“แจ๊ส” โดยไม่รู้ตัว!

สมัยเรียนรามฯ ผมได้ยินเพลง “Turn Back The Clockจากรายการวิทยุแล้วรู้สึกชอบมาก จังหวะมันสนุก ฟังง่าย เอาไปแนะนำรุ่นพี่ที่เป็นผีเพลง เขาได้ยินแล้วกลับส่ายหน้าเบ้ปาก บอกว่ามันเป็นเพลงป๊อบว่ะไอ้น้อง! ฟังแล้วเลี่ยน..!!

หลังจากไปเดินหาซื้อเทปผีรวมเพลงฮิตที่มีเพลง “Turn Back The Clockมาได้ ผมถึงได้รู้จักชื่อของวงดนตรีเจ้าของเพลงนี้ พวกเขามีอยู่ด้วยกัน 2 คน เป็นวงดนตรีสัญชาติอังกฤษ ชื่อวงคือ “Johnny Hate Jazzเป็นชื่อวงที่กวนมาก ส่วนแนวเพลงก็ป๊อบจ๋าแนวอิเล็กทรอนิคพ๊อพ เพลงดังตอนนั้นนอกจาก “Turn Back The Clock” ซึ่งเป็นไตเติ้ลแทรคจากอัลบั้มชื่อเดียวกันคือ “Turn Back The Clock” (1988) แล้ว ก็มีเพลง “Shattered Dreamเพลงฮิตที่ทำให้วงนี้เป็นที่รู้จักระดับโลก

รุ่นพี่กลุ่มที่ชอบฟังเพลงที่ผมไปเกาะแกะอยู่กับพวกเขาบอกผมว่า แนวเพลงที่ผมชอบตอนนั้นเรียกว่าแนวเพลงป๊อบ พวกเขาไม่นิยมฟัง เขาว่ามันหน่อมแน้ม ไม่แมน และแนะนำให้ผมฟังแนวที่พวกเขาศรัทธาคือร็อค ทำให้ผมเริ่มรู้จัก Deep Purple, Def Leppard, Uriah Heep และ Black Sabbath จากรุ่นพี่ร็อคสายโหด และรู้จักกับ The Moody Blues, Queen, PinkFloyd, Styx, The Alans Parson Project, Camel และ Mike Oldfield จากรุ่นพี่สายโปรเกรสซีฟ พร้อมกับแนะนำให้ผมติดตามฟังรายการเพลงของคุณวิฑูร วทัญญู

แรกๆ ผมก็รู้สึกแปร่งๆ หูกับน้ำเสียงที่แผดกร้าวและพุ่งเสียดของเพลงเหล่านี้ แต่พอเริ่มถูกกรอกหูด้วยรายการเพลงของคุณวิฑูร วทัญญูบ่อยๆ เข้า ผมก็เริ่มสามารถเจาะทะลุผ่านความเกรี้ยวกราดของเพลงเหล่านี้ลงไปซึมซาบกับความสวยงามของเพลงเหล่านี้ได้มากขึ้นๆ โดยเฉพาะเพลงแนวโปรเกรสซีฟและไซเครเดลิคที่มีลีลาพาฝัน แหวกฉีกจินตนาการ ซึ่งผมหลงไหลมากและเริ่มสะสมงานของศิลปินดังๆ ในกลุ่มนี้มากขึ้น

แนวเพลงที่ผมฟังช่วงท้ายๆ ที่ผมอยู่ที่รามคำแหงจึงวนเวียนอยู่กับเพลงแนวร็อคแขนงต่างๆ ส่วนแจ๊สและคลาสสิกยังเป็นอะไรที่ผมยังไม่รู้จัก เพื่อนเคยให้ยืมเทปของวง Casiopea มาลองฟัง เขาบอกว่าเป็นวงแจ๊สญี่ปุ่นฝีมือดีที่ตอนนั้นกำลังดังมากๆ ผมยอมรับว่าฟังไม่รู้เรื่อง เข้าไม่ถึง แม้จะพยายามฟังกี่ครั้งๆ ก็ไม่สามารถทะลุผ่านความสับสนอลหม่านของเสียงดนตรีสารพัดชนิดที่เล่นกันอย่างดุเดือดเข้าไปสัมผัสกับอรรถรสของเพลงทั้งสองแนวนั้นได้ รุ่นพี่ที่ฟังร็อคบอกผมว่า น้องอย่าไปสนใจเพลงพวกนั้นเลย ฟังยาก ต้องไปเรียนทฤษฎีดนตรีถึงจะฟังรู้เรื่อง จนแล้วจนรอด ผมก็ฟังเพลงแจ๊สกับเพลงคลาสสิกไม่เป็น

มีช่วงหนึ่งตอนเรียนราม ผมไปสมัครทำงานพาร์ทไทม์ที่เซ็นทรัล ชิดลม แผนกแผ่นเสียง ไปยืนขายแผ่นเสียงกับเทปคลาสเส็ท ที่นั่นทำให้ผมได้รู้จักกับดีเจรายการวิทยุหลายคนที่ไปหาซื้อแผ่นเสียงไปเปิดในรายการของพวกเขา มีบางคนเป็นฝรั่ง มาถามหางานเพลงใหม่ๆ อยู่ตลอด อัลบั้มใหม่ๆ ที่ยังไม่เข้ามา หรือบางคนที่ตามหาอัลบั้มเก่าที่ขาดตลาดไป พวกเขาก็จะใช้วิธีสั่งจองโดยจดชื่ออัลบั้มกับชื่อศิลปินทิ้งไว้ให้ผม เมื่อมีอัลบั้มงานเหล่านั้นผ่านเข้ามาที่สาขา (ปกติแล้ว แผ่นเสียงเข้าใหม่จะไปลงที่สาขาสีลมก่อน) ผมก็จะเก็บไว้ให้คนที่สั่งจอง พอพวกเขามารับก็ต้องแกะทดลองฟังกันก่อนเพื่อดูว่าแผ่นบิดเบี้ยวหรือเปล่า นั่นทำให้ผมมีโอกาสได้ลองฟังไปด้วย พี่ๆ ดีเจบางคนก็เล่าความเด่นดังของงานเพลงเหล่านั้นให้ผมฟังไปด้วยขณะกำลังทดลองฟังอยู่ด้วยกัน ทำให้ผมเริ่มได้ฟังเพลงแนวที่แปลกไปจากแนวที่คุ้นเคยสมัยเรียน

บางเพลงนั้นผมรู้สึกถูกชะตาทันทีที่ได้ทดลองฟังจากแผ่นเสียงที่ลูกค้าจองไว้ ที่จำได้แม่นๆ ก็มีเพลง “Just The Two Of Usของ Grover Washington Jr. จากอัลบั้มชุด “Winelight” (1980) ซึ่งพี่ดีเจคนที่สั่งไว้กำชับเลยว่าเขาขอจอง 2 แผ่น อีกแผ่นไม่ต้องแกะลอง ผมได้ยินเพลงนี้ครั้งแรกรู้สึกถูกชะตามาก รีบจดชื่อเพลงและชื่อศิลปินไปเดินหาซื้อเทปผีแถวอนุสาวรีย์ชัย อีกอัลบั้มที่ผมได้ยินครั้งแรกก็รู้สึกชอบคืออัลบั้มชุด “RIT 2” (1982) ของ Lee Ritenour หน้าปกสีฟ้าๆ ซึ่งคนสั่งจองเป็นฝรั่ง อยู่ซอยหลังสวน เขามาซื้อแผ่นเสียงที่สาขาบ่อยมาก ชอบคุยกับผมและเล่าเรื่องเพลงให้ผมฟังอยู่เรื่อยๆ เสียดายที่ผมฟังเขาพูดรู้เรื่องมั่งไม่รู้เรื่องมั่ง

ช่วงปลายๆ ของการใช้ชีวิตนักศึกษาที่รามคำแหง ผมเริ่มสนิทกับเพื่อนคนหนึ่งที่ชอบเครื่องเสียงและตามเขาไปบ้านหม้อเพื่อหาซื้อวงจรแอมป์และอะหลั่ยทำลำโพง เพื่อนคนนี้มีความรู้ในการทำแอมป์และลำโพงเอง เขาเริ่มพูดชักจูงให้ผมเล่นเครื่องเสียง เขาบอกว่า ถ้าผมชอบฟังเพลงจริงๆ ต้องหาเครื่องเสียงดีๆ มาฟัง แล้วผมจะเข้าถึงเพลงเหล่านั้นมากขึ้น ซึ่งตอนนั้นผมมีเครื่องเล่นเทปคาสเส็ทของ Sanyo ตัวเล็กๆ อยู่เครื่องนึง ไว้ฟังเทปผีที่ซื้อมาและไว้อัดเพลงไว้ฟังกับเครื่องเล่นเทปแบบพกพาที่เรียกว่า Walkman ของยี่ห้อ Aiwa ซึ่งผมก็ว่าของผมเจ๋งมากแล้วนะ แต่เพื่อนผมบอกว่าเด็กๆ มาก แล้วเขาก็พาผมไปเดินบ้านหม้อ พาผมไปลองฟังเครื่องเสียงดีๆ ตามร้านเครื่องเสียงแถวอินทรา ประตูน้ำ ไดมารู และแถวเวิ้งนครเกษม

ตอนผมเริ่มสนใจเครื่องเสียง ผมก็มีโอกาสได้ฟังเพลงที่แปลกไปกว่าที่ผมเคยฟังสมัยเรียน เป็นครั้งแรกที่ผมได้ฟังเพลงที่บันทึกเสียงดีมากๆ ได้ยินผ่านเครื่องเสียงดีๆ แล้วน่าตื่นเต้นมาก เป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจ นับว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ทำให้ผมเข้าใจคำว่า “เสียงดี” และเริ่มเข้าใจว่า “เสียงดี” มีผลต่อ “ความเป็นดนตรี” มากแค่ไหน บอกเลยว่าผมชอบมันมาก

หลังจากสนใจเล่นเครื่องเสียง ผมก็เริ่มซื้อเครื่องเสียงดีๆ มาฟัง เริ่มหาซื้อแผ่นเพลงของค่ายเพลงที่เน้นขายให้กับกลุ่มนักเล่นเครื่องเสียงโดยตรง อย่างค่าย Sheffield Lab, Reference Recordings, Telarc, OPUS3, Prophone และ Proprius Records เป็นช่วงที่ผมได้มีโอกาสฟังเพลงแปลกๆ ที่ไม่เคยคิดว่าจะชอบอย่างเช่นเพลงสวดของค่าย Proprius ชุด “Cantate Domino” (1976) และ “Now The Green Blade Riseth” (1981) ซึ่งครั้งแรกที่มีโอกาสฟังเพลงพวกนี้กับเครื่องเสียงดีๆ ผมถึงกับขนลุกซู่ เพราะรู้สึกได้ถึงความศรัทธาที่นักร้องประสานเสียงเหล่านั้นส่งผ่านออกมากับบทเพลงที่พวกเขานำเสนอ เป็นอะไรที่น่าทึ่งมาก และนั่นทำให้ผมเชื่อมากขึ้นว่า เครื่องเสียงดีๆ มีส่วนมากกับการทำให้เรา “เข้าถึง” อารมณ์ของบทเพลงที่เราฟังได้จริงๆ และผมก็เริ่มใช้เครื่องเสียงดีๆ เป็นเครื่องมือในการค้นหาความงดงามที่ซุกซ่อนอยู่ในบทเพลงที่ผมฟัง และใช้เป็นเครื่องมือในการค้นหาเพลงใหม่ๆ ไปในตัว

อย่างช่วงหนึ่งที่เกิดขึ้นตอนผมเริ่มเล่นเครื่องเสียง ผมก็ได้พบกับอัลบั้มชุด Kenny G “Live” (1989) ซึ่งตอนนั้นอัลบั้มนี้ดังมาก.. ในงานเครื่องเสียงเปิดกันทุกห้อง ผมยอมรับว่าติดใจกับเสียงเบสนุ่มๆ ที่แผ่กระจายไล่เลี่ยไปตามพื้นเหมือนดรายไอซ์ ในขณะที่มีเสียงแซ็กฯ แหลมใสพุ่งทะยานแหวกขึ้นมาอย่างโดดเด่น นั่นคือภาพในจินตนาการของเพลง “Going Homeแทรคแรกในอัลบั้มนี้ที่ทำให้ทุกคนต้องหยุดหายใจเพื่อช่วยลุ้นกับการลากเสียงเป่าเขย่าวิญญาณของเคนนี่ จี

ผมรีบจดชื่ออัลบั้มแล้วออกไปหาซื้อแผ่นซีดีเก็บไว้ฟังทันที.!!

หลังจากเริ่มเล่นเครื่องเสียง ผมก็รู้จักและคบหากับเพื่อนในวงการเครื่องเสียงมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนั้นไม่ใช่เพื่อนที่เคยรู้จักกันมาก่อน พวกเขาทำให้ผมเริ่มหันมาฟังเพลงที่บันทึกเสียงดีๆ มากขึ้น จนมีอยู่ครั้งหนึ่ง มีเพื่อนนักเล่นฯ ที่คลุกคลีในวงการมาก่อนแนะนำอัลบั้มชุด “Jazz At The Pawnshop” (1977) ให้ผมฟัง พอเห็นชื่ออัลบั้มผมก็บอกเขาไปว่า ผมไม่ชอบเพลงแจ๊สครับ.. เขาก็พยายามยัดเยียดให้ผมยืมไปฟัง ผมลองฟังแค่ไม่กี่เพลงก็รีบคืนเขาไป โดยแกล้งบอกไปว่าดี หลังจากนั้น ผมก็พบว่ามีคนพูดถึงอัลบั้มชุดนี้กันมากขึ้น ผมก็เลยทดลองซื้อมาฟังอีกครั้ง ฟังยังไงก็ไม่ชอบ ขายทิ้งไปแล้วซื้อกลับมาลองฟัง วนเวียนอยู่อย่างนี้หลายรอบ จนเพื่อนคนที่แนะนำผมให้ฟังอัลบั้มนี้บอกผมว่า ฟังๆ ไปเถอะเดี๋ยวก็อินเอง อย่าเที่ยวไปพูดว่าผมไม่ชอบเพลงแจ๊สทั้งๆ ที่บางอัลบั้มที่ผมฟังอยู่ตอนนั้นอย่างเช่นชุด “Winelight” (1980) ของ Grover Washington Jr., ชุด “RIT 2” (1982) ของ Lee Ritenour, ชุด “Feels So Good” (1977) ของ Chuck Mangione และชุด “Shogun” (1981) กับชุด “Bamboo” (1980) ของ John Kaizan Neptune มันก็คือเพลงแจ๊สทั้งนั้น .!!!

โอ้ววพระเจ้า! ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า เพลงพวกนั้นคือเพลงแจ๊ส หลังจากเหตุการณ์นั้น มันทำให้ผมเริ่มต้นอ่านข้อมูลบนปกอัลบั้มที่ผมฟังและค้นคว้าหาข้อมูลของเพลงเหล่านั้นเพื่อดูว่าเพลงพวกนั้นเป็นเพลงแนวไหน และนั่นทำให้ผมรู้สึกตกใจมากเมื่อทราบว่า เพลงที่ผมชื่นชอบมากกว่า 30% เป็นเพลงแนวแจ๊สทั้งสิ้น

ไม่ว่าเป็น “When We Make A Homeของ Sadao Watanabe จากอัลบั้มชุด “Good Time For Love” (1986), เพลง “Antonio’s Song (The Rainbow)กับ เพลง “The Lady Wants To Knowของ Michael Franks จากอัลบั้มชุด “Sleeping Gypsy” (1977) ซึ่งเป็นเพลงที่ดีเจฝรั่งแนะนำให้ผมฟังและผมชอบมันมาก ที่รู้สึกตกใจก็เพราะว่าก่อนหน้านั้นผมไม่ได้มีความรู้สึกเลยว่าเพลงเหล่านั้นเป็นเพลงแจ๊ส อาจจะเป็นเพราะผมเข้าใจไปเองว่า เพลงแจ๊สคือเพลงที่เครื่องดนตรีแต่ละชิ้นแย่งกันเล่นแบบตัวใครตัวมัน จับทำนองและจังหวะดนตรีได้ยาก เหมือนเล่นมั่วๆ กันไปเรื่อยๆ นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ผมไม่รู้มาก่อนว่า เพลงที่ผมชอบมากกว่า 30% เป็นเพลงแนวแจ๊ส.. แสดงว่าผมก็เป็นคนชอบฟังเพลงแจ๊สคนหนึ่งเหมือนกัน.. จะเรียกว่า ชอบฟังเพลงแจ๊สโดยไม่รู้ตัวก็ได้.. /

*******************

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า