รีวิวเครื่องเสียง HEDD Audio รุ่น HEDDphone หูฟังครอบหู-ตู้เปิด / ไดเวอร์ AMT

ใครจะต้องการหูฟังครอบหูที่มีขนาดใหญ่.? หลายคนคงมีคำถามแบบนี้ ในเมื่อยุคนี้เป็นยุคที่หูฟัง in-ear แบบ true wireless ที่มีขนาดเล็กจิ๋วกำลังได้รับความนิยมอย่างสูง ซึ่งคนที่ตอบคำถามนี้ได้ดีก็คือคนที่ชอบฟังเพลงมากๆ และมีความต้องการเข้า (ให้) ถึงแก่นสาระลึกๆ ของแต่ละเพลงที่ฟังอย่างจริงจัง คนเหล่านี้พร้อมที่จะทุ่มทุนทรัพย์เพื่อให้สามารถเข้าถึงเป้าหมายที่ต้องการ ซึ่งคนเหล่านี้นี่แหละที่ต้องการหูฟังแบบครอบหูขนาดใหญ่ ถึงแม้ว่าหูฟังแบบครอบหูจะไม่ได้ให้ความสะดวกในการสวมใส่และพกพาเหมือนหูฟังแบบอินเอียร์ แต่เป็นเพราะว่า หูฟังแบบนี้แหละที่สามารถส่งมอบประสบการณ์ฟังในระดับที่พวกเขาต้องการได้

หูฟังระดับโปรฯ ที่ออกแบบและผลิตโดยโปรเฟสชั่นแนล

HEDD ย่อมาจากคำเต็มๆ ว่า “Heinz Electrodynamic Designsซึ่งเป็นชื่อของแบรนด์ผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ใช้ในวงการสตูดิโอ เริ่มต้นก่อตั้งโดยผู้ชายสองคนที่มีความสัมพันธ์เป็นพ่อลูกกัน นั่นคือ Klaus Heinz ผู้พ่อที่มีดีกรีเป็นฟิสิกส์ เอ็นจิเนียร์ กับด็อกเตอร์ Frederik Knop ผู้ลูกซึ่งจบการศึกษามาทางดนตรีและทำงานเป็นมาสเตอริ่ง เอ็นจิเนียร์

ชีวิตของ Klaus Heinz ใกล้ชิดกับวงการโปรเฟสชั่นแนล สตูดิโอมากเป็นพิเศษ เขาใช้ความสามารถทางด้านฟิสิกส์กับความรู้เกี่ยวกับออดิโอสนับสนุนธุรกิจบันทึกเสียงด้วยการก่อตั้งบริษัทที่เกี่ยวกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในวงการโปรเฟสชั่นแนล สตูดิโอหลายบริษัท ตัวอย่างเช่นแบรนด์ ADAM Audio เขาก็เข้าไปทำงานในตำแหน่ง MD และเป็นหัวหน้าแผนก R&D ของแบรนด์นี้มานานหลายปี ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา Klaus Heinz ได้อุทิศเวลาของเขาให้กับการออกแบบลำโพงระดับไฮเอ็นด์ที่ถูกใช้อยู่ในหลายวงการ ทั้งที่ใช้ในส่วนของการผลิตเพลง (recording & mastering studio), ใช้ในการออกอากาศสำหรับสถานีวิทยุ ไปจนถึงใช้งานในวงการเครื่องเสียงบ้านระดับไฮเอ็นด์ฯ ด้วย

นอกจากลำโพงสำหรับสตูดิโอ มอนิเตอร์แล้ว Klaus Heinz ยังได้ออกแบบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคที่ใช้ในสตูดิโออีกหลายอย่าง โดยเฉพาะอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคที่ใช้ DSP ที่ชื่อว่า HEDD Lineariser และอุปกรณ์ประเภท audio interface ที่ใช้เชื่อมต่อสัญญาณดิจิตัลในการถ่ายเทสัญญาณระหว่างอุปกรณ์แต่ละชิ้นที่เกี่ยวข้องกันที่ชื่อว่า HEDD Bridge ส่วนผลงานล่าสุดของ Klaus Heinz ก็คือนำเอาไดเวอร์ Air Motion Transformer (AMT) มาพัฒนาทำเป็นหูฟังมอนิเตอร์ และนั่นคือต้นกำเนิดของหูฟัง HEDDphone ตัวนี้!

ไดเวอร์ AMT = จุดเด่นของ HEDDphone

จริงๆ แล้ว AMT หรือ Air Motion Transformer เป็นเทคโนโลยีสำหรับไดเวอร์ของลำโพงที่คิดค้นโดยวิศวกรไฟฟ้าชาวเยอรมันที่ชื่อว่า Oskar Heil เมื่อต้นทศวรรต 70 ซึ่งได้ถูกนำมาใช้ในการผลิตไดเวอร์เสียงแหลม (Tweeter) สำหรับลำโพงไฮไฟฯ ของหลายๆ แบรนด์ อย่างเช่น Elac ของเยอรมัน, Audiovecter ของเดนมาร์ก และล่าสุดสดๆ ร้อนๆ คือ Wharfedale ของอังกฤษ

ตัวไดเวอร์ และส่วนประกอบของตัวไดเวอร์ AMT ที่ใช้ทำหูฟังตัวนี้

โครงสร้างภายในไดเวอร์ AMT โดยคร่าวๆ

ไดเวอร์ AMT ที่แบรนด์ HEDD Audio นำมาใช้ทำไดเวอร์หูฟังรุ่น HEDDphone ตัวนี้มีความพิเศษกว่าไดเวอร์ AMT ตัวอื่นๆ เนื่องจาก Klaus Heinz ได้ทำการพัฒนาต่อยอดด้วยการคิดค้นเทคโนโลยีขึ้นมาอย่างหนึ่งที่ตั้งชื่อว่า “VVT Technologyซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้ไดอะแฟรมของไดเวอร์ AMT ตัวที่เขาใช้ทำหูฟังรุ่นนี้สามารถตอบสนองความถี่ได้กว้างถึงระดับ full range คือตั้งแต่ 10Hz – 40kHz ซึ่งกว้างกว่าไดเวอร์ AMT ปกติทั่วไปมาก (ไดเวอร์ AMT ทั่วไปจะตอบสนองความถี่ได้เฉพาะในย่านเสียงแหลม)

สิ่งที่ทำให้ไดเวอร์ AMT ของหูฟัง HEDDphone ตัวนี้มีความสามารถเยี่ยงนั้นก็คือมันสามารถปรับเปลี่ยนรูปทรงที่เป็นลักษณะแผ่นพับของไดอะแฟรมที่มีระยะห่างคงที่แบบเดิม มาเป็นแผ่นพับไดอะแฟรมที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ทั้งแนวกว้างและแนวลึก ทำให้สามารถปั๊มอากาศสร้างความถี่ที่มีความยาวคลื่นที่ขยายออกมาได้กว้างมากกว่าไดอะแฟรมรูปแบบเดิมที่เป็นแบบ fixed geometric ที่ใช้อยู่ในไดเวอร์ AMT ยุคเก่า

Unbox!
รูปร่าง + สัดส่วนภายนอก

บรรจุมาในกล่องสีดำเข้มขรึม

ข้างในมีกล่องเล็กๆ มาให้อีกกล่อง (ศรชี้) เข้าว่าจะเป็นกล่องใส่อุปกรณ์เสริม

ตัวหูฟังถูกแพ็คมาในบล็อกโฟมป้องกันอย่างดี

ในกล่องเล็กที่ให้มาเป็นสายหูฟัง

HEDDphone เป็นหูฟังแบบ open-back ขนาดฟูลไซร้ใหญ่ครอบหู เฮ้าซิ่งหรือตัวบอดี้ที่บรรจุไดเวอร์มีลักษณะเป็นกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดใหญ่ ความสูง 11.5 .. x ความกว้าง 9 .. ความลึกวัดจากขอบด้านหน้าของ earpad ลงไปถึงด้านหลังของเฮ้าซิ่งอยู่ที่ 7 .. ซึ่งตัว earpad ที่ทำจากวัสดุนุ่มนิ่มหุ้มด้วยหนังสีดำมีความหนา 3 .. ตัวโครงบอดี้มีความหนา 4 .. น้ำหนักของหูฟังตัวนี้เยอะพอสมควร คืออยู่ที่ 718 กรัม

ส่วนเฮดแบนด์ หรือสายคาดศีรษะของหูฟังตัวนี้ ตัวโครงด้านในทำด้วยแผ่นโลหะที่แข็งแรงมาก ภายนอกหุ้มด้วยหนังนุ่มๆ ตรงกลางของส่วนโค้งที่อยู่ตรงกับศีรษะตอนสวมใส่จะมีกลไกที่ทำให้สามารถง้างโค้งตัวเฮดแบนด์ออกไปได้มากขึ้น ช่วยให้สวมลงบนศีรษะได้ง่ายขึ้น

ก้านที่ยืดออกมาจากเฮดแบนด์ยึดกับโครงของตัวเฮ้าซิ่งทำด้วยโลหะ มีลักษณะเป็นแผ่นบางๆ แต่แข็งแรง สามารถดึงยืดออกมาได้ไม่เยอะ แต่ก็พอในการปรับให้ช่องของหูฟังอยู่ในลักษณะที่ครอบใบหูได้พอดีๆ

ขั้วต่อ mini XLR 4 pin ตัวผู้ถูกฝังอยู่บนเฮ้าซิ่งของหูฟัง (ศรชี้) เพื่อใช้เป็นจุดเชื่อมต่อสัญญาณอินพุต

ปลายสายหูฟังด้านที่ใช้ต่อกับตัวหูฟังใช้ขั้วต่อ mini XLR 4 pin ตัวเมียยี่ห้อ REAN

ตัวสายหูฟังที่แถมมาให้กับตัวหูฟังมัลักษณะเป็นสายแข็ง ขนาดตัวนำไม่ใหญ่มาก หุ้มด้วยตาข่ายหนังงูสีดำ ตัวสายสัญญาณด้านอินพุตทั้งสองข้างที่ออกมาจากขั้วต่อแจ๊คมาตรฐาน stereo 6.3 mm TRS ถูกจับตีเกลียวมาด้วยกันจนถึงจุดเชื่อมก่อนจะแยกไปเข้าที่หูฟังแต่ละข้างผ่านแจ๊ค mini XLR 4 pin

ทดลองฟังเสียง

ก่อนจะอธิบายเสียงของหูฟังตัวนี้ ผมขอพูดถึงตัวไดเวอร์ AMT ที่ใช้ในหูฟังตัวนี้ก่อน ซึ่งหากเอาไปเทียบกับไดเวอร์กรวยไดนามิกที่ใช้ในหูฟังขนาดใหญ่แบบฟูลไซร้หลายๆ ตัวในตลาด จะพบว่ามีทั้ง ความเหมือนและ ความต่างกล่าวคือ ในส่วนของความเหมือนก็คือ ต่างก็เป็นไดเวอร์ที่ทำหน้าที่ในการสร้างความถี่เสียงแบบ full-range คือตัวเดียวครบทั้งย่านเสียง ขึ้นอยู่กับว่า คนออกแบบจะกำหนดให้ไดเวอร์ตัวนั้นสร้างความถี่ออกมากว้างแค่ไหน

ไดเวอร์ AMT ที่ใช้ในหูฟัง HEDDphone ตัวนี้ทำด้วยมือ (handmade) ในโรงงานที่เยอรมัน

ข้อดีของการใช้ไดเวอร์ตัวเดียว (single driver) ในการสร้างความถี่ตลอดทั้งย่านเสียงแบบฟูลเร้นจ์คือเรื่องของ level หรือความดังของความถี่ทั้งหมดที่ไม่ตกหล่นลงไป ณ ตำแหน่งที่เป็นจุดตัด crossover ที่เกิดขึ้นกับการใช้ไดเวอร์ที่มากกว่าหนึ่งตัวทำงานร่วมกัน กับข้อดีอีก 2 อย่างคือเรื่องของ phase และ harmonic structure ซึ่งการใช้ไดเวอร์ตัวเดียวมีปัญหาในเรื่องของ phase และ harmonic structure น้อยกว่า โดยเฉพาะเรื่องของฮาร์มอนิก เนื่องจากการใช้ไดเวอร์หลายตัวร่วมกันทำงาน จะมีผลให้ฮาร์มอนิกของเสียงโน๊ตต้นกำเนิด (fundamental) ใดๆ ที่เกิดจากไดเวอร์คนละตัวออกมาไม่กลืนกัน ลองนึกภาพง่ายๆ ว่า หัวโน๊ตเกิดจากมิดเร้นจ์ ในขณะที่ฮาร์มอนิกของหัวโน๊ตตัวนั้นดันไปเกิดจากทวีตเตอร์ ด้วยรูปทรง+วัสดุของไดเวอร์มิดเร้นจ์กับทวีตเตอร์มันไม่เหมือนกัน

ในทางกลับกัน คนที่ออกแบบหูฟังที่ใช้ไดเวอร์หลายๆ ตัวทำงานร่วมกันก็มีเหตุผลในแง่ที่ว่า ไดเวอร์แต่ละตัวถูกกำหนดให้สร้างความถี่ในช่วงจำกัด จึงต้องใช้ไดเวอร์หลายตัวช่วยกัน ซึ่งข้อดีก็คือทำให้ได้ความถี่เสียงที่กว้าง แต่ถ้าออกแบบไม่ดีก็จะมีปัญหาความไม่กลมกลืนกันของ phase และ harmonic structure ขึ้นได้ง่าย ในกรณีที่ไม่ถูกจำกัดทางด้านขนาดของตัวหูฟัง การใช้ไดเวอร์ที่มีขนาดใหญ่ในการสร้างความถี่เสียงได้ตลอดทั้งย่านเสียงที่ต้องการจึงเป็นการขจัดปัญหาเรื่อง phase และ harmonic structure ออกไปได้อย่างหมดจดนั่นเอง

ระหว่างไดเวอร์แบบกรวยไดนามิก กับไดเวอร์ AMT (รวมถึงไดเวอร์พลาน่าแม็กเนติค และไดเวอร์อิเล็กโตรสแตรติก) ยังมีอีกจุดหนึ่งที่แตกต่างกันและทำให้ไดเวอร์ทั้งสองชนิดนี้มี บุคลิกของเสียงที่แตกต่างกัน เป็นบุคลิกเสียงเฉพาะตัวของใครของมัน สิ่งที่ว่านั้นก็คือ รูปแบบ หรือแพลทเทิ้นในการกระจายความถี่เสียงที่ต่างกันระหว่างไดเวอร์ทั้งสองชนิดนี้

ไดเวอร์ทรงกรวยไดนามิกจะมีลักษณะการกระจายความถี่เสียงแบบที่เรียกว่า “Point Sourceคล้ายไฟฉาย คือแผ่จากจุดกำเนิดที่มีลักษณะเป็น จุดแล้วแผ่ขยายกว้างออกไปจากจุดกำเนิดในแนวรัศมีของเส้นวงกลมที่ล้อมรอบจุดกำเนิด ส่วนลักษณะการกระจายคลื่นเสียงของไดเวอร์แบบแผ่นอย่าง AMT รวมทั้งไดเวอร์แผ่นฟิล์มทั้งหลายจะกระจายเสียงออกไปในลักษณะตั้งฉากกับไดอะแฟรม (ดูภาพประกอบ) จะเห็นว่า คลื่นเสียงที่ได้จากการสั่นของไดอะแฟรมของไดเวอร์ AMT จะผ่านเข้าไปที่หูใน เวลาเดียวกันทั้งหมด จึงไม่มีความเหลื่อมของเวลาเกิดขึ้น

ลักษณะของเสียงที่ได้จากหูฟัง HEDDphone ตัวนี้จะต่างไปจากเสียงจากหูฟังรุ่น K720/65th ของ AKG ที่ผมใช้อยู่อย่างชัดเจน ในแง่ของคุณภาพเสียงก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ที่ต่างกันชัดเจนก็คือลักษณะเสียง ซึ่ง HEDDphone ให้สนามเสียงที่มีลักษณะใกล้ชิดติดกับหูของผมมากกว่า K720/65th ซึ่งจะให้สนามเสียงที่ฉีกตัวห่างออกไปจากศีรษะ ให้เสียงที่ฟังแล้วมีความรู้สึกถึงความเวิ้งว้าง ล่องลอย ในขณะที่ HEDDphone ให้เสียงที่เข้มข้น ใกล้ชิดเหมือนนั่งฟังอยู่หน้าเวที รายละเอียดเสียงจัดเต็มตลอดย่าน ทุกเสียงดนตรีและเสียงร้องมีมวลเนื้อที่หนาแน่น เป็นชิ้นเป็นอัน ไดนามิกก็สวิงได้กว้างมาก

หูฟังตัวนี้มีอิมพีแดนซ์แค่ 42 โอห์ม ถือว่าไม่โหด แต่ความไวต่ำเอาเรื่อง แค่ 87dB เท่านั้น แอมป์ที่ใช้ขับต้องมีกำลังสำรองมากพอสมควร ความถี่ตอบสนองกว้างมาก คือตั้งแต่ 10Hz ขึ้นไปจนถึง 40kHz แน่นอนว่าถ้าแอมป์ไม่กรองสัญญาณทิ้งมากเกินไป ถ้าเล่นไฟล์ไฮเรซฯ พวก 24/192 หรือ DSD กับหูฟังตัวนี้ก็น่าจะได้รายละเอียดที่ดีมากๆ

ในการทดลองฟัง ผมใช้ DAC/Amp ทดลองฟังกับหูฟังตัวนี้ 2 ตัวคือ MyTek รุ่น Liberty DAC (REVIEW) กับ TEAC รุ่น NT505 และมีอินติเกรตแอมป์ QUAD รุ่น Vena II Play ที่มีภาค USB-DAC ในตัวและมีแอมป์ขยายหูฟังในตัวลองฟังกับหูฟังตัวนี้ด้วย และใช้ roon รุ่น nucleus+ บวกกับภาคจ่ายไฟลิเนียร์ของ Nordost รุ่น QSource + QPoint เป็นชุดเล่นไฟล์เพลงที่ส่งสัญญาณดิจิตัลไปที่ DAC เหล่านั้นทาง Network

ถ้าจะให้อธิบายแนวเสียงของ HEDDphone ตัวนี้สั้นๆ ผมว่า คำว่า มอนิเตอร์คำเดียวก็น่าจะอธิบายแนวเสียงของหูฟังตัวนี้ออกมาได้ชัดเจนมากที่สุดแล้ว จากการทดลองฟังเพลงหลากหลายแนวผ่านไป ผมพบว่า หูฟังตัวนี้มันแจกแจงสิ่งที่อยู่ในเพลงแต่ละเพลงออกมาแบบไม่ปิดบัง ความเร็ว (สปีด) ในการตอบสนองกับสัญญาณทรานเชี้ยนต์ที่รวดเร็วมากๆ ของไดเวอร์ AMT ที่อยู่ในหูฟังตัวนี้ ทำให้ผมต้องใช้เวลาแม็ทชิ่งและปรับเปลี่ยนการเชื่อมต่อซิสเต็มที่ใช้ทดลองฟังกับมันหลายรอบ

ความเป็นมอนิเตอร์ของหูฟัง HEDDphone ตัวนี้ทำให้ผมรู้เลยว่า ซิสเต็มที่กำลังใช้เล่นเพลงที่ฟังกับมันอยู่ตอนนั้นมีอะไรบกพร่องบ้าง.? ประสบการณ์บอกให้ผมรู้ว่า DAC/Amp ราคาสี่หมื่นกว่าอย่าง Mytek : Liberty DAC ไม่ได้เลวร้าย กำลังขับของมันมากพอที่จะผลักดันไดอะแฟรมของ HEDDphone ให้ส่งเสียงเพลงที่มีคุณภาพออกมาได้สบายๆ ในระดับความดังที่หูของผมต้องการ ต้องไม่ลิืมว่า อิมพีแดนซ์ของ HEDDphone แค่ 42 โอห์มเท่านั้น นั่นจึงไม่ใช่ปัญหาของกำลังขับ แม้ว่าผมต้องเร่งวอลลุ่มที่ Liberty DAC ขึ้นไปสูงถึงบ่ายสามโมงเพื่อให้ได้ความดังที่ต้องการ ซึ่งในระดับความดังนั้น ผมได้ยินบางกลุ่มความถี่ในย่านแหลมที่มีอาการเจิดจ้า ล้ำหน้าออกมานิดหน่อย ไม่กลมกลืนกับเสียงแหลมที่เหลือ ซึ่งนั่นเกิดขึ้นเสมอแต่กับหูฟังตัวอื่นไม่ค่อยจะรับรู้ได้ชัดเท่ากับหูฟังตัวนี้ ซึ่งผมรู้สึกได้เลยว่า ถ้าผมเป็นซาวนด์เอนจิเนียร์ที่นั่งทำงานอยู่ในสตูดิโอ ผมสามารถดึง level ของความถี่สูงกลุ่มนั้นลงมาให้กลมกลืนกับเสียงแหลมส่วนที่เหลือได้โดยใช้อีควอไลเซอร์ แต่ในซิสเต็มของนักเล่นเครื่องเสียงอย่างผม ทำได้แค่ลุกขึ้นมาปรับเปลี่ยนอุปกรณ์บางชิ้นในซิสเต็มเพื่อปรับจูนตรงจุดนั้น อย่างเช่น ทดลองเปลี่ยนสายไฟ, เปลี่ยนสาย LAN หรือแม้แต่ทดลองเปลี่ยนวิธีการเชื่อมต่อใหม่ ใช้ Liberty DAC เป็นแค่ source แล้วเอาสายสัญญาณอะนาลอกมาเชื่อมต่อสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตของ Liberty DAC ไปเข้าที่ช่องอินพุต AUX ของอินติเกรตแอมป์ QUAD : Vene II Play เพื่อเปลี่ยนมาลองใช้ภาคแอมป์ของ Vena II Play ขับหูฟังตัวนี้บ้าง วิธีีนี้ทำให้ผมคล่องตัวมากขึ้นในการแม็ทชิ่งเพื่อปรับจูนเสียงของ HEDDphone ได้ละเอียดมากขึ้น

สิ่งที่ HEDDphone ต้องการอันดับแรกคือ ความดังที่มากพอ ซึ่งหมายถึง ปริมาณของกำลังขับในระดับที่ทำให้ไดอะแฟรมของ AMT สามารถสร้างความถี่เสียงออกมาได้ตลอดทั้งย่านด้วยความดังที่หูของเราต้องการ จากการทดลองฟังมานานร่วมสองอาทิตย์ ผมพบว่า ถ้าคุณแค่ขยับลดวอลลุ่มของเสียงลงมา ต่ำกว่าระดับที่หูฟังต้องการเพียงแค่นิดเดียว คุณจะสูญเสียคุณสมบัติทางด้านไดนามิกของเสียงวูบลงไปเลย นั่นแสดงให้เห็นว่า หูฟัง HEDDphone ตัวนี้ต้องการกำลังขับที่มากในระดับหนึ่ง แม้ว่าจะไม่ได้สูงมากๆ แต่ก็ต้องนิ่ง นอกจากนั้น ณ ความดังเท่านั้น หูฟังตัวนี้จะแจกแจงให้คุณรู้เลยว่า เพลงแต่ละเพลงที่คุณฟังผ่านมันไปนั้น มีข้อบกพร่องตรงไหน, มีความเยี่ยมยอดตรงไหน.? และหลังจากคุณทำการปรับจูนซิสเต็มไปแล้ว ไม่ว่าจะทำอะไรไปมากน้อยแค่ไหน หูฟังตัวนี้จะฟ้องให้คุณได้ยินถึงผลลัพธ์จากการปรับจูของคุณ.. ทันที!

ตลอดการทดลองฟังร่วมสองอาทิตย์ กับเพลงหลายแนว หลายฟอร์แม็ตและหลายเรโซลูชั่น ผมไม่ติดใจกับคุณสมบัติทางด้านโทนัลบาลานซ์ของหูฟังตัวนี้เลย มันให้เสียงทุ้มที่มากเกินพอ ช่วยลบความแคลงใจของผมที่มีต่อไดเวอร์ AMT ตัวนี้ไปได้อย่างเด็ดขาด นี่คงเป็นผลมาจากเทคโนโลยี VVT ที่ Klaus Heinz คิดค้นขึ้นมาใช้กับไดเวอร์ตัวนี้ ซึ่งผมพบว่า เทคนิคพิเศษที่ Klaus Heinz คิดค้นขึ้นมานี้ ช่วยให้ไดอะแฟรมรีดเสียงออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก ซึ่งไม่ใช่เสียงทุ้มเท่านั้นที่ให้มวลอิ่มหนา แต่ได้มรรคผลไปถึงเสียงกลางด้วย ส่วนเสียงแหลมนั้นมันให้ออกมาได้ยอดเยี่ยมมาก เพราะเป็นจุดเด่นของไดเวอร์ลักษณะแผ่นแบบนี้อยู่แล้ว ซึ่งให้เสียงแหลมที่ใส ลอย เป็นเม็ด ในขณะที่มีประกายฮาร์มอนิกที่เก็บตัวได้ดี ไม่พล่าฟุ้งเหมือนเสียงแหลมของทวีตเตอร์แบบอื่น

บางคนอาจจะไม่ชอบลักษณะของสนามเสียงที่อยู่แนบชิดกับศีรษะที่ได้ยินจากหูฟังตัวนี้ แต่นั่นไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับผม เป็นเพราะผมคุ้นเคยกับสนามเสียงแบบนี้จากหูฟัง Sennheiser รุ่น HD650 ที่ผมใช้เป็นประจำอยู่แล้ว จะว่าไปแล้ว ผมกลับชอบแนวเสียงแบบนี้มากกว่า เพราะมันเป็นเสียงที่มีความจริงจัง เที่ยงตรง โดยเฉพาะเสียงแหลมที่มีเสน่ห์มากๆ ใครที่ไม่ชอบอาการสว่างโพลน (bright) ของเสียงแหลม คุณต้องลองฟังหูฟังตัวนี้ มันให้เสียงแหลมที่มีปริมาณมากพอ ไม่ได้ฟิลเตอร์ทิ้งซะจนออกอาการ dark ขาดสีสันความสดใส แต่เป็นเพราะคุณสมบัติเฉพาะตัวของไดเวอร์แผ่นแบบนี้ ซึ่งให้เสียงแหลมที่มีโฟกัสคม เก็บตัวและรวบปลายเสียงได้ชงัด ไม่มีอาการริ้งกิ้งของวัสดุประเภทโลหะเข้ามายุ่ง และจากเน็ทเวิร์คที่ยอมให้ไดเวอร์ตัวนี้ปลดปล่อยความถี่สูงขึ้นไปถึง 40kHz จึงไม่มีอาการทึบ ปลายกุด หรืออั้นในย่านเสียงแหลมเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำ ยิ่งเร่งเสียงยิ่งฟังมัน ถ้าได้ DAC/Amp ที่มีคุณภาพสูงๆ กำลังไม่ต้องเยอะมาก แต่เน้นเสียงสะอาดๆ ฟังไฟล์ไฮเรซฯ โดยเฉพาะ DSD จะได้อารมณ์มากเป็นพิเศษ

สรุป

ในระดับราคาไม่เกิน 100,000 บาท ผมขอเลือก HEDDphone ตัวนี้เป็นหนึ่งในหูฟังขนาดฟูลไซร้ที่ดีที่สุดตัวหนึ่ง หูฟังบางตัวในระดับราคาใกล้เคียงกันนี้มีบุคลิกเฉพาะตัวที่ขจัดออกไปไม่ได้ ซึ่งบุคลิกนั้นจะเข้าไปปะปน และบิดเบือนเสียงของเพลงที่ฟัง ในขณะที่ HEDDphone ตัวนี้ มีบุคลิกของความเป็นมอนิเตอร์ที่เข้มข้นมาก มันจะฟ้องทั้งคุณภาพของซิสเต็ม, คุณภาพการแม็ทชิ่งของคุณ และไปจนถึงคุณภาพของไฟล์เพลงที่เล่น ออกมาให้คุณได้ยิน ซึ่งหากคุณมีความสามารถมากพอที่จะปรับจูนซิสเต็มของคุณให้อยู่ในระดับมาตรฐานสากล ไม่มีอาการมีสแม็ท และไฟล์เพลงที่คุณเล่นมีคุณภาพสูงพอ (อย่างเช่นไฟล์ DSD) สิ่งที่คุณจะได้ยินจากหูฟังตัวนี้คือความเป็นดนตรีเพียวๆ ได้อรรถรสเข้มๆ ของทุกเพลงที่ฟัง.. เหมือนจิบเอสเพรสโซ่ชัั้นดีนั่นเลย.!!! /

**************************
ราคา : 72,900 บาท / ตัว
**************************
จำหน่ายโดย :
BKK Audio
โทร. 02-005-4002, 086-688-8575
Line ID:@bkkaudio

ลิ้งค์สั่งซื้อสินค้า : HEDDphone

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า