CD REVIEW: อัลบั้ม DR Classics – 10th Anniversary Best Recordings Gala

Liu Da เป็นทั้งซาวนด์เอนจิเนียร์และโปรดิวเซอร์ชาวจีนที่ทำงานบันทึกเสียงแบบเน้นคุณภาพเสียงลักษณะเดียวกับสังกัดไฮเอ็นด์ฯ ทั่วไป เขาก่อตั้งค่ายเพลงที่ชื่อว่า “DA-CLASSICSขึ้นมาเมื่อปี 2009 (สำหรับงานชุดนี้ใช้ชื่อสังกัด DR Master Art) อัลบั้มชุด DR Classics – 10th Anniversary Best Recordings Gala ชุดนี้ เป็นอัลบั้มที่รวบรวมงานเพลงจำนวน 10 เพลง ซึ่งตัดออกมาจากอัลบั้มที่ Liu Da เข้าไปมีส่วนร่วมในการผลิต บางอัลบั้มนั้นเขาเข้าไปทำหน้าที่โปรดิวเซอร์ให้ ในขณะที่บางอัลบั้มนั้น เขากับทีมงานของเขาดูแลการบันทึกเสียงเองทั้งหมด

อัลบั้ม: DR Classics – 10th Anniversary Best Recordings Gala
ศิลปิน: Various Artists
สังกัด: DR Master Art

งานเพลงที่เขาเลือกมาบรรจุอยู่ในอัลบั้มชุดนี้ มีทั้งงานบันทึกเสียงเพลงคลาสสิกวงใหญ่แนวซิมโฟนี่ ออเคสตร้าไปจนถึงงานบรรเลงเดี่ยวเครื่องดนตรีของจีน มีทั้งเพลงบรรเลงและเพลงร้อง ซึ่งทุกแทรคที่บรรจุอยู่ในอัลบั้มชุดนี้ได้ถูกนำมารีมิกซ์และรีมาสเตอร์ใหม่ทั้งหมด บันทึกลงบนแผ่นซีดีด้วยเทคโนโลยี Ultimate High Quality CD (UHQ-CD) ของ MemoryTech และทุกแทรคได้ผ่านขั้นตอนการเข้ารหัส MQA ที่ระดับ 24/88.2 ไว้ด้วย ถ้าคุณนำซีดีแผ่นนี้ไปเล่นผ่าน DAC ที่มีดีโค๊ดเดอร์ MQA คุณจะได้สัญญาณเสียงออกมาที่ระดับไฮเรซฯ 24bit / 88.2kHz ซึ่งให้คุณภาพเสียงสูงกว่าเล่นผ่าน DAC ที่รองรับแค่ 16/44.1 ของมาตรฐาน CD ธรรมดา

รายชื่อเพลงทั้งหมดในอัลบั้มนี้

1. Georges Bizet/Rodion Shchedrin: Carmen Suite
2. Prelude: Liquormania (Improvisation) / fromRuan-Impromptu
3. Percussion Imagination / from “Drum Twist
4. Song of a Boater from Yue / from “The Songs of Qin
5. An Ancient Melody / from “Yingzhou
6. Astor Piazzolla: Kicho / from “Luo Xu-Super Double Bass
7. Marketplace / from “Chinese Melody Fantasy
8. Romance de Amor / from “The Bridge of the Birds
9. Sunshine on Taxkorgan / from “Ning Feng, China Heart
10. Fly me to the moon / from “When I Have Sung My Songs – Shenyang-Ward Marston

คุณภาพเสียง

Liu Da เป็นซาวนด์เอนจิเนียร์รุ่นใหม่ ดูจากภาพจะเห็นว่าเขายังหนุ่มอยู่มาก แต่มุ่งมั่นในการบันทึกเสียงให้ได้รายละเอียดที่ตรงตามต้นฉบับของจริงให้มากที่สุด ในแต่ละแทรคของอัลบั้มนี้จะทำให้คุณรู้สึกขนลุกที่ได้ยิน แต่ละเสียงจะให้ทั้งความเข้มของมวลเสียงที่ควบแน่นอย่างมาก และให้อัตราสวิงของไดนามิกเร้นจ์ที่กว้างขวาง

เนื่องจากออริจินัลของสัญญาณจากมาสเตอร์อยู่ที่ระดับไฮเรซฯ สูงกว่าฟอร์แม็ต CD ธรรมดา เมื่อฟังด้วย DAC ที่มีดีโค๊ดเดอร์ MQA จะได้คุรภาพเสียงออกมาดีที่สุด แต่ถ้าฟังกับ DAC ที่ไม่มีดีโค๊ดเดอร์ MQA จะทำให้เสียงโดยรวมออกมาติดแข็งกระด้างเล็กน้อย

อย่างไรก็ดี เมื่อได้ลองฟังครบทั้ง 10 แทรคแล้ว พบว่าแนวการบันทึก/มิกซ์เสียงของซาวนด์เอนจิเนียร์คนนี้จะออกไปทางเน้นความคมชัดของตัวเสียงเป็นพิเศษ ลักษณะเหมือนการถ่ายภาพ close-up ที่พุ่งโฟกัสไปที่ตัวเสียง (image) และละเลยสภาพแวดล้อมไปหน่อย คือผู้ฟังจะถูกกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกตื่นเต้นที่ได้ยิน เหมือนฉายสปอร์ตไลท์ยิงซูมไปที่เสียงดนตรีแต่ละชิ้นแล้วปล่อยให้สภาพแวดล้อม fade จมลงไปในความมืด (เป็นลักษณะเสียงแบบ high contrast)

ได้ฟังแนวทางการบันทึกและมิกซ์เสียงของ Liu Da คนนี้แล้ว ทำให้ผมนึกถึงซาวนด์เอนจิเนียร์ญี่ปุ่นที่ชื่อว่า Yoshihiko Kannari คนที่บันทึกเสียงอัลบั้มชุด “Blow Upของ Isao Suzuki Trio ให้กับค่าย Three Blind Mice ซึ่งจะออกมาแนวชัดเด๊ะแบบเดียวกันนี้ พิจารณาลึกๆ แล้วจะพบว่าสไตล์ต่างจากซาวนด์เอนจิเนียร์ของค่ายเพลงฝั่งสแกนดิเนเวียอย่างพวก Opus3 หรือ Proprius และซาวนด์เอนจิเนียร์ชาวอเมริกันในยุคก่อนๆ ซึ่งพวกนั้นจะให้ความสำคัญกับสภาพอะคูสติกรอบๆ บริเวณที่ศิลปินใช้ในการบรรเลงมากพอๆ กับการเก็บรายละเอียดของเสียงจากการบรรเลง ด้วยการบันทึกเก็บ “แอมเบี้ยนต์” ของสถานที่บรรเลงผสมมากับเสียงเครื่องดนตรีด้วย ด้วยเหตุนี้ งานบันทึกเสียงของ Liu Da จึงยังขาดปรากฏการณ์ “You Are There!เหมือนอย่างที่ซาวนด์เอนจิเนียร์ของค่าย Mercury พยายามทำ คืองานบันทึกเสียงของ Liu Da ยังไม่ถึงขนาดพาผู้ฟังวาร์ปเข้าไปนั่งคู่กับเขาอยู่ในสถานที่เดียวกันกับสถานที่ที่ผู้บรรเลงกำลังเล่นในตอนที่เขากำลังบันทึกเสียง ผมเข้าใจว่าอาจเป็นเพราะเขาจดจ่อกับเสียงที่ได้ยินผ่านหูฟังมากเกินไป และพยายามจะเจาะเก็บรายละเอียดของเครื่องดนตรีมากเกินไป ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาจึงเป็นลักษณะของเสียงที่ ซาวนด์เอนจิเนียร์ได้ยินไม่ใช่ เสียงที่คนดูได้ยิน

ตัวอย่างแทรคแรก Carmen Suite งานประพันธ์ของ George Bizet/Rodion Shchedrin ซึ่ง Liu Da ให้ข้อมูลไว้ว่า แทรคนี้เป็นการบันทึกเสียงจากการบรรเลงของวง China Philharmonic Orchestra ที่บรรเลงสดใน Beijing Concert Hall กรุงปักกิ่ง ซึ่งจากการฟังจะเห็นว่า เสียงเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นออกมาชัดมาก ไดนามิกสวิงเต็ม มีการจัดเรียงชิ้นดนตรีให้กระจายกว้างออกไป แต่ความรู้สึกถึงผนังฮอลล์ที่ใช้บรรเลงปรากฏออกมาน้อยมาก ต้องลองฟังเทียบกับเพลงเดียวกันที่บรรเลงโดยวง Boston Pops Symphony Orchestra อำนวยวงโดย Arthur Fiedler และบันทึกเสียงโดย Bernard Keville ซึ่งบันทึกด้วยวิธีเดียวกัน คือใช้ไมโครโฟนหลายตัวเข้าไปเก็บรายละเอียดของเครื่องดนตรีแต่ละส่วนแล้วมิกซ์สดออกมาเป็นมาสเตอร์ 2-channel แบบ Live Recording เมื่อเทียบกันแล้ว จะพบว่า งานบันทึกเสียงของ Bernard Keville เก็บบรรยากาศมาได้ดีกว่า จัดส่วนผสมระหว่างเสียงดนตรีกับแอมเบี้ยนต์ของฮอลล์ผสมกันออกมาได้พอเหมาะกว่า เสียงดนตรีไม่โดดออกมาจากพื้นแบ็คกราวนด์ที่เป็นบรรยากาศของฮอลล์มากเกินไปเหมือนที่ Liu Da บันทึกมา

ดูจากภาพประกอบบรรยากาศในการบันทึกเสียงบางแทรคในอัลบั้มนี้จะเห็นว่า ทีมงานของ Liu Da ได้ใช้อุปกรณ์ปรับสภาพอะคูสติกเข้าไปดูดซับเสียงก้องสะท้อนภายในห้องบันทึกเสียงด้วย ซึ่งอาจจะเป็นต้นเหตุให้บางเสียงมีลักษณะตึงตัวไปนิด เพราะฮาร์มอนิกลำดับปลายๆ เสียงถูกตัดทิ้งไป แนวทางที่ Liu Da ใช้ในการบันทึกเสียงจึงเหมาะกับเพลงประเภทที่เน้นความกระชับ เร็ว ทรานเชี้ยนต์คมๆ แต่จะไม่ค่อยเหมาะกับเพลงที่ศิลปินตั้งใจถ่ายทอดอารมณ์ด้วยการค่อยๆ ผ่อนปลายเสียงให้พลิ้วแผ่วจางหายไปทีละน้อย ซึ่งต้องการการบันทึกเสียงที่เก็บเกี่ยวฮาร์มอนิกของเสียงมาได้ครบถ้วนมากที่สุด

แทรคที่เป็นไฮไล้ท์ในอัลบั้มนี้ ซึ่งฟังแล้วได้ความสมบูรณ์มากที่สุด โชว์ความสามารถในการบันทึกเสียงในสไตล์ของ Liu Da ออกมาได้เด็ดขาดมากที่สุดก็คือแทรคที่ 3 เพลง “Percussion Imaginationเป็นแทรคที่ตัดมาจากอัลบั้มเต็มชุด Drum Twist ซึ่งเป็นผลงานการบรรเลงของมือเพอร์คัสชั่น Liu Heng กับมือกลอง Li Yanchao ทั้งเสียงกลองและเสียงเพอร์คัสชั่นมีความคมชัดมาก น้ำหนักเสียงดีมาก กระชับและหนักแน่น โฟกัสแม่นยำเป๊ะๆ ตัวเสียงกระจายเต็มสนามเสียงเบื้องหน้า ถ้าเซ็ตอัพลำโพงลงตัวและเปิดดังพอสมควร คุณจะรู้สึกเหมือนถูกกระหน่ำด้วยเสียงที่เข้มข้น

เพลง “Song of a Boater from Yueก็เป็นอีกแทรคที่ฟังแล้วน่าสะพรึงมาก ทั้งเสียง guqin (เครื่องดนตรีโบราณของจีน) และเสียงร้องที่ชัดซะจนขนลุก! ซึ่งผมฟังไม่ออกหรอกว่าที่เธอร้องออกมามีความหมายอย่างไร แต่เดาจากลักษณะการขับร้องและน้ำเสียงที่เธอใช้ ถ้าไม่ใช่เพลงเศร้าก็ต้องเป็นเพลงที่ทำให้เธอรู้สึกรันทดใจ แต่จากความชัดของเสียงที่มากเกินไปเลยทำให้ความรันทดในเพลงมันถูกบดบังลงไปพอสมควร จากเพลงนี้ทำให้ผมจึงรู้สึกว่า Liu Da ยังไม่เก่งพอกับการบันทึกเสียงเพลงที่มี mood เศร้าๆ หงอยๆ แบบนี้ อีกแทรคที่มีทั้งข้อดีและข้อด้อยอยู่ในตัวเอง นั่นคือแทรคที่ชื่อว่า “Kichoแทรคที่ 6 ในอัลบั้มนี้ ซึ่งเป็นผลงานประพันธ์ของ Astor Piazzolla นักประพันธ์เพลงชาวอาเจนติน่า เวอร์ชั่นที่ Liu Da บันทึกมานี้เป็นการบรรเลงดับเบิ้ลเบสคู่กับเปียโน ซึ่งต้องยอมรับว่า Liu Da บันทึกเสียงดับเบิ้ลเบสในแทรคนี้มาได้ดีมาก โดยเฉพาะเมื่อ Luo Xu นักดนตรีที่เล่นดับเบิ้ลเบสในแทรคนี้ใช้คันชักสีโน๊ตต่ำๆ ออกมา ซึ่งผมคิดว่า แทรคนี้น่าจะใช้ทดสอบความสามารถในการถ่ายทอดความถี่ต่ำๆ ของซิสเต็มได้ดีทีเดียว ซิสเต็มของใครสามารถถ่ายทอดโน๊ตของดับเบิ้ลเบสในแทรคนี้ออกมาได้ครบทั้ง fundamental (หัวโน้ต) และ harmonic ที่เป็นโอเว่อร์โทนของโน๊ตแต่ละตัวออกมาได้อย่างชัดถ้อยชัดคำทุกเม็ดโดยไม่มีอาการเบลอบวมต้องถือว่าสุดยอดแล้ว ในขณะเดียวกัน เสียงที่ออกมาก็ต้องไม่ทำให้เสียงเปียโนหม่นหมองลงไปด้วยจึงจะถือว่าสมบูรณ์แบบ

อย่างไรก็ตาม เทคนิคการบันทึกเสียงที่ Liu Da ใช้ก็ได้ช่วย “เน้น” รายละเอียดของเสียงแต่ละเสียงขึ้นมาให้เราได้ยินอย่างชัดเจน แม้ว่างานทั้งหมดในอัลบั้มนี้จะยังไม่ใช่งานบันทึกเสียงที่มีความสมบูรณ์แบบในทุกด้าน แต่ก็นับว่าเป็นงานบันทึกเสียงที่ดีมากชุดหนึ่ง สมควรที่นักเล่นเครื่องเสียงจะมีไว้เพื่อศึกษาพัฒนาประสบการณ์ในการฟังและใช้ในการตรวจสอบประสิทธิภาพของชุดเครื่องเสียงและใช้เป็นแผ่นอ้างอิงในการปรับจูนเสียงขณะเซ็ตอัพลำโพงและขณะปรับสภาพอะคูสติกได้เป็นอย่างดี /

***************

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า