‘Ummagumma’ – เสพสังวาสดนตรีสโมสร ของ พิงค์ ฟลอยด์ [Part I]

[1] ความหมายและการทดลองก้าวล้ำ

คณะดนตรีพิงค์ ฟลอยด์ (Pink Floyd) อยู่ในสภาวะหลักลอย และไม่สามารถค้นพบแนวทางที่ฉีกและแตกต่างออกไปจากยุคเริ่มต้นได้อย่างรวดเร็ว ยังคาราคาซังกับยุคหลัง ซิด บาร์เร็ตต์ (PostSyd Barrett) ซึ่งเป็นคนชี้นำทิศทางดนตรีและความคิดของวงมาตั้งแต่แรกเริ่ม

ความพยายามที่จะทิ้งรอยทางดนตรีของซิดให้หลุดออกไปจากบุคลิกของวงไม่สามารถทำได้อย่างเด็ดขาด ยังมีอิทธพลอยู่อย่างมาก ดังเช่นอัลบั้ม Ummagummaชุดนี้ที่พยายามตั้งให้สมาชิกทั้งหมดของวงแสดงเดี่ยวในแนวทางดนตรีของตัวเองออกมาอย่างเข้มข้นในแต่ละคน

ผลรวมที่เป็นแนวความคิดเฉพาะของการร่วมกันเชื่อมผลงานดนตรีแต่ละส่วนของสมาชิกแต่ละคนเข้าไว้ด้วยกัน ริชาร์ด ไรต์ นำเสนอ ดนตรีสูท 4 ส่วนในแบบคีย์บอร์ดอวองต์การ์ด, โรเจอร์ วอเตอร์ส ฟุ้งกระจายเปรอะเปื้อนอย่างไม่มีจุดสิ้นสุดกับเสียงเอฟเฟ็คต์, นิค เมสัน ปลดปล่อยตัวเองเกือบ 9 นาทีกับการด้นสดโชว์ปฏิภาณด้านการตีกลองและเสียงผ่านเครื่องเคาะต่างๆ, เดวิด กิลมอร์ ก็แทรกซอนซาวด์กีตาร์ของเขาลงไปในชิ้นหรือท่อนดนตรีของตัวเองแบบตามน้ำไป

Ummagummaเป็นอัลบั้มชุดที่ 4 ของคณะดนตรี พิงค์ ฟลอยด์ (Pink Floyd) ออกมาเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ปี 1969 (.. 2512) ภายใต้สังกัด ฮาร์เวสต์ เรคคอร์ดส (Harvest Records) โดยเป็นอัลบั้มคู่แผ่นแรกเป็นบันทึกการแสดงสดจากคอนเสิร์ตที่มาเธอร์ คลับ ในเมืองเบอร์มิงแฮม และที่วิทยาลัยพาณิชย์แห่งเมืองแมนเชสเตอร์ประเทศอังกฤษ และส่วนที่ 2 เป็นการบันทึกเสียงที่สตูดิโอแอ็บบี โรด อันเลื่องชื่อ

ความยาวโดยรวมทั้งหมดในอัลบั้มคือ 86.21 นาที แบ่งเป็นภาคบันทึกเสียงจากการแสดงสด 39.36 นาที และภาคสตูดิโอหรือห้องบันทึกเสียง 46.56 นาที

แม้ว่าอัลบั้มชุดนี้จะได้แรงตอบรับค่อนข้างดีในช่วงที่ออกมา และติดในอันดับที่ 5 ของชาร์ตอัลบั้มเพลงฮิตอังกฤษ แต่มันดูไม่สบอารมณ์และเป็นที่ชื่นชอบของทางวงเท่าไหร่ โดยวัดได้จากความคิดเห็นที่แสดงออกมาเวลาให้สัมภาษณ์จะมีมุมมองในด้านลบอยู่อย่างไม่มิดเม้ม

อย่างไรก็ตาม ทางสมาชิกทุกคนของคณะดนตรีพิงค์ ฟลอยด์ ก็ดูเหมือนจะไม่สนใจใยดีต่ออัลบั้มชุดนี้เท่าใดนัก ในภายหลังเมื่อมารำลึกถึงอัลบั้ม ‘Ummagummaต่างก็พูดถึงในเชิงลบ มือเบสและคนเขียนเพลง โรเจอร์ วอเตอร์ส บอกว่า “มันเป็นอะไรที่หายนะ

ปี 1984 (.. 2527) นิค เมสัน มือกลอง พูดแบบอ้อมค้อมว่า “ผมคิดว่ามันดีมากๆ และต้องพยายามทำความเข้าใจเล็กน้อย มันเป็นเรื่องของธุรกิจล้วนๆ ที่ทุกคนเจ็บแสบ ” ซึ่งต่อมาเขาก็อรรถาธิบายจนเห็นภาพว่า “มันเป็นการทดลองที่ล้มเหลว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ พวกเราจะไม่ทำอย่างนี้อีกครั้ง 

ส่วนในปี 1995 (.. 2538) เดวิด กิลมอร์ มือกีตาร์ นิยามอัลบั้มนี้ไว้กระชับสั้นว่า “น่าสะพรึง

สตูดิโออัลบั้มชุดนี้เกิดขึ้นมาจากการที่ ริชาร์ด ไรต์ มือคีย์บอร์ดต้องการที่จะสร้าง ‘ดนตรีที่จริง(real music) อัลบั้ม ‘Ummagummaเป็นหลักหมายที่แสดงถึงความเฉพาะตัวที่หลายหลากเป็นครั้งแรกของ พิงค์ ฟลอยด์

เริ่มต้นจากการนำการแสดงสดมาใส่ในอัลบั้ม และผนวกด้วยงานแบบสตูดิโออัลบั้ม วัตถุประสงค์ที่ทำเช่นนี้ เพราะต้องการให้สมาชิกในวงทุกคนได้ฉายแสงประกายฝีมือและความสามารถของตัวเองออกมา เป็นผลสืบเนื่องมาจากที่ ริค ไรต์ มือคีย์บอร์ด ได้ออกมาเตือนและแสดงความกังวลถึงกรอบที่คุมขังความเป็นปัจเจกของสมาชิกแต่ละคนที่เล่นดนตรีอย่างเข้มงวดอยู่ในรูปแบบของคณะดนตรีร๊อค

ในส่วนของการแสดงสดโปรดิวซ์กันเองโดยทางวง ส่วนงานในแบบสตูดิโออัลบั้มได้หวนกลับไปพึ่งพาบริการจากโปรดิวเซอร์ในยุคแรกจากชุดที่ 1 กับ 2 นั่นคือ นอร์แมน สมิธ (Norman Smith)

แรงตอบรับของอัลบั้มชุดนี้ในเชิงวิพากษ์วิจารณ์นั้นค่อนข้างออกมาดี นิตยสารไทม์ส (Times) ที่เป็นเวอร์ชันวางจำหน่ายทั่วโลก ได้เขียนถึงในส่วนของการแสดงสดที่บรรจุอยู่ว่า

บางทีอาจจะเป็นหนึ่งในการบันทึกเสียงการแสดงสดที่ดีที่สุดเท่าที่เคยได้ฟังมา 

ทางด้าน นิตยสารว๊อกซ์ (Vox) เขียนว่า ‘ในส่วนของการแสดงสดถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลเท่าที่เคยมีมา 

เมื่อเจาะหาที่มาที่ไปของรากศัพท์คำว่า Ummagumma ถือเป็นคำแสลง (slang) หรือถ้อยคำหรือสำนวนที่ใช้เข้าใจกันเฉพาะกลุ่มหรือชั่วระยะเวลาหนึ่ง ไม่ใช่ภาษาที่ยอมรับกันว่าถูกต้อง โดยใช้เกือบจะเฉพาะถิ่นในพื้นที่ เดอะ แคมบริดเชอร์ ซึ่งเป็นมณฑลในอังกฤษในสหราชอาณาจักร ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกของอังกฤษ มีเมืองหลวงของมณฑลคือ เคมบริดจ์ มีเนื้อที่ 3,389 ตารางกิโลเมตร และมีประชาชนรวมทั้งสิ้นประมาณ 760,700 คน

คำนี้หมายความว่า “เสพสังวาส ร่วมรัก หรือการมีเพศสัมพันธ์” ถ้าภาษาปากง่ายๆ คือ ‘fucking’ (คงไม่ต้องแปลเป็นภาษาปากแบบไทย) ซึ่งสมาชิกของพิงค์ ฟลอยด์ ได้ศัพท์คำแสลงมาจากที่นี่

มีการคาดคะเนว่ามาจากปากของเพื่อนที่ชื่อ เอียน ‘อีโม’ มัวร์ (Iain ‘Emo’ Moore) ที่นิยมออกไปผจญภัยแสวงหาประสบการณ์ทางเพศ และมาพบเพื่อนที่อยู่คณะดนตรีพิงค์ ฟลอยด์ เขามักจะพูดบอกว่า “ผมกลับมาบ้านเพื่อ อูมมากูมมา 

นอกจากเป็นศัพท์แสลงหมายถึง เสพสังวาส แล้ว คำว่า ‘Ummagummaยังเป็นคำพ้องครอบครองความหมายของวิถีชีวิตแบบร๊อคแอนด์โรลด้วยตัวมันเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือองค์ประกอบของเซ็กซ์หรือการล่าสาวบรรดากรุ๊ปปี้ที่ติดตามวงและยอมพลีร่างกายให้คร่าสวาทเพื่อนักดนตรีของวงที่ตัวเองคลั่งไคล้และเกาะตามติดอย่างมิห่าง

[2] ปรากฏการณ์โดรสต์’ ศิลปะปรากฏการณ์กระจกอนันตกาลบนปกอัลบั้ม

ศิลปะบนปกอัลบั้ม ‘Ummagummaเป็นการออกแบบครั้งที่ 2 ของ สตอร์ม ธอร์เกอร์สัน (Storm Thorgerson) ที่ทำงานร่วมกันผ่านแนวคิดต่างๆ กับสมาชิกคณะดนตรี พิงค์ ฟลอยด์ทุกคน

งานศิลปะหรืออาร์ตเวิร์คบนปกอัลบั้มและภายในออกแบบโดย ฮิปก์โนซิส (Hipgnosis) เจ้าเก่าเพื่อนฝูงดั้งเดิมที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นปกติ

ตัวอย่างภาพศิลปะแบบ Droste effect

นอกจากภาพของสมาชิกทั้งหมดภายในวงบนหน้าปกอัลบั้มแล้ว ยังมีการใช้เทคนิคทางภาพเชิงศิลปะที่เรียกว่า “ภาพเรียกซ้ำ” หรือ “รีเคอร์ชัน(Recursion) แต่นิยมเรียกในวงกว้างและติดมาในวัฒนธรรมสมัยนิยมว่า ปรากฏการ์ณ์โดรสต์ หรือ ‘โดรสต์ เอฟเฟ็คต์(Droste effect) ซึ่งเป็นลักษณะของภาพที่ปรากฏซ้ำในภาพตัวเอง ในขนาดที่เล็กลงไปเรื่อยๆ ในทางทฤษฎีมันสามารถซ้ำไปได้เรื่อยๆ แบบไม่รู้จบ

ศิลปะเทคนิคนี้ถูกเรียกว่า ศิลปะปรากฏการณ์กระจกอนันตกาล (utilizes infinity mirror effect) และมีชื่อเรียกตามต้นกำเนิดภาษาดัชต์ว่า Mise en abyme (placed into abyssจัดวางลงสู่ก้นบึ้งห้วงเหวอเวจี) ซึ่งเป็นเทคนิคที่คล้ายกับการที่เรายืนอยู่ระหว่างกระจกเงาสองบาน และเห็นภาพซ้ำของตัวเราเองแบบไม่มีที่สิ้นสุด

ในงานจิตรกรรมมันเป็นเทคนิคที่วาดภาพที่มีภาพเลียนแบบตัวเองอยู่ในภาพโดยมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ จนไม่สิ้นสุด หรือภาพที่สะท้อนเงาของตัวเอง อย่างในงานจิตรกรรมของ ดิเอโก เบลาสเกซ, ยาน ฟาน ไอก์ หรือ เอ็ม.ซี. เอสเชอร์ ซึ่งเทคนิคนี้ก็ส่งอิทธิพลข้ามไปสู่สื่อศิลปะภาพยนตร์อีกด้วย

ปรากฏการณ์โดรสต์ เป็นความสัมพันธ์เวียนเกิดที่ปรากฏในรูปแบบศิลปะ โดยมีลักษณะการวาดรูปลักษณะเดิมซ้ำแต่มีขนาดเล็กกว่าในรูปนั้นๆ และในรูปเล็กก็มีรูปเดียวกันอีกรูปหนึ่งปรากฏอยู่ เป็นชั้นๆ ไปเรื่อยๆ มักใช้ออกแบบโลโก้ต่างๆ แต่การที่ปรากฎการณ์นี้จะเกิดขึ้นจนเป็นอนันต์นั้นเกิดขึ้นได้เพียงในทางทฤษฎีเท่านั้น โดยปกติจะเกิดขึ้นเท่าที่ขนาดรูปจะปรากฎได้ ซึ่งสั้นมาก

ชื่อเรียกปรากฏการณ์นี้ตั้งตามภาพที่ปรากฎบนกล่องผลโกโก้สัญชาติดัตช์ยี่ห้อ โดรสต์ ภาพบนกล่องเป็นภาพนางพยาบาลถือถาดซึ่งมีถ้วยช็อกโกแลตร้อนและกล่องที่มีภาพเดียวกันนี้อยู่ ภาพนี้ถูกนำมาใช้เมื่อปี 1904 (.. 2447) และถูกใช้ตลอดมาเป็นเวลาหลายสิบปี โดยมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก ชื่อเรียกปรากฏการณ์นี้ในตอนแรกถูกใช้ในแวดวงแคบๆ ต่อมากวี และ นักเขียนชื่อ นิโค สชีปเมเกอร์ (Nico Scheepmaker) ทำให้ชื่อเรียกนี้แพร่หลายขึ้นในช่วงปลายยุคทศวรรษที่ 70

[3] เสียงแห่งความย้อนแย้งแปลกแปร่ง

การค้นหาทิศทางของดนตรีภายหลังการแยกตัวจากไปของ ซิด บาร์เร็ตต์ นักร้องนำ คนเขียนเพลงที่เป็นมันสมองของวง ยังมีผลกระทบมาจนถึงอัลบั้มชุดนี้ ‘Ummagummaเพราะโครงดนตรีและงานเพลงยังแยกให้เห็นระหว่างการตีความการแสดงสดจากผลงานใน 3 อัลบั้มแรก ซึ่งเป็นดนตรีเก่าต้นกำเนิดของวง และดนตรีใหม่ของพวกเขา ยังมีความย้อนแย้งแปลกแปร่งต่อกัน ทั้งที่พยายามเชื่อมให้สนิท บางครั้งจะเห็นได้ถึงความสะเปะสะปะไร้ซึ่งทิศทางจากการทดลองทางดนตรีที่ยังจับจดหาจุดลงตัวไม่เจอ

ความพยายามที่แสดงชั้นเชิงทางดนตรีและความคิดให้พุ่งตรงออกมาเพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของคณะดนตรีในช่วงขณะนั้นให้มากที่สุด เสียงในการแสดงสดบนเวทีบ่งชี้ชัดได้เป็นอย่างดีถึงตรงนั้น เสียงกลองของ นิค เมสัน ที่แน่วแน่ กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออกอย่างแหวกออกไป เสียงเบสเปี่ยมพลังของ โรเจอร์ วอเตอร์ส ซึ่งต่างรับลูกและเคลื่อนไปด้วยกันอย่างเท่าทันไม่มีระยะห่างของฝีไม้ลายมือ เห็นพัฒนาการของทุกอย่างภายใต้การบรรเลงบทเพลงจากอัลบั้มชุดก่อนในยุคต้นของวงแบบแสดงสด

บทเพลงอย่าง ‘Astronomy Domine’, ‘Careful with That Axe Eugene’, ‘Set the Controls for the Heart of the Sunและ ‘A Saucerful of Secretsทั้งหมดเหนือและเยี่ยมยอดกว่าบทเพลงดั้งเดิมในแบบสตูดิโออัลบั้ม ด้วยความยาวที่มากกว่า เสียงดังกระหึ่มกึกก้องกว่า และหนักหน่วงหนาแน่นกว่า ด้วยเหลี่ยมมุมของทักษะที่เพิ่มขึ้นของการเล่นชิ้นดนตรี ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นการเล่นกับเทคนิคทางเสียงด้วยจำนวนแอมพลิฟลายเออร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างจงใจในการนำเสนอทิศทางของเสียงที่อลังการมากขึ้น

พวกเรามีความหาญกล้า ซึ่งต้องให้ความเป็นธรรมในช่วงเวลาของการค้นหาตัวเองในช่วงนั้นด้วย พยายามใส่อะไรต่ออะไรเข้าไปในการบันทึกเสียง เป็นความสนุกสนานของพวกเราในวิถีทางหนึ่งของการทำงาน และมีสิ่งอื่นๆ อีก 

เดวิด กิลมอร์ ที่เข้ารับช่วงสวมตำแหน่งมือกีตาร์ของคณะดนตรีพิงค์ ฟลอยด์ อย่างเต็มตัวกล่าวยอมรับในการรำลึกความหลังกับนิตยสารโรลลิ่ง สโตน ในปี 2011 (..2554)

แต่มันก็เป็นในห้วงขณะเวลานั้นเท่านั้น ที่พวกเราดิ้นรนและค้นหาแนวทางดนตรีของตัวเอง ซึ่งไม่มีแรงเหวี่ยงผลักให้พวกเราไปข้างหน้าที่ชัดเจนมากๆ มันเป็นเพียงแรงบันดาลใจที่เบาบางลงเล็กน้อยที่เป็นหลักฐานในเวลานั้น 

แม้กระนั้นก็ตาม อัลบั้ม Ummagummaได้กลายเป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดของ พิงค์ ฟลอยด์ ทั้งในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา สามารถขึ้นไปติดลำดับของอันดับอัลบั้มยอดนิยมในยูเค ชาร์ต และอยู่ในอันดับที่ 74 ในชาร์ตบิลบอร์ด อเมริกา

ส่วนบทเพลงในอัลบั้มที่ทำงานกันในสตูดิโอบันทึกเสียงจะมีลักษณาการของการทดลองเชิงดนตรีมากกว่าอัลบั้มชุดก่อนหน้านี้ทั้งหมด ชาวคณะดนตรีพิงค์ ฟลอยด์ แต่ละคนได้แสดงถึงมโนทัศน์ทางดนตรีของตัวเองให้ออกมาได้อย่างเต็มกำลังขับในพื้นที่เปิดให้อย่างไม่มีขีดจำกัด

การทดลองกับการเรียบเรียงดนตรีและเสียงประสานกับวงดนตรีขนาดใหญ่ ในที่สุดก็ถือเป็นการเปิดยุคที่แสดงถึงรูปพรรณสัณฐานและวิสัยทัศน์ทางดนตรีของวงที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่กว่าในเวลาต่อมาเมื่อเข้าสู่ยุคทศวรรษที่ 70

ผมคิดว่าเป็นอะไรที่เป็นจุดจบในแนวทางดนตรีที่พวกเราทำกันอยู่ 

นิค เมสัน มือกลองได้บอกกล่าวกับ เดฟ เคอร์ซเนอร์ (Dave Kerzner) นักดนตรีนักแต่งเพลงโปรดิวเซอร์และนักออกแบบเสียงรวมถึงผู้ก่อตั้ง บริษัท Sonic Reality Inc. ด้านการพัฒนาเสียง ในปี 2014 (.. 2557)

การไม่ปฏิเสธต่อจุดเริ่มต้นในวัตถุดิบทางความคิดดั้งเดิมของสมาชิกแต่ละคนภายในวงเพื่อมาผลิตงานดนตรีในอัลบั้ม Ummagummaเปิดกว้างให้อิสระทางความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ของสมาชิกทั้ง 4 คน ริชาร์ด ไรต์ มือคีย์บอร์ด, โรเจอร์ วอเตอร์ส มือเบส, เดวิด กิลมอร์ มือกีตาร์ และ นิค เมสัน มือกลอง

โอกาสในการรังสรรค์เดี่ยวทางชิ้นดนตรีหรือโซโล่อย่างเป็นปัจเจกแบบเปี่ยมด้วยอัตตา โดยไม่ต้องทำงานเกี่ยวข้องพัวพันกับสมาชิกคนอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม ในที่สุดก็เป็นเส้นทางที่แน่วแน่เด็ดขาดเพื่อนำไปสู่การทำงานที่ไม่เคยทำกันมาก่อนเพื่อสิ่งที่ดีกว่า

แนวความคิดหรือไอเดียที่ทุกคนภายในวงแยกกันไปทำงานในสิ่งที่คิดว่ามีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวเองกันอย่างสุดๆ เมสัน บอกเพิ่มเติม

อัลบั้มชุดนี้ถูกยกย่องให้เป็นงานแสดงสดในแนวดนตรีไซเคเดลิคที่ดีที่สุด และยังคงยืนตำแหน่งสูงสุดนี้ได้มาจนถึงทุกวันนี้

ชี้แจ้งเห็นได้เด่นชัดว่าอัลบั้มชุดนี้ซึ่งเป็นแผ่นคู่ ได้กลายเป็นงานเพลงที่พลาดไม่ได้ของบรรดานักฟังเพลงที่แตกแถวแหวกแนวจากดนตรีกระแสหลัก หากพูดให้เห็นภาพชัดก็คือ เหล่าฮิปสเตอร์ ในยุคนี้นั่นเอง มีความแตกต่างและต่อต้านงานกระแสหลักและพร้อมโอบแขนต้อนรับงานเพลงที่หลุดออกไปและมีความเป็นหัวก้าวหน้าอิสระ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 1969 หรือเมื่อ 50 ปีที่แล้ว

ในครึ่งศตวรรษที่แล้วกับงานชุดที่ 4 เพียงเท่านั้น และคณะดนตรีพิงค์ ฟลอยด์ ก็ยังไม่ได้รับการยอมรับและถึงขนาดขึ้นอยู่บนหิ้งถูกยกย่องเชิดชูเกียรติเด่นล้ำอย่างในทุกวันนี้

อูมมากูมมา อะไรที่คือหายนะ

โรเจอร์ วอเตอร์ส บอกกล่าวอย่างยอมรับในมุมของคนทำงานสร้างสรรค์และอยู่ในฐานะเบื้องหลังรู้แจ้งแถลงไขทุกความเป็นไปและเป็นมาในอัลบั้ม

แต่มันก็เป็นหนึ่งในความกล้าเสี่ยงและเผชิญหน้ากับการผจญภัยทางดนตรีมากที่สุดตลอดกาล เท่าที่เป็นไปได้ของพวกเขากับวิถีทางที่จะก้าวขึ้นสู่ความเป็นดนตรีกระแสหลักในตลาดเพลง และแน่นอนจากจุดนี้ได้ยกระดับคณะดนตรีพิงค์ ฟลอยด์ ไปสู่สิ่งที่ดีที่สุดในแถวหน้าของวงดนตรีที่ก้าวล้ำหัวก้าวหน้าหรือ อวองต์การ์ด ที่แตกต่างออกจากคณะดนตรีอื่นๆ ในตลาดเพลงอย่างคมกล้า และได้รับความเคารพในดนตรีของพวกเขาจากคนฟัง

อย่างไรก็ตาม ความพิเศษโดยเฉพาะสิ่งที่สร้างสรรค์และวิวัฒน์ทางดนตรีที่เฉียบคมหลุดออกมาไม่เหมือนใคร อัลบั้มชุดนี้ได้ช่วยผนึกให้สถานะของคณะดนตรีพิงค์ ฟลอยด์ ที่ยังดูเหมือนไม่สามารถปักหลักลงฐานได้อย่างมั่นคงกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ในกระแสศิลปะดนตรีคัลต์ (Cult) ซึ่งเป็นผลพวงต่อเนื่องจากงานอัลบั้มชุดที่ 3 ‘More (soundtrack)ไปอย่างไหลตามน้ำแบบน่าดูชม โดยเฉพาะการทดลองทางดนตรีของสมาชิกแต่ละคนในคณะ ที่แยกเอกเทศทำงานของตัวเองไปเป็น 4 คน 4 ส่วน

ความมุ่งหมายตั้งใจเดิมของคณะดนตรีพิงค์ ฟลอยด์ เพียงเพื่อรวบรวมเอาบทเพลงที่แสดงสดมาจัดหมวดหมู่ในเชิง อำลาทำให้มีการทำไลฟ์เวอร์ชันออกมา และจะหยุดเล่นเพลงยุคแรกเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง

แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยความนิยมบทเพลงแสดงสดที่ทำออกมา พร้อมกับการยกย่องว่าเล่นได้ล้ำลึกและดีอย่างทรงพลังกว่าบทเพลงในแบบสตูดิโออัลบั้ม รวมถึงคนฟังต้องการที่จะฟังเพลงพวกนี้ในการแสดงสด ความบังคับกลายๆ ของแฟนเพลงจึงทำให้บทเพลงที่เกือบถูกเลิกเล่นสดอยู่ในรายชื่อเพลงเล่นสดอย่างมิอาจทิ้งไปได้

นิค เมสัน มือกลองของวง บอกว่า นี่ไม่ใช่อัลบั้มของวงเป็นอันขาด การแสดงสดของวงมีเสียงที่พิเศษอย่างเหลือเชื่อมาจนถึงบัดนี้ ตอนนั้นพวกเขากำลังมองหาแนวทางใหม่ในโครงสร้างของดนตรีในอัลบั้ม แม้ว่าจะมีการคิดค้นไปไกลสุดกู่เพียงใดจากที่คิด แต่ทางต้นสังกัดก็เปิดให้ได้เท่าที่ทำออกมาสู่สาธารณชน

มือกีตาร์ เดวิด กิลมอร์ ยอมรับโดยดุษณีว่า ก่อนหน้านั้นเขาไม่เคยเขียนบางสิ่งมาก่อน เมื่อเข้าไปในสตูดิโอและเริ่มเขียนเพลงอย่างคลุมเครือในส่วนของตัวเอง แต่เมื่อเขาถามโรเจอร์ วอเตอร์ ว่าช่วยเติมหรือเขียนเนื้อร้องให้หน่อยได้ไหม ถูกตอบกลับมาอย่างเด็ดขาดว่า “ไม่!

มีการบอกกล่าวและตั้งข้อสังเกตอย่างจริงจังว่า Ummagummaเป็นอัลบั้มที่หยิ่ง เหลิงบวมด้วยอัตตาและเป็นความพลาดผิดจากการปราศจากจุดมุ่งหมายที่สำคัญมากกว่าการทดลองทางดนตรีของแต่ละคนภายในคณะดนตรี ในกระบวนการสร้างสรรค์ที่พุ่งทะยานเพื่อให้ขึ้นเป็นจำหลักของยุคสมัยในดนตรีร๊อค แต่เป็นเพียงความดื่มด่ำหลงระเริงหมกมุ่นตามใจตัวมากกว่าที่จะหาจุดสมดุลที่ดีที่สุดของตัวงานดนตรีและบทเพลง คือไปสุดกู่อีกทางหนึ่งของการสร้างสรรค์จนล้นเกิน…

พอล เฮง

*********************

  • ตอนหน้าตอนจบ จะพาลงไปสู่ภาคดนตรีและบทเพลงของแต่ละคนในอัลบั้ม Ummagumma
mm

About พอล เฮง

นักวิพากษ์-นักวิจารณ์ที่ชอบขุดคุ้ยสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในเพลงออกมาตีแผ่

View all posts by พอล เฮง