รีวิว > Sony > รุ่น HT-X9000F > ลำโพงซาวนด์บาร์ 2.1 แชนเนล จากประเทศญี่ปุ่น

ต้องยอมรับว่า ปี 2018 นี้ Sony วิเคราะห์ตลาดลำโพงซาวนด์บาร์มาได้เด็ดขาดมาก ทำให้ลำโพง Soundbar รุ่นใหม่ที่ Sony ปล่อยออกสู่ตลาดในปีนี้ สามารถครอบคลุมความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างครบถ้วนจริงๆ โดยเฉพาะรุ่น HT-Z9F (รีวิว) ซึ่งเป็นรุ่นท๊อปสุดนั้น ถูกออกแบบมาให้รองรับความต้องการที่สมบูรณ์แบบมาก ทั้งดูหนังฟังเพลง โดยแพ็คความสามารถในการเชื่อมต่อผ่าน home network มาให้ด้วย หรืออย่างคนที่มีพื้นที่ไม่มาก และต้องการยกระดับคุณภาพเสียงจากทีวีขนาดจอที่ไม่ใหญ่มาก Sony ก็มีรุ่น HT-S200F (รีวิว) มาให้เลือกใช้ด้วยงบประมาณที่ย่อมเยาลงมากว่ารุ่น HT-Z9F พอสมควร

HT-X9000F
รองท๊อป สำหรับคนไม่เล่นเน็ทเวิร์ค

ระหว่างรุ่นท๊อป HT-Z9F กับรุ่นรองตัว HT-X9000F ตัวนี้มีความแตกต่างกันอยู่แค่ไม่กี่จุดใหญ่ๆ ดังนี้

1. 3.1ch vs. 2.1ch

HT-Z9F เป็นระบบ 3.1ch โดยฝังลำโพงแชนเนลเซ็นเตอร์ไว้บนกึ่งกลางของแท่งซาวนด์บาร์ ในขณะที่ HT-X9000F เป็นระบบ 2.1ch คือบนแท่งซาวนด์บาร์จะมีลำโพงแค่ 2 ตัว ฝังอยู่ทางด้านซ้ายและขวา เกือบสุดขอบทั้งสองด้านของแท่งซาวนด์บาร์ แน่นอนว่า ตัว HT-Z9F ให้เสียงสนทนาของตัวละครที่ตำแหน่งและความชัดเจนเหนือกว่า

2. ขนาด + น้ำหนัก

ขนาด + น้ำหนักของแท่งซาวนด์บาร์มีต่างกันนิดหน่อย แท่งซาวนด์บาร์ของรุ่น HT-Z9F ยาวกว่าประมาณ 70 .. / สูงกว่าประมาณ 9 .. และลึกกว่าประมาณ 14 .. ทางด้านน้ำหนัก แท่งซาวนด์บาร์ของรุ่น HT-Z9F ก็หนักมากกว่าอยู่ประมาณ 0.6 กิโลกรัม (3.1kg vs. 2.5kg) ส่วนตัวลำโพงซับวูฟเฟอร์ที่ใช้แทบจะเป็นรุ่นเดียวกันเลย ทั้งขนาดตัวตู้ท่อระบายเบส และไดเวอร์ฯ ที่ใช้ก็มีขนาดไม่ต่างกัน ที่ต่างกันมีอยู่แค่น้ำหนักเท่านั้น ซึ่งลำโพงซับวูฟเฟอร์ของรุ่น HT-Z9F มีน้ำหนักมากกว่า HT-X9000F อยู่ 0.3 กิโลกรัม (8.1kg vs. 7.8kg)

3. พลังเสียง

สเปคฯ ทางด้าน audio output หรือพลังเสียงที่ให้ออกมา ถ้าวัดเป็น ตัวเลขรุ่น HT-Z9F ให้กำลังสูงกว่าอยู่ 100 วัตต์ (400W vs. 300W) ถ้าวัดเป็น ความรู้สึกจะเปรียบเทียบยากหน่อย แต่ถ้านำไปใช้งานในสถานที่เดียวกันที่มีขนาดพื้นที่ไม่ต่างกัน จะรู้สึกได้ว่ารุ่น HT-Z9F ให้น้ำหนักของเสียงดีกว่า โดยเฉพาะความถี่ต่ำ ความชัดเจนของแต่ละเสียงก็มีมากกว่า และให้สนามเสียงที่ฉีกกว้างออกไปมากกว่าด้วย

4. Ethernet

รุ่น HT-Z9F มีช่องต่อสายแลน Ethernet มาให้ ส่วนรุ่น HT-X9000F ไม่มี

รูปร่างหน้าตา

ทั้งดีไซน์และเนื้องานของลำโพง Soundbar ของ Sony แต่ละรุ่นออกไปในทางเดียวกัน ตัว bar speaker (ชื่อรุ่นเฉพาะตัว bar speaker คือ SA-X9000F) หรือแท่งซาวนด์บาร์จะมีลักษณะเป็นแท่งสี่เหลี่ยมที่มีด้านกว้าง (ที่ติดลำโพง) มากกว่าด้านสูงและด้านลึกอย่างมาก ลักษณะภายนอกจึงดูเหมือนท่อนไม้หน้าสาม แต่ผิวนอกหุ้มด้วยวัสดุคล้ายหนังสีดำ ดูดี มีหน้ากากที่ทำด้วยโลหะเจาะรูพรุนปิดไว้บนแผงหน้าของด้านที่ติดตั้งลำโพงเพื่อป้องกันความเสียหาย

ความตั้งใจของ Sony เขาทำรุ่น HT-X9000F ออกมาให้เข้ากันกับทีวีรุ่นที่ใช้ขาตั้งแบบใหม่ คือรุ่น BRAVIA Z90F เพราะความยาวของตัวซาวนด์บาร์จะวางไว้ด้านล่างเสมอหน้าทีวีได้ ซึ่งนอกจากจะดูสวยงามลงตัว ไม่เกะกะแล้ว ยังมีผลต่อเสียงที่ได้ด้วย คือทำให้รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงออกมาจากหน้าจอเมื่อคุณกดใช้ฟังท์ชั่น Vertical Surround Mode แต่จริงๆ แล้ว คุณสามารถใช้ลำโพงรุ่นนี้กับทีวีรุ่นอื่นก็ได้ ไม่มีอะไรผิด

ไดเวอร์ที่ใช้บนลำโพงซาวนด์บาร์ทั้งสองตัว เป็นแบบกรวยไดนามิกทรงรี ขนาด 40 .. x 100 .. ทำงานในระบบตู้ปิด ขับดันด้วยกำลังขับ 60 วัตต์ต่อแชนเนล ตอบสนองความถี่ 20Hz – 20kHz (ทั้งระบบรวมซับวูฟเฟอร์)

ส่วนตัวลำโพงซับวูฟเฟอร์ที่มาคู่กันก็มีขนาดตัวตู้ที่ไม่ได้ใหญ่โตมาก และออกแบบมาเป็นทรงสูง จึงวางแอบซ่อนไว้ที่มุมห้อง หรือใต้โต๊ะได้ เพียงแต่ไม่ควรให้ตัวลำโพงซับวูฟเฟอร์อยู่ห่างจากลำโพงซาวนด์บาร์เกิน 5 เมตร เพื่อผลการเชื่อมต่อกับตัวซาวนด์บาร์ที่มีความเสถียร และผลต่อคุณภาพเสียงด้วย

ลำโพงซาวนด์บาร์กับตัวซับวูฟเฟอร์ (โค๊ดรหัสชื่อลำโพงซับวูฟเฟอร์คือ SA-WX9000F) เชื่อมต่อกันผ่านทางระบบไร้สาย แนะนำให้ใช้ฟังท์ชั่น Secure Link ในการเชื่อมต่อ (ต้องเข้าไปปรับตั้งในเมนู) เพื่อป้องกันการรบกวนจากคลื่นบลูทูธอื่นๆ ซึ่งจากการทดลองเชื่อมต่อพบว่า ทำได้ง่ายมาก

การใช้งาน

บนตัวซาวนด์บาร์ SA-X9000F มีช่องเชื่อมต่อสำหรับสัญญาณอินพุตมาให้ทั้งหมด 6 ช่องทาง แยกเป็นแบบใช้สาย 5 ช่องทาง กับการเชื่อมต่อแบบไร้สายด้วยคลื่น Bluetooth อีกหนึ่งช่องทาง

ช่องทางหลักที่ใช้เชื่อมต่อสัญญาณระหว่างทีวีกับตัวซาวนด์บาร์คือช่อง HDMI (ARC) ซึ่งโซนี่พิมพ์กำกับไว้ว่า TV เพื่อให้ผู้ใช้เข้าใจง่ายๆ ว่าให้ใช้ช่องอินพุตนี้ในการเชื่อมต่อตัวซาวนด์บาร์ SA-X9000F เข้ากับทีวี เพียงแต่ว่า ตอนเสียบสาย HDMI เข้าที่ทีวี ให้เลือกช่อง HDMI ที่รองรับ ARC (Audio Return Channel) ด้วยเพื่อให้สัญญาณเสียงจากทีวีวิ่งไปที่ตัวซาวนด์บาร์ทางช่อง HDMI ช่องเดียวกันนี้ แต่ถ้าทีวีของคุณไม่มีช่อง HDMI (ARC) ให้เสียบช่อง HDMI ธรรมดาได้ แต่คุณต้องหาสาย Optical มาเชื่อมต่อสัญญาณเสียงจากทีวีเข้ากับช่อง Optical input ของตัวซาวนด์บาร์ SA-X9000F ด้วย มิฉนั้น คุณจะไม่สามารถดึงเสียงจากทีวีมาขยายผ่านตัวซาวนด์บาร์ได้

คุณสามารถควบคุมการทำงานของตัว SA-X9000F ได้สองทาง ทางแรกคือใช้นิ้วจิ้มลงไปบนปุ่มสัมผัสที่อยู่บนตัวซาวนด์บาร์โดยตรง (วงกลมสีแดงในภาพข้างบน) ซึ่งมีปุ่มคำสั่งให้คุณใช้งานอยู่ทั้งหมด 5 ปุ่ม ไล่จากซ้ายไปขวาตามภาพข้างบนคือ ปุ่มเปิด/ปิดเครื่อง > กดหนึ่งครั้งเพื่อเปิดเครื่อง และกดซ้ำเพื่อปิด, ปุ่มกดเลือกอินพุต > กดซ้ำเพื่อเลื่อนอินพุตไปเรื่อยๆ, ปุ่มกดเชื่อมต่อสัญญาณ Bluetooth และอีกสองปุ่มที่เหลือคือ ปุ่มกดเพื่อลด (-) และ เพิ่ม (+) ความดังของเสียง

ด้านล่างในวงสีเขียวนั้นเป็นชื่อของอินพุตทั้ง 5 ซึ่งใต้ตะแกรงตรงตำแหน่งที่ตรงกับชื่อของอินพุตแต่ละช่องจะมีไฟ LED สว่างขึ้นตรงกับอินพุตที่คุณเลือกใช้ขณะนั้น

วิธีที่สองในการควบคุมสั่งงานตัวซาวนด์บาร์คือ ใช้รีโมทไร้สายรุ่น RMT-AH401U ที่แถมมาในกล่อง ซึ่งบนรีโมทตัวนี้ได้รวบรวมคำสั่งต่างๆ แยกเป็นหมวดหมู่เอาไว้ครบแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเลือกอินพุต (ลูกศรสีเหลือง), ปรับเพิ่ม/ลดวอลลุ่มรวมและปรับวอลลุ่มเฉพาะของตัวซับวูฟเฟอร์ (ลูกศรสีเขียว), เลือกโหมดเสียง (ลูกศรสีม่วง) รวมถึงคำสั่งอื่นๆ ที่ไม่มีอยู่บนตัวเครื่องด้วย โดยเฉพาะการปรับตั้งฟังท์ชั่นต่างๆ ที่ต้องเข้าไปทำการปรับตั้งในเมนูของเครื่อง ผ่านเข้าทางปุ่ม HOME สีม่วง ซึ่งจำเป็นต้องใช้รีโมทตัวนี้ในการควบคุมสั่งงานทั้งหมด

ดูหนัง คอนเท็นต์จากทีวี

ไม่ว่าคุณจะรับชมภาพยนตร์จากเซิร์ฟเวอร์บนอินเตอร์เน็ตผ่านแอพลิเคชั่น อย่างเช่น Netflix หรือจะรับชมจากแผ่นบลูเรย์ฯ 4K จากเครื่องเล่นแผ่นบลูเรย์ฯ ช่อง HDMI ของตัวซาวนด์บาร์ SA-X9000F สามารถรองรับระบบภาพที่มีความละเอียดสูงถึงระดับ 4K รวมถึงรองรับเทคโนโลยี HDR (High Dynamic Range) ที่มากับระบบภาพ 4K ครบทุกฟอร์แม็ต คือ HDR10, HLG (Hybrid-Log Gamma) และ Dolby Vision

ลักษณะเวทีเสียงของระบบเสียงเซอร์ราวนด์แบบเดิมๆ

ลักษณะของเวทีเสียงที่ได้จากการใช้ฟังท์ชั่น Vertical Surround

ส่วนระบบเสียงก็สามารถรองรับได้สูงสุดไปถึงระบบเสียง Immersive Surround Sound ที่มีสนามเสียงในแนวตั้ง ซึ่งกำลังนิยมกัน นั่นคือฟอร์แม็ต Dolby Atmos และ DTS:X ที่ให้สนามเสียง 7.1.2 ch โอบล้อมทั้งในแนวระนาบซ้ายขวา, หน้าหลัง รวมถึงแนวตั้งคือบนล่าง ให้ผ่านออกมาทางลำโพงซาวนด์บาร์กับลำโพงซับวูฟเฟอร์แค่สองตัว โดยอาศัยการทำงานของ DSP ที่มาพร้อมเทคโนโลยีพิเศษที่ชื่อว่า Vertical Surround Engine เพื่อทำให้ทุกระบบเสียงที่คุณรับชมถูก scale ขึ้นไปเทียบเท่ากับระบบเสียง Dolby Atmos 7.1.2 ch ที่มีสนามเสียงโอบล้อมครบทั้ง 360 องศา

ผมทดลองเล่นหนังจากแผ่นบลูเรย์ที่เป็นระบบเสียง 7.1 ch ธรรมดาเข้าไปทางช่อง HDMI ของตัวซาวนด์บาร์ SA-X9000F แล้วกดใช้ฟังท์ชั่น Vertical Surround เปรียบเทียบกับไม่ใช้ฟังท์ชั่นนี้ ปรากฏว่าตอนกดใช้ฟังท์ชั่น Vertical Surround รู้สึกได้ชัดว่าสนามเสียงมันลอยตัวสูงขึ้น ตำแหน่งเสียงพูดของตัวละครในหนังลอยขึ้นไปตรงกับปากของตัวละครที่อยูบนจอมากขึ้น ตอนยังไม่กดใช้ฟังท์ชั่นนี้ก็ยอมรับว่านึกไม่ออกเหมือนกันว่าเสียงจะเปลี่ยนไปแบบไหน พอกดใช้แล้ว พบว่ามิติเสียงดีขึ้นมาก สนามเสียงแผ่กว้างขึ้น เสียงเอ็ฟเฟ็กต์ในแอ็คชั่นก็มีลักษณะที่เปิดกระจ่างมากขึ้นด้วย ไดนามิกสวิงกว้างขึ้น ไม่ดังแบบชวนอึดอัด แต่ทำให้ได้อารมณ์ไปตามภาพที่เห็นในหนังมากขึ้น

ผมทดลองใช้ฟังท์ชั่น Vertical Surround กับการชมวิดีโอคอนเสิร์ตด้วย พบว่ามันก็ช่วยทำให้เสียงของคอนเสิร์ตน่าฟังมากขึ้น สนามเสียงลอยขึ้นมากลมกลืนกับภาพบนจอ เสียงเปิดกระจ่างฟังสบายหูมากขึ้น เวทีเสียงแผ่กว้างออกไปมากขึ้น ได้ลองฟังแล้วผมไม่สามารถกลับไปฟังแบบไม่ใช้ฟังท์ชั่น Vertical Surround ได้อีกเลย!

ฟังเพลงกับ HT-X9000F

คุณสามารถฟังเพลงผ่าน HT-X9000F ได้ 4 ช่องทาง

ช่องทางแรก – คือเล่นจากแผ่น CD, SACD, DVD-Audio หรือ Bluray Audio บนเครื่องเล่นแล้วส่งสัญญาณดิจิตัลเข้ามาที่ซาวนด์บาร์ทางอินพุต HDMI หรือ Optical

ช่องทางที่สอง – เล่นไฟล์เพลงด้วยเครื่องเล่นแบบพกพา หรือเล่นแผ่นเสียงบนเครื่องเล่นแผ่นเสียง แล้วส่งสัญญาณอะนาลอกจากเครื่องเล่นเข้าไปที่ซาวนด์บาร์ทางช่อง Analog input (ขั้วต่อมินิ 3.5mm)

ช่องทางที่สาม – เล่นไฟล์เพลงด้วยอุปกรณ์เครื่องเล่นที่มี Bluetooth ที่รองรับโปรไฟล์ A2DP แล้วเชื่อมต่อเพื่อส่งสัญญาณเสียงมาที่ตัวซาวนด์บาร์ผ่านทางคลื่น Bluetooth ซึ่ง HT-X9000F สามารถรองรับแซมปลิ้งได้ตั้งแต่ 32kHz, 44.1kHz และ 48kHz ผ่านการเข้ารหัส SBC และ AAC ซึ่งให้ความถี่ตอบสนองได้ตั้งแต่ 20Hz – 20kHz

ช่องทางที่สี่ ใส่ไฟล์เพลงไว้ในแฟรชไดร้แล้วเสียบเข้าที่ช่องอินพุต USB ของตัวซาวนด์บาร์ แล้วสั่งเล่นด้วยโปรแกรมเล่นไฟล์เพลงในตัวซาวนด์บาร์เอง ผ่านการควบคุมสั่งงานด้วยรีโมทไร้สาย

ฟอร์แม็ตและความละเอียดของสัญญาณเสียงที่ HT-X9000F รองรับได้ผ่านทางช่องทางทั้งสี่ข้างต้น

ฟังเพลงแบบเน้นคุณภาพเสียง

น่าทึ่งสำหรับคนที่ชอบฟังเพลงที่เน้นคุณภาพเสียงเป็นพิเศษอย่างผม เมื่อพบว่า ลำโพงซาวนด์บาร์ HT-X9000F ชุดนี้รองรับการเล่นไฟล์เพลง DSF และ DIFF ได้ รวมถึงฟอร์แม็ต Lossless ที่เน้นคุณภาพอื่นๆ ด้วย อาทิ AIFF, ALAC, WAV และ FLAC

ผมลองฟังไฟล์เพลงหลายๆ ฟอร์แม็ตกับ HT-X9000F โดยเลือกใช้ช่องอินพุต USB แล้วใช้รีโมทไร้สายในการควบคุมสั่งงาน ในภาพข้างบน เมื่อเสียบ USB เข้าไปแล้วกดเลือกอินพุตไปที่ USB เครื่องจะอ่านข้อมูลโฟลเดอร์ของอัลบั้มเพลงที่ผมใส่ไว้ในแฟรชไดร้ออกมาโชว์ตามภาพ

ในภาพข้างบนนี้ ผมลองเล่นไฟล์เพลง DSD128 ปรากฏว่า เล่นได้ฉลุย เสียงออกมาดีมาก จากนั้นก็ลองเล่นไฟล์ FLAC 24/96 ดู ก็เล่นได้สบายๆ ไม่มีอะไรติดขัดเลย เสียงก็ออกมาดีมากด้วย

ผมเลือกเพลงมาทำเป็นไฟล์เพลงฟอร์แม็ตต่างๆ ไว้ทดสอบความสามารถในการเล่นไฟล์เพลงไว้ชุดหนึ่ง มีตั้งแต่ MP3, WAV, AIFF, ALAC และ FLAC ปรากฏว่า HT-X9000F สามารถเล่นได้ทุกฟอร์แม็ต เสียงที่ได้ก็ออกมาดีมาก ในขณะที่ใช้วอลลุ่มไม่มาก ไม่ถึง 50% ของระดับวอลลุ่มที่มีให้ใช้ผมก็ได้เสียงเพลงออกมาดังเต็มห้องแล้ว (แน่นอนว่าเลือกใช้ฟังท์ชั่น Vertical Surround ด้วย)

สรุป

ในฐานะที่เป็นคนชอบฟังเพลง ผมรู้สึกสนุกมากในการทดสอบลำโพงซาวนด์บาร์ตัวนี้ มันให้เสียงที่มีคุณภาพสูงน่าพอใจมาก คุณภาพโดยรวมดีกว่าที่ผมคาด ทั้งดูหนัง ดูคอนเสิร์ต และฟังเพลง ถึงแม้ว่าจะไม่มีอินพุต Ethernet แต่ก็ต้องยอมรับว่า HT-X9000F ตัวนี้ ตอบโจทย์ได้ครบเพียงพอกับความต้องการของผมแล้วครับ ด้วยความพึงพอใจเต็มเปี่ยมซะด้วย /

****************************
ราคา : 19,990 บาท / เครื่อง
****************************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย :
บริษัท Sony Thai Co., LTD.

ข้อมูลเพิ่มเติม | https://goo.gl/8Mk19t

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า