รีวิวเครื่องเสียง Moon รุ่น 390 เน็ทเวิร์ค เพลเยอร์ / ปรีแอมปลิฟายเออร์

พูดกันมานานหลายปีแล้วว่า เมื่อใดก็ตามที่ DSP ที่ใช้ในวงการเครื่องเสียง มีความสามารถในการประมวลผลที่สูงมากพอ เมื่อนั้น ระบบเสียง digital audio จะแซงหน้าระบบเสียง analog เดิมที่เราใช้กันอยู่ขึ้นไปอีกระดับ ซึ่งจะทำให้เราได้รับอรรถประโยชน์จากระบบ digital audio มากขึ้น ทั้งทางด้านประสิทธิภาพในการใช้งานและคุณภาพเสียง เป็นปรากฏการณ์แบบเดียวกันกับที่เกิดขึ้นกับระบบภาพในปัจจุบัน ซึ่งพัฒนาสูงขึ้นมากทั้ง ecosystem ทำให้ระบบภาพที่ทำงานด้วยพื้นฐาน digital สามารถเข้ามาแทนที่ระบบภาพที่ทำงานด้วยพื้นฐาน analog ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ครบหมดทุกขั้นตอน ตั้งแต่ในสตูดิโอออกมาถึงโฮมยูส

ถ้าติดตามมาเรื่อยๆ คุณจะพบว่า ปัจจุบันนี้ ระบบเสียงที่มีการใช้พื้นฐาน digital ในการประมวลผล เริ่มมีพัฒนาการที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เราเริ่มเห็นอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ออกแบบการทำงานบนแพลทฟอร์ม DSP มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อแต่ละส่วนทำงานด้วยแพลทฟอร์ม digital เหมือนกัน
การรวมตัวเข้าด้วยกันจึงเกิดขึ้น!

ที่ถูกที่ควรแล้ว ต้องเรียก Moon 390 ตัวนี้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ระดับ “revolutionคือผลิตภัณฑ์แคตากอรี่ใหม่ที่ออกมาปฏิวัติวงการอย่างแท้จริง โดยรวมเอาการทำงานในส่วนของ analog pre-amplifier จากรุ่น 350p กับ external DAC ซึ่งเป็น digital source จากรุ่น 380D เข้ามาผนวกรวมไว้ในเครื่องเดียวกันแล้วเพิ่มอินพุต analog กับโมดูลเน็ทเวิร์ค มิวสิค สตรีีมเมอร์ “MiNDเข้าไป ทำให้ Moon 390 ตัวนี้มี ทุกอย่างครบในตัวเดียว

ทางผู้ผลิตคือ Simaudio เองเรียกผลิตภัณฑ์ตัวนี้ว่า multi-function crossover type product ด้วยเหตุว่ามันผนึกเอา network player, DAC, preamplifier, headphone amplifier และ phono stage เข้ามาอยู่ในตัว หรือใครจะมองว่ามันเป็นผลิตภัณฑ์แบบ all-in-one แบบที่ไม่รวมเพาเวอร์แอมป์ก็ได้

รูปร่างหน้า + ฟังท์ชั่นใช้งาน

รูปร่างหน้าตาของ Moon 390 ก็ออกมาในแนวทางเดียวกันกับผลิตภัณฑ์รุ่นอื่นๆ ของ Moon คือเน้นความสมดุลและเป็นระเบียบ ในอนุกรมนี้ได้นำเอาดีไซน์ที่ใช้ในรุ่นใหญ่ๆ ลงมาใช้ในรุ่นนี้ อย่างเช่น มีแผ่นโค้งนูนสีบรอนซ์เงินประกบที่ด้านข้างของแผงหน้าปัดทั้งสองข้าง และมีปุ่มหมุนขนาดใหญ่สีบรอนซ์เงินหนึ่งปุ่มอยู่บนหน้าปัด

A : ตรงกลางแผงหน้าปัด มีโลโก้ปั๊มนูนสีทอง กับโลโก้ตัวหนังสือ Moon ติดตั้งอยู่ โดยมีไฟแอลอีดีสีฟ้าอยู่ใต้โลโก้หนึ่งดวง สามารถเข้าไปปรับตั้งในเมนูให้ปิดได้

B : ปุ่มกดทั้ง 6 ปุ่มทำหน้าที่ 5 อย่าง เริ่มตั้งแต่ปุ่ม “Standbyใช้กดสลับโหมดการทำงานของตัวเครื่องระหว่าง Stand by กับ On คือใช้งาน, ปุ่ม “Displayใช้สำหรับเลือกระดับความสว่างของจอแสดงผล โดยกดเลือกความสว่างได้ 3 ระดับ และสามารถกดปิดจอได้ด้วยการกดปุ่มนี้ค้างไว้, ปุ่ม “Muteใช้กดเพื่อหยุดเสียงชั่วคราว ต้องการกลับมาเปิดเสียงให้กดซ้ำ หรือหมุนปุ่มวอลลุ่ม, ปุ่ม “Spk Offปุ่มนี้จะตัดสัญญาณเสียงจากช่อง output ทั้งหมดลง เหลือแต่ช่องหูฟังอย่างเดียว, ปุ่ม “Inputสองปุ่มด้านล่างมีไว้กดเลือกแหล่งอินพุต ซึ่งมีให้เลือกทั้งหมด 14 ช่อง เริ่มจาก Balanced, Analog, Phono, AES/EBU, Optical, SPDIF, USB, Network, Bluetooth, HDMI 1, HDMI 2, HDMI 3, HDMI 4 และ HDMI ARC

C : จอแสดงผลที่มีความสูง 2 .. x กว้าง 10 .. จะสลับเปลี่ยนการแสดงข้อมูลไปตามลักษณะการสั่งงานและแสดงข้อมูลของคอนเท็นต์ที่ใช้งานในขณะนั้นๆ

D : ปุ่มกด 5 ปุ่มนี้แบ่งกันทำหน้าที่ 2 อย่าง อย่างแรกคือ ปรับตั้งเมนูเพื่อกำหนดการทำงานของตัวเครื่อง ประกอบด้วยปุ่ม “Setupซึ่งทำหน้าที่เปิดเข้าสู่เมนูของเครื่อง และใช้ปุ่มหมุนในการหมุนเลือกหัวข้อ เมื่อต้องการทำการปรับตั้งที่หัวข้อเมนูไหน ก็กดที่ปุ่ม “OKเป็นการยืนยันการปรับตั้ง ส่วนอีก 3 ปุ่มที่กำกับด้วยเลข 1, 2, 3 เป็นปุ่มที่ใช้เก็บบันทึกสถานีวิทยุบนอินเตอร์เน็ตเพื่อการเข้าถึงอย่างรวดเร็วเมื่อต้องการฟัง

E : เป็นช่องเสียบแจ๊คหูฟังสเตริโอขนาด 6.3mm ซึ่งให้สัญญาณออกมาพร้อมกับช่องไลน์ เอ๊าต์พุตอื่นๆ หากต้องการฟังเสียงจากหูฟังอย่างเดียวไม่ต้องการให้มีเสียงออกที่ลำโพง ต้องกดปุ่ม “Spk Offเพื่อตัดสัญญาณเอ๊าต์พุตที่ช่อง line-out อื่นๆ

F : ปุ่มนี้ทำหน้าที่ 2 อย่าง อย่างแรกคือใช้เลื่อนหัวข้อในเมนู กับอีกหน้าที่คือใช้ปรับระดับความดัง (วอลลุ่ม) ซึ่งมีการแบ่งระดับความดังของวอลลุ่มออกเป็น 2 ช่วง คือช่วงแรกตั้งแต่ 0 – 30 แต่ละขั้นจะต่างกันเท่ากับ 1dB ส่วนช่วงที่สอง ตั้งแต่ขั้นที่ 30 ขึ้นไปจนถึง 80 จะต่างกันขั้นละ 0.5dB ซึ่งทุกครั้งที่ทำการปรับตั้งวอลลุ่ม จะปรากฏตัวเลขวอลลุ่มขึ้นโชว์บนจอแสดงผลด้วย

มีรีโมทไร้สายมาให้ใช้งานด้วย ส่วนขั้วต่อสำหรับการเชื่อมต่อสัญญาณอินพุต/เอ๊าต์พุต ทั้งที่เป็นสัญญาณดิจิตัล/อะนาลอก ทั้งแบบใช้สาย/ไร้สาย ถูกติดตั้งรวมกันอยู่บนแผงด้่านหลังทั้งหมด ไปไล่ดูกันว่า 390 เตรียมอะไรไว้ให้ใช้งานกันบ้าง..

เริ่มที่ช่องอินพุตกันก่อน ซึ่ง 390 มีช่องอะนาลอก อินพุตมาให้ใช้ทั้งหมด 3 ช่อง แยกเป็นอินพุตสำหรับสัญญาณอะนาลอกระดับ Line Level สองช่อง รองรับสัญญาณซิงเกิ้ลเอ็นด์ผ่านขั้วต่อ RCA หนึ่งช่อง กับรองรับสัญญาณบาลานซ์ผ่านขั้วต่อ XLR อีกหนึ่งช่อง ส่วนช่องที่สามเป็นช่องที่มีภาคขยายหัวเข็มของเครื่องเล่นแผ่นเสียง (Phono) ติดตั้งอยู่ด้านใน สามารถรองรับสัญญาณจากหัวเข็ม MM และ MC พร้อมมีพารามิเตอร์ให้ปรับตั้งค่าเพื่อไฟน์จูนให้แม็ทชิ่งกับหัวเข็มได้หลากหลาย โดยปรับได้จากหัวข้อเมนู “Software Setupของ 390

จุดเชื่อมกราวนด์จากเครื่องเล่นแผ่นเสียง

ที่นี้มาดูทางด้านอินพุตสำหรับสัญญาณดิจิตัลกันบ้าง ซึ่ง 390 จัดวางช่องดิจิตัล อินพุตแยกกันไว้เป็นกลุ่ม เริ่มจาก USB ซึ่งเป็นช่องอินพุตที่ Moon ตั้งใจออกแบบมาให้เป็นที่สุดของการเชื่อมต่อ คู่กับช่อง Network (Ethernet) โดยจัดให้มีความสามารถในการรองรับสัญญาณได้สูงที่สุดเมื่อเทียบกับช่องดิจิตัล อินพุตอื่นๆ คือรองรับสัญญาณ PCM ได้ตั้งแต่แซมปลิ้งเรต 44.1kHz ขึ้นไปจนถึงระดับสูงสุดคือ 384kHz ทั้งที่เป็นสัญญาณ PCM ตรงๆ และที่ผ่านการเข้ารหัสมาด้วยฟอร์แม็ต MQA และสามารถรองรับสัญญาณ DSD ได้ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นคือ DSD64 (2.8224MHz) ไปจนถึงระดับสูงสุดที่ DSD256 (11.289MHz)

ถัดมาคือช่อง SPDIF ผ่านขั้วต่อ Coaxial (single RCA) และ AES/EBU ผ่านขั้วต่อ XLR ซึ่งรองรับสัญญาณได้เฉพาะ PCM ตั้งแต่ระดับแซมปลิ้ง 44.1kHz ขึ้นไปจนถึง 192kHz ไม่รองรับสัญญาณ DSD แต่ที่พิเศษสำหรับสองช่องนี้ คือสามารถถอดรหัสสัญญาณ MQA ได้ด้วย เหมือนช่อง USB และ Network ซึ่งทำให้สองช่องนี้สามารถรองรับสัญญาณดิจิตัล PCM ที่มากับฟอร์แม็ต MQA ได้สูงสุดถึงระดับ 384kHz ขึ้นอยู่กับว่าในอัลบั้มนั้นๆ ทางสตูดิิโอจะเข้ารหัสมาด้วยระดับแซมปลิ้งเท่าไหร่

ตามมาด้วยช่อง Optical (Toslink) ซึ่งมีข้อจำกัดในการรองรับสัญญาณ คือรับได้เฉพาะสัญญาณ PCM ตั้งแต่ 44.1kHz ขึ้นไปจนถึง 96kHz เท่านั้น แต่ที่จำกัดสัญญาณที่รองรับมากที่สุดก็คือช่องอินพุตแบบไร้สายผ่านทางคลื่น Bluetooth คือรับแซมปลิ้งได้สูงสุดแค่ 48kHz เท่านั้น ซึ่งก็เป็นไปตามข้อจำกัดทางสเปคฯ ทางเทคโนโลยีของอินพุตนั้นเอง

ช่องอินพุตที่พิเศษมากๆ สำหรับ Moon 390 ก็คือช่องอินพุต HDMI ซึ่งไม่ค่อยจะพบเห็นในอุปกรณ์เครื่องเสียงประเภท external DAC ตัวไหนๆ เลย และให้มาเยอะมากด้วย คืออินพุต 4 ช่อง + เอ๊าต์พุต 1 ช่อง ซึ่งช่อง HDMI Out นั้นคุณสามารถนำไปเชื่อมต่อกับช่อง HDMI ARC ของทีวีได้ เพื่อดึงสัญญาณเสียงจากทีวีเข้ามาผ่าน Moon 390 เพื่อส่งต่อไปขยายที่เพาเวอร์แอมป์และส่งออกลำโพงได้ ใครที่อยากได้แอมป์ขยายเสียงจากทีวีให้มีคุณภาพสูงขึ้น แต่ไม่ได้ต้องการระบบเสียงเซอร์ราวนด์ อ๊อปชั่นนี้ของ Moon 390 ตรงวัตถุประสงค์ของคุณมากที่สุด

ส่วนช่อง HDMI input ช่องอื่นๆ สามารถรองรับสัญญาณเสียงจากอุปกรณ์เครื่องเล่นแผ่นอ๊อปติคัลประเภทต่างๆ ที่ปล่อยเอ๊าต์พุตทางช่อง HDMI ได้หมด ใครที่จะใช้เครื่องเล่นประเภท universal player ที่เล่นแผ่นได้ทุกฟอร์แม็ต ทั้งแผ่นหนังและแผ่นเพลงเป็นศูนย์กลางของซิสเต็มก็สามารถอาศัยช่องอินพุต HDMI ในการรองรับสัญญาณเสียงได้ ซึ่งรองรับสัญญาณ PCM ได้ตั้งแต่ 44.1kHz ขึ้นไปจนถึง 192kHz และยังสามารถรองรับสัญญาณ DSD64 ได้อีกด้วย

ถ้าคุณไม่สามารถเดินสาย LAN มาที่ 390 ได้ ถ้าจะใช้อินพุต Network หรือ AirPlay ก็จำเป็นต้องเชื่อมต่อด้วยคลื่น Wi-Fi ไร้สายด้วยการเสียบเสาอากาศ 2 ต้นเข้าที่จุดเชื่อมด้านซ้าย (ภาพบน) และจุดเชื่อมด้านขวา (ภาพล่าง) ซึ่งทำให้สามารถอาศัยคลื่น Wi-Fi ในการรับ/ส่งคำสั่งกับสัญญาณเสียงได้ แต่ประสิทธิภาพในการรับ/ส่งจะด้อยกว่าแบบใช้สาย โดยเฉพาะการรับ/ส่งสัญญาณที่มีแซมปลิ้งเรตสูงๆ อย่าง 352.8kHz, 384kHz และ DSD128 กับ DSD256 จะไม่ไหว ความแรงและความเสถียรของคลื่น Wi-Fi ในบ้านของคุณก็มีผลกับการรับ/ส่งสัญญาณด้วยวิธีไร้สายเช่นกัน ดังนั้น ถ้าเน้นประสิทธิภาพในการทำงาน และเน้นคุณภาพเสียงที่ดี แนะนำให้เชื่อมต่อด้วยวิธีใช้สายผ่านทางช่อง Ethernet จะให้ผลลัพธ์ดีกว่ามาก

Moon 390 มีช่องอะนาลอก เอ๊าต์พุตมาให้เลือกใช้ 3 ช่อง แยกเป็นสัญญาณเอ๊าต์พุตแบบ Variable output จำนวน 2 ช่อง ผ่านขั้วต่อ RCA และ XLR อย่างละช่อง กับแบบ Fixed output จำนวน 1 ช่อง ผ่านขั้วต่อ RCA ในกรณีที่ต้องการใช้งาน Moon 390 เป็น external DAC เพื่อต่อเข้าอินติเกรตแอมป์หรือปรีแอมป์ที่มีวอลลุ่มของตัวเอง แนะนำให้เลือกเอ๊าต์พุต Fixed เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาวอลลุ่มซ้อนวอลลุ่มซึ่งจะทำให้เสียงไม่ดี แต่ถ้าต้องการใช้ Moon 390 ในโหมดของปรีแอมป์ด้วย ทางผู้ผลิตแนะนำให้ใช้เอ๊าต์พุต XLR ซึ่งเป็นช่องทางที่ให้ประสิทธิภาพเสียงดีที่สุด แต่ในการใช้งานจริง แนะนำให้เช็คดูก่อนว่า เพาเวอร์แอมป์ที่เอามาต่อเชื่อมกับ Moon 390 ดีไซน์ภาคอินพุตเป็นบาลานซ์แท้หรือเปล่า.? ถ้าเพาเวอร์แอมป์มีช่องอินพุต XLR มาให้ แต่คุณไม่แน่ใจว่าภาคอินพุตของมันเป็นบาลานซ์แท้หรือเทียม แนะนำให้ลองฟังด้วยการเสียบใช้งานทางช่องบาลานซ์เทียบกับช่องอันบาลานซ์ แบบไหนให้เสียงออกมาดีกว่าก็เลือกเชื่อมต่อทางช่องนั้น อย่าลืมว่า คุณภาพของสายสัญญาณก็มีส่วนมากกับคุณภาพเสียงที่ได้ออกมา

ที่เหลือก็เป็นขั้วต่อสำหรับสัญญาณคอนโทรลจากระบบควบคุม Simlink (รูปบน) กับขั้วต่อสายไฟเอซีแบบสามขาถอดเปลี่ยนได้ พร้อมเมนสวิทช์สำหรับเชื่อมต่อไฟเอซีเข้าเครื่อง (ภาพล่าง)

ทดสอบ

เนื่องจาก Moon 390 วางตัวเองเป็น All-in-One ที่รวมเอาความสามารถของปรีแอมป์กับความสามารถในเชิง external DAC เข้ามาไว้ในตัว ผมจึงแยกการทดสอบ Moon 390 ออกเป็นสองช่วง คือช่วงแรก ใช้งาน Moon 390 เป็น external DAC เพียวๆ ทดลองใช้งานอินพุตดิจิตัลของมันอย่างเต็มที่ รวมทั้งฟังท์ชั่น Music StreamingMiNDด้วย และที่สำคัญที่สุดก็คือ เลือกใช้ช่องอะนาลอก เอ๊าต์พุตแบบ FIX ซึ่งปล่อยสัญญาณที่มีความแรงคงที่ ไม่ผ่านภาคปรีแอมป์ของ 390

หลังจากเก็บรายละเอียดการทดลองฟังเสร็จแล้ว ผมก็เปลี่ยนมาทดสอบภาคปรีแอมป์ของ Moon 390 ต่อไป

ทดสอบภาคปรีแอมป์ของ Moon 390

เพราะความหลากหลายที่มีมากขึ้นในยุคปัจจุบัน อาจทำให้คุณเกิดความสงสัยได้ว่า ระหว่าง external DAC ที่มีวอลลุ่มในตัวกับ ปรีแอมป์ที่มี DAC ในตัวมีความเหมือน หรือต่างกันอย่างไร.?

เพื่อคำตอบที่ชัดเจน กรุณาคลิ๊กอ่านจากบทความนี้ (ลิ้งค์) ซึ่งผมได้ทำการทดสอบคุณสมบัติของความเป็น ปรีแอมป์ของ Moon 390 ด้วยการนำเอาเพาเวอร์แอมป์ 3 ตัวมาทดลองจับคู่กับเอ๊าต์พุตของ Moon 390 ทดลองฟังเทียบกับใช้ external DAC ซึ่งมีราคาใกล้เคียงกันที่มีวอลลุ่มในตัวจับคู่กับเพาเวอร์แอมป์ทั้งสามตัวเหมือนกัน เพาเวอร์แอมป์ทั้งสามตัวที่ผมเอามาทดลองฟังภาคปรีแอมป์ของ Moon 390 ก็มีรุ่น EDGE W ของ Cambridge Audio (100W @ 8โอห์ม), รุ่น Model 125 ของ Jeff Rowland (125W @ 8โอห์ม / 250W @ 4โอห์ม) และ VTL รุ่น MB-125 monoblock (triode 50W / tetrode 100W @ 5โอห์ม)

ผลลัพธ์จากการทดลองฟังภาคปรีแอมป์ของ Moon 390 มีความแตกต่างกันชัดเจนมากเมื่อสลับจับคู่กับเพาเวอร์แอมป์ทั้งสามตัว ซึ่งคำอธิบายในทางทฤษฎีก็น่าจะเป็นเรื่องของ matching ทั้งในส่วนของ gain matching ที่ส่งผลกับคุณภาพเสียงโดยรวมอย่างมาก และตัวแปรในส่วนที่เป็นพารามิเตอร์อื่นๆ ที่ส่งผลต่อบุคลิกของเสียงด้วย

ในสเปคฯ ของ 390 ระบุเกนขยายของเอ๊าต์พุตของ 390 ไว้ที่ 10dB ซึ่งในแง่ของ ความดังเมื่อจับคู่กับเพาเวอร์แอมป์ทั้งสามชุดที่ผมใช้ทดสอบ พบว่ามันไปด้วยกันได้สบายๆ ซึ่งแนวการออกแบบของ Moon จะเน้นเกนขยายระดับกลางๆ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา overload ที่อินพุตของเพาเวอร์แอมป์ และทำให้ยูสเซอร์มีวอลลุ่มเหลือไว้ compensate กับ source ที่มีเกนต่ำๆ ได้อีกเยอะโดยเฉพาะเมื่อใช้ source ในตัว 390 เอง ยกตัวอย่างเช่น เมื่อใช้อินพุต Network หรือ USB เล่นไฟล์เพลง ซึ่งอาศัยภาค DAC ในตัว 390 เอง เมื่อจับคู่กับ EDGE W ของแคมบริดจ์ ออดิโอ ผมใช้ระดับวอลลุ่มที่ Moon 390 อยู่ระหว่าง 35 – 50 สเต็ปเท่านั้น (สูงสุดอยู่ที่ 80)

ทางด้านเกนแม็ทชิ่ง (gain matching) เพื่อ ความดัง” (Level) ของเสียง สำหรับภาคปรีฯ ของ Moon 390 ถือว่าผ่านครับ ไม่มีปัญหามีสแม็ทช์กับเพาเวอร์แอมป์ทั้งสามตัวที่ผมนำมาทดสอบ แต่ทางด้านคุณภาพเสียงและบุคลิกเสียงที่ได้ออกมา มันขึ้นอยู่กับลำโพง + สายสัญญาณ + สายลำโพงด้วย ซึ่งก็เป็นประเด็นเดียวกันกับการแม็ทชิ่งปรีแอมป์ธรรมดาทั่วไปนั่นเอง

ภาคขยายหัวเข็มของ Moon 390

น่าเสียดายจริงๆ ที่เครื่องเล่นแผ่นเสียง Acoustic Signatue รุ่น Manfred ของผมป่วย มีปัญหาใช้งานไม่ได้กระทันหัน ผมจึงใช้เครื่องเล่นแผ่นเสียงของ Sony รุ่น PS-HX500 ราคาแค่หมื่นกว่าบาทมาลองเล่นกับ Moon 390 เพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพเสียงของภาคโฟโนที่อยู่ในตัว Moon 390 ซึ่งก็พอได้เรื่องอยู่เหมือนกัน ขนาดผมใช้หัวเข็มที่ติดมากับเครื่องเล่น เสียงที่ได้ก็ออกมาดีเกินคาด น้ำเสียงออกแนวฟังสบาย น้ำหนักเสียงอ่อนไปนิด น่าจะเป็นเพราะคุณภาพของตัวเครื่องเล่นและหัวเข็มที่ต่ำไปหน่อย แต่เท่าที่ทดลองปรับตั้งค่าพารามิเตอร์ที่ให้มาในเมนู ก็พบว่ามันเป็นประโยชน์มากและปรับได้ละเอียดด้วย โดยเฉพาะ gain ซึ่งให้ค่ามาให้เลือกให้แม็ทชิ่งกับหัวเข็มมากถึง 4 ค่า ตั้งแต่ 40dB, 54dB, 60dB และ 66dB สามารถปรับตั้งอิมพีแดนซ์ได้ 5 ค่าคือ 47k Ohm, 1k Ohm, 470 Ohm, 100 Ohm และ 10 Ohm ปรับคาปาซิแตนซ์ได้ 3 ค่า คือ 0 mf, 100 mf และ 470 mf และยังเลือกปรับตั้งกราฟ EQ ได้ 2 ค่า ระหว่างมาตรฐาน RIAA และมาตรฐาน IEC แสดงให้เห็นว่า Moon 390 ไม่ได้ให้อินพุต Phono มาเล่นๆ เลย

ภาคขยายหูฟังของ Moon 390

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งฟังท์ชั่นที่ผมไม่ได้คาดหวังอะไรไว้มากตั้งแต่แรก แต่หลังจากได้ลองฟังแล้วก็ต้องยอมรับว่า Moon 390 ไม่ได้ให้เอ๊าต์พุตหูฟังมาเล่นๆ เหมือนกัน ผมลองใช้มันขับหูฟังฟูลไซร้สองตัวคือ AKG รุ่น K702/65th ซึ่งมีความต้านทานต่ำ (อิมพีแดนซ์ 62 โอห์ม / ความไว 105dB) กับ Sennheiser รุ่น HD650 ที่มีความต้านทานสูงมาก (อิมพีแดนซ์ 300 โอห์ม / ความไว 103 dB) ปรากฏว่า ภาคขยายหูฟังที่ Moon 390 ให้มาสามารถขับดันหูฟังทั้งสองตัวออกมาได้สบายๆ สามารถซึมซับอรรถรสของดนตรีได้อย่างน่าพอใจ

เสียงของ Moon 390

ตอนทดสอบ Moon 390 ในบทบาทของปรีแอมป์ ผมพบว่า 390 ให้ผลลัพธ์ทางด้าน คุณภาพเสียงที่ผมพอใจมาก อย่างแรกคือ พื้นเสียงสงัดดี แม้ว่าจะจับคู่กับเพาเวอร์แอมป์หลอดก็ปรากฏว่าไม่มีเสียงซ่าหรือฮัมออกมาจากทวีตเตอร์เลย เนื้อเสียงก็ออกมานวลและแน่นดี ไม่มีอาการแข็งและแห้งเป็นดิจิตัลอย่างที่ผมกังวลตั้งแต่ก่อนทดสอบ เพราะเห็นว่าในตัวมันมีฟังท์ชั่นอะไรต่อมิอะไรเข้าไปอัดแน่นกันอยู่ในนั้นเต็มไปหมด แต่พอได้ทดลองฟังเสียงแล้วยอมรับว่าผิดคาดเลย เสียงที่ได้ออกมามีความสะอาดมาก noise ต่ำจนไม่มีนัยยะให้รู้สึก เสียงเปิดและลอย แบนด์วิธขยายกว้างทั้งด้านบน (แหลม) และด้านล่าง (ทุ้ม) ไดนามิกสวิงได้อย่างเต็มที่ ไม่มีอาการอั้น ต้องปรบมือให้ทีมออกแบบของ Moon ที่จัดการกับส่วนประกอบต่างๆ ใน Moon 390 ให้ผนึกอยู่ในตัวถังเดียวกันได้อย่างไร้ปัญหา และฉายประสิทธิภาพออกมาได้อย่างเต็มที่

ส่วน บุคลิกเสียงที่ได้จากภาคปรีแอมป์ของ 390 มีความเบี่ยงเบนมาก คือมันสวิงไปตามเพาเวอร์แอมป์และสายสัญญาณกับสายลำโพงที่ทดลองใช้ จะสรุปออกมาเป็นแนวใดแนวหนึ่งไม่ได้ชัดเจน ถ้าจะให้ผมสรุปจากประสบการณ์ที่ได้ยินจากการทดสอบ ก็อยากจะใช้คำว่า ภาคปรีแอมป์ของ Moon 390 มีความเป็น มอนิเตอร์ค่อนข้างสูง คือมันมีความไวในการปรับเปลี่ยนเสียงไปตามเพาเวอร์แอมป์กับสายเชื่อมต่อมากพอสมควร ในแง่นี้สำหรับผม ผมถือว่าเป็นแง่บวกนะ เพราะมันทำให้ผมสามารถปรับจูนเสียงตามที่ต้องการได้ ผมชอบมากกว่าปรีแอมป์ที่มีบุคลิกของตัวเองชัดๆ และไม่ค่อยโอนอ่อนไปตามอุปกรณ์ตัวอื่นๆ แบบนั้นมันปรับจูนเสียงยาก ซึ่ง DAC ที่มีวอลลุ่มในตัวมักจะมีพฤติกรรมแบบที่ว่านี้ คือมีบุคลิกเสียงที่ชัดเจนไปในทิศทางหนึ่งและยากในการปรับจูน คือมีสแม็ทช์ง่าย ซึ่ง Moon 390 ตัวนี้ไม่เป็นแบบนั้น สาเหตุก็น่าจะเป็นเพราะว่า ภาคปรีแอมป์ของ Moon 390 เอามาจากรุ่น 350p ซึ่งเป็นปรีแอมป์แท้ๆ นั่นเอง ไม่ได้ไปเอาชิป OP-Amp กับวอลลุ่มมาเชื่อมต่อกับเอ๊าต์พุตของชิป DAC ตรงๆ

ถ้าอยากทราบแนวเสียงที่เป็นตัวตนของ Moon 390 จริงๆ ผมคิดว่า ตอนที่ทดสอบในบทบาทของ external DAC + music streamer น่าจะบอกได้ชัดที่สุด และเลือกใช้ช่อง pre-out แบบ Fix ซึ่งผมจะขอเอาข้อมูลที่ผมทำ short note ไว้ตอนทดลองฟังอัลบั้มเพลงผ่านฟังท์ชั่น MiND ของ Moon 390 มาอธิบายแนวเสียงของ Moon 390 ก็แล้วกัน

อัลบั้ม : The TBM Sounds! (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Various Artists

คนที่เล่นเครื่องเสียงมานานกว่า 5 ปี จะต้องรู้จักสังกัด FIM (First Impression Music) ซึ่งเป็นสังกัดเพลงของนักเล่นเครื่องเสียงเอเซียนามว่า Winston Ma (ปัจจุบันเขาได้เสียชีวิตลงแล้ว เมื่อปี 2016) ซึ่งเป็นสังกัดเพลงที่เน้นผลิตแผ่นเพลงคุณภาพเสียงดี เพลงน่าฟัง มีความเป็นดนตรีสูง ค่ายนี้จะเน้นเทคนิคในการทำมาสเตอริ่งและเน้นคุณภาพในการปั๊มแผ่นมากเป็นพิเศษ มีงานเพลงดีๆ ของศิลปินจำนวนไม่น้อยที่ Winston Ma หยิบมาผลิตออกจำหน่ายต่อเนื่องมาหลายปี บางชุดนั้นถูกทำซ้ำออกมาหลายครั้ง เมื่อมีเทคโนโลยีในการผลิตแผ่นเพลงใหม่ๆ ออกมา

ค่ายบันทึกเสียงที่ชื่อว่า Three Blind Mice ของประเทศญี่ปุ่นก็เป็นหนึ่งในค่ายเพลงที่ Winston Ma ชื่นชอบเป็นส่วนตัว เขาซื้อลิขสิทธิ์เพลงในสังกัดของ Three Blind Mice มาผลิตออกจำหน่ายอยู่ตลอด อัลบั้มชุด The TBM Sound! ที่ผมหยิบมาทดสอบ Moon 390 ครั้งนี้ก็เป็นหนึ่งในงานอัลบั้มระดับ masterpiece ที่ค่าย First Impression Music (FIM) ทำออกมา มันถูกปั๊มลงไปบนแผ่น CD ด้วยกระบวนการพิเศษที่ทางค่าย FIM เรียกว่า UHD 32-Bit Pure Reflection Process เป็นความพยายามที่จะทำแผ่นซีดีที่ให้คุณภาพเสียงออกมา เต็มตามมาตรฐาน red book อย่างแท้จริง

ผมได้อัลบั้มชุดนี้มานานมากแล้ว จำได้ว่าครั้งแรกที่ฟังด้วยเครื่องเล่นซีดี ก็รู้สึกได้ถึงคุณภาพเสียงที่ออกมาดีกว่าอัลบั้มเต็มที่ค่ายเพลง Three Blind Mice ทำออกมาจำหน่าย เมื่อผมริปเพลงในอัลบั้มนี้ออกมาเป็นไฟล์ WAV 16/44.1 แล้วนำมาฟังผ่าน Moon 390 ทางอินพุต MiND ผมพบว่า เสียงที่ได้ยินจากอัลบั้มชุดนี้มันออกมา ดีกว่าตอนที่ฟังผ่านเครื่องเล่นซีดีเยอะมาก (เครื่องเล่นซีดีราคา 4 หมื่นกว่าบาท) เริ่มตั้งแต่แทรคแรก Midnight Sugar งานเพลงแจ๊สสามชิ้น กลองเปียโนเบส ของ Tsuyoshi Yamamoto Trio ซึ่งตัดมาจากแทรคแรกของอัลบั้มชื่อเดียวกัน สิ่งที่ Moon 390 แสดงออกมาให้ผมเห็นว่า Midnight Sugar เวอร์ชั่นนี้ Ultra HD 32-Bit นี้ดีกว่าเวอร์ชั่นซีดีธรรมดาที่ผมมีอยู่ก็คือ บรรยากาศซึ่งเวอร์ชั่นซีดีธรรมดาของค่าย Three Blind Mice เองจะให้ตัวเสียงของแต่ละชิ้นดนตรีออกมาเข้มข้น หนาแน่น ในขณะที่เวอร์ชั่น UHD 32-Bit ให้แอมเบี้ยนต์ออกมาดีกว่า รู้สึกได้ถึงมวลอากาศที่ห้อมล้อมอยู่รอบๆ ตัวเสียงทั้งหมดได้มากกว่า และ Moon 390 ยังโชว์ให้เห็นอีกว่า ไดนามิกคอนทราสน์ของเวอร์ชั่น UHD 32-Bit มีลักษณะที่คลี่คลายมากกว่า ทำให้ได้เสียงที่มีความผ่อนคลาย ไม่เร่งรัด ไม่เข้มข้นจนขาดหางเสียงที่ทอดตัวและขาดมวลอากาศที่กระเพื่อมตัวไปตามฮาร์มอนิกของเสียงเบส

ในเพลงร้องยิ่งเห็นได้ชัดว่าเวอร์ชั่น UHD 32-Bit ให้ความผ่อนคลายมากกว่า เวทีเปิดโล่งกว่า จากแทรคที่ชื่อว่า “And I Love You Soซึ่งตัดมาจากแทรคที่ 7 จากอัลบั้มชุด A Touch of Love งานของ Yoshiko Goto ซึ่งความละเอียดของภาค DAC ของ Moon 390 ฟ้องให้เห็น (ด้วยหู) ว่า เสียงร้องของโยชิโกะในแทรคนี้ที่เป็นเวอร์ชั่นซีดีธรรมดาจะมีอารมณ์ที่เย็นชา ไม่ค่อยออดอ้อน ไม่ผ่อนคลายเท่ากับเวอร์ชั่น UHD 32-Bit และเมื่อฟังไปยาวๆ ผมพบว่า Moon 390 มีความโดดเด่นในการถ่ายทอดรายละเอียดของเสียงจากไฟล์เพลงออกมาได้เยอะมาก แต่เนื่องจากภาค analog output ของ Moon 390 ถูกจัดอีควอไลเซชั่นที่มีโทนราบเรียบ ไม่ได้เน้นปริมาณของเสียงในย่านสูงมากเป็นพิเศษเหมือน external DAC ยุคแรกๆ ที่พยายามโชว์รายละเอียดในย่านแหลมมากเกินไป ซึ่งผลจากการปรับจูนเสียงของ Moon 390 ออกมาในลักษณะที่ไม่เน้นเสียงแหลมออกมามากเกินไปแบบนี้ ร่วมกับพื้นเสียงที่สะอาดมาก ทำให้น้ำเสียงโดยรวมมีความนุ่มนวล ไม่รกหู ฟังง่าย และเมื่อรายละเอียดในย่านแหลมไม่เยอะ ก็ทำให้ประสาทหูของเรารับรู้กับรายละเอียดทางด้านกลางและทุ้มได้ชัดเจนมากขึ้น ยิ่งทำให้ได้อรรถรสในการฟังมากขึ้น เพราะจริงๆ แล้ว สาระของเพลงส่วนใหญ่จะมีรายละเอียดอยู่ในย่านกลางมากกว่าความถี่ในย่านอื่น

อัลบั้ม : Red Hot Audiophile 2010 (DSF64)
ศิลปิน : Various Artists

หลังจากทดลองฟัง Moon 390 ไปเรื่อยๆ ผมก็มาสะดุดหูกับอัลบั้มชุดนี้ ซึ่งผมเพิ่งจะซื้อมาจากร้าน Neo Entertainment Gallery ของคุณหนุ่มที่เชียงใหม่ตอนไปทำกิจกรรมที่ร้านคุณหนุ่มเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี้เอง ในแทรคแรกของอัลบั้มนี้คือเพลง Silence ที่ตัดมาจากงานอัลบั้มชุด Joel Xavier & Ron Carter In New York ซึ่งเป็นเพลงที่มีแค่เสียงอะคูสติกเบสของรอน คาร์เตอร์กับเสียงกีต้าร์สายเอ็นของโจเอล ซาเวียร์ ซึ่งครั้งแรกที่ได้ยินเพลงนี้ผ่าน Moon 390 ผมถึงกับหูผึ่ง เพราะ Moon 390 ถ่ายทอดเสียงอะคูสติกเบสของรอนในแทรคนี้ออกมาได้เพอร์เฟ็กต์มาก คือผมไม่แค่ได้ยินเสียงเบส แต่รายละเอียดที่ Moon 390 ถ่ายทอดออกมานั้น มันแทบจะทำให้ผม มองเห็นเลยว่ารอนทำอะไรกับเบสของเขา แต่ละโน๊ตที่เด้งดึ๋งออกมาในอากาศนั้น เขากระทำอย่างไรกับสายเบสบ้าง มีทั้งดีดลงไปตรงๆ กดแล้วปล่อยเพื่อขยายหางเสียงให้ยืดออกไป ดีดแล้วแตะนิ้วมือซ้ายบนตัวสายเพื่อให้เสียงหยุดกระชั้น ฯลฯ ผมได้ยินเทคนิคเหล่านี้ปรากฏออกมาชัดผ่าน Moon 390 ซึ่งในขณะเดียวกัน ผมก็ได้ยินรายละเอียดของเสียงกีต้าร์สายเอ็นที่โจเอลเล่นด้วยเทคนิคต่างๆ ออกมาชัดเจนไม่แพ้กัน

มีอยู่ช่วงหนึ่ง ผมทดลองใช้งาน Moon 390 ร่วมกับซิสเต็มแนววินเทจ ประกอบด้วยอินติเกรตแอมป์หลอดซิงเกิ้ลเอ็นด์ Opera/Consonance รุ่น Reference 5.5 MK II จับกับลำโพง JBL : Model 4318 Studio Monitor เพื่อดูว่า Moon 390 จะไปกับซิสเต็มแนวนี้ได้หรือไม่ ผมปรับใช้ Moon 390 ในลักษณะเป็น Network Player โดยอาศัยแอพลิเคชั่น MiND ในการควบคุมการเล่นไฟล์เพลงผ่านเน็ทเวิร์ค ใช้ภาค DAC ในตัว Moon 390 และเลือกใช้ช่องอะนาลอก เอ๊าต์แบบ FIX เป็นการผสมผสาน source ยุคใหม่ เข้ากับแอมป์+ลำโพงยุคเก่า

ผลปรากฏว่า เสียงออกมาดีมากๆ แทนที่จะเข้ากันไม่ได้อย่างที่คาดเดา แต่กลับกลายเป็นว่า เอ๊าต์พุตที่มีเกนสูงของ Moon 390 นอกจากจะทำให้เสียงออกมามีรายละเอียดแล้ว ยังไปทำให้อินติเกรตแอมป์หลอด Reference 5.5 MK II มีกำลังมากขึ้นโดยปริยาย สามารถควบคุมลำโพงได้ดีขึ้น เสียงแผ่ออกมาเต็ม และยังได้ความผ่อนคลายซึ่งเป็นบุคลิกธรรมชาติของแอมป์หลอดซิงเกิ้ลเอ็นด์ติดออกมาด้วย ได้น้ำเสียงออกมาอุ่นๆ น่าฟังมากๆ

แอพฯ MiND ของ Moon

แอพฯ MiND ที่ Moon ออกแบบขึ้นมาให้ใช้ควบคุมการเล่นไฟล์เพลงบน Moon 390 ผ่านเน็ทเวิร์คนั้นใช้งานง่ายมาก แม้ว่าจะไม่ได้เป็นแอพฯ ที่มีอินเตอร์เฟซสวยหรูและดูทันสมัย แต่มันก็ใช้งานได้เสถียรดี

นอกจากใช้ควบคุมการเล่นไฟล์เพลงแล้ว บนแอพฯ ตัวนี้ยังสามารถใช้ควบคุมการทำงานของตัวเครื่อง 390 ได้อีกด้วย อย่างเช่น เลือกอินพุต และเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการเช่าเพลงบนอินเตอร์เน็ตรายใหญ่ๆ อย่าง TIDAL และ Deezer รวมทั้งผู้ให้บริการเช่าไฟล์เพลงไฮเรซฯ อย่าง HIGHRES AUDIO และ Qobuz ซึ่งน่าเสียดายว่ายังไม่ได้ให้บริการในไทย

และที่เจ๋งมากก็คือว่า Moon 390 รองรับการเล่นไฟล์ MQA ได้ด้วย สามารถคลี่ MQA ออกมาได้สุดทาง ตามที่บันทึกมาจากสตูดิโอ ให้เสียงออกมาดีมาก ซึ่งคุณมีทางเลือกในการเล่นไฟล์ MQA กับ Moon 390 ได้ 2 ทางขึ้นอยู่กับว่าสัญญาณ MQA นั้นมาจากไหน คือก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การที่คุณจะได้มาซึ่งไฟล์เพลงที่เข้ารหัสด้วย MQA มีอยู่ 2 แหล่ง แหล่งแรกคือ ได้มาจากการสตรีมมาจากเซอร์ฟเวอร์ของ TIDAL กับอีกแหล่งคือจากแผ่น MQA-CD ในกรณีนำมาเล่นผ่าน Moon 390 ถ้าเป็นไฟล์ที่สตรีมมาจาก TIDAL คุณก็ต้องใช้แอพฯ MiND ในการสตรีม (ต้องสมัครเสียเงินค่าสมาชิกรายเดือนให้กับ TIDAL ก่อน) แต่ถ้าคุณซื้อแผ่น MQA-CD มาเล่นกับ Moon 390 คุณต้องนำแผ่น MQA-CD ไปเล่นบนเครื่องเล่นแผ่นที่ปล่อยสัญญาณ PCM ผ่านออกมาทางช่อง SPDIF (coaxial หรือ optical) แล้วใช้สายดิจิตัล (coaxial หรือ optical) เชื่อมต่อระหว่างเอ๊าต์พุตของเครื่องเล่นแผ่นกับอินพุต SPDIF ของ Moon 390 ซึ่งจะทำให้ Moon 390 สามารถถอดรหัส MQA ออกมาได้

แต่ถ้าคุณริปแผ่น MQA-CD ออกมาเป็นไฟล์ แล้วจะเอาไฟล์นั้นมาเล่นกับ Moon 390 เพื่อให้ Moon 390 ถอดรหัส MQA ให้ กรณีนี้ คุณต้องนำไฟล์ MQA นั้นไปเล่นด้วยโปรแกรม roon แล้วส่งสัญญาณมาที่ Moon 390  (Bโดยเข้าทางอินพุต USB หรือทางอินพุต Network ก็ได้ ในภาพด้านบน ผมริปแผ่น MQA-CD ออกมาเป็นไฟล์ WAV (A) แล้วเล่นด้วย roon บนคอมพิวเตอร์ Mac mini ส่งสัญญาณมาที่ Moon 390 ผ่านเข้าทางอินพุต Network ของ Moon 390 ซึ่ง Moon 390 สามารถคลี่ MQA ของอัลบั้มนี้ออกมาได้สุดซอยคือไปถึง 352.8kHz เต็มๆ !!! (Cเสียงออกมาดีกว่าฟังจากแผ่นซีดีเยอะมากๆ สาเหตุที่ Moon 390 ทำอะไรแบบนี้ได้ก็เพราะว่า Moon 390 มีคุณสมบัติเป็น Roon Ready นั่นเอง (ต้องการดูข้อมูล Roon Ready เพิ่มเติม คลิ๊กเลย!)

สรุป

โอ้ยย… ผมว่า Moon 390 ตัวนี้สุดแล้วครับ! มันเป็นเครื่องเสียงที่ทำอะไรได้ครบทุกอย่างตามที่โฆษณาไว้จริงๆ และที่น่าทึ่งมากๆ ก็คือว่า มันทำงานแต่ละหน้าที่ออกมาได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจมากๆ ทุกอินพุตที่ให้มา มันให้คุณภาพเสียงออกมาดีตามมาตรฐานของอินพุตนั้นๆ มีความเสถียรสูง ไม่มีอาการติ๊งต๊องเลยตลอดการทดสอบที่อยู่กับผมนานแรมเดือน

ใครต้องการเครื่องเสียงประเภท All-in-One ที่มีความสมบูรณ์แบบในตัวเดียว ผมแนะนำให้ไปลองสัมผัส Moon 390 ตัวนี้เลยครับ ไม่ผิดหวังแน่ๆ ขอแค่หาเพาเวอร์แอมป์ดีๆ สักตัว ถ้าให้ชัวร์ก็ควบเอาเพาเวอร์แอมป์ Moon รุ่น 330A มาด้วยกันเลย เพราะเป็นเพาเวอร์แอมป์ที่ออกแบบมาจับคู่กันอยู่แล้ว หรือถ้างบไม่ถึง ก็สามารถลดงบเพาเวอร์แอมป์ลงมาเล่นของ Audiolab รุ่น 8300XP ก็ได้ ราคาไม่ถึงห้าหมื่น ดูจากสเปคฯ แล้วน่าจะไปด้วยกันได้ดี /

**************************
ราคา
: 188,000 บาท / ตัว
**************************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
:
Elpa Shaw Co., Ltd.
โทร
. 0-2256-9683

facebook : @elpashawth

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า