ว่ากันตามความจริงแล้ว.. “ระบบไฟฟ้า” ถือว่าเป็นด่านแรกสำหรับชุดเครื่องเสียง ซึ่งมีผลกับ “คุณภาพเสียง” มากที่สุด เพราะไม่ว่าสถานการณ์ของระบบไฟ AC ก่อนที่จะเดินทางมาถึงอุปกรณ์เครื่องเสียงของเราจะอยู่ในสภาพไหน จะไฟตก, ไฟเกิน หรือแม้แต่ถูกรบกวนโดยคลื่นขยะรูปแบบต่างๆ เมื่อกระแสไฟ AC เหล่านั้นเดินทางเข้ามาในตัวเครื่องเสียง ก็ย่อมส่งผลให้เกิด “การทำงานที่ไม่สมบูรณ์” ขึ้นกับอุปกรณ์เครื่องเสียงตัวนั้น ซึ่งแน่นอนว่า การทำงานที่ไม่สมบูรณ์ของอุปกรณ์เครื่องเสียงชิ้นใดชิ้นหนึ่งในซิสเต็ม หรือทั้งหมด จะส่งผลต่อเนื่องไปถึง “ลักษณะเสียง” และ “คุณภาพเสียง” ที่ซิสเต็มเครื่องเสียงชุดนั้นถ่ายทอดออกมาด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
คุณสมบัติของกระแสไฟเอซีที่ส่งผลกับการทำงานของอุปกรณ์เครื่องเสียง (ซึ่งแน่นอนว่า ส่งผลกระทบไปถึงคุณภาพเสียงด้วย) มีอยู่ 3 ปัจจัยหลักๆ นั่นคือ “แรงดันไฟ” (Voltage) เป็นปัจจัยแรก, ปัจจัยที่สองคือ “กำลังไฟ” (Volt/Ampere) และปัจจัยที่สามคือ “ความเพี้ยน” (Distortion) ซึ่งในวงการเครื่องเสียงมีการออกแบบอุปกรณ์เสริมที่ทำหน้าที่ “จัดการ” กับปัจจัยทั้ง 3 ประการของไฟเอซีก่อนที่มันจะถูกส่งเข้าไปในอุปกรณ์เครื่องเสียงมานานแล้ว มีเทคนิคสารพัดรูปแบบถูกนำออกมาใช้ในการออกแบบอุปกรณ์เหล่านี้
Accuphase ‘Clean Power Supply’ ???
ผู้ผลิตอุปกรณ์เสริมเกี่ยวกับระบบไฟ AC ส่วนใหญ่มักจะเลือกทำอุปกรณ์ประเภท Power Conditioner หรือ Power Line Filter ออกมากันเยอะ ซึ่งเป็นอุปกรณ์เสริมประเภทที่ทำหน้าที่ “ขจัด” ขยะ หรือคลื่นรบกวนที่เข้ามาปะปนอยู่กับกระแสไฟเอซี ต้นเหตุของปัจจัยทางด้าน ‘Distortion’ ออกไปจากระบบไฟ แต่อุปกรณ์ประเภท Power Conditioner หรือ Power Line Filter เหล่านี้จะไม่มีคุณสมบัติในการ “จัดการ” กับปัจจัยอีกสองด้านที่เหลือ นั่นคือทางด้านแรงดันและกำลังไฟ เพราะมันไม่ได้ถูกออกแบบมาให้มีความสามารถในการคุม “แรงดันไฟ” ให้นิ่ง และไม่ได้ถูกออกแบบมาให้มีความสามารถในการคุม “กำลังไฟ” ให้คงที่ตลอดเวลาด้วย
เหตุผลที่ไม่ทำก็เพราะว่า การทำให้ “แรงดันไฟ” (Voltage) คงที่ และทำให้ “กำลังไฟ” (Volt/Ampere) มีปริมาณมากพอตลอดเวลา ไม่ตก–ไม่เกิน เป็นภารกิจที่จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีระดับสูงเข้ามาจัดการ ซึ่งแน่นอนว่า ทั้งขั้นตอนการออกแบบและการผลิตต้องใช้ทั้ง know-how และต้นทุนที่สูงตามไปด้วย ซึ่งบางแบรนด์อาจจะไม่มีโนฮาวมากพอ ในขณะที่บางแบรนด์อาจจะมีข้อจำกัดทางด้าน “ราคาขาย” ของผลิตภัณฑ์ของตนก็เป็นได้

Accuphase รุ่น PS-550 ตัวนี้ถูกออกแบบมาให้มีคุณสมบัติในการ “จัดการ” กับปัจจัยของกระแสไฟเอซีครบทั้ง 3 ข้อ อยู่ในเครื่องเดียวกัน.!!
รูปร่างหน้าตา
กับ ฟังท์ชั่นการทำงาน

PS-550 มีขนาดตัวถังที่ใหญ่พอๆ กับอินติเกรตแอมป์รุ่นกลางๆ ของ Accuphase เลย รวมถึงสัดส่วนกว้าง x ลึก x สูง ก็อยู่ในพิกัดใกล้เคียงกันกับอินติเกรตแอมป์ระดับกลางๆ อย่างรุ่น E-380 ไม่เว้นกระทั่ง “น้ำหนัก” ที่แทบจะเท่ากัน คือ E-380 มีน้ำหนักสุทธิอยู่ที่ 22.8 ก.ก. ในขณะที่ PS-550 มีน้ำหนักสุทธิอยู่ที่ 24 ก.ก.

นอกจากขนาดตัวถังแล้ว ดีไซน์ของรูปร่างภายนอกก็ดูกลมกลืนไปกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของ Accuphase แทบจะทุกจุด โดยเฉพาะสีสันของตัวถังที่ชุบเป็นสีทองแชมเปญนั้น เห็นแค่แวบเดียวก็รู้ว่านี่คือเครื่องเสียงแบรนด์ Accuphase
บนแผงหน้าของ PS-550 มีเฟอร์นิเจอร์อยู่น้อยมาก หลักๆ ก็มีสวิทช์เปิด/ปิดเครื่อง (1) ขนาดใหญ่หนึ่งอัน ซึ่งเป็นสวิทช์แบบคัตเอ๊าต์ที่ต้องออกแรงกดมากหน่อย เพราะหน้าสัมผัสของตัวนำไฟฟ้าของคัตเอ๊าต์แบบนี้มันมีความแน่นหนามากกว่าสวิทช์เปิด/ปิดเครื่องแบบทั่วไป ซึ่งมีผลมากสำหรับอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับกระแสไฟฟ้าเอซีโดยตรงแบบนี้


บริเวณพื้นที่ตรงกลางของแผงหน้า มีจอแสดงผล LCD ทรงสี่เหลี่ยมขนาด ก x ส อยู่ที่ 9.5 x 9.0 ตร.ซ.ม. ติดตั้งอยู่ ซึ่งจอที่ว่านี้มีโหมดการแสดงข้อมูลของไฟเอซีตามที่ผู้ใช้กำหนดเลือกผ่านปุ่มกดจำนวน 8 ปุ่ม ที่อยู่ข้างๆ (ในกรอบสีแดง ภาพบน)


การแสดงผลบนหน้าจอจะสัมพันธ์กับการกดเลือกปุ่มทั้ง 8 ปุ่ม โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ที่เป็นการเปรียบเทียบระหว่าง input กับ output โดยมีปุ่มแรก ซึ่งเป็นปุ่มกดทรงกลมขนาดเล็ก ที่อยู่ทางซ้ายมือ ทำหน้าที่เปิด/ปิดหน้าจอแสดงผล (display OFF switch) ส่วนปุ่มทรงสี่เหลี่ยมที่อยู่ถัดไปทางขวามือปุ่มแรกจะเป็นปริมาณ output หรือ “กำลังไฟ” ซึ่งมีหน่วยเป็น ‘VOLT-AMPERE’ (2) พอกดปุ่มนี้ลงไป เข็มมิเตอร์บนหน้าจอจะกระดิกไปแสดง “กำลังไฟ” ที่เครื่องจ่ายออกไปในช่วงเวลานั้น โดยดูได้จากสเกล VA (ศรชี้หมายเลข 2) ที่จอแสดงผล ตัวอย่างในภาพข้างบนคือตอนนั้น PS-550 กำลังจ่ายกำลังออกไปประมาณ 150 VA

ปุ่มสี่เหลี่ยมลำดับที่สองและสามถัดไปเป็นปุ่มที่ใช้กดเพื่อแสดงระดับ “แรงดันไฟ” หรือ VOLTAGE ของไฟเอซี โดยปุ่มที่สองแสดงเป็น Input ที่รับเข้ามา ในขณะที่ปุ่มที่สามแสดงระดับโวลเตจที่ส่งออกไปเป็น output เมื่อคุณกดปุ่มสองหรือสามลงไป เข็มบนจอจะกระดิกไป และที่ด้านล่างของสเกลจะแสดงให้รู้ว่ากำลังแสดงผลของ Voltage อยู่ (ศรชี้ภาพบน) วิธีอ่านค่า ให้อ่านค่าจากสเกลตัวล่าง (1 ภาพก่อนหน้านี้) ซึ่งถ้าในสภาวะปกติ แรงดันไฟเอซีที่อุปกรณ์เครื่องเสียงที่ส่งมาขายในประเทศไทยจะอยู่ที่ 230V ถ้าคุณกดปุ่มสี่เหลี่ยนที่เป็น input ของไฟเอซีแล้วเข็มมิเตอร์ชี้อยู่ตำแหน่งตามภาพถือว่า แรงดันไฟที่บ้านคุณในสภาพปกติถือว่าอยู่โซนที่ปลอดภัย สังเกตที่ด้านบนของสเกล Voltage จะมีแถบสีเขียวอยู่ ถ้าเข็มมิเตอร์ของ Voltage ชี้อยู่ในโซนสีเขียวนี้ก็ถือว่าปกติ ไฟเอซีที่ปล่อยออกทางเอ๊าต์พุตก็จะไม่ต่างไปมาก คืออยู่ในระดับ 230V +/- นิดหน่อย แต่ถ้าบริเวณบ้านคุณมีปัญหาไฟตก เมื่อกดปุ่มที่สองกับสามเทียบกันจะเห็นความแตกต่างได้ชัด

ปุ่มสี่เหลี่ยมลำดับที่สี่กับลำดับที่ห้าจะแสดงปริมาณของ “ความเพี้ยน” (distortion) ที่เข้ามาปะปนอยู่ในกระแสไฟ ณ ขณะนั้น โดยปุ่มที่สี่แสดงไฟเอซีขาเข้า กดดูเพื่อให้รู้ว่าขณะนั้นมีสิ่งรบกวนเข้ามาปะปนอยู่ในกระแสไฟมากแค่ไหน ส่วนปุ่มที่ห้านั้นแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการกักกรองสัญญาณรบกวนเหล่านั้นว่า สามารถขจัดออกไปมาก–น้อยแค่ไหน วิธีดูก็พิจารณาจากตัวเลข % ที่อยู่บนสุดของสเกลบนจอนั่นแหละ ในภาพข้างบนแสดงสภาวะของปริมาณ distortion ที่ปนอยู่กับกระแสไฟที่บ้านผม ซึ่งตรงขาเข้า (ภาพ input) จะเห็นว่ามี distortion ปนอยู่ในกระแสไฟมากถึงเกือบๆ 2% แต่พอกดดูกระแสไฟที่ส่งออกไปทางเอ๊าต์พุต (ภาพ output) จะเห็นว่า ระดับ distortion ลดลงไปอยู่ที่ระดับ 0% แสดงว่าวงจรเอซี ไลน์ ฟิลเตอร์ของ PS-550 จัดการขจัด distortion ออกไปได้อย่างราบคาบ.!!!


ปุ่มสี่เหลี่ยมลำดับที่หกกับลำดับที่เจ็ด เมื่อกดลงไปจะแสดงลักษณะรูปคลื่นของกระแสไฟเอซีที่เข้ามาทางอินพุต (ปุ่มที่หก – รูปบน) และลักษณะรูปคลื่นของกระแสไฟเอซีที่ออกไปทางเอ๊าต์พุต (ปุ่มที่เจ็ด – รูปล่าง) หลังจากผ่านกระบวนการ regenerate ภายในตัวเครื่อง ซึ่งภาพตัวอย่างทั้งสองภาพถ่ายมาจากห้องฟังของผมเอง จะเห็นว่า รูปคลื่นของกระแสไฟเอซีขาเข้า (ภาพบน) จะมีความเพี้ยนเกิดขึ้นสองจุดใหญ่ๆ ตรงศรชี้ ส่วนภาพของรูปคลื่นตอนขาอออก (รูปล่าง) จะเห็นว่าลักษณะความเพี้ยนของรูปคลื่นหายไป กลายเป็นรูปคลื่นที่มีลักษณะสมดุลตามธรรมชาติ
ช่องเสียบปลั๊กไฟเอซีด้านหลัง

ที่แผงหลังมีช่องเสียบปลั๊กไฟแบบสามขามาให้ 8 ช่อง ซึ่งเวอร์ชั่นของช่องเสียบ (ac receptacle) ที่ให้มาใน PS-550 เป็นเวอร์ชั่นที่ได้ มาตรฐาน มอก. ของไทยซะด้วย ตัวเต้ารับเป็นของ Panasonic สีขาว มีตัวหนังสือพิมพ์กำกับไว้ชัดเจนว่า PS-550 ตัวนี้มีกำลังไฟในตัวที่พร้อมจ่ายให้กับอุปกรณ์เครื่องเสียงรวมทั้งหมดเท่ากับ 400VA (Volt/Ampere) ส่วนทางด้านขาเข้าของไฟเอซีให้มาเป็นเต้ารับแบบสามขาแยกกราวนด์ สามารถอัพเกรดสายไฟเอซีคุณภาพสูงๆ ได้ (*แสดงว่า สายไฟเอซีที่เสียบจากปลั๊กผนงมาเข้าที่ PS-550 มีผลกับการทำงานของ PS-550 ด้วย)
ดีไซน์ภายใน
ผลิตภัณฑ์ประเภทที่แอคคิวเฟสเรียกว่า ‘Clean Power Supply’ นี้ ถูกสร้างขึ้นมาครั้งแรกตั้งแต่ ปี 1996 โดยให้ชื่อรุ่นว่า PS-500 หลังจากนั้น ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ก็ได้รับการปรับปรุงอัพเกรดมาเรื่อยๆ เป็นรุ่น PS-500V, PS-510, PS-520 และ PS-530 ก่อนจะมาถึงรุ่น PS-550 ในปัจจุบัน ซึ่งก็คือตัวที่ผมกำลังทำรีวิวนี่แหละ..

ถ้านับเรียงลำดับเครือญาติกันแล้ว รุ่น PS-550 ก็ถือว่าเป็น เจนเนอเรชั่นที่ 6 แล้ว ซึ่งถ้าเทียบกับรุ่น PS-530 ที่เป็นรุ่นก่อนหน้า จะพบว่ารุ่นใหม่ PS-550 ตัวนี้มีความต่างจาก PS-530 อยู่หลายจุด ที่เด่นชัดที่สุดก็คือจอแสดงผลที่อยู่บนหน้าปัด ซึ่งในรุ่น PS-530 เจนเนอเรชั่นก่อนหน้านี้จะใช้เข็มมิเตอร์ของจริงแสดงคุณสมบัติทางด้าน “กำลังไฟ” (Volt/Ampere), “แรงดัน” (Voltage) และ “ความเพี้ยน” (Distortion) หลักๆ แค่นี้ ในขณะที่ในรุ่น PS-550 ซึ่งเป็นเจนเนอเรชั่นปัจจุบันได้เปลี่ยนจากเข็มมิเตอร์มาใช้แสดงผลด้วยจอ LCD แบบมัลติฟังท์ชั่นเข้าไปแทน และได้เพิ่มการแสดง “ลักษณะรูปคลื่น” (Wave Form) ของอินพุตและเอ๊าต์พุตเข้ามาอีกหนึ่งอย่าง นอกจากนั้น ส่วนที่เป็นกรอบรอบเข็มมิเตอร์ก็ดูต่างกันนิดหน่อย คือรุ่น PS-530 ที่ทำเป็นทรงกลม ในขณะที่รุ่น PS-550 ทำเป็นกรอบสี่เหลี่ยม

ดูจากตัวถังภายนอกแล้วบอกว่าคล้ายเพาเวอร์แอมป์ ถ้าเปิดฝาเครื่องเข้าไปดูข้างในก็จะเห็นเลยว่า มันแทบจะไม่ต่างไปจากเพาเวอร์แอมป์หรืออินติเกรตแอมป์รุ่นกลางๆ ของ Accuphase แม้แต่น้อย.!!

สาเหตุที่ทำให้ PS-550 ดูเหมือนเพาเวอร์แอมป์ก็เพราะว่าภายในตัวเครื่องมันมีส่วนประกอบหลายๆ อย่างที่เหมือนกัน
(1) แผงวงจรขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า ‘Reference signal generator’ ซึ่งทำหน้าที่ในการสร้างคลื่นของกระแสไฟ 50Hz ขึ้นมาใหม่
(2) คาปาซิเตอร์ขนาด 22000 ไมโครฟารัด จำนวน 2 ลูก
(3) สวิทช์เปิด/ปิดที่มีลักษณะเป็นเบรคเกอร์
(4) ‘Isometric output wiring’ สายตัวนำที่ใช้ต่อจากภาคจ่ายกำลังไฟไปที่ช่องเสียบ (receptacle) ทั้ง 8 ช่องที่อยู่บนแผงด้านหลังจะใช้เหมือนกันและมี “ความยาว” เท่ากันทุกเส้น เพื่อให้คุณภาพของกระแสไฟที่ส่งออกไปทางช่องเอ๊าต์พุตมีความ “เท่าเทียมกัน” ทุกช่อง
(5) หม้อแปลงเทอรอยด์ขนาดใหญ่ที่มีพลังสูง พร้อมชีลด์ป้องกันไฟฟ้าสถิตย์
(6) แผงวงจรของ “บล็อก เพาเวอร์ แอมปลิฟาย“
ทำไมต้องมี “บล็อก เพาเวอร์ แอมปลิฟาย” .? จริงๆ แล้วลักษณะการทำงานของอุปกรณ์ตัวนี้ก็มีลักษณะเดียวกับการทำงานของเพาเวออร์แอมป์นั่นเอง คือเมื่อมีกระแสไฟป้อนเข้ามาทางอินพุต มันจะถูกส่งเข้าไปที่วงจร ‘Reference Signal Generator’ ซึ่งจะทำการกรอง noise กับ distortion ที่ปนมากับกระแสไฟเอซีออกไปด้วยวงจรฟิลเตอร์ เพื่อให้เหลือเป็นรูปคลื่นที่สมบูรณ์ไว้สำหรับอ้างอิง

ภาพด้านบนนี้แสดงให้เห็นถึงขั้นตอนที่วงจร Reference Signal Generator ทำงาน เริ่มจากซ้ายมือคือกระแสไฟเอซีที่เข้ามาทางอินพุตผ่านลิมิตเตอร์เข้ามาแล้ว จะถูกกรองชั้นแรกด้วยวงจร ‘Band Pass Filter’ (BPF) ให้เหลือแค่ความถี่ 50Hz จริงๆ จากนั้นจะถูกกรองซ้ำอีกชั้นด้วยวงจร ‘Band Eliminate Filter’ (BEF) ที่มีความซับซ้อนถึง 6 ชั้น ซึ่งเป็นการกรองส่วนของฮาร์มอนิกที่ผิดเพี้ยนออกทิ้งไป เสร็จแล้ว คลื่นนั้นก็จะถูกกรองด้วยวงจร ‘Band Pass Filter’ (BPF) อีกรอบ เพื่อให้ออกมาเป็นคลื่น 50Hz ที่มีรูปคลื่นถูกต้องจริงๆ

noise ที่มากับกระแสไฟฟ้าจะส่งผลทำให้เกิดความผิดเพี้ยนขึ้นกับฮาร์มอนิกลำดับที่ 3 (third-order harmonics) ซึ่งความผิดเพี้ยนที่ว่านี่แหละที่เป็นตัวการสำคัญทำให้เสียงเพลงมีลักษณะที่หยาบกร้านระคายหู ทางผู้ผลิตคือ Accuphase ยืนยันว่า วงจร ‘Reference Signal Generator’ ที่พวกเขาคิดค้นขึ้นมาใช้อยู่ใน PS-550 ตัวนี้ สามารถกรอง distortion ที่เกิดขึ้นกับส่วนของฮาร์มอนิกของคลื่น 50Hz ออกไปได้มากถึง 40dB! ซึ่งถือว่าเยอะมาก..!!!
หลังจากผ่านวงจรฟิลเตอร์ Band Pass Filter (BPF) ตัวที่สองแล้ว กระแสไฟเอซีจากอินพุตที่เคยมีรูปทรงผิดเพี้ยนเพราะมี noise ปนเข้ามาก็จะกลายเป็นรูปทรงของคลื่นที่ราบเรียบตามมอุดมคติมากขึ้น เมื่อมีการดึงกระแสไฟฟ้าออกไปทางช่องเอ๊าต์พุตทั้ง 8 ช่อง ภาค ‘Power Amplifier Block’ จะทำการเสริมส่วนที่ขาด และลบส่วนที่เกินของคลื่น 50Hz ให้ออกมาเป็นไฟ 50Hz ที่มีรูปคลื่น (wave form) ถูกต้องมากที่สุด ซึ่งนี่ก็คือเหตุผลที่ต้องมีการทำงานในส่วนของเพาเวอร์แอมป์เข้ามายุ่งเกี่ยวกับด้วย

ภาคเพาเวอร์แอมป์ที่ทำหน้าที่ซ่อมแซมส่วนที่แหว่งหรือไม่สมบูรณ์แบบของรูปคลื่นและจ่ายกำลังไฟออกไปทางเอ๊าต์พุตใช้ทรานซิสเตอร์ไบโพล่าจำนวน 20 ตัว มาต่อขนานกันให้ทำงานแบบ push-pull สำหรับภาระหน้าที่ข้างต้น ซึ่ง PS-550 ตัวนี้สามารถจ่ายกำลังไฟออกไปได้สูงสุดเท่ากับ 400VA (Volt–Ampere) หรือ 400W
ทดลองใช้งาน
มีเกณฑ์การใช้งานอุปกรณ์ประเภท Power Distribution อยู่เรื่องหนึ่ง คือต้องดูสเปคฯ ‘Power Consumption’ หรือ “อัตราบริโภคกระแสไฟฟ้า” ของอุปกรณ์ที่นำมาต่อใช้งานกับอุปกรณ์ Power Distribution ด้วยว่า อัตราบริโภคกระแสไฟของอุปกรณ์เครื่องเสียงที่เอามาต่อกับตัว Power Distribution จะต้อง “ไม่สูงเกิน” ความสามารถในการจ่ายกำลังไฟของ Power Distribution ตัวนั้นด้วย อย่างในกรณีของ PS-550 ตัวนี้ ก็คือ อัตราบริโภคกระแสไฟของอุปกรณ์เครื่องเสียง “ทั้งหมด” ที่เอามาต่อใช้งานกับ PS-550 ตัวนี้ รวมกันแล้วจะต้อง “ไม่เกิน” 400W
แต่การคำนวน “อัตราบริโภคกระแสไฟ” ที่แท้จริงของอุปกรณ์เครื่องเสียงบางประเภท อย่างเช่น “แอมปลิฟาย” ค่อนข้างจะยากอยู่เหมือนกัน เพราะมันจะขึ้นอยู่กับ “ระดับความดัง” ที่เปิดใช้งานด้วย คือแอมป์ตัวเดียวกันขับลำโพงคู่เดียวกัน ถ้าเปิดดังก็จะกินไฟมากกว่าเปิดเบาๆ ยกตัวอย่างเช่น เพาเวอร์แอมป์ 200W ถ้าเปิดเบาๆ ก็อาจจะกินไฟแค่ไม่กี่วัตต์เท่านั้น แต่พอนำแอมป์ตัวนี้ไปใช้ในห้องขนาดใหญ่ ขับลำโพงขนาดใหญ่มากๆ ต้องเปิดดังมาก แบบนี้ก็อาจจะกินไฟเกือบเต็มกำลังของมันก็เป็นได้ เผลอๆ ช่วงที่เพลงพีคขึ้นไปสูงๆ กำลังไฟที่แอมป์จ่ายออกไปอาจจะมากกว่า 200W ก็เกิดขึ้นได้ (ดึงกำลังสำรองออกมาใช้)
ปกติแล้ว ถ้าเสียบเครื่องเสียงที่กินไฟรวมกันแล้ว “สูงเกิน” ความสามารถในการจ่ายกำลังไฟของอุปกรณ์ประเภท Power Distribution เสียงโดยรวมของซิสเต็มจะมีอาการอั้นหรือตื้อในบางช่วงเกิดขึ้นได้ เพื่อลดความเสี่ยงกับปัญหาเสียงตื้อหรืออั้น โดยมากแล้วจะเลี่ยงไปใช้ตัวกรองไฟกับอุปกรณ์เครื่องเสียงที่กินไฟไม่เยอะ อย่างพวก source ทั้งหลาย อาทิเช่น เครื่องเล่นซีดี, ซีดี ทรานสปอร์ต, external DAC, มิวสิค สตรีมเมอร์, ภาคขยายหัวเข็ม ฯลฯ ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้จะมีออัตราบริโภคไฟ (power consumption) ไม่สูงมาก
ยกตัวอย่าง source ทั้ง 3 ชิ้น ที่ผมใช้ทดสอบ PS-550 ครั้งนี้คือ เครื่องเล่นซีดี/เอสเอซีดีของ Arcam รุ่น cds27 ที่ผมใช้ทดสอบ PS-550 ครั้งนี้มีอัตรากินไฟอยู่ที่ ‘20W maximum’ เท่านั้น ส่วนมิวสิค สตรีมเมอร์ Roon nucleus+ ที่ผมใช้ทดสอบ PS-550 ครั้งนี้ก็มีอัตรากินไฟอยู่ที่ 65W (19V/3.42A) และตัวที่สามคือ external DAC ของ Ayre Acoustics รุ่น QB-9 Twenty/DSD ที่ผมใช้ทดสอบครั้งนี้ก็กินไฟอยู่ที่ ‘20W MAX’ รวม power consumption ของ source ทั้ง 3 ชิ้นก็อยู่ที่ 20 + 65 + 20 = 105W (Volt–Ampere) ยังเหลือกำลังไฟที่ PS-550 สามารถจ่ายได้อีกเยอะ ใครใช้ปรี+เพาเวอร์แอมป์ระดับมิดเอ็นด์ ก็น่าจะเสียบปรีแอมป์ผ่าน PS-550 ได้ เพราะปรีแอมป์ส่วนมากก็จะกินไฟไม่สูงมาก

เผอิญว่าในซิสเต็มตอนผมทดสอบ PS-550 ตัวนี้ ไม่มีปรีแอมป์อยู่ในซิสเต็ม ผมลองค้นดูสเปคฯ ของปรีแอมป์ในอินเตอร์เน็ตมา 3-4 ตัว พบว่า ปรีแอมป์อะนาลอกของแบรนด์ระดับไฮเอ็นด์อย่าง Pass Labs รุ่น XS Preamp ในสเปคฯ ระบุ Power Consumption อยู่ที่ 55W เท่านั้น


หรือจะเป็นปรีแอมป์อะนาลอกของ Accuphase เอง ผมเข้าไปดูสเปคฯ ของรุ่นท็อป C-3900 (ภาพบน) กับรุ่นรองท็อป C-2900 (ภาพล่าง) ซึ่งในสเปคฯ ระบุอัตรากินไฟอยู่ที่ 47W (C-3900) และ 31-35W (C-2900) เท่านั้น

ไปดูสเปคฯ power consumption ของปรีแอมป์หลอดดูบ้าง ผมเลือกดูสเปคฯของปรีแอมป์รุ่น TL7.5 ของ VTL ซึ่งเป็นรุ่นท็อปใหม่ล่าสุดขอองแบรนด์นี้ พบว่าในสเปคฯ ระบุอัตรา power consumption อยู่ที่ 150W
จะเห็นว่า กำลังไฟที่ระดับ 400W (Volt–Ampere) ของ PS-550 ก็ถือว่ามากพอสำหรับป้อนให้กับอุปกรณ์เครื่องเสียงหลากหลายชนิด ขอให้รวมกันแล้วไม่เกิน 400W ก็ถือว่าใช้ได้หมด แต่ถ้าจะให้เผื่อเซฟ เหลือสำรองไว้สำหรับช่วง “พีค” สักนิด ประมาณ 20% ก็จะดี ใช้สัก 320W กำลังสวย แต่ถ้าคุณใช้แอมป์ประเภท all-in-one หรืออินติเกรตแอมป์ที่มีกำลังขับไม่เกิน 150W ก็ใช้ได้ ยิ่งเป็นประเภท ‘ออล–อิน–วัน‘ ยิ่งสบายเลยเพราะมันจะรวม source อยู่ในตัวอยู่แล้ว
เสียง
หลังจากเปิดเบิร์นฯ มาเกิน 100 ชั่วโมง และได้ทดลองใช้งาน PS-550 มาตลอดเวลาติดต่อกันนานเกือบเดือน ถ้าถามว่า เสียงของ PS-550 เป็นแบบไหน.? ผมอยากจะบอกว่า PS-550 ไม่มี “เสียง” ที่แสดงตัวตนของมัน มีแต่ผลลัพธ์บางอย่างที่ทำให้เสียงของอุปกรณ์เครื่องเสียงที่นำไปเสียบผ่าน PS-550 มีลักษณะที่เปลี่ยนไปในบางประเด็น
ประเด็นที่ PS-550 ทำให้เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดๆ จะมีอยู่ 2 ประเด็น เมื่อเทียบกับการเสียบเครื่องเสียงชิ้นนั้นตรงเข้าปลั๊กผนัง ซึ่งประเด็นแรกก็คือ ทำให้ “โฟกัส” ของ “หัวเสียง” (impact) ลงไปถึง “ตัวเสียง” (body) ที่คมชัดมากขึ้น ซึ่งจะเห็นชัดมากกับเสียงโน๊ตดนตรีที่อยู่ในย่านกลางต่ำ (Low-Mid) ลงไปถึงทุ้มตอนต้น (Upper Bass) กับอีกประเด็นคือทำให้แต่ละเสียงมี “พลังแฝง” เพิ่มมากขึ้น …

ย่านความถี่ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงเยอะหลังจากเสียบผ่าน PS-550 ก็คือย่านความถี่ที่ครอบคลุมเสียงของโน๊ตดนตรีที่อยู่ในโทนเสียงกลางลงไปถึงโทนเสียงทุ้มตอนต้นๆ ซึ่งเป็นย่านความถี่ที่คลุมจังหวะของเพลงโดยส่วนใหญ่ ซึ่งหลังจากเสียบผ่าน PS-550 แล้ว ผมรับรู้ถึงหัวเสียงสัมผัสแรกที่นักดนตรีกระทำลงไปกับเครื่องดนตรีของพวกเขาได้ “ชัดขึ้น” รู้สึกว่าพื้นเสียงมันใสมากขึ้น เทียบกับตอนเสียบลงไปที่ปลั๊กผนังโดยไม่ผ่าน PS-550 ซึ่งออกมานัวๆ ติดไปทางขุ่นและมัว คือตอนแรกที่ได้ยินเสียงที่ได้จากการเสียบผ่านปลั๊กผนังโดยตรง ผมรู้สึกว่าเนื้อเสียงของโน๊ตดนตรีมันมีความอวบและอิ่มกว่าเสียบผ่าน PS-550 แต่เมื่อสลับฟังไปหลายรอบก็จับได้ว่า เมื่อเสียบผ่าน PS-550 มันทำให้ผมรับรู้ถึง “รายละเอียด” ของตัวเสียงแต่ละชิ้นได้ชัดกว่า สามารถลำดับขั้นตอนการ “เกิดขึ้น–คงอยู่–สลายไป” ของแต่ละโน๊ตได้ชัดมากขึ้น อาการที่ทำให้รู้สึกว่าเสียบผ่าน PS-550 แล้วตัวเสียงมันลักษณะที่ “ผอมลง” ก่อนหน้านั้น เป็นเพราะว่า PS-550 มันสกัดเอา “เงาเสียง” ที่ห่อหุ้มเหมือนเมือกวุ้นบางๆ อยู่รอบ “ตัวเสียง” ของโน๊ตนั้นออกไป คล้ายกับคนที่ลดความอ้วนแล้วทำให้มองเห็นส่วนโค้งส่วนเว้าของบอดี้ได้ชัดขึ้นนั่นเอง

ปรากฏการณ์อีกสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเสียบผ่าน PS-550 ซึ่งช่วยทำให้การรับรู้ของตัวเสียงมีความชัดเจนมากขึ้น ปรากฏการณ์ที่ว่านั้นคือ “พลังแฝง” ของเสียงที่ PS-550 ทำให้เกิดขึ้น ..

อัลบั้ม : Come Away With Me (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Norah Jones
สังกัด : Bluenote Records
พูดถึงปรากฏการณ์ “พลังแฝง” ที่ว่านี้ ให้ลองฟังจาก “เสียงร้อง” จะรับรู้ได้ชัดมากว่าความถี่อื่น โดยเฉพาะตอนผมฟังเพลง ‘Cold Cold Heart’ ในอัลบั้มนี้ มันออกมาชัดมาก คือตอนเสียบอุปกรณ์เครื่องเสียงผ่านปลั๊กผนังโดยตรง ผมพบว่า เสียงร้องของ Norah Jones กับเสียงเบส และเสียงเปียโนในเพลงนี้มันก่อตัวขึ้นในอากาศ แล้วคงตัวอยู่ชั่วครู่ก่อนจะสลายไป ซึ่งก็ถือว่าเป็นมิติ+โฟกัสเสียงที่ชัดมากอยู่แล้ว แต่เมื่อเปลี่ยนมาเสียบผ่าน PS-550 ผมรู้สึกว่า ทั้งเสียงร้อง, เสียงเปียโน และเสียงเบส มันเกิดขึ้นและคงอยู่ในอากาศได้ “นานกว่า” ก่อนจะสลายตัวไป ที่ชัดมากแล้วก็ยิ่งชัดมากขึ้นไปอีก.!
และน่าจะเป็นเพราะความรู้สึกที่ได้ยินทั้งเสียงร้อง, เสียงเปียโน และเสียงเบสที่คงตัวอยู่ในอากาศได้นานกว่า จึงทำให้ผมรับรู้รายละเอียดของทั้งเสียงร้องและเสียงเบสได้มากขึ้น คือรู้สึกได้ว่า ทั้งเสียงร้องและเสียงเบสมันมีเนื้อมวลที่ “ควบแน่น” มากกว่าตอนเสียบเครื่องผ่านปลั๊กผนัง และรับรู้ได้ถึงอากัปกิริยาที่เสียงร้องเคลื่อนตัวจากคำร้องหนึ่งไปอีกคำร้องนึง คือฟังได้ชัดขึ้นว่าคนร้องเชื่อมคำร้องเหล่านั้นด้วยวิธีไหน คำร้องไหนทอดหางยาว ในขณที่บางคำร้องถูกขมวดให้สั้นกระชับ รับรู้ได้หมด และยังรับรู้ถึงลักษณะการเคลื่อนปลายนิ้วจากโน๊ตเบสตัวนึงไปสู่โน๊ตเบสอีกตัวได้ชัดขึ้นด้วย รวมถึงเสียงเปียโนที่กระจ่างลอยออกมามากขึ้น แสดงว่าความชัดเจนจากการเสียบผ่าน PS-550 มันเกิดขึ้นกับความถี่เสียงทั้งสามย่านหลักไปในทิศทางเดียวกัน
เสียงเบสของเพลงนี้ยังมีประเด็นบางอย่างที่รู้สึกได้ถึงความแตกต่างที่เกิดขึ้นระหว่างการเสียบเครื่องตรงเข้าปลั๊กผนังกับเสียบผ่าน PS-550 ซึ่ง “ความแตกต่าง” ที่พูดถึงข้างต้นก็คือ “ขนาด” ของโน๊ตเบสแต่ละโน๊ต คือตอนต่อตรงเข้าปลั๊กผนัง โน๊ตเบสแต่ละโน๊ตจะมีลักษณะที่อวบหนา บานใหญ่ แต่พอเสียบผ่าน PS-550 ปรากฏว่า ตัวเสียงของโน๊ตเบสแต่ละตัวมีลักษณะที่เพียวลง หัวโน๊ตมีความกลมและมีน้ำหนักมากขึ้น แต่ส่วนของบอดี้ที่หนาๆ อวบๆ มีปริมาณลดลง และรู้สึกได้ว่า ตอนเสียบผ่าน PS-550 มันทำให้เสียงเบสมีลักษณะ “เด้ง” และ “ดีดตัว” ได้แรงขึ้น ซึ่งอาการเด้งและดีดตัวมากขึ้นนี่แหละที่ผมอยากจะสื่อว่าตัว PS-550 มันทำให้การขยับเคลื่อนของเสียงเครื่องดนตรีและเสียงร้องทั้งหมดมี “พลังแฝง” มากขึ้น ทำให้ฟังแล้วเกิดความรู้สึกคึกคัก กระฉับกระเฉงมากขึ้น พอกลับไปลองเสียบผ่านปลั๊กผนังพบว่าเสียงโดยรวมมีลักษณะป้อแป้ลงไป เสียงเพลงมันดำเนินไปแบบเอื่อยๆ เฉื่อยๆ ฟังแล้วไม่รู้สึกเร้าใจ..!!!

ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็น “อาการ” ที่เกิดขึ้นกับเสียงของซิสเต็มหลังจากเสียบผ่าน PS-550 ซึ่งไม่ว่าผมจะลองเปลี่ยน DAC จาก Ayre Acoustics QB-9 Twenty/DSD ไปเป็น Bluesound NODE X (REVIEW) หรือ Mola Mola รุ่น Tambaqui (REVIEW) อาการที่ว่าเหล่านั้นก็ยังคงปรากฏออกมาเหมือนๆ กัน แต่ในขณะที่ “โทนเสียง” ที่เป็นเอกลักษณ์ของ DAC แต่ละตัวก็ยังคงอยู่ แสดงว่า PS-550 ไม่ได้เข้าไปเปลี่ยนแปลงโทนสียงของอุปกรณ์เครื่องเสียงที่เสียบผ่านมัน
สรุป
หลังจากใช้งานมานานเกิน 100 ชั่วโมงขึ้นไปแล้ว ผมพบว่า PS-550 มัน “ล็อค” เพอร์ฟอมานซ์ของซิสเต็มเอาไว้จนนิ่งสนิท ซึ่ง “คุณภาพ” ของเสียงทางด้าน “โฟกัส” และ “พลังแฝง” (น้ำหนักของทรานเชี้ยนต์ ไดนามิก) จะยังคงอยู่ตลอด แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ก็มีแต่ “โทนเสียง” ที่เปลี่ยนไปตามเพลงและอุปกรณ์ที่เปลี่ยนเข้าไปในซิสเต็ม ผมทดลองใช้ PS-550 ต่อเนื่องอยู่ในซิสเต็มนานกว่า 1 เดือนเต็มๆ จนเริ่มชินและตอบไม่ได้แล้วว่า สวนไหนของเสียงที่กำลังฟังเป็นผลมาจาก PS-550 ต่อเมื่อทดลองปลด PS-550 ออกไปจากซิสเต็มจึงได้รู้ว่ามีอะไรหายไป… ซึ่งบอกได้เลยว่า ความรู้สึกก็คือ “ห่อเหี่ยว” ลงไปทันที.!!! /
************************
ราคา : 250,000 บาท / ตัว
************************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
บ. HI-END AUDIO
โทร. 02-101-1988
facebook: @hiendaudiothailand



