รีวิวเครื่องเสียง Atlas Audio รุ่น Mavros Ultra สายสัญญาณอะนาลอก พร้อมระบบกราวนด์ Grun Coherent Earthing System

เคยสงสัยมั้ยครับว่า สิ่งที่ผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องเสียงระดับไฮเอ็นด์ฯ ราคาสูงๆ ต้องการให้มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ของพวกเขาคืออะไร.? อะไรทำให้ผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงราคาสูงๆ แตกต่างจากอุปกรณ์เครื่องเสียงประเภทเดียวกันที่มีราคาถูกกว่า.?

ก่อนตอบคำถามนี้ ให้ลองนึกดูว่า คนที่เล่นเครื่องเสียงมานานๆ มีประสบการณ์สูงๆ เปลี่ยนเครื่องเสียงมาเยอะแล้ว ค่อยๆ อัพเกรดอุปกรณ์เครื่องเสียงในซิสเต็มมาเรื่อยๆ จนปัจจุบันเขาอาจจะใช้เครื่องเสียงระดับไฮเอ็นด์ที่มีราคาค่อนข้างสูงอยู่ คุณคิดว่า นักเล่นฯ ที่แก่พรรษาเหล่านี้เขาฟังอะไรกันในชุดเครื่องเสียง มิติซาวนด์สเตจ? ไดนามิก? เนื้อเสียง? หรือโทนัลบาลานซ์? ป่าวเลย.. เชื่อเถอะว่า นักเล่นเก๋าเกมส์ระดับนี้เขาผ่านคุณสมบัติของเสียงเหล่านี้มาหมดแล้ว เขาไม่ได้ต้องการอะไรแค่นั้น ถ้าอย่างนั้น.. เขาต้องการเครื่องเสียงที่ดีกว่าตัวเดิมไปเพื่ออะไร.?

เคยได้ยินมั้ยกับคำกล่าวที่ว่า คุณภาพเสียงที่ดีขึ้นแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ อาจจะทำให้คุณต้องจ่ายเงินเยอะมากเพื่อสิ่งนั้น นั่นก็คือ สิ่งที่นักเล่นฯ ระดับเก๋าต้องการจากการอัพเกรดอุปกรณ์เครื่องเสียง ก็คือ คุณภาพเสียงที่ดีขึ้นจากระดับเดิมที่เขาได้รับอยู่ ซึ่งมันอาจจะได้มาแค่มิติเวทีเสียงที่เปิดกว้างมากขึ้นอีกนิด, ได้ไดนามิกเร้นจ์ที่สวิงได้กว้างขึ้นอีกนิด หรือแค่ได้เนื้อเสียงที่เนียนนวลขึ้นอีกหน่อย แต่รวมๆ แล้ว สิ่งที่นักเล่นระดับผู้คร่ำหวอดต้องการ ก็คือคุณภาพเสียงโดยรวมที่เข้าใกล้คำว่า สมบูรณ์แบบสำหรับเขานั่นเอง

Atlas Cable จากประเทศสก็อตแลนด์

เมื่อเดือนตุลาคม ปีที่แล้ว (2018) ผมได้ลงรีวิวทดสอบสายสัญญาณของ Atlas Cable ไปแล้วรุ่นหนึ่ง เป็นรุ่นเล็กๆ ชื่อว่า “Equator Integraราคาเมตรละ 5,500 บาทต่อคู่เท่านั้น (รีวิว) ซึ่งหลังจากได้ทดสอบสายสัญญาณเส้นนั้นไปแล้ว ผมก็ให้สัญญากับตัวเองเลยว่า จะต้องหาโอกาสทดสอบสายสัญญาณรุ่นใหญ่ๆ ของ Atlas Cable ให้ได้ จังหวะพอดีที่ Atlas Cable มีสายสัญญาณรุ่นใหม่ออกมา และตอนนี้มันก็มาอยู่มือผมแล้ว

ถ้าต้องการทราบแนวทางและปรัชญาในการออกแบบของแบรนด์นี้ ผมอยากให้คุณเข้าไปอ่านได้จากรีวิวตัว Equator Integra ที่ผมทำไว้ ตามลิ้งค์ด้านบนเลยครับ.. ไม่อยากฉายหนังซ้ำ

Atlas Cable รุ่น “Mavros Ultra”
มาพร้อมเทคนิคพิเศษเพียบ!

ผลิตภัณฑ์ของ Atlas Cable มีอยู่หลายกลุ่ม ถ้านับเฉพาะในกลุ่มของสายสัญญาณอะนาลอกที่ติดขั้วต่อ RCA เขามีอยู่ทั้งหมด 8 รุ่น ไล่ตั้งแต่เล็กสุดคือ “Element Integraไปจนถึงรุ่นท๊อปคือ “Asimi Ultra Luxeส่วนรุ่นที่ผมได้รับตัวอย่างจาก บริษัท ไฮไฟ ทาวเวอร์ฯ ผู้นำเข้าสายแบรนด์นี้มาทดสอบก็คือรุ่น “Mavros Ultraซึ่งเป็นรุ่นรองท๊อป

ถ้าเข้าไปอ่านคำโปรยของสายสัญญาณรุ่นนี้ในเว็บไซต์ของ Atlas Cable คุณจะรู้ถึงเป้าหมายในการออกแบบสายรุ่นนี้ชัดเจนขึ้น กับประโยคที่ว่า “.. The Mavros Ultra RCA has been designed from the ground up to complement the performance of ‘high-end’ audio systems by achieving maximum signal transfer with minimum susceptibility to spurious interference.” นั่นคือ สายสัญญาณรุ่น Mavros Ultra ตัวนี้ถูกออกแบบมาตั้งแต่พื้นฐาน เพื่อให้ซิสเต็มไฮเอ็นด์สามารถถ่ายทอดประสิทธิภาพเสียงออกมาได้เต็มที่ ด้วยการนำส่งสัญญาณเสียงที่มีคุณภาพสูงสุด มีความเสียหายจากการรบกวนน้อยที่สุด

จากเป้าหมายที่ฟังดูสวยหรูนั้น เราไปดูกันซิว่า พวกเขาที่ Atlas Cable ทำอะไรกับสายสัญญาณรุ่นนี้บ้าง..

ตัวนำ (conductors)
และโครงสร้าง (structure)

เริ่มจากตัวสาย เจาะเข้าไปที่ด้านในสุดคือตัวนำ หรือ conductors ซึ่งสายสัญญาณรุ่นนี้ ใช้ตัวนำทองแดงที่มีความบริสุทธิ์สูงถึง 6N (99.9999%) ที่ผลิตด้วยกรรมวิธีพิเศษที่ชื่อว่า OCCOhno Continuous Castทำให้ได้ตัวนำทองแดงที่มีผลึกเดี่ยว ซึ่งผลทางทฤษฎีคือทำให้สัญญาณไหลผ่านไปตามตัวนำโดยไม่สะดุด ส่วนผลในทางปฏิบัติคือทำให้ได้เสียงที่ตอบสนองไดนามิกทรานเชี้ยนต์ได้เร็ว และให้เนื้อเสียงที่สะอาด

เป็นที่รู้กันมาในวงการนานแล้วว่า ทองแดง OFC (Oxygen Free Copper) เป็นตัวนำที่มีคุณภาพสูง เหมาะกับการนำมาใช้ทำสายสัญญาณและสายลำโพงที่นักเล่นเครื่องเสียงยอมรับในคุณภาพ แต่คุณรู้มั้ยว่า ทองแดง OFC ซึ่งมี ความบริสุทธิ์สูงและมีคุณภาพในการส่งผ่านสัญญาณเสียงสูงกว่าโลหะทองแดงธรรมดาที่เรียกว่า Tough Pitch Copper (TPC) หรือทองแดงธรรมดาที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการผลิตแบบพิเศษใดๆ นั้น ยังไม่ใช่ ที่สุดของความเป็นตัวนำของสัญญาณเสียง เพราะคุณสมบัติทางด้าน ความบริสุทธิ์ของเนื้อตัวนำเป็นแค่ตัวแปรหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมีอีกคุณสมบัติที่มีผลต่อคุณภาพเสียงมากกว่า นั่นคือ ลักษณะของตัวนำที่มีมวลเชื่อมโยงเป็นเนื้อเดียวกันตลอดทั้งเส้นโดยไม่มีรอยแบ่งของผลึกขวางอยู่ในเนื้อทองแดงที่เรียกว่า “Single Crystalหรือตัวนำผลึกเดี่ยว มีคุณสมบัติที่ช่วยให้การนำส่งสัญญาณเสียงได้ดีกว่าตัวนำที่มีความบริสุทธิ์ซะอีก

* อ่านความรู้เกี่ยวกับ Cable Conductors (Signal Core) ได้จากบทความนี้
เรื่องของตัวนำสัญญาณ (conductors) ที่ใช้ในสายสัญญาณและสายลำโพง

ตัวนำภายในสายสัญญาณรุ่น Mavros Ultra มีอยู่ 2 กลุ่มที่เหมือนกันสำหรับสัญญาณบวก (signal) และลบ (return) แต่ละกลุ่มประกอบด้วยเส้นตัวนำ 6 ชุด ที่แต่ละชุดประกอบด้วยเส้นตัวนำต่างขนาดจำนวน 12 เส้น ทั้งหมดนั้นห้อมล้อมตัวนำขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงกลาง ก่อนจะถูกคลุมด้วยตาข่ายป้องกันอิเล็กโตรสแตติกที่สานขึ้นด้วยเส้นทองแดง/ไมล่า และคลุมทับอีกชั้นด้วยตาข่ายทองแดงถักสานเพื่อป้องกันคลื่นวิทยุจากภายนอกแทรกเข้าไปรบกวนสัญญาณที่วิ่งอยู่ในตัวนำ

ก่อนจะถึงเปลือกฉนวนด้านนอกสีดำที่ทำมาจากวัสดุ FPE (Flexible PolyEthylene) ตัวนำทั้งหมดจะถูกพันรอบด้วยเทปฉนวนที่มีลักษณะรูพรุนซึ่งทำมาจากวัสดุเทฟล่อน PolyTetraFluoroEthylene (PTFE) ก่อนหนึ่งชั้น ซึ่งฉนวนทั้งสองชั้นนี้จะให้ความยืดหยุ่นสูง มีลักษณะให้ตัวมากกว่าฉนวนแบบอื่นที่มีความแข็งกระด้าง ให้อิสระในการใช้งานมากกว่า โครงสร้างของตัวนำด้านในจะไม่คลายตัวแม้ในขณะที่สายสัญญาณอยู่สภาพที่บิดเบี้ยว

ขั้วต่อ (connector)

จบจากตัวสายทั้งในและนอกแล้ว ทีนี้ก็มาดูที่ ขั้วต่อซึ่งสายรุ่นนี้มีทั้งแบบที่ติดตั้งขั้วต่อ บาลานซ์ (XLR) และ อันบาลานซ์ (RCA) ตัวอย่างที่ผมได้รับมาทดสอบนี้เป็นเวอร์ชั่นที่ติดขั้วต่อ RCA

วิศวกรของ Atlas Cable อธิบายแนวคิดเกี่ยวกับ ขั้วต่อที่ดีไว้ในเว็บไซต์ของเขา สรุปออกมาเป็นข้อๆ ได้ว่า “..The connector must make a good connection, both to the matching socket and to thw attached wire..” ขั้วต่อ (ที่ดี) ต้องทำให้เกิดการเชื่อมต่อที่ดี, ทั้งในแง่ของความเข้ากันได้อย่างลงตัวของขั้วต่อและการสัมผัสกับเส้นตัวนำ

ความเข้ากันได้อย่างลงตัวที่ว่าก็คืออิมพีแดนซ์และโครงสร้างที่ต้องเท่ากัน ระหว่างขั้วต่อและเส้นตัวนำ และขั้วต่อที่ดีต้องมีความคงทนในการใช้งานด้วย คือต้องไม่ลอกดำหรือเป็นอ็อกไซด์ง่าย นอกจากนั้น ขั้วต่อที่ดีต้องให้การสัมผัสแนบกับขั้วต่อตัวเมียที่แน่นหนา เท่าเทียมกันตลอดทั้งอัน ไม่ใช่แน่นเฉพาะส่วนของขั้วบวกที่ส่งสัญญาณอย่างเดียว เพราะการเดินสัญญาณที่ดีต้องไหลลื่นตลอดทั้งเส้นทางบวก (signal) และลบ (return) และยังมีปัจจัยอีก 2 อย่างที่ทำให้การส่งผ่านระหว่างขั้วต่อกับเส้นตัวนำเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นคือ การเชื่อมตัวขั้วต่อเข้ากับเส้นตัวนำที่อยู่ในตัวสายสัญญาณ ผู้ผลิตที่ไม่พิถีพิถันมักใช้วิธีเชื่อมสองส่วนนั้นเข้าหากันด้วยตะกั่ว ซึ่งทำให้เกิดปัญหาอิมพีแดนซ์ที่ไม่เท่ากันตรงจุดเชื่อมต่อนั้น

หลังจาก กดและบีบตัวนำกับขั้วต่อเข้าด้วยกันแล้ว ก็ใช้ฉนวนเทฟล่อนหุ้มโครงสร้าง ทั้งหมดไว้อีกชั้น ไม่ให้สัมผัสกับปลอกนอกของขั้วต่อ เพื่อตัดการไหลเวียนของกราวนด์อย่างเด็ดขาด

ทาง Atlas Cable ใช้วิธีเชื่อมตัวขั้วต่อเข้ากับเส้นตัวนำด้วยการ กดและบีบตัวขั้วต่อให้กดทับลงไปบนเส้นตัวนำด้วยแรงกดที่คำนวนมาอย่างละเอียด ซึ่งมีชื่อเรียกว่าเทคนิค “Cold-Weldโดยไม่ทำให้เกิดความเสียหายต่อเส้นตัวนำและฉนวนที่หุ้มอยู่เส้นตัวนำ วิธีนี้ทำให้เส้นตัวนำกับขั้วต่อสัมผัสกันโดยตรง อิมพีแดนซ์จะคงที่

ปัจจัยอีกอย่างที่ทำให้การส่งผ่านสัญญาณมีประสิทธิภาพ นั่นคือ ตัวขั้วต่อ” (conectors) ซึ่งทาง Atlas Cable ผลิตขั้วต่อขึ้นมาใช้เองโดยให้ความสำคัญกับ Low Mass (มวลต่ำ), High Bandwidth (ตอบสนองความถี่ได้กว้าง)

“Grun” Coherent Earthing System

ความใส่ใจต่อ ตัวนำและ ขั้วต่อของสายสัญญาณที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดนั้น ผู้ผลิตสายแบรนด์อื่นๆ ก็ทำมันอยู่แล้วด้วยเทคนิคที่แต่ละแบรนด์เชื่อถือ แต่สิ่งที่ทำให้สายสัญญาณของ Atlas Cable ตัวนี้ (กับอีกสองรุ่นคือ “Ascent Ultraและรุ่น “Asimi Ultraซึ่งเป็นรุ่นท็อป) มีความโดดเด่นเหนือกว่าสายสัญญาณอีกหลายๆ ตัวในตลาดทุกวันนี้ก็คือ ระบบกราวนด์ที่แบรนด์ผู้ผลิตจากสก็อตแลนด์เจ้านี้มีวิธีจัดการที่สวยงามมาก

เหตุผลที่ทำให้ทีมวิศวกรที่ดูแลการออกแบบของ Atlas Cable นำเอาเทคนิคนี้มาใช้ในการออกแบบสายสัญญาณและสายลำโพงในกลุ่ม “Ultraสามรุ่นนี้ก็คือความพยายามในการกำจัด “noiseหรือสัญญาณรบกวนนั่นเอง ซึ่งพวกเขาพบว่า ต้นเหตุที่ทำให้เกิดสัญญาณรบกวนขึ้นในระบบสายสัญญาณมีอยู่ 3 ตัวด้วยกัน ได้แก่ RFI (Radio Frequency Interference) คือการรบกวนที่เกิดจากคลื่นวิทยุในอากาศที่แทรกเข้าไปถึงตัวนำในสาย, EMI (Electro-magnetic Interference) คือสนามแม่เหล็กที่แทรกเข้าไปถึงตัวนำภายในตัวสาย และตัวที่สามก็คือ สัญญาณรบกวนที่เกิดจาก ไฟฟ้าสถิตย์หรือ กระแสของ noise ที่ไหลเวียนสะสมอยู่บนชีลด์ของสายสัญญาณนั่นเอง

ต้นเหตุทั้งสองอันแรกคือ RFI และ EMI นั้นได้ถูกยับยั้งลงแล้วด้วยการออกแบบโครงสร้างตัวนำและการใช้ฉนวนเป็นตัวปกป้อง แต่การจัดการกับ ไฟฟ้าสถิตย์หรือกระแส noise บนสะพานเชื่อมสัญญาณที่ Atlas Cable นำมาใช้ในสายสัญญาณและสายลำโพงของพวกเขาไม่เหมือนกับวิธีที่ผู้ผลิตสายสัญญาณหลายๆ แบรนด์ใช้กัน วิศวกรของ Atlas Cable ไม่ได้ใช้วิธีปล่อยลอยปลายทางของตาข่ายชีลด์เพื่อให้ขยะที่กักเอาไว้สลายตัวไปเองในอากาศ แต่พวกเขาเลือกที่จะต่อเชื่อมเส้นทาง drain ขยะที่เป็นสัญญาณรบกวน (noise) ที่ตาข่ายชีลด์ทองแดงกักเอาไว้ได้ทิ้งออกไปทางระบบกราวนด์จริงๆ ซึ่งจะหมดจดกว่าการปล่อยปลายตาข่ายชีลด์ทองแดงลอยไว้เพื่อให้ขยะเหล่านั้นสลายไปเองในอากาศ และนั่นคือที่มาของ Grun.!

สองรูปด้านบนนี้เป็นกราฟฟิกที่ Atlas Cable ใช้ในการอธิบายลักษณะการทำงานของ Grun หรือระบบการถ่ายเทสัญญาณรบกวน (noise) ที่โครงสร้างตาข่ายทองแดงของสายสัญญาณดักจับไว้ได้ออกไปจากระบบ ซึ่งสามารถทำได้ 2 ลักษณะ ขึ้นอยู่กับลักษณะการเชื่อมต่อ รูปบนคือลักษณะการเชื่อมต่อระบบ Grun Coherent Earthing System ด้วยสายกราวนด์ที่ใช้กับเครื่องเสียงที่ขั้วต่อกราวนด์บนตัวถัง ซึ่งเป็นการถ่ายเท noise ออกไปทางระบบกราวนด์ของตัวถังเครื่อง (chassis ground) ส่วนภาพที่อยู่ถัดลงมา คือลักษณะการเชื่อมต่อระบบ Grun Coherent Earthing System ด้วยสายกราวนด์เข้ากับช่องอินพุต RCA ของเครื่อง เป็นการถ่ายเท noise ไปกับระบบกราวนด์ของสัญญาณลบ

ลักษณะการทำงานของ Grun Coherent Earthing System
และการเชื่อมต่อใช้งานในชุดเครื่องเสียง

สัญญาณรบกวนจากภายนอก อย่างเช่น RFI และ EMI รวมถึงสัญญาณความถี่สูงจากคลื่น Wi-Fi จะถูกดักจับโดยตาข่ายทองแดงในตัวสายที่หุ้มอยู่รอบๆ ตัวนำทั้งหมด สายสัญญาณเล็กๆ ที่อยู่ในหุ้มฉนวนสีดำ (ศรชี้รูปบน) ที่โผล่ออกมาจากขั้วต่อด้านปลายทางของสายสัญญาณ (ทาง Atlas Cable เรียกมันว่า “flying ground leadหรือสายกราวนด์) จะถูกเชื่อมต่อเข้ากับตาข่ายทองแดงที่ใช้หุ้มตัวนำด้านใน ที่ส่วนปลายของสายกราวนด์นี้จะติดตั้งขั้วต่อโลหะที่มีลักษณะเป็นเกลียวไว้ ซึ่งจุดนี้มีไว้เชื่อมต่อกับสายกราวนด์ที่จะใช้ถ่ายเท noise ออกไปจากสายสัญญาณนั่นเอง (สายสัญญาณ Mavros Ultra มีสายกราวนด์สีดำๆ ที่ว่านี้โผล่ออกมาทั้งสองเส้น)

A = ใช้เชื่อมต่อกับสาย flying ground lead ของสายสัญญาณทั้งสองเส้น
B = ใช้เชื่อมต่อกับจุดที่ต้องการถ่ายเท noise ออกไป

ลักษณะของขั้วต่อที่ใช้ขันยึดระหว่างตัว Grun Adapter กับ flying ground lead ของสายสัญญาณ

ลักษณะของขั้วต่อหางปลาของตัว Grun Adapter ด้านที่จะไปต่อกับจุดถ่ายกราวนด์ภายนอก

ทั้งสองรูปข้างบนนี้คือลักษณะของสาย “Grun Adapterหรือสายกราวนด์ที่ใช้ถ่ายเท noise ออกไปจากสายสัญญาณ ซึ่งเป็น accessory ที่ต้องซื้อเพิ่ม มีอยู่ 2 รูปแบบ ภาพบนคือแบบที่ใช้ถ่ายเท noise ไปกับขั้วต่อช่อง RCA ของเครื่องเสียง ส่วนภาพถัดลงมาคือแบบที่ถ่ายเท noise ไปกับขั้วต่อกราวนด์บนตัวถังเครื่อง หรือจะต่อกับกราวนด์นอกตัวถังเครื่องก็ได้ ซึ่งตัวขั้วต่อจะเป็นแบบหางปลาขนาดเล็ก

ทดลองเชื่อมต่อเพื่อฟังผลลัพธ์ทางเสียง

กราวนด์กับชุดเครื่องเสียงเป็นอะไรที่ลึกลับ บางครั้งก็จัดการได้ง่ายๆ ในขณะที่บางครั้งมันสามารถปั่นให้คุณหัวหมุนได้เหมือนกัน ชุดเครื่องเสียงที่มีความสลับซับซ้อน ประกอบด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคหลายชิ้นเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน ถ้ามีปัญหากราวนด์ลูปจะแก้ไขยาก เพราะกราวนด์ก็เหมือนน้ำ ไหลจากที่สูงไปที่ต่ำกว่า ซึ่งในอุปกรณ์เครื่องเสียงแต่ละชิ้นมีระบบกราวนด์ซ้อนกันอยู่มากกว่าหนึ่งระบบ ถ้าเคลียร์เรื่องกราวนด์ไม่ดี มันจะไหลวนเวียนอยู่ในซิสเต็ม ทำให้เกิดเสียงฮีสหรือฮัมรบกวนขึ้นมาได้ ซึ่งมีโอกาสมากที่ระบบ Grun Coherent Earthing System ของ Atlas Cable ตัวนี้จะช่วยแก้ปัญหาให้ได้

ผมจัดเซ็ตชุดเครื่องเสียงที่มีความซับซ้อนน้อยๆ ขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อทดสอบประสิทธิภาพของสายสัญญาณ Mavros Ultra พร้อมระบบกราวนด์ที่ติดตั้งมาให้ ประกอบด้วย Network Player ที่มีภาคปรีเอ๊าต์ในตัวของ Naim Audio รุ่น Atom ทำหน้าที่เล่นไฟล์เพลงและเป็นปรีแอมป์ส่งสัญญาณไปขยายที่เพาเวอร์แอมป์ของ Cambridge Audio รุ่น EDGE W ขับลำโพงสองทางวางขาตั้งรุ่น Confidence 20 ของ Dynaudio โดยทดลองใช้อะแด๊ปเตอร์ทั้งสองรูปแบบ คือแบบที่ถ่ายเท noise ไปกับกราวนด์ของขั้วต่อ RCA และแบบที่ถ่ายเท noise ไปกับกราวนด์ของตัวถัง (หางปลา)

ทาง Atlas Cable นำคำว่า “Pseudo-balancedหมายถึง บาลานซ์เทียมมาใช้กับการเชื่อมต่อกราวนด์ อะแด๊ปเตอร์ที่ใช้วิธีถ่ายเท noise ผ่านทางขั้วต่อ RCA ซึ่งเป็นวิธีที่มีผลทำให้ การเชื่อมต่อระหว่างช่องสัญญาณ unbalanced (RCA) ของอุปกรณ์ต้นทางกับอุปกรณ์ปลายทางของคุณมีพฤติกรรมแบบเดียวกับการเชื่อมต่อผ่านขั้วต่อ balanced (XLR) นั่นเอง คือเป็นการแยกเส้นทางเดินของกราวนด์ออกไปจากเส้นทางเดินของสัญญาณอย่างเด็ดขาด ถ้าเป็นแบบ single-end ทั่วไป กราวนด์จะถูกรวมไปกับสัญญาณเฟสลบ

อย่างไรก็ดี การดึงสัญญาณกราวนด์จากสายสัญญาณฝากทิ้งไปกับระบบกราวนด์ของตัวถังเครื่องก็ไม่ได้การันตีว่าจะให้เสียงที่ดีเสมอไป เพราะอุปกรณ์เครื่องเสียงแต่ละตัวจะมีขยะ (noise) เกิดขึ้นในตัวเอง และมีเส้นทางถ่ายทิ้งผ่านระบบกราวนด์ของเครื่องนั้นๆ อยู่แล้ว และเนื่องจาก noise ที่วิ่งวนอยู่ในระบบกราวนด์ของตัวเครื่องแต่ละตัวมีปริมาณไม่เท่ากัน ซึ่งจะสามารถไหลเวียนออกไปสู่อุปกรณ์ตัวอื่นได้จากการเชื่อมต่อกันด้วยสายสัญญาณหรือสายลำโพง ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดก็คือในซิสเต็มควรจะมีจุดที่ระบายกราวนด์ออกไปลงดินอยู่ด้วย ซึ่งโดยปกติก็คือผ่านทางสายไฟเอซีไปลงดินนั่นเอง

จุดขันยึดตัว Grun Adapter เข้ากับสายกราวนด์ flying ground lead ของตัวสายสัญญาณ (ศรชี้)

จุดขันยึดหางปลาของ Grun Adapter เข้ากับขั้วต่อกราวนด์ของ Clef Audio : PowerBridge 6 (ศรชี้)

ในซิสเต็มที่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคแค่ 2 ชิ้น อย่างเช่น Network Player/Preamp + เพาเวอร์แอมป์ ซึ่งปลายทางก็คือเพาเวอร์แอมป์ กรณีนี้จะเห็นว่าไม่มีช่องอินพุตบนเพาเวอร์แอมป์ให้เสียบขั้วต่อ RCA ของตัว grun adapter จึงต้องเลือกใช้ grun adapter แบบถ่าย noise ออกไปทางแจ็คหางปลา โดยเอาแจ๊คหางปลาไปเชื่อมต่อกับขั้วต่อกราวนด์ของตัวปลั๊กรางที่ใช้เสียบสายไฟเอซีของอุปกรณ์เครื่องเสียงในซิสเต็ม (ดูภาพแผนผังการเชื่อมต่อด้านบน)

เสียงของ Mavros Ultra

ส่วนที่ง่ายที่สุดของการทดสอบสายสัญญาณ Atlas Cable ตัวนี้คือตอนทดสอบฟังเสียงของมัน! ผมสามารถฟังเปรียบเทียบผลของมันได้ทันทีด้วยการขันยึดหางปลาของตัว Grun Adapter เข้ากับขั้วต่อกราวนด์ของปลั๊กราง PowerBridge 6 ของ Clef Audio และสลับกับการถอดมันออก

เสียงเป็นไง.? เดี๋ยวครับ ขอตั้งสติแป๊บนึง ผมจะอธิบายอย่างไรดี.? เอาอย่างนี้ ผมขอถามคุณกลับไปว่า ทีวี 4K ให้ภาพที่ เหมือนจริงมากกว่า Full HD 1080p มากมั้ย.? เชื่อว่าทุกคนคงตอบเหมือนกันว่า มาก!แต่ถ้าถามว่า ภาพที่เห็นบนจอทีวี 4K เหมือนกับของจริงในธรรมชาติหรือเปล่า.? คำตอบของทุกคนก็คงจะออกไปทางเดียวกันคือ ยังห่างจากธรรมชาติิอีกเยอะ!

ตัวอย่างที่ผมยกมาข้างต้น บอกอะไรกับเราบ้าง.? มันคือสิ่งที่ผมอยากจะใช้อธิบายเสียงของสายสัญญาณ Atlas Cable กับระบบกราวนด์ Grun Coherent Ground System เส้นนี้ เนื่องจากสายสัญญาณรุ่น Mavros Ultra ได้ถูกออกแบบมาโดยใช้ตัวนำคุณภาพสูงอย่างทองแดง OCC ระบบชีลด์ก็มีคุณภาพสูงทั้งป้องกัน EMI, RFI และไฟฟ้าสถิตย์ครบหมด ต่อให้ยังไม่เสริมด้วยระบบ Grun Coherent Ground System เข้าไป เสียงของสายสัญญาณเส้นนี้ก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากแล้ว ดีกว่าสายสัญญาณหลายๆ ตัวที่ผมใช้อยู่ เนื้อเสียงเนียนสะอาด อวบหนา ปลายเสียงแหลมนุ่มหวาน นั่นคือบุคลิกเฉพาะตัวของสายสัญญาณรุ่นนี้

แต่พอเสริมระบบกราวนด์ Grun Coherent Ground System (หางปลา) เข้าไปกับซิสเต็มเรียบง่ายซิสเต็มแรกที่ผมเซ็ตอัพขึ้นมาเพื่อทดสอบสายสัญญาณตัวนี้ (Naim Audio : Uniti Atom + Cambridge Audio : EDGE W + Dynaudio : Confidence 20) สิ่งที่ผมได้ยินมันเหมือนกับเปลี่ยนทีวี 1080p มาเป็น 4K คือสิ่งที่ดีอยู่แล้วก็ยังอยู่ แต่มีบางอย่างเข้ามาเพิ่มเติมเข้าไปอีก บางอย่างอันแรกที่ผมได้ยินก็คือ ความเปิดโล่งของเสียงที่ผ่อนทอดหางเสียงไปได้อย่างหมดจด มีการลดทอนความดังตั้งแต่พีคสุดไปถึงแผ่วสุดอย่างเป็นลำดับ ซึ่งผมสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของการเปลี่ยนระดับความดังได้อย่างต่อเนื่องตลอด และอีก บางอย่างที่วิเศษมาก ซึ่งสัมผัสได้หลังจากเสริม Grun Adapter เข้าไปในซิสเต็ม นั่นคือ พื้นแบ็คกราวนด์ของสนามเสียงที่โปร่งโล่งมากขึ้น เวทีเสียงขยายกว้างออกไปทุกด้่าน ทุกเสียงที่อยู่ในสนามเสียงมีลักษณะที่ผ่อนคลายมากขึ้น ชิ้นที่ช้าก็มีลีลาทอดผ่อนมากขึ้น ในขณะทีิ่ชิ้นที่กำลังเคลื่อนไหวเร็วๆ ก็สวิงไดนามิกได้เป็นอิสระมากขึ้น ปลายเสียงสะอาดขึ้น คล้ายกับว่า การเพิ่ม Grun Adapter เข้าไปมันช่วยขจัดอาการรั้งๆ ตื้อๆ ดึงๆ ของเสียงออกไป ทำให้ทุกอย่างเปิดเผยตัวออกมามากขึ้น ลอยและเป็นอิสระ

พอผมทดลองปลดสายกราวนด์ออก เสียงจะมีอาการหุบลงเล็กน้อย ขอบๆ ของเวทีเสียงมีอาการมัวลง ความชัดแจ้งลดลง ทั่วทั้งเวทีเสียงมีลักษณะที่อึมครึมลงไปนิดนึง ความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นทันทีที่ปลดสายกราวนด์ออก แต่ไม่ได้มีปริมาณเยอะมาก พอผมทดลองนั่งฟังต่อไปเรื่อยๆ ความเคยชินก็กลับมาอยู่ในจุดที่ยอมรับได้ ซึ่งเป็นลักษณะเสียงที่ผมทำการเซ็ตอัพไว้ในตำแหน่งที่ดีที่สุดก่อนหน้าที่จะเสริม Grun Adapter เข้าไป

จากการทดลองเสียบๆ ถอดๆ Grun Adapter กับซิสเต็มแรกอยู่นาน เปลี่ยนเพลงหลายแนวแล้วก็ทดลองสลับใช้ไม่ใช้ ผมพบว่า กับซิสเต็มนี้ (Naim Audio : Uniti Atom + Cambridge Audio : EDGE W + Dynaudio : Confidence 20) ผมชอบสิ่งที่ได้มาหลังจากเสริม Grun Adapter มากกว่า มันทำให้เสียงของซิสเต็มนี้ดีขึ้นหลายเปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้น ผมก็ทดลองเปลี่ยนซิสเต็มให้มีความซับซ้อนมากขึ้น ด้วยการเพิ่มปรีแอมป์ Cambridge Audio : EDGE NQ เข้ามาในระบบ

แบบแรก ถ่าย noise จากสายสัญญาณไปกับสัญญาณเฟสลบของขั้วต่อ RCA

แบบที่สอง ถ่าย noise จากสายสัญญาณออกไปนอกซิสเต็ม

พอซิสเต็มซับซ้อนมากขึ้น มีอุปกรณ์เครื่องเสียงจำนวนมากชิ้นขึ้น ก็ทำให้การไหลเวียนของกราวนด์มีความซับซ้อนไปด้วย เหมือนเรามีบ่อน้ำที่มีความสูงต่ำของระดับน้ำต่างกันหลายๆ บ่อแต่เชื่อมต่อถึงกันด้วยท่อประปา น้ำในบ่อที่สูงกว่าก็จะไหลมาที่บ่อที่มีปริมาณน้ำต่ำกว่า เมื่อเราเอาท่อประปาที่ใช้ drain น้ำเจาะเข้าไปที่บ่อใดบ่อหนึ่ง จะทำให้น้ำในแต่ละบ่อไหลออกมาทางท่อ drain นี้ จำนวนหนึ่งซึ่งอาจจะไม่หมดทุกบ่อ นอกจากว่าจะเจาะท่อลงไปโดนบ่อที่อยู่ต่ำสุดจริงๆ เท่านั้น

เมื่อซิสเต็มมีความซับซ้อน มีจุดให้เชื่อมต่อเพื่อ drain ground มากขึ้น ผมพบว่า ผลลัพธ์ในการใช้ หรือไม่ใช้ Grun Adapter มันมีความผกผัน เชื่อมต่อ Grun Adapter เข้าไปบางจุด เสียงดีขึ้น ซึ่งผลต่อเสียงของมันก็เป็นไปในทิศทางเดียวกับตอนใช้กับซิสเต็มแรก แต่พอเปลี่ยนไปบางจุด เสียงกลับแย่ลง หลังจากใคร่ครวญพิจารณาดูแล้ว ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าสามารถแยกเส้นทางของ ground ของแต่ละเครื่องให้เป็นอิสระต่อกัน อาจจะได้ผลดีทั้งระบบก็ได้ น่าเสียดายที่ผมมีตัวอย่างมาแค่ชุดเดียวไม่สามารถทดลองตามที่คิดได้

สรุป

ทำไมการถ่ายเท noise ออกไปจากสายสัญญาณจึงเห็นผลชัดเจน.? มีเหตุผลอยู่ 2-3 ประการที่อธิบายเรื่องนี้ ข้อแรก เนื่องจากสายสัญญาณมีลักษณะเป็นเหมือน สายอากาศที่สามารถรับคลื่นวิทยุ (RF) ซึ่งเป็นสัญญาณรบกวนเข้ามาในตัวได้ ข้อสอง – เนื่องจากสัญญาณเสียงที่วิ่งผ่านไปในสายสัญญาณเป็นสัญญาณไฟฟ้าที่มีแรงดัน (Volt) ต่ำ เมื่อโดนปนเปื้อนด้วย noise จากภายนอกจึงส่งผลเสียหายต่อเสียงได้มาก และข้อสาม – เนื่องจากสายสัญญาณเป็นอุปกรณ์พาสซีฟ มันจึงไม่มีวงจรอิเล็กทรอนิคประเภทฟิลเตอร์ที่ทำหน้าที่ดักจับและสลาย noise เหมือนอุปกรณ์เครื่องเสียง

อย่างไรก็ตาม การใช้งาน Grun Coherent Earthing System จะให้ผลลัพธ์ที่ดี ระบบไฟฟ้าที่บ้านของคุณควรจะมีการต่อแท่งกราวนด์ (ground rod) ลงดินด้วย

ถ้าในซิสเต็มของคุณยังไม่เคยทดลองขจัด noise ด้วยวิธีนี้ ผมแนะนำให้หาโอกาสทดลองดู ซึ่งปกติแล้ว noise ในปริมาณที่ไม่เยอะมากที่มีอยู่ในซิสเต็มเครื่องเสียงอาจจะไม่แสดงตัวออกมาให้เราได้ยิน เนื่องจากสัญญาณเสียงเพลงมันช่วยกลบไป (คือ S/N ratio ยังสูงพอ) แต่อย่างไรก็ดี ถ้ามีระบบที่สามารถชำระล้าง noise ออกไปจากชุดเครื่องเสียงได้จนหมดหรือเกือบหมด คุณจะรับรูัได้จากคุณภาพของเสียงที่ดีขึ้นตามที่ผมได้สัมผัสมาจากการทดสอบสายสัญญาณ Atlas Cable รุ่น Mavros Ultra ตัวนี้

โดยตัวของมันเองแล้ว สายสัญญาณของ Atlas Cable รุ่น Mavros Ultra ตัวนี้ให้เสียงที่ดีมาก นุ่มเนียนและต่อเนื่อง ปราศจากอาการหยาบและแห้ง ซึ่งในกล่องจะมี Grun Adapter แบบที่ใช้ถ่าย noise ทางขั้วต่อ RCA มาให้เป็นมาตรฐาน อันนี้ไม่ถือว่าเป็นของแถมนะครับ ถ้าซิสเต็มของคุณไม่มีปัญหากราวนด์ลูปไหลค้างวนอยู่ในซิสเต็ม ก็ไม่ต้องใช้ แต่ถ้าเผอิญว่าในซิสเต็มของคุณมีปัญหากราวนด์ลูปอยู่ Grun Adapter ที่แถมมาให้นั้นแทบจะเป็นของขวัญจากพระเจ้าเลยนะ มีไว้ดีกว่าไม่มี..! /

****************************
ราคา : 58,500 บาท / ชุด*
*(ความยาว 1 เมตร + Grun Adapter 1 ชุด)
****************************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
:
. HiFi Tower
โทร
. 0-2882-7273

website : hifitower.co.th
facebook : @HifitowerShop

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า