MUSIC REVIEW : อัลบั้ม Feel The Difference of the Blu-Spec CD : Rock Selection 2

โอเค.. ก็เข้าใจนะว่าอัลบั้มเพลงของสังกัดคอมเมอร์ชั่นทั่วไปยังไงๆ แล้ว ถ้าจะวัดกันในแง่ “คุณภาพเสียง” ก็คงจะสู้อัลบั้มเพลงที่ผลิตโดยค่ายเพลงที่ตั้งใจทำมาเพื่อป้อนตลาดนักเล่นฯ เครื่องเสียงอย่างแน่นอน แต่ก็สงสัยมาตลอดว่า ถ้าอัลบั้มเพลงของสังกัดคอมเมอร์เชี่ยลบันทึกเสียงมาแย่ขนาดทนฟังกันไม่ได้ เสียงหยาบแยงแทงหูจนเลือดซิบๆ ถ้าเสียงมันแย่ขนาดนั้นจะไปมองหา “ความเป็นดนตรี” มาจากไหน? ทั้งๆ ที่หลายๆ อัลบั้มได้รับรางวัลมากมาย ทั้ง Top 100 ทั้งรางวัล แกรมมี่ อะวอร์ด รวมถึงคำวิจารณ์เชิงบวกจากนิตยสารเพลงอีกเยอะแยะ ถ้าเสียงของมันแย่มากๆ คนพวกนั้นเค้าให้รางวัลได้ยังไง?

แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมก็ยอมรับว่าเคยได้ยินเสียงของอัลบั้มคอมเมอร์เชี่ยลที่ฟังแย่มากๆ จากชุดเครื่องเสียงเหมือนกัน แต่โดยส่วนตัวแล้ว คิดด้วยตรรกะ ผมก็ไม่คิดว่า เสียงที่ออกมาแย่ๆ แบบนั้นจะมาจากการบันทึกเสียงซะทั้งหมด เพราะกว่างานเพลงสักอัลบั้มจะผ่านขั้นตอนสุดท้ายออกมาจากสตูดิโอและถูกนำมาปั๊มลงแผ่นเพลงเพื่อจำหน่ายให้นักฟังเพลงซื้อมาฟังกัน มันต้องผ่านความเห็นชอบจากคนที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก โดยเฉพาะนายทุนที่ออกทุนทำอัลบั้มนั้นออกมา ถ้างานบันทึกเสียงมันแย่ขนาดนั้น เขาจะยอมปล่อยออกมาขายเหรอ มันจะขายได้มั้ยถ้าฟังเอาความเป็นดนตรีไม่ได้เลย

ถ้างั้น.. เสียงแย่ๆ ที่เราได้ยินมันมาจากไหน? นี่เป็นคำถามที่ผมตั้งไว้ในใจตั้งแต่เริ่มเข้ามาทำมาหากินในวงการเครื่องเสียง ด้วยความคิดเบื้องต้นที่ว่า เสียงที่แย่ๆ น่าจะมาจากเครื่องเสียงคุณภาพต่ำราคาถูก ถ้าเรายอมลงทุนซื้อเครื่องเสียงดีๆ ราคาแพงๆ มาใช้เล่นเพลงพวกนี้ เสียงที่แย่ๆ ก็น่าจะหายไป แต่บ่อยครั้งที่มันก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ผมคิด มิหนำซ้ำ บางครั้งผมกลับพบว่า เครื่องเสียงราคาถูกกว่ากลับให้เสียงเพลงคอมเมอร์เชี่ยลออกมาดีกว่าเครื่องเสึยงที่ราคาแพงกว่าซะอีก ?!

มันต้องมีอะไรมากกว่าแค่ราคาเครื่องเสียงแน่ๆ ว่าแต่ว่ามันคืออะไรกันแน่?

ปัจจุบันผมได้ค้นพบว่า มีปัจจัยอยู่ 5 ข้อ ที่เป็นต้นเหตุของเสียงแย่ๆ

ข้อแรกเป็นปัจจัยที่เกิดจากทางฝั่งผู้ผลิตเครื่องเสียง นั่นคือ “คุณภาพของอุปกรณ์เครื่องเสียง” โดยเริ่มมาตั้งแต่การออกแบบ ไปจนถึงการผลิต ซึ่งเสียงแย่ๆ ที่เกิดจากคุณภาพของอุปกรณ์เครื่องเสียงนี้ถือว่าเลวร้ายที่สุดแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้ด้วย ต้องกำจัดอุปกรณ์ตัวนั้นออกไปจากซิสเต็มสถานเดียว!

ต้นเหตุที่สอง ที่มาของเสียงแย่ๆ ก็คือ “คุณภาพของสื่อกลางที่บันทึกสัญญาณเพลง” อันได้แก่แผ่นเพลงประเภทต่างๆ ทั้งดิจิตัลและอะนาลอก ปัจจุบันต้องนับรวมไฟล์เพลงเข้าไปด้วย แต่ยังไงก็ตาม ผมก็พบว่า แม้ว่าแผ่นเพลงจะทำให้ความเป็นดนตรีในตัวเพลงลดลงไปจากมาสเตอร์บ้าง แต่ถ้าปัจจัยอีก 4 ข้อที่เหลือไม่เลวร้ายมากจนเกินไป ผมพบว่า แม้แต่อัลบั้มเก่าๆ ที่บันทึกมานาน 30-40 ปีที่แลัวยังทำให้ฟังแล้วขนลุกได้เหมือนกัน!

ปัจจัยที่เหลืออีกสามข้อต่อจากนี้ไป เป็นต้นเหตุที่เกิดขึ้นทางฝั่งของผู้ใช้อุปกรณ์เครื่องเสียงเอง เริ่มจาก “แม็ทชิ่ง” คือการเลือกอุปกรณ์เครื่องเสียงแต่ละส่วน เริ่มตั้งแต่แหล่งต้นทางสัญญาณแอมปลิฟาย และลำโพง ซึ่งอุปกรณ์แต่ละส่วนต่างก็มีสเปคฯ ทางไฟฟ้าที่ต้องทำงานสอดรับกัน ถ้าผู้ใช้เลือกอุปกรณ์มาไม่แม็ทชิ่งกัน ซึ่งผลลัพธ์ทางเสียงจากการแม็ทชิ่งที่ปรากฏออกมาจะมีตั้งแต่เสียงดีมากๆ ลงไปถึงระดับที่แย่มากๆ ได้

เซ็ตอัพ” ปัจจัยข้อที่สี่ของต้นเหตุที่ทำให้เสียงเพลงออกมาแย่ ซึ่งหัวใจสำคัญของการเซ็ตอัพสำหรับชุดเครื่องเสียงก็คือตำแหน่งจัดวางลำโพง ซึ่งต้องจัดการให้ลำโพงทั้งสองข้างทำงานผสานกันอย่างลงตัวมากที่สุด ทั้งระหว่างลำโพงซ้ายขวากันเอง และผสานกับสภาพอะคูสติกของห้องที่ลำโพงคู่นั้นถูกติดตั้งใช้งานด้วย ซึ่งผลลัพธ์จากปัจจัยข้อนึ้เป็นอะไรที่น่าทึ่งมาก เพราะผลจากการเซ็ตอัพสามารถสร้างเสียงที่มีความแตกต่างกันได้ทั้งสองขั้วจากลำโพงคู่เดียวกัน คือดีจนน่าตกใจไปจนถึงเลวร้ายจนอยากร้องไห้!

ปัจจัยข้อสุดท้ายของต้นเหตุที่ทำให้เสียงของเพลงออกมาแย่ นั่นคือ “ปรับจูน” ซึ่งโดยตัวมันเองแล้ว คำว่าการปรับจูนควรจะมีความหมายถึงการทำให้ดีขึ้น ลงตัวมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงนั้น การปรับหรือจูนจนเกินเลย อย่างเช่น ใส่อุปกรณ์ซับเสียงเข้าไปในห้องมากเกินไป แทนที่จะทำให้เสียงดีขึ้น อาจจะได้ผลตรงกันข้ามคือเสียงแย่ลงได้

เพื่อกลับเข้าสู่ประเด็น ผมจะขอโฟกัสลงไปที่ปัจจัยข้อที่สอง คือ คุณภาพของสื่อกลาง ที่ใช้บันทึกสัญญาณเพลงมาขายเรา ซึ่งเป็นหน้าที่ของสตูดิโอกับเจ้าของสังกัดเพลงที่จะต้องคอยค้นหาเทคนิคและเทคโนโลยีในการบันทึกสัญญาณเสียงเพลงลงบนสื่อกลางให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีที่สุด เพื่อให้ผู้ฟังที่ซื้อสื่อกลางนั้นไปฟังได้ยินเสียงเพลงที่มีอรรถรสใกล้เคียงกับมาสเตอร์ให้มากที่สุด

การออกแบบฟอร์แม็ตใหม่ที่มีสเปคฯ สูงกว่าเดิมออกมาก็เป็นวิธีหนึ่งที่สตูดิโอและเจ้าของค่ายเพลงนำมาใช้ในการเสนอขายงานเพลงเก่าๆ ที่มีอยู่ในค่าย ในขณะเดียวกัน การอัพเกรดคุณภาพเสียงของฟอร์แม็ตเก่าให้สูงขึ้นด้วยเทคนิคหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็เป็นอีกวิธีที่ค่ายเพลงชอบนำมาใช้เพื่อนำเสนอให้กับนักนิยมเครื่องเสียงที่พิถีพิถันกับการเล่นเครื่องเสียงโดยเฉพาะ (แนะนำอ่านเพิ่มเติม เมื่อซีดี ไม่ยอมตาย!”)

Blue-Spec CD เป็นเทคนิคในการปั๊มแผ่น CD ซึ่ง Sony เป็นผู้คิดค้นขึ้นมา โดยอาศัยวัตถุดิบคือ Polymer Polycarbonate ที่ใช้ทำแผ่นบลูเรย์ มาทำการผลิตแผ่น glass master และอาศัยเลเซอร์สีฟ้าที่ใช้เจาะหลุมข้อมูล (pits) บนแผ่น Blu-ray มาทำการเจาะหลุมข้อมูลของ CD แทนที่เลเซอร์สีแดง มีผลให้แผ่นซีดีที่ผลิตโดยมาสเตอร์ Blu-Spec CD มีหลุมข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำกว่า (error ต่ำ) กระบวนการผลิตแผ่น CD แบบเดิม เมื่อนำแผ่นซีดีที่ผลิตด้วยเทคนิค Blu-Spec CD ที่ว่านี้มาเล่นบนเครื่องเล่นซีดีปกติ จึงได้คุณภาพเสียงออกมาดีกว่าแผ่นซีดีที่ผลิตด้วยวิธีการดั้งเดิม

เพลงในอัลบั้มนี้มีอยู่ทั้งหมด 17 แทรค ทั้งหมดเป็นเพลงที่ตัดมาจากอัลบั้มเพลงของศิลปินต่างๆ ทั้งที่ดังจนคุ้นหูและที่ไม่ค่อยจะได้ยิน ซึ่งเป็นผลงานเพลงที่อยู่ภายใต้สังกัด Sony Music ทั้งหมด แน่นอนว่า ทุกเพลงเป็นเพลงแนวร็อคตามชื่อของอัลบั้มที่ระบุไว้ เริ่มต้นด้วยเพลง “The Sound Of Silenceผลงานของคู่หูดูโอ้ Simon & Garfunkel

ต่อด้วย “Time After Timeท๊อปแทรคของหญิงเปรี้ยวซินดี้ ลอว์เปอร์ ซึ่งหากว่าคุณตั้งใจฟังจับความโดดเด่นของเทคโนโลยี Blu-Spec CD จากสองเพลงนี้ คุณอาจจะไม่ได้ยินอะไรที่ต่างไปจากที่เคยมากนัก บางช่วงเหมือนจะได้ยินอะไรชัดเจนมากกว่าปกติหน่อย ในขณะที่บางจังหวะอาจจะรู้สึกเหมือนแยกแยะรายละเอียดได้ชัดขึ้นนิดหน่อย แค่นั้น แต่พอถึงแทรคที่สามเพลง “Hold The Lineเพลงดังของกลุ่มมือปืนในสตูดิโอชื่อวงว่า Toto ดังขึ้นมาเท่านั้น

บางอย่างที่ชัดเจนก็กระแทกเข้ามาในโสตประสาทของผมเต็มปัง ใช่แล้ว.. มันคือโฟกัสที่แม่นเป๊ะ คมเปรี๊ยะ ใช่แน่ๆ เพราะเพลงนี้มันมีกลิ่นแจ๊สมันๆ ที่จัดช่องไฟของจังหวะไว้คมกระชับ ซึ่งเมื่อก่อนที่เคยฟังจังหวะจะโคนของเพลงนี้มันไม่กระชับและคมเป๊ะอย่างนี้ หัวโน๊ตมีอิมแพ็คที่เร็ว ชัดเป๊ะ และคมเปรี๊ยะ จังหวะโยนและรับของแต่ละเสียงก็มาถูกที่ถูกเวลาไปหมด แถมด้วยลีลาย้ำเน้นหัวโน๊ตที่ลงตัวสุดขีด ฟังแล้วใช่เลย ผมมั่นใจว่าแทรคนี้ต้องได้มรรคผลมาจากเทคโนโลยี Blu-Spec ไม่มากก็น้อย

เมื่อเริ่มรับรู้ถึงข้อดีที่เทคโนโลยี Blu-Spec ให้มา เพลงต่อๆ ยิ่งชัดมาก เพราะผมรู้จุดโฟกัสแล้วว่าจะต้องฟังตรงไหน มาถึงเพลง “Don’t Stop Believinของ Journey ซึ่งเป็นเพลงที่ผมไม่คิดว่า Sony Music จะเลือกหยิบเพลงนี้มารวมไว้ในอัลบั้มนี้ ซึ่งพอมาอยู่ในอัลบั้มนี้ ผมรู้สึกได้ชัดเลยว่า แต่ละเสียงในเพลงนี้ถูกจัดระเบียบให้เป็นที่เป็นทางมากกว่าที่เคยฟังจากแผ่นซีดีเวอร์ชั่นปกติที่ผมมีอยู่ ผมชัดใสของพื้นเสียง (background) เริ่มเป็นอีกจุดหนึ่งที่ผมสังเกตได้จากเพลงนี้ซึ่งเด่นมาก เพราะปกติแล้ว ผมจะรู้สึกว่าเสียงแหลมของเพลงนี้มันเคยฟุ้งๆ รกๆ หูมากกว่านี้ แต่พอมาอยู่ในอัลบั้มนี้มันกลับไม่มีอาการฟุ้งเลย ไม่ว่าจะเป็นเสียงกีต้าร์ เสียงฉาบ เสียงเปียโน ล้วนอยู่กับอย่างเป็นระเบียบ เป็นที่เป็นทางท่ามกลางลีลาของดนตรีที่กระหน่ำอย่างเมามัน ไม่มีอะไรหลุดไปนอกเส้นทาง ทุกอย่างอยู่ใต้การควบคุม แม้ว่าจะเร่งวอลลุ่มขึ้นไปมากๆ ทุกอย่างก็ดังขึ้น กระหึ่มมากขึ้น และทุกอย่างยังคงตรึงอยู่กับที่

ผมฟังไปคิดไปว่าเพราะเหตุใด ผมจึงได้ยินอะไรแบบนี้.? การที่คุณสามารถเร่งเสียงให้ดังขึ้นเพื่อเพิ่มความสะใจให้กับเพลงในแนวร็อคคือสุดยอดปรารถนาแล้ว แต่ที่ผ่านๆ มาผมไม่สามารถทำแบบนั้นได้ เพราะเมื่อผมเร่งวอลลุ่มขึ้นมาเยอะ ทุกอย่างก็ไม่อยู่กับที่กับทาง กระเจิดกระเจิง เจี๊ยวจ๊าวและวุ่นวาย จนผมต้องลดวอลลุ่มลงทุกอย่างจึงกลับมาสงบและพอฟังได้ แต่คราวนี้มันต่างออกไป กับเครื่องเสียงเดิมๆ ลำโพงคู่เดิมๆ แอมป์ตัวเดิมๆ เพลงเดิมๆ แต่ได้เสียงใหม่ ประสบการณ์ใหม่ มันคืออะไรกันแน่.?

ก่อนจะคิดคำตอบออก เพลงที่ 5 ก็ดังขึ้นมา “Fantasyแทรคที่สองจากอัลบั้มชุดที่แปด All n’ All ของวง R&B แห่งยุคแปดศูนย์ Earth, Wind & Fire ซึ่งสิ่งที่ผมได้ยินก็คือจังหวะที่คมกระชับ แม่นเป๊ะ แต่ในขณะเดียวกัน เสียงโดยรวมกลับมีความนุ่มเนียนอยู่ในที นี่คืออีกอย่างหนึ่งที่ผมรู้สึกสัมผัสได้เมื่อฟังมาถึงแทรคนี้ จากนั้นลีลาของเพลงก็สวิงไปเป็นพ๊อพร็อคใสๆ ของ Bangles กับแทรคที่ชื่อว่า “Manic Mondayซึ่งมิกซ์เสียงแหลมมาเยอะกว่าเพลงอื่นๆ ที่ฟังผ่านมา เป็นเสียงแหลมที่ไม่ค่อยมีคุณภาพ เป็นฝอย ฟุ้งกระจาย ไม่จับกลุ่มเป็นตัว ทำให้พื้นเสียงไม่สะอาด ฟังดูรกไปหมด เสียงฉาบกับเสียงกีต้าร์โปร่งผสมกันมั่ว แต่น่าแปลกที่ฟังแล้วไม่รู้สึกเจี๊ยวจ๊าว

แทรคที่เจ็ด “The Flameของวงร็อคอเมริกัน Cheap Trick ที่ตัดมาจากอัลบั้มชุด Lap of Luxury ก็เป็นอีกแทรคที่จัดระเบียบของเสียงทุกเสียงในเพลงเอาไว้ได้อย่างเป็นที่เป็นทาง ทั้งๆ ที่มีเสียงเครื่องดนตรีที่ให้กำเนิดเสียงแหลมตั้งหลายชิ้น แต่กลับฟังแล้วไม่มีความรู้สึกรกหูเลย รายละเอียดเยอะ ออกมาครบ ได้ยินทั้งหมด แต่ไม่รกหู อาการเหล่านี้มันทำให้ผมคิดถึงคำว่า phase ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมต้องคอยสังเกตตลอดเวลาที่ทำการเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพง ทุกครั้งที่ขยับตำแหน่งของลำโพง สิ่งที่ต้องการทำก็คือ พยายามทำให้เสียงโน๊ตเดียวกันที่ดังออกมาจากลำโพงทั้งสองข้างซ้อนทับกันให้มากที่สุด นั่นคือการจัดการกับเฟสของโน๊ตตัวนั้นให้ถูกต้อง เมื่อเฟสของเสียงโน๊ตตัวเดียวกันจากลำโพงทั้งสองข้างอยู่ในตำแหน่งที่ซ้อนทับกันสนิท คุณจะรับรู้ถึง ตำแหน่งของมันได้ชัดเจนที่สุด และสามารถติดตามมันไปได้ทุกขณะที่มันเคลื่อนไหวโดยไม่เลือนหายไปจากโสตประสาท

เมื่อลำโพงมีคุณภาพในการถ่ายทอดเฟสที่แม่นยำ ถูกเซ็ตอัพไว้ในตำแหน่งที่ลงตัวระหว่างซ้ายขวา โดยไม่มีผลจากเรโซแนนซ์และฟีดแบ็คของห้องเข้ามารบกวนเสียงจากลำโพงทั้งสองข้าง แอมปลิฟายที่ขับลำโพงก็ไม่มีปัญหาความผิดเพี้ยนเชิงเฟส ตัวแปรสุดท้ายที่เหลือซึ่งจะทำให้ได้เสียงที่มีโฟกัสแม่นยำ รายละเอียดเสียงถูกจัดระเบียบเป็นที่เป็นทางไม่เบลอเลือน สิ่งนั้นก็คือ คุณภาพของสัญญาณเพลงที่บันทึกอยู่บนสื่อตัวกลางนั่นเอง ยิ่งสัญญาณที่บันทึกมามีความถูกต้องมากแค่ไหน เราก็จะได้ยินความเป็นตัวตน ความเป็นที่เป็นทาง และพลังไดนามิกที่สวิงได้เต็มที่ของแต่ละเสียงปรากฏออกมาได้อย่างชัดเจนจนน่าอัศจรรย์

คุณค่าของเทคโนโลยี Blu-Spec เริ่มฉายแววออกมามากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเพลงลำดับต่อไปถูกเล่นออกมาอย่างต่อเนื่อง จาก “Don’t Bring Me Downของ Electric Light Orchestra ที่โชว์ความแม่นยำของโฟกัสในย่านเสียงทุ้ม ไปจนถึงแทรคสุดท้าย Black Magic Woman/Gypsy Wueen ของวง Santana ที่โชว์จังหวะที่ซับซ้อนไปด้วยเลเยอร์ของดนตรีมากมายที่เคลื่อนไหวด้วยลักษณะที่หลากหลายแตกต่าง แต่กลับกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันอยู่ภายใต้เสียงเบสที่เดินคุมเกมอยู่อย่างมั่นคง

ใช่ว่าแทรคที่ 9 ถึงแทรคที่ 16 ในอัลบั้มชุดนี้จะไม่มีอะไรน่าสนใจ ที่จริงแล้วมันกลับตรงกันข้าม หลายๆ แทรคในนั้นเป็นเพลงที่ผมไม่คุ้น บางเพลงไม่เคยฟังมาก่อน แต่พอไดัฟังจากอัลบั้มนี้ ผมก็รีบบันทึกชื่อเพลงเหล่านี้จดไว้ในลิสต์ my favourite ทันที อย่างเช่นเพลง “Save the Countryของ Laura Nyro เพลงนี้ผมก็ไม่เคยฟังมาก่อน เป็นเพลงที่ดีมาก โดยเฉพาะภาคเครื่องเป่าที่รุมกันตอนท้ายเพลงนั้นมันโชว์ให้เห็นถึงพลังของเสียงที่ฉีดเปรี๊ยะๆ โดยไม่มีอาการวูบวาบหรือแตกปลายให้ได้ยินเลย ซึ่งก็อธิบายได้ด้วยคำว่า โฟกัสอีกเช่นเคย หรือแม้กระทั่งเพลงง่ายๆ ของ Bob Dylan อย่าง “Tangled Up In Blueที่มีเสียงดนตรีในย่านแหลมหลายเสียงก็ออกมาเคลียร์ใส กระจ่าง ชี้ชัดได้ทุกเม็ด ในขณะที่เสียงร้องถูกแยกอิสระออกไปโดยไม่มีเสียงใดเข้ามากลบทับ

อ้อ… มีอีกเพลงที่เกือบลืมพูดถึง นั่นคือเพลง “Summer Timeเวอร์ชั่นของ Janis Joplin ที่ใครหากไม่เคยฟังมาก่อนมีสะดุ้ง ตอนที่เสียงร้องของเธอดังขึ้นมา เป็นเสียงร้องที่แหบได้โล่ห์มาก แต่จุดเด่นของเพลงนี้อยู่ที่การจัด composition ของแต่ละเสียงให้มีตำแหน่งแหล่งที่ของตัวเองที่ชัดเจน และตอนที่ดนตรีแต่ละชิ้นอวดศักดาโชว์อิมโพรไวด์ เสียงของดนตรีชิ้นนั้นก็เฉิดฉายขึ้นมาทันที โดยไม่ซ้อนทับชิ้นอื่นซะด้วย

อัลบั้มนี้เป็นงานเพลงที่ผมแนะนำเป็นพิเศษ โดยเฉพาะคนที่ชอบเซ็ตอัพลำโพง หลายๆ แทรคนี้อัลบั้มนี้จะเป็น ตัวสรุปจบในการเซ็ตอัพให้กับคุณได้ และเหมาะมากสำหรับคนที่ชอบฟังผ่านหูฟัง เพราะมันโชว์รายละเอียดที่เป๊ะมากๆ ทั้งย่านแหลมกลางทุ้มครบเครื่อง เป็นอีกหนึ่งอัลบั้มที่ถึงพร้อมทั้ง เพลงดี เสียงเยี่ยมใช้ฟังเอาเพลินก็ได้ ใช้เรเฟอเร้นซ์ก็ดี /

* ในกล่องมีมาให้ 2 แผ่น เพลงเหมือนกันทั้งหมด เป็นแผ่นที่ปั๊มมาตามกระบวนการ CD แบบเดิม กับอีกแผ่นที่ปั๊มด้วยมาสเตอร์ที่ทำด้วยเทคโนโลยี Blu-Spec CD

TRACK LIST:
1 – The Sound of Silence (Simon & Garfunkel)
2 – Time After Time (Cyndi Lauper)
3 – Hold The Line (Toto)
4 – Don’t Stop Believin’ (Journey)
5 – Fantasy (Earth, Wind & Fire)
6 – Manic Monday (Bangles)
7 – The Flame (Cheap Trick)
8 – Don’t Bring Me Down (ELO)
9 – Save The Country (Laura Nyro)
10 – Tangled Up In Blue (Bob Dylan)
11 – Led Boots (Jeff Beck)
12 – Dance To The Music (Sly And The Family Stone)
13 – Summer Time (Janis Joplin)
14 – All The Young Dudes (Mott The Hoople)
15 – Your Mama Don’t Dance (Loggins & Messina)
16 – Point Of Know Return (Kansas)
17 – Black Magic Woman/Gypsy Queen (Santana)

***************************

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า