจากสัญญาณเอ๊าต์พุตของระบบดิจิตัลในปัจจุบันมันให้อัตราส่วนของ S/N ratio ที่สูงกว่าสมัยก่อนมาก เมื่อสายสัญญาณ+สายลำโพงไม่ไป drop เกนของสัญญาณที่วิ่งผ่านตัวมันลงไป ก็ทำให้เนื้อสัญญาณผ่านออกไปทางเอ๊าต์พุตได้ครบถ้วนมากขึ้น ส่งผลต่อคุณภาพเสียงโดยรวมในแง่ของ รายละเอียดที่พรั่งพรูออกมา

อัลบั้ม : Taking A Chance On Love (TIDAL HIGH/FLAC-16/44.1)
ศิลปิน : Jane Monheit
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/browse/album/1745260?u)

ตอนท้ายๆ ของการรีวิวผมทดลองเลือกเพลงมาฟังผ่านสายสัญญาณ+สายลำโพงของ PAD รุ่น Jade นี้หลายเพลง จนถึงช่วงหนึ่งผมมาสะดุดหูกับเพลง Over The Rainbow ของ Jane Monheit จากอัลบั้มชุด Taking A Chance On Love ซึ่งผมพบว่ามันเป็นคนละเวอร์ชั่นกับที่เธอร้องไว้ในอัลบั้มชุด Come Dream With Me ที่ผมคุ้นหูมากกว่า แต่กับเวอร์ชั่นในอัลบั้มชุด Taking A Chance On Love ของเธอชุดนี้ ผมพบว่าเธอร้องออกมาในลักษณะที่นุ่มนวลชวนฝันมากกว่าเวอร์ชั่นที่ร้องไว้ในอัลบั้มชุด Come Dream With Me ซะอีก..!

และทำให้ผมรู้สึกว่า สายสัญญาณ+สายลำโพงของ PAD ชุดนี้มันถ่ายทอด อารมณ์ของนักร้องที่บรรจงปลดปล่อยออกมากับเสียงร้องแต่ละคำร้องได้อย่างลึกซึ้งมาก ฟังแล้วเคลิ้ม และทำให้ไม่สงสัยเลยว่า เพราะอะไร Jane Monheit จึงเป็นศิลปินนักร้องที่ได้รับความชื่นชมจากผู้ฟังจำนวนมาก เพราะเธอมีทักษะในการขับร้องที่ละเอียดลึกซึ้งมาก ประกอบกับโทนเสียงที่โรแมนติกของเธอด้วย ซึ่งสายสัญญาณ+สายลำโพง Jade ของ PAD คู่นี้ทำให้ผมนั่งฟังเพลงนี้แทบลืมหายใจ..

สรุป

หลังจากทดสอบเสร็จแล้ว ผมก็ส่งไลน์ไปสอบถามราคาขายของสายสัญญาณ และสายลำโพงรุ่น Jade ชุดนี้จากตัวแทนจำหน่ายคือ HI-END AUDIO ทราบราคาแล้วแทบตกเก้าอี้.. เพราะราคามันถูกมาก.!! ถูกกว่าที่ผมคาดไว้ตอนฟังเสียงของมันเยอะเลย..!! ถ้าขายกันราคานี้ ก็เห็นว่าคงจะไม่ต้องย้ำเน้นอะไรกันอีกแล้วล่ะครับ นอกจากจะแนะนำให้คุณหาโอกาสไปลูบๆ คลำๆ แล้วลองฟังเสียงของสายสัญญาณ+สายลำโพงของ Purist Audio Design ชุดนี้ดูเถอะ ถ้างบประมาณของคุณอยู่ในระดับ ไม่เกิน 5 หมื่นบาท สำหรับสายสัญญาณ+สายลำโพงหนึ่งชุด และอยากได้สายสัญญาณ+สายลำโพงที่ให้แนวเสียงที่เข้มข้น ช่องไฟสะอาดโปร่ง ดุลเสียงดี และมีไทมิ่งที่ลื่นไหลเป็นดนตรี..!!!

********************
ราคา :
สายสัญญาณ RCA* ยาวข้างละ 1 เมตร = 16,000 บาท / คู่
(*ติดขั้วต่อ XLR ราคา = 17,000 บาท / คู่)
สายลำโพง ยาวข้างละ 2.0 เมตร = 29,000 บาท / คู่
********************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
. Hi-END AUDIO
โทร. 02-101-1988
facebook: @hiendaudiothailand

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า