รีวิว LAiV Audio รุ่น Harmony DAC

วิธีที่ผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงจะใช้แสดง ความพิเศษของพวกมันออกมาสะกิดต่อมสนใจของเรานั้นมีอยู่หลายรูปแบบ ซึ่งวิธีที่ได้ผลชัดเจนมากที่สุดก็คือ รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูดี มีดีไซน์ที่โดดเด่นสะดุดตา แต่ก็ต้องเผื่อใจไว้ก่อนนะว่า รูปสวยไม่ได้การันตีว่าจะ เสียงดีเสมอไป..

ดีไซน์สวย.!!

ตัวถังของ ผลิตภัณฑ์ใหม่ตัวนี้ทำสำเร็จในแง่ที่สามารถสะกดสายตาของผมได้ด้วยดีไซน์หน้าตาที่สวยเท่ของมัน เขาทำตัวเครื่องให้เป็นสีดำที่เรียกว่า ebony black คือสีดำมะเกือ เป็นเฉดดำที่ดูเก๋ กึ่งๆ ดำด้าน ไม่ได้ดำสนิทและไม่ได้เงาวาว ทำให้คุณมองเห็นทรวดทรงโค้งเว้าของตัวเครื่องในแต่ละมุมได้ชัด และความเก๋ไก๋ของดีไซน์ที่ดึงดูดสายตามากเป็นพิเศษก็คือการใช้ปุ่มควบคุมบนตัวเครื่องที่เป็นสีทอง มันจึงตัดกับสีของตัวถังที่เป็นสีดำกึ่งเงากึ่งด้าน กลายเป็นคอนทราสน์ของสีที่สื่อถึงความหรูหรา ราคาแพง

สัณฐานของตัวเครื่องมาในแนวกระทัดรัด ส่วนสัดตัวเครื่องจะเล็กกว่าเครื่องมาตรฐานทรงกล่องขนมปังที่มีหน้ากว้าง 17 นิ้วทั่วไป ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อมองด้วยสายตาจะรู้สึกว่ามันเล็ก แต่ถ้าเข้าไปยกตัวเครื่องขึ้นมาดูจะรับรู้ได้ถึง ความแน่นที่มาพร้อมกับน้ำหนักที่มากกว่าคาด เหตุผลที่ผู้ผลิตไม่ทำตัวถังให้มีขนาดใหญ่เท่าเครื่องเสียงมาตรฐานก็เพราะว่าอุปกรณ์ตัวนี้เป็น external DAC ที่ทำหน้าที่ในการแปลงสัญญาณ (อินพุต) ดิจิตัลให้ออกมาเป็นสัญญาณ (เอ๊าต์พุต) อะนาลอกเป็นหลัก ซึ่งส่วนประกอบภายในของอุปกรณ์เครื่องเสียงประเภทนี้เกือบทั้งหมดจะเป็นคอมโพเน้นต์ที่มีขนาดเล็ก และประกอบลงบนแผงวงจรด้วยเทคโนโลยี SMT (surface mount technology) คือฝังตรึงลงไปบนแผงวงจรโดยตรง ไม่ได้ใช้วิธีเชื่อมโยงการทำงานแต่ละส่วนด้วยสายสัญญาณ (hardwire) เป็นเหตุให้แผงวงจรกับอุปกรณ์ภายในทั้งหมดจึงอยู่ชิดกัน ระยะห่างไม่มาก ซึ่งเป็นความตั้งใจเพื่อลดทางเดินสัญญาณให้สั้นที่สุด มีผลให้สัญญาณเกิดความสูญเสียน้อยที่สุดนั่นเอง

ตัวเล็กแต่เครื่องในแน่น.!!

ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่กำลังกล่าวถึงนี้คือ external DAC รุ่น Harmony DAC ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกของผู้ผลิตน้องใหม่ของวงการที่มีชื่อแบรนด์ว่า LAiV Audio สัญชาติสิงคโปร์

ถ้าพิจารณาลักษณะการจัดวางอุปกรณ์ภายในของ external DAC ตัวนี้จะเห็นว่า ผู้ออกแบบพยายามทำให้แผงวงจรที่ทำงานในแต่ละส่วนอยู่ ใกล้กันให้มากที่สุด เพื่อลดความสูญเสียอย่างที่กล่าวมาแล้ว จะเห็นว่า ถ้าใช้ตัวถังขนาดมาตรฐานที่มีหน้ากว้าง 17 นิ้ว x ลึกประมาณ 13 – 14 นิ้ว เหมือนอุปกรณ์ประเภทอื่น อย่างเช่นปรีแอมป์หรือเครื่องเล่นซีดี จะทำให้ภายในตัวเครื่องมีช่องว่างๆ เหลือเยอะ ซึ่งจะไม่สอดคล้องกับแนวคิดในการออกแบบยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของ เรโซแนนซ์ทางกลไกหรือ mechanical resonant มากขึ้น เพราะค้นพบแล้วว่า ความสั่นสะเทือนหรือเรโซแนนซ์ที่เกิดขึ้นภายในตัวเครื่องและแพร่กระจายไปยังชิ้นส่วนอื่นๆ ที่อยู่ภายในตัวเครื่องจะส่งผลกระทบไปถึงคุณภาพเสียงด้วย โดยเฉพาะอุปกรณ์เครื่องเสียงประเภทที่ทำงานกับสัญญาณดิจิตัลก็จะยิ่งส่งผลเสียที่รับรู้ได้ชัดมาก

ความรู้+ความเข้าใจเหล่านั้นนำมาซึ่งการออกแบบตัวถังที่คำนึงถึงปัจจัยที่ก่อให้เกิดเรโซแนนซ์ต่ำที่สุดในทุกจุด ซึ่งนักออกแบบยุคหลังๆ ค้นพบว่า ถ้าตัวถังเครื่องมี รอยต่อน้อย ก็จะทำให้เกิดเรโซแนนซ์น้อย นั่นเป็นที่มาของการพัฒนาการออกแบบตัวถังของ Harmony DAC ตัวนี้ที่เรียกว่า ‘Unibody Designด้วยการ ขุดแท่งอะลูมิเนียมตันๆ ด้วย CNC (Computer Numerical Control) ขึ้นมาเป็นตัวถังเครื่องแบบจบในชิ้นเดียว แทนที่จะใช้แผ่นอะลูมิเนียมหลายๆ แผ่นมายึดต่อกันด้วยน็อตเพื่อประกอบเป็นตัวถังเครื่องเหมือนในยุคโบราณ

ภาพข้างบนคือลักษณะของแผ่นตัวถังชิ้นบนที่ทำด้วยแผ่นอะลูมิเนียมหนาชิ้นเดียวซึ่งขุดด้วย CNC ให้เป็นเบ้าโดยเว้นพื้นที่ด้านในเป็นช่องว่างที่มีขนาดพอดีๆ กับแผงวงจรแต่ละส่วนที่ประกอบอยู่ข้างใน ซึ่งมีการออกแบบเป็นภาพสามมิติบนคอมพิวเตอร์ไว้ก่อนแล้ว

เมื่อประกบแผ่นตัวถังชิ้นบนลงไปบนแผ่นตัวถังชิ้นล่างที่ติดตั้งแผงวงจรและชิ้นส่วนทั้งหมดเอาไว้ จะทำให้แผงวงจรและชิ้นส่วนแต่ละชิ้นถูกฟิตอยู่ในพื้นที่ว่างแต่ละบล็อกที่กำหนดไว้อย่างแน่นหนาพอดีๆ ซึ่งเป็นการออกแบบเพื่อควบคุมการสั่นไหวของชิ้นส่วนและแผงวงจรที่อยู่ภายในให้มีความนิ่งสนิทมากที่สุดนั่นเอง (*เครื่องเสียงระดับไฮเอ็นด์ฯ ยุคใหม่ส่วนใหญ่จะใช้เทคนิคนี้ในการออกแบบตัวถัง ซึ่งให้ผลดีกับการควบคุมเรโซแนนซ์ แต่เป็นการออกแบบที่มีต้นทุนสูงกว่าตัวถังแบบเดิมมาก)

อ่าาา.. นี่เป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของ external DAC ตัวนี้ ซึ่งในฐานะของคนที่สนใจทางด้านเทคโนโลยีอย่างผม ยอมรับเลยว่า แง่มุมทางด้านเทคนิคในการออกแบบของ external DAC ตัวนี้มันดึงดูดความสนใจของผมได้มากทีเดียว มันทำให้ผมอยากรู้ว่า ความพิถีพิถันที่พวกเขาใส่ใจลงไปในรายละเอียดเหล่านั้นมันจะส่งผลกับเสียงในแง่ไหน อย่างไรบ้าง

LAiV Audio เป็นใคร.? มาจากไหน.??

LAiV Audio เป็นแบรนด์ใหม่ที่เพิ่งแจ้งเกิดในวงการเครื่องเสียงเมื่อ ปี 2023 ที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกของพวกเขาก็คือ external DAC รุ่น Harmony DAC ตัวนี้นี่แหละ เจ้าของคือใคร.? อันนี้ดูเหมือนว่าจะยังไม่ค่อยชัดเจนนัก เพราะข้อมูลจากหน้าเมนู about us ในเว็บไซต์ของ LAiV Audio เองก็ไม่ได้ให้รายละเอียดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้

ข้อมูลที่ผมไปอ่านเจอจากรีวิว Harmony DAC ของคุณ Srajan ในเว็บไซต์ของ John Darko เขาระบุว่า คนที่แสดงตัวเป็นเหมือนเจ้าของแบรนด์ LAiV Audio มีชื่อว่า Weng Fai Hoh ซึ่งเดิมก็เป็นเหมือนหุ้นส่วนคนหนึ่งของ Vinshine Audio ที่เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ Denafrips นั่นเอง (ผู้บริหารของ Vinshine Audio ก็คือ Alvin Chee) ซึ่งผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ LAiV Audio นี้จะมีจุดกำเนิดที่ต่างจากผลิตภัณฑ์อื่นที่ OEM มาจากโรงงานผลิตของจีนโดยตรง ทว่า Weng Fai Hoh เขามีทีมงานออกแบบถึง 9 คน ซึ่งแต่ละคนก็เป็นผู้ที่มีความรู้และมีประสบการณ์ทางด้านเครื่องเสียงมาเป็นอย่างดี เพราะเคยผ่านงานมาจากหลายแบรนด์ชั้นนำ อาทิเช่น Aiwa, Harman/Kardon, JVC, Onkyo, Panasonic, Philips, Sansui, Sony, Tascam,/TEAC และ Yamaha ถึงแม้จะเป็นแบรนด์ใหม่ แต่ด้วยทีมออกแบบที่มีประสบการณ์แน่นปึ้กขนาดนี้ ก็น่าจะเชื่อมือได้อยู่

ปุ่มปรับบนแผงหน้าปัด

บนแผงหน้าของตัวเครื่องมีเฟอร์นิเจอร์ประดับอยู่แค่ไม่กี่ชิ้น ใหญ่สุดก็คือจอแสดงผลขนาด 3.83 นิ้ว (วัดตามแนวทะแยงมุม) ติดตั้งเยื้องมาทางด้านซ้ายของแผงหน้า เกือบเต็มความสูงของตัวถัง ผืนจอเป็น OLED ขาว/ดำ ความละเอียดเท่ากับ 320 x 132 พิกเซล แสดงความเปรียบต่างของระดับ grayscale อยู่ที่ 16-bit ขณะใช้งานจริง พบว่าตัวหนังสือกับตัวเลขบนจอมีขนาดใหญ่มาก พื้นจอดำสนิท ทำให้สามารถมองเห็นได้ชัดจากระยะไกล.! บนหน้าจอที่มุมซ้ายจะมีไฟ LED ดวงเล็กๆ สว่างขึ้นมาตอนเปิดเครื่องใช้งาน และที่ด้านล่างของไฟ LED จะเป็นเซนเซอร์จุดรับคลื่นสัญญาณจากรีโมทไร้สาย

ขณะใช้งาน บนหน้าจอจะแสดงข้อมูลหลายๆ อย่างขึ้นมาให้ผู้ใช้ดู อาทิเช่น

1. แสดงรูปแบบของสัญญาณที่เข้ามาทางอินพุต ระหว่าง PCM กับ DSD
2. Device Shape เลือกได้ 2 รูปแบบคือสามเหลี่ยมกับสี่เหลี่ยม ซึ่งน่าจะเป็นการปรับเลือกโหมดที่ซิ้งค์กับรีโมท เพราะต้องไปปรับเลือกที่รีโมทให้ตรงกันด้วยถึงจะใช้งานรีโมทกับเครื่องตัวนี้ได้
3. สัญลักษณ์ของอินพุตที่เลือกใช้ ณ ขณะนั้น จะเปลี่ยนไปตามอินพุตที่คุณเลือกใช้ซึ่งมีให้เลือกทั้งหมด 4 รูปแบบอินพุต คือ COAX, USB, OPT และ I2S
4. สัญลักษณ์ของโหมด NOS (Non-Oversampling) กับโหมด OS (Oversampling) ที่เลือกใช้ขณะนั้น (*โหมด Oversampling ใช้ไม่ได้กับสัญญาณ DSD)
5. สัญลักษณ์ของเฟสสัญญาณเอ๊าต์พุตระหว่าง เฟสบวก” (positive phase) กับ เฟสลบ” (negative phase)
6. อัตราแซมปลิ้งฯ ของสัญญาณอินพุตที่รับเข้ามา
7. อัตราแซมปลิ้งฯ ของสัญญาณอินพุตหลังจากผ่านฟังท์ชั่น Oversampling แล้ว
8. สัญลักษณ์ของฟังท์ชั่น Oversampling (*ถ้าปรากฏขึ้นมา แสดงว่ามีการใช้ฟังท์ชั่นนี้อยู่)

ลักษณะของหน้าจอตอนเล่นไฟล์ DSF64 (DSD64)

ปุ่มเพาเวอร์ฯ ติดตั้งอยู่บนมุมซ้ายด้านบนของแผงหน้า ซึ่งทางผู้ผลิตออกแบบให้พื้นที่ตรงนั้นเป็นมุมตัดเฉียง ตัวปุ่มกดทำเป็นสีทองตัดกับผิวตัวถังที่ทำเป็นสีดำมะเกือ ดูโดดเด่นมาก เมื่อต้องการเปิดเครื่องใช้งานก็กดลงไปที่ปุ่มนี้เพียงเบาๆ หนึ่งครั้ง และถ้ากดซ้ำอีกทีเบาๆ โดยไม่กดแช่ จะเป็นการสั่งปิดหน้าจอ แต่ถ้าต้องการปิดเครื่องเลิกใช้งาน ก็กดที่ปุ่มเดียวกันนี้แหละ แต่ต้องกดแช่สัก 3-4 วินาที จนเครื่องดับ

ขยับมาทางขวามือของแผงหน้า เลยจอแสดงผลมาหน่อยจะมีปุ่มกดสีทองขนาดเล็กอยู่หนึ่งปุ่มติดตั้งอยู่บนแผงหน้าปัด อันนี้เป็นปุ่มกดสำหรับเข้าสู่เมนูเครื่อง กับปุ่มหมุนสีทองขนาดใหญ่อีกหนึ่งปุ่มซึ่งมีไว้ให้หมุนซ้ายขวาเพื่อเลือกหัวข้อในเมนู เมื่อเลือกได้แล้วก็ให้กดลงไปบนตัวปุ่มหมุนหนึ่งครั้งเพื่อเป็นการยืนยันเงื่อนไขที่เลือก ส่วนอีกหน้าที่กรณีที่ไม่ได้ใช้งานในการเลือกหัวข้อเมนู คือถ้ากดลงไปที่ปุ่มสั้นๆ หนึ่งครั้ง จะเป็นการสั่ง mute เสียง

ชาร์ตด้านบนนั้นแสดงหัวข้อหลักและหัวข้อย่อยในเมนูของเครื่อง Harmony DAC ที่ผู้ออกแบบจัดทำไว้ให้สำหรับการปรับตั้งค่าต่างๆ เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานของคุณ ทางด้านซ้ายมือสุดจะเป็นหัวข้อหลัก ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 7 หัวข้อหลัก ได้แก่

1. NOS/OS = ไม่ใช้/ใช้ ฟังท์ชั่น Oversampling
2. PHASE = เลือกลักษณะเฟสของสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุต
3. REMOTE = เลือกรูปแบบ shortcut บนปุ่ม FN บนรีโมทไร้สาย กับเลือกรูปแบบ device shape
4. DISPLAY = ปรับตั้งการแสดงผลบนหน้าจอ และปรับแสงกับตั้งเวลาปิดหน้าจอ
5. I2S = เลือกรูปแบบการเชื่อมต่อ I2S และเลือกใช้ระบบ Clock ระหว่าง I2S กับ Local
6. ABOUT = แสดงเวอร์ชั่นของเฟิร์มแวร์ และแสดงขีดความสามารถในการรองรับสัญญาณของอินพุตต่างๆ
7. RESET = ล้างค่าที่ปรับตั้งไว้ทั้งหมดกลับไปสู่ค่าที่ปรับตั้งมาจากโรงงาน (*แต่ละหัวข้อที่ปรับตั้งมาจากโรงงานจะเป็นค่าที่มี จุดสีแดงอยู่ด้านหน้า)

ช่องเสียบบนแผงหลัง

พื้นที่บนแผงหลังของ Harmony DAC ถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน..

เริ่มจากขวามือสุดในภาพข้างบนคือช่องเสียบตัวผู้ที่รองรับหัวปลั๊กตัวเมียแบบสามขา IEC แยกกราวนด์ที่มากับสายไฟเอซี ซึ่งตรงนี้เป็นจุดที่เปิดรับกระแสไฟเอซีจากภายนอกเข้ามาในตัวเครื่อง ผู้ผลิตเปิดโอกาสให้คุณสามารถอัพเกรดสายไฟเอซีได้ตามใจชอบ และถัดจากช่องเสียบหัวปลั๊กไฟเอซีมาทางซ้ายจะเป็นขั้วต่อกราวนด์ของตัวถัง (Chassis ground) อันนี้มีไว้ให้เชื่อมกับระบบกราวนด์จากภายนอก กรณีที่สายไฟเอซีไม่ได้มีกราวนด์มาด้วย ถ้านำ Harmony DAC ไปติดตั้งใช้งานในซิสเต็มแล้วปรากฏว่ามีเสียงฮัมรบกวนออกมาที่ลำโพง ก็ให้ลองเชื่อมสายสายกราวนด์จากภายนอกเข้ามาที่ขั้วต่อ Chassis ground นี้ดู อาจจะแก้ปัญหาได้

ถัดมาทางด้านซ้าย พื้นที่บริเวณตรงกลางของแผงหลังจะเป็นที่ติดตั้งขั้วต่อสำหรับสัญญาณดิจิตัล อินพุต ซึ่งมีให้เลือกใช้ทั้งหมด 4 รูปแบบ คือ USB, OPTICAL, COAXIAL และ I2S (*เกือบครบ ขาดแค่อินพุต AES/EBU)

อินพุตทั้ง 4 ช่อง มีความสามารถในการรองรับสัญญาณอินพุตไม่เท่ากัน ช่องที่รองรับความละเอียดของสัญญาณอินพุตได้กว้างมากที่สุดก็คือช่องอินพุต USB กับช่องอินพุต I2S ซึ่งทั้งสองช่องนี้มีความสามารถรองรับสัญญาณอินพุตได้กว้างเท่ากัน คือรองรับสัญญาณ PCM ได้ตั้งแต่ระดับ 44.1kHz ขึ้นไปจนถึงระดับสูงสุดที่ 768kHz ส่วนสัญญาณ DSD รองรับได้ตั้งแต่ระดับ DSD64 ขึ้นไปจนถึงระดับสูงสุดที่ DSD256 ส่วนช่องอินพุต Optical กับช่องอินพุต Coaxial รองรับสัญญาณอินพุตได้เท่ากัน คือรองรับได้เฉพาะสัญญาณ PCM ได้ตั้งแต่ 44.1kHz ขึ้นไปจนถึง 192kHz และไม่รองรับสัญญาณ DSD ทั้งสองช่อง

เนื่องจากการเชื่อมด้วยฟอร์แม็ต I2S ที่ผ่านขั้วต่อ HDMI ยังไม่ได้มีการกำหนดมาตรฐานสากลออกมา ด้วยเหตุนี้ ทำให้การเชื่อมต่อสัญญาณระหว่างทรานสปอร์ตกับ DAC ที่ใช้อินเตอร์เฟซ I2S จึงมีอยู่หลายรูปแบบ ซึ่งหากว่า ทรานสปอร์ตกับ DAC ใช้รูปแบบการเชื่อมต่อที่ไม่ตรงกัน (ขาสัญญาณไม่ตรงกัน) ก็จะทำให้ไม่สามารถใช้งานร่วมกันได้ หรืออาจจะใช้งานได้แต่มีบางอย่างที่ผิดปกติไปเพราะบางขาสัญญาณสลับกัน

เพื่อทุเลาปัญหานี้ให้ได้มากที่สุด วิศวกรของ LAiV Audio จึงได้คิดค้นรูปแบบการเชื่อมต่อสำหรับอินเตอร์เฟซ I2S ขึ้นมาให้มีความหลากหลายมากถึง 8 โหมด ตามภาพข้างบน กรณีที่คุณนำ Harmony DAC ไปใช้กับทรานสปอร์ตตัวใดแล้วพบว่ามันมองไม่เห็นกัน ไม่สามารถรับ/ส่งสัญญาณถึงกันได้ คุณก็แทบจะไม่ต้องทำอะไร เพราะ DAC ตัวนี้ถูกออกแบบมาให้ปรับเลือกรูปแบบการเชื่อมต่อ I2S ที่มีอยู่ทั้ง 8 โหมดให้เข้ากับกับทรานสปอร์ตตัวนั้นโดยอัตโนมัติ สรุปง่ายๆ ก็คือ Harmony DAC ตัวนี้น่าจะใช้กับทรานสปอร์ตที่ใช้ขั้วต่อ I2S ได้ทุกตัวในปฐพีนี้ พูดได้ว่า ถ้าจับกับทรานสปอร์ตตัวไหนแล้วทำงานไม่ได้ ก็น่าจะนับว่าเป็นเคราะห์กรรมแล้วล่ะ..!!

นอกจากนั้น ผู้ผลิตแจ้งว่า คุณสามารถเชื่อมต่อสายดิจิตัลทั้ง 4 รูปแบบ เข้ากับช่องอินพุตทั้ง 4 ช่องทิ้งไว้ได้เลย แม้ว่าจะไม่ได้ใช้งานพร้อมกันก็ไม่สร้างปัญหาใดๆ กับ DAC ตัวนี้..

ถัดไปทางซ้ายมือสุดของแผงหลังเป็นพื้นที่ที่ใช้ติดตั้งขั้วต่อสำหรับสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุต ซึ่งมีให้เลือกทั้งสัญญาณรูปแบบบาลานซ์ผ่านขั้วต่อ XLR และสัญญาณรูปแบบซิงเกิ้ลเอ็นด์ผ่านขั้วต่อ RCA ซึ่งจากสายตาที่มองดูพบว่าตัวขั้วต่อที่ให้มาทั้งสองแบบก็ดูแข็งแรงดี

เอ๊าต์พุตที่ปล่อยทางขั้วต่อ XLR กับขั้วต่อ RCA มีความแรงสัญญาณไม่เท่ากัน คือที่ช่องเอ๊าต์พุต XLR จะให้ความแรง (เกน) สัญญาณอยู่ที่ 4.15Vrms (ที่โหลดเอ๊าต์พุตประมาณ 1200 โอห์ม) ในขณะที่ช่องเอ๊าต์พุต RCA จะให้ความแรง (เกน) สัญญาณอยู่ที่ 2.07Vrms (ที่โหลดเอ๊าต์พุตประมาณ 600 โอห์ม) ซึ่งคุณภาพเสียงที่จะได้ออกมาจากเอ๊าต์พุตทั้งสองช่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับการแม็ทชิ่งกับเกนอินพุตของภาคปรีฯ ของแอมป์เป็นหลัก (*ผู้ผลิตเตือนไว้ว่าไม่แนะนำให้ทำการเชื่อมต่อสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตจากช่อง XLR และ RCA พร้อมกัน เพราะจะส่งผลเสียต่อสัญญาณเอ๊าต์พุตที่ปล่อยออกไป)

ดีไซน์ภายใน

LAiV Audio รุ่น Harmony DAC ตัวนี้ออกแบบด้วยเทคนิคที่เรียกว่า modular design คือแยกส่วนการทำงานของแต่ละภาคออกมาเป็นแผงวงจรเล็กๆ เพื่อให้ง่ายต่อการปรับปรุงอัพเกรดแต่ละส่วนในอนาคต ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาทำให้นักออกแบบอุปกรณ์เครื่องเสียงประเภท DAC มีความเข้าใจมากขึ้นว่า การอัพเกรดประสิทธิภาพของอุปกรณ์ประเภทนี้จะมี ความถี่สูงกว่าการอัพเกรดอุปกรณ์เครื่องเสียงประเภทอื่น และในการอัพเกรดนั้น ยังมีการอัพเกรดที่แยกเป็นส่วนของซอฟท์แวร์ (เฟิร์มแวร์) และเมื่อถึงเวลาหนึ่งจะมีการอัพเกรดส่วนของฮาร์ดแวร์ตามมาด้วย ซึ่งการออกแบบในลักษณะที่แยกเป็นโมดูลแบบนี้จะทำให้การอัพเกรดฮาร์ดแวร์ทำได้ง่ายขึ้น และยังช่วยลดต้นทุนในการอัพเกรดให้ต่ำลงด้วย

นอกจากรูปแบบดีไซน์ในลักษณะที่เรียกว่า modular design แล้ว พวกเขายังให้ความสำคัญกับการเลือกใช้เทคนิคในการออกแบบที่ส่งผลดีต่อเสียงมากที่สุด และให้ความสำคัญกับการเลือกใช้คอมโพเน้นต์ภายในวงจรที่ส่งผลกับคุณภาพเสียงมากเป็นพิเศษ ยกตัวอย่างเช่นการออกแบบภาค DAC ซึ่งเป็นหัวใจหลักของอุปกรณ์ประเภทนี้ พวกเขาไม่ใช้บริการของชิปสำเร็จรูป

แต่เลือกวิธีการออกแบบในลักษณะที่เรียกว่า discrete R-2R DAC ที่ใช้ resistors เป็นตัวๆ จำนวนมากมาเรียงเป็นขั้นบันได โดยที่ความพิเศษของ R-2R DAC ตัวนี้อยู่ที่รีซีสเตอร์แต่ละตัวจะผ่านการคัดมาให้มีค่าทางไฟฟ้าต่างกันไม่เกิน 0.05% (ในภาพข้างบน) และเป็น R-2R ที่จัดเรียงเอ๊าต์พุตให้ออกมาเป็นแบบบาลานซ์ซะด้วย.!

ใช้ Femto Clock module แบบ ultra low phase noise ของ Crystek Crystals เบอร์ CCHD-957-25

นอกจากนั้น พวกเขายังใส่ความสามารถพิเศษลงไปใน R-2R DAC ของพวกเขาอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ ใส่ระบบ Clock ที่แม็ทชิ่ง timing ในการทำงานระหว่างโมดูล R-2R กับกระแสสัญญาณดิจิตัลที่ป้อนเข้ามาทางอินพุต I2S เข้ามาให้เลือกใช้ด้วย นั่นคือความพยายามรีดคุณภาพจากโมดูล R-2R ออกมาให้ได้มากที่สุดนั่นเอง (*สามารถปรับใช้ I2S Clock ตัวนี้ได้จากเมนูเครื่อง)

คาปาซิเตอร์ที่ใช้อยู่ใน external DAC ตัวนี้ก็เป็นแบรนด์ที่มีดีกรีของคุณภาพระดับที่เครื่องเสียงไฮเอ็นด์ฯ ที่พิถีพิถันในคุณภาพเสียงเลือกใช้ นั่นคือคาปาซิเตอร์ของแบรนด์ Audio Note Kaisei (ภาพบน) กับแบรนด์ Rubycon ZLH (ภาพล่าง) ซึ่งเป็นคาปาซิเตอร์เกรดพรีเมี่ยมที่มีความเบี่ยงเบนต่ำ

เซ็ตอัพทดสอบ

เนื่องจาก Harmony DAC มีอินพุตมาให้ใช้ 4 ช่อง โดยช่องที่มีประสิทธิภาพสูงมีอยู่ 2 อินพุต คือ I2S กับ USB ซึ่งรองรับสัญญาณ PCM ได้ตั้งแต่ 44.1kHz768kHz และรองรับสัญญาณ DSD ได้ตั้งแต่ระดับ DSD64DSD256 ส่วนช่อง COAX กับ OPT จะจำกัดสัญญาณอินพุตได้แค่ PCM ฟอร์แม็ตเดียว และรับได้สูงสุดแค่ 192kHz เท่านั้น

ในการทดสอบประสิทธิภาพเสียงของ Harmony DAC ตัวนี้ ผมใช้ Roonnucleus+กับ InnuosPULSE’ (REVIEW) ทำหน้าที่เป็นสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ต ดึงไฟล์จาก NAS และ TIDAL เข้ามาเล่นแล้วส่งสัญญาณดิจิตัล เอ๊าต์พุตออกไปที่ Harmony DAC เพื่อให้แปลงเป็นสัญญาณอะนาลอกให้ โดยใช้เอ๊าต์พุต USB ของ Roonnucleus+สลับกับใช้ช่อง USB และช่อง Coaxial ของ InnuosPULSEเป็นแหล่งต้นทาง

ส่วนแอมป์กับลำโพงที่ใช้ฟังอ้างอิงครั้งนี้ ผมใช้ปรีแแอมป์รุ่น Makua กับเพาเวอร์แอมป์ class-D รุ่น Perca ของแบรนด์ Mola Mola ทำหน้าที่ขยายสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตของ Harmony DAC ไปขับลำโพงตั้งพื้นรุ่น Classic 8 ของแบรนด์ Audio Physic (REVIEW) และเพื่อให้ได้เนื้อมวลของเสียงที่เข้มข้น ผมจึงเลือกใช้สัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตจากช่องเอ๊าต์พุตบาลานซ์ (XLR) ของ Harmony DAC ซึ่งให้เกนเอ๊าต์พุตที่มีความแรงถึง 4.15Vrms เป็นหัวเชื้อ

ฟังท์ชั่นพิเศษ

ก่อนจะเริ่มทดลองฟังเสียง ผมอยากจะขอพูดถึงฟังท์ชั่นพิเศษที่มีอยู่ใน Harmony DAC ตัวนี้ก่อน เพราะมันส่งผลโดยตรงกับเสียงของ Harmony DAC ตัวนี้ ซึ่งฟังท์ชั่นพิเศษที่ว่านี้มีอยู่ 2 ตัว ด้วยกัน นั่นคือ ฟังท์ชั่น Oversampling/Non-Oversampling กับฟังท์ชั่น I2S master clock

เสียงของ PCM ผ่านฟังท์ชั่น
Oversampling / Non-Oversampling

Oversampling คือเทคนิคในการ เพิ่มอัตราแซมปลิ้งของสัญญาณดิจิตัล ออดิโอให้ สูงขึ้นกว่าอัตราแซมปลิ้งของสัญญาณต้นฉบับ ซึ่งในทางทฤษฎีดิจิตัล ออดิโอแล้ว ถือว่าการทำ Oversampling มีผลดีต่อสัญญาณอินพุตที่มีอัตราแซมปลิ้งต่ำๆ คือเมื่อสัญญาณอินพุตที่มีอัตราแซมปลิ้งต่ำไปผ่านกระบวนการ Oversampling ให้สูงขึ้น แล้วถูกส่งต่อไปที่ภาค DAC ที่สามารถรองรับการแปลงสัญญาณที่มีอัตราแซมปลิ้งสูงๆ ได้ จะทำให้สัญญาณอะนาลอกที่ออกมาจากภาค DAC นั้นมีความเป็นเชิงเส้นมากขึ้น มีความคล้ายกับสัญญาณอะนาลอกที่เป็นต้นฉบับ (ก่อนถูกแปลงเป็นสัญญาณดิจิตัล) มากขึ้น

แต่ในอดีตนั้น การทำ Oversampling ถูกมองว่าเป็นผู้ร้าย เนื่องจากเทคนิคการทำโอเว่อร์แซมปลิ้งที่ได้ผลลัพธ์ถูกต้องจะต้องอาศัยการประมวลผลของโปรเซสเซอร์ที่มีความเร็วสูง ต้องอาศัยภาค clock ที่มีความแม่นยำสูง และต้องอาศัยการออกแบบวงจรฟิลเตอร์ที่ดีด้วย ซึ่งในอดีตนั้น ความสามารถของโปรเซสเซอร์ระดับนี้ยังไม่แพร่หลาย ยังไม่มีชิปที่ดีไซน์เฉพาะงานออกมาให้ใช้ ผู้ผลิตบางแบรนด์ต้องออกแบบเป็นวงจร discrete ขึ้นมาใช้เอง มีผลให้ต้นทุนสูง ด้วยเหตุนี้ การทำ Oversampling ที่ได้ผลตามทฤษฎีจริงๆ จึงไปกระจุกอยู่เฉพาะในอุปกรณ์ประเภท D-to-A converter ระดับซุปเปอร์ไฮเอ็นด์ฯ ที่มีราคาสูงลิบ ตัวอย่างก็คือแบรนด์ dCS กับ Esoteric 

ปัจจุบัน การทำโอเว่อร์แซมปลิ้งสัญญาณอินพุตขึ้นไปสูงๆ เริ่มถูกนำมาใช้ในอุปกรณ์ประเภท D-to-A converter ที่มีราคาต่ำลงแล้ว โดยเฉพาะแบรนด์ที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีนก็เริ่มเอาเทคนิคนี้มาใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น รวมถึงแบรนด์ใหม่ที่ชื่อว่า LAiV Audio นี้ด้วย ในรุ่น Harmony DAC ตัวนี้ก็ใส่ฟังท์ชั่น Oversampling มาให้เลือกใช้ด้วย โดยเลือกใช้อัตราแซมปลิ้งขึ้นไปถึงระดับ 768kHz ซึ่งสูงมากที่สุดเมื่อเทียบกับมาตรฐานปัจจุบัน.!

ภาพข้างบนนี้เป็นหน้าจอของ Harmony DAC ที่แสดงผลการทำงานของฟังท์ชั่น Non-Oversampling คือเลือกที่จะให้ภาค DAC ในตัว Harmony DAC ทำการแปลงสัญญาณดิจิตัลที่ได้รับมาทางช่องอินพุตไปตามอัตราแซมปลิ้ง ต้นฉบับของสัญญาณที่รับเข้ามา (เรียกว่าเป็นการแปลงสัญญาณแบบ ‘Nativeนั่นเอง) ซึ่งการเลือกอ๊อปชั่นนี้จะส่งผลกับสัญญาณที่รับเข้ามา ทุกช่องอินพุตเหมือนกัน (ในภาพข้างบนคือรับเข้ามาทางอินพุต COAX)

ภาพข้างบนนี้เป็นหน้าจอของ Harmony DAC ที่แสดงการทำงานของฟังท์ชั่น Oversampling คือเลือกให้ภาค DAC ในตัวของ Harmony DAC ทำการอัพแซมปลิ้งสัญญาณดิจิตัลที่ได้รับเข้ามาทางอินพุตให้สูงขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 705.6kHz ก่อนที่จะส่งเข้าไปผ่านกระบวนการแปลงเป็นสัญญาณอะนาลอกด้วยภาค DAC ในตัว Harmony DAC ให้ออกมาเป็นสัญญาณอะนาลอก (ในภาพข้างบนคืออัพฯ จาก 44.1kHz ให้ขึ้นไปอยู่ที่ 705.6kHz)

ทั้งสามภาพข้างบนนี้ แสดงการทำงานของฟังท์ชั่น Oversampling ที่ทำกับสัญญาณอินพุตที่ป้อนเข้ามาด้วยอัตราแซมปลิ้งที่ 48kHz (ภาพบนสุด) และป้อนเข้ามาด้วยอัตราแซมปลิ้ง 88.2kHz (ภาพกลาง) ไปจนถึงระดับ 192kHz (ภาพล่างสุด) ซึ่งสัญญาณอินพุตที่เข้ามาด้วยอัตราแซมปลิ้งฐาน 44.1kHz (44.1, 88.2, 176.4 และ 352.8kHz) จะถูกอัพฯ ขึ้นไปที่ระดับ 705.6kHz ก่อนส่งเข้าภาค DAC ส่วนสัญญาณอินพุตที่เข้ามาด้วยอัตราแซมปลิ้งฐาน 48kHz (48, 96, 192 และ 384kHz) จะถูกอัพฯ ขึ้นไปที่ระดับ 768kHz ก่อนส่งเข้าภาค DAC

ฟังท์ชั่น Oversampling/Non-Oversampling จะทำงานได้กับทุกช่องอินพุต (COAX, OPT, I2S และ USB) แต่จะไม่มีผลกับสัญญาณอินพุตที่เป็นฟอร์แม็ต DSD ไม่ว่าคุณจะป้อนสัญญาณ DSD64, DSD128 หรือ DSD256 เข้าไปที่อินพุต USB หรือ I2S และไม่ว่าคุณจะปรับตั้งฟังท์ชั่น NOS/OS ไปที่อัพฯ หรือไม่อัพฯ สัญญาณ DSD เหล่านั้นก็จะถูกส่งไปที่ภาค DAC เพื่อแปลงให้เป็นสัญญาณอะนาลอกด้วยอัตราแซมปลิ้งเดียวกับสัญญาณต้นฉบับที่ป้อนเข้าไปเสมอ

เสียงของ PCM/DSD ผ่านฟังท์ชั่น
I2S master clock

เป็นฟังท์ชั่นที่ออกแบบมาเพื่อให้ Harmony DAC ส่งสัญญาณ clock ไปควบคุมต้นทางก็คือสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ตให้จัดส่งข้อมูลสัญญาณเสียงมาให้ตามอัตราแซมปลิ้งสัญญาณที่อินพุต I2S ของ Harmony DAC ทำงานอยู่ ซึ่งเป็นวิธีควบคุม clock ที่ยากต่อการตอบสนองของทรานสปอร์ตในกรณีที่เล่นไฟล์สเปคฯ สูงๆ แต่ถ้าทรานสปอร์ตตัวไหนสามารถรองรับ clock ที่ควบคุมมาจากอินพุต I2S ของ Harmony DAC ได้ ซึ่งความหมายก็คือ ทรานสปอร์ตสามารถส่งข้อมูลสัญญาณไปให้อินพุต I2S ได้ครบและเร็วทันกับความต้องการของอินพุต I2S ของ Harmony DAC โดยไม่มีตกหล่นหรือหน่วงช้า เสียงที่ออกมาก็จะดีที่สุดตามมาตรฐานที่ Harmony DAC ออกแบบไว้

น่าเสียดายที่ผมได้มีโอกาสทดลองฟังท์ชั่นนี้เพียงแค่ชั่วเวลาสั้นๆ ตอนที่ยังเบิร์นฯ Harmony DAC อยู่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่ผมทำรีวิวตัว Wavelight Server ของ Rockna เสร็จ (REVIEW) เลยยกมาลองเชื่อมต่อแล้วฟังดู ปรากฏว่า Wavelight Server สามารถใช้งานร่วมกับโหมด I2S Clock ของตัว Harmony DAC ได้ และเสียงออกมามีแววดีมากด้วย ไทมิ่งสุดยอด รายละเอียดก็ดี เสียดายว่าตอนนั้นตัว Harmony DAC ยังเบิร์นฯ ได้ไม่กี่ชั่วโมง เสียงโดยรวมจึงยังมีความแข็งอยู่ หลังจากนั้นรุ่งขึ้นทางตัวแทนของ Rockna ก็มารับเครื่องคืนไป

แม้ว่าจะได้ฟังแค่ช่วงสั้นๆ แต่ยังติดหูอยู่เลย.! บอกเลยว่า ใครใช้ Harmony DAC ตัวนี้อยู่ แนะนำให้ออกไปดิ้นรนค้นหาสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ตที่มีเอ๊าต์พุต I2S ผ่าน HDMI มาใช้ด้วยกันให้ได้ มันดีมาก.!!

เสียงของการเล่นไฟล์
DSF/DFF

ช่วงที่ผมทดลองเล่นไฟล์ DSF64 ผ่าน external DAC ตัวนี้ ซึ่งตอนแรกนั้น ผมใช้ฮาร์ดแวร์ Roonnucleus+เป็นสตรีมเมอร์ทำหน้าที่เล่นไฟล์ DSF64 ด้วยโปรแกรมเล่นไฟล์ของ Roon เอง เสร็จแล้วก็ส่งสัญญาณ DSD ที่ได้จากการเล่นด้วยโปรแกรม Roon ไปที่ Harmony DAC โดยผ่านเข้าทางอินพุต USB ซึ่งก่อนจะเริ่มเล่นนั้น โปรแกรม Roon แจ้งขึ้นมาในเมนู Audio ของ nucleus+ ว่า ผมสามารถเลือกรูปแบบการเล่นไฟล์ DSF ได้ 4 รูปแบบ คือ

1. Convert to PCM
2. Native
3. DSD over PCM v1.0 (DoP)
4. initial dCS method



แบบแรกคือหลังจากเล่นออกมาเป็นสัญญาณ DSD แล้ว ให้ทำการแปลงสัญญาณ DSD นั้นให้เป็นสัญญาณ PCM ก่อนจัดส่งไปที่ Harmony DAC / ส่วนแบบที่สองคือสั่งให้โปรแกรม Roon ส่งสัญญาณ DSD ที่ได้จากการเล่นไปให้ Harmony DAC ตามรูปแบบต้นฉบับของสัญญาณ DSD ที่เล่นออกมาโดย ไม่ต้องทำการเปลี่ยนแปลงใดๆ / ส่วนแบบที่สามคือสั่งให้เอาสัญญาณ DSD ไปแพ็คลงบนเฟรม หรือแพ็คเกจที่ใช้บรรจุสัญญาณ PCM แล้วค่อยส่งไปให้ Harmony DAC / รูปแบบสุดท้ายคือ ให้ใช้วิธีการเล่นตามมาตรฐานของแบรนด์ dCS ซึ่งอันสุดท้ายนี้แทบจะไม่มี DAC ตัวไหนใช้กันแล้ว

เชื่อว่าหลายๆ คนที่มาถึงจุดนี้ คงจะมีความเข้าใจว่า วิธีการเล่นไฟล์ DSF/DFF แบบที่ 2 คือ Native นั่นฟังดู น่าจะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ซึ่งจริงๆ แล้ว ถ้าว่ากันตาม ทฤษฏีก็เป็นเช่นนั้น เพราะวิธีที่สองนั้นจะทำให้เราได้ยินเสียงของสัญญาณ DSD ที่ตรงกับรูปแบบของสัญญาณออริจินัลที่บรรจุในไฟล์ DSF ทุกประการ คือยังไงก็น่าจะดีกว่าการเล่นที่สั่งให้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของสัญญาณไปจากออริจินัล (*เป็นลักษณะปกติของนักเล่นสายบริสุทธิ์นิยม) แต่.. พอผมทดลองเล่นจริงๆ กลับพบว่า เลือกเป็น Native เสียงออกมาเนียนจริง แต่ไดนามิกมันอ่อนยวบไปหน่อย อิมแพ็คก็ไม่คม เสียงโดยรวมออกมาน่วมๆ นุ่มๆ ฟังเพลงร็อคไม่สนุกเลย หลังจากลองเปลี่ยนการเล่นรูปแบบที่เหลือฟังเทียบกัน ปรากฏว่า เลือกเป็นเล่นแบบ Convert to PCM ให้เสียงดีที่สุด ไดนามิกมาเต็ม ไทมิ่งดี สด กระจ่าง สุดท้ายคือ งง! ว่าเอะ.! ทำไมเล่นแบบ Native มันถึงไม่ดีเหมือนอย่างทฤษฎีว่าไว้..??


หลังจากนั้น ผมก็ทดลองเปลี่ยนมาใช้ฮาร์ดแวร์ของแบรนด์ Innuos รุ่น PULSE เข้าทำหน้าที่เล่นไฟล์เพลงผ่านสตรีมมิ่งแทนที่ Roonnucleus+โดยที่อย่างอื่นในระบบเหมือนเดิมทั้งหมด ซึ่งโปรแกรมที่ InnuosPULSEใช้ในการเล่นไฟล์เพลงมีชื่อว่า SENSE ซึ่งเป็นโปรแกรมเล่นไฟล์เพลงที่ Innuos เขียนขึ้นมาใช้เอง โปรแกรม SENSE ก็นำเสนอวิธีการเล่นไฟล์ DSF เอาไว้ให้เลือกใช้อยู่ 3 อ๊อปชั่น ได้แก่

1. No DSD Support (Transcode to FLAC)
2. DSD over PCM (Support up to DSD128 or DSD256 depending on your DAC)
3. Native DSD (For Compatible DACs)

จะเห็นว่า เครื่องเล่นไฟล์เพลงของ InnuosPULSEเสนอวิธีการเล่นไฟล์ DSF และ DFF เอาไว้ 3 วิธี น้อยกว่า Roonnucleus+หนึ่งวิธี ซึ่งทั้งสามวิธีนี้ก็เป็นแบบเดียวกับที่โปรแกรม Roon นำเสนอนั่นเอง ต่างกันแค่การใช้ชื่อเรียก อย่างเช่นวิธีแรก ‘No DSD Supportก็คืออันเดียวกับ ‘Convert to PCMนั่นแหละ วิธีการเดียวกัน แต่.. พอเปลี่ยนมาใช้ฮาร์ดแวร์ของ Innuos ตัวนี้ในการเล่นไฟล์เพลง DSFไฟล์เดียวกันผมกลับพบว่า เลือกให้โปรแกรม SENSE ของ InnuosPULSEเล่นไฟล์ DSF แบบ Native ให้ผลทางเสียงออกมา ดีที่สุด” ! คือดีอย่างที่ทฤษฎีว่าไว้ คือได้เสียงออกมาเนียน ต่อเนื่อง คอนทราสน์ไดนามิกยอดเยี่ยม เนื้อเสียงสะอาด พลิ้วและกังวาน ไทมิ่งก็ไม่อืด ความสดพอประมาณ สรุปคือดีที่สุดในจำนวน 3 วิธีที่ให้เลือกเล่น (*จากการฟังเทียบพบว่า วิธีแรกคือ ‘No DSD Supportเสียงออกมาแย่ที่สุด ดีขึ้นมาอีกระดับก็คือ DoP หรือ DSD over PCM ส่วนดีที่สุดคือเล่นแบบ Native)

อ้าวว.. !!! พอเปลี่ยนฮาร์ดแวร์เพลย์แบ็ค ปรากฏว่าผลลัพธ์มันสวิงกลับ ซึ่งถ้าพิจารณาตามหลักการที่ควรจะเป็นก็พอจะประเมินได้ว่า สัญญาณ DSD ใช้อัตราแซมปลิ้งเรต สูงมากเป็นพิเศษ ยกตัวอย่างสัญญาณ DSD ฟอร์แม็ต DSD64 ใช้อัตราแซมปลิ้งสูงถึง 2.8224MHz สูงกว่าแซมปลิ้งเรตของฟอร์แม็ต CD 44.1kHz มากถึง 64 เท่า..!! ซึ่งก็หมายความว่า ถ้าสั่งให้ฮาร์ดแวร์เล่นไฟล์ DSF64 ให้ออกมาเป็นสัญญาณ DSD แล้วส่งต่อไปที่เอ๊าต์พุตแบบ Native คือตรงตามต้นฉบับเป๊ะ โดยไม่มีการลดทอนหรือเปลี่ยนแปลงใดๆ เลย ฮาร์ดแวร์ที่ใช้เล่นไฟล์ DSF64 จะต้องมี power processing สูงมากๆ กรณีที่ฮาร์ดแวร์มีพลังโปรเซสซิ่งไม่ถึง เสียงก็จะออกมาไม่ดี.. ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นกับ Roonnucleus+ก็ฟ้องให้เห็นว่า รูปแบบการเล่นแบบ Native ในทฤษฎีนั้นดีแน่ แต่กระนั้น แม้ว่าซอฟท์แวร์จะสามารถเล่นได้ แต่ถ้าฮาร์ดแวร์มีประสิทธิภาพไม่ถึง เสียงที่ออกมาก็จะไม่ดีเหมือนที่ทฤษฎีว่าไว้ เผลอๆ ถ้าฮาร์ดแวร์ประสิทธิภาพต่ำมากๆ การเล่นไฟล์ DSF ด้วยเทคนิคที่เหมือนจะด้อยกว่าในทางทฤษฎี อย่างเช่น เล่นด้วยวิธี Convert to PCM ก็อาจจะให้คุณภาพเสียงโดยเฉลี่ยออกมา ดีกว่าก็เป็นไปได้

ผมมีไฟล์ DSF128 กับ DFF256 อยู่จำนวนหนึ่ง เป็นไฟล์ที่โหลดซื้อมาจากเว็บไซต์ NativeDSD.com ก็สามารถนำมาเล่นผ่าน Harmony DAC ด้วยวิธี Native ได้อย่างลื่นไหล ไม่มีอาการสะดุดเลย และเสียงที่ออกมาก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากด้วย.!!

อัลบั้ม : Jazz at the Pawnshop (DSF128)
ศิลปิน : Arne Domnerus & Friends
สังกัด : Naxos 2xHD Mastering

อัลบั้ม : Mahler – Symphony No.5 (DFF256)
ศิลปิน : Gerard Schwarz conductor, The Colburn Orchestra
สังกัด : Yarlung Records (Bob Attiyehproducer)

หลังจากกดซื้อทั้งสองอัลบั้มนี้มาจากเว็บไซต์ NativeDSD เมื่อสองปีก่อน ช่วงที่ผ่านมาหลังจากได้ไฟล์เพลงทั้งสองชุดนี้มา ผมยอมรับว่า เอามาลองฟังกับ DAC หลายๆ ตัวแล้วพบว่า ส่วนใหญ่ผลจะออกมาในทิศทางที่ล้มเหลว คือเสียงโดยรวมมักจะออกมาในแนวทางที่ ติดนุ่มมากเกินไป ไม่สดกระจ่างอย่างที่ควรจะเป็น ที่ผ่านมาผมพบว่ามีแค่ LINA DAC (REVIEW) ของ dCS เท่านั้นที่ทำให้รู้ว่า จริงๆ แล้ว เสียงของทั้งสองอัลบั้มนี้ นอกจากความเนียนแล้ว มันยังมีความสด เมืองมลัง มีชีวิตชีวาน่าฟังมากแค่ไหน นอกนั้นฟังแล้วไม่ผ่านเลย เพิ่งจะมี Harmony DAC ตัวนี้นี่แหละที่ฟังแล้วรู้สึกว่าทำได้ดีกว่า DAC หลายๆ ตัวในอดีตที่ผ่านมา แม้ว่าโดยรวมจะเป็นรอง LINA DAC อยู่เยอะ แต่ก็ยังมาในแนวทางเดียวกันใน ด้วยระดับคุณภาพในปริมาณที่ถือว่าสอบผ่านเมื่อเทียบกับราคาค่าตัวของมัน.!

Harmony DAC ให้เสียงของไฟล์ DSF128 และ DFF256 ที่มีความสดออกมาในเกณฑ์ที่ผมยอมรับได้ แม้ว่ากับไฟล์ DFF256 จะยังคงมีความนุ่มที่เกาะติดมากับน้ำเสียงมากไปนิดในย่านทุ้ม แต่เมื่อเทียบกับลีลาของงานประพันธ์ของ Mahler แล้ว โดยรวมที่ออกมาก็ยังถือว่าสอบผ่าน เพราะมัน (Harmony DAC) ยังสามารถถ่ายทอดอารมณ์ดุดันของเพลงนี้ออกมาให้สัมผัสได้ ความนุ่มที่เกาะติดปลายเสียงทุ้มมาก็มีปริมาณที่ไม่มากถึงกับทำให้อรรถรสของเพลงเสียหายไป พอเปลี่ยนมาฟังเพลงช้าๆ ก็กลายเป็นชูรสให้กับบทเพลงเหล่านั้นไปโดยปริยาย คือทำให้ฟังแล้วนุ่มหูมากขึ้น

เสียงของไฟล์ DSF128 จากอัลบั้มชุด Jazz at the Pawnshop มีลักษณะที่ ดีกว่าเสียงของอัลบั้มเดียวกันที่เป็นไฟล์ WAV 16/44.1 ที่ผมริปมาจากแผ่นซีดีเยอะ ที่ชัดเจนมากๆ ก็คือความเนียนสะอาดของเนื้อเสียง ยิ่งเปิดฟังดังๆ (ซึ่งผมชอบฟังดัง!) ยิ่งเห็นความแตกต่างได้ชัด ได้ฟังเสียงของอัลบั้มนี้ที่เป็นไฟล์ DSF128 เทียบกับเวอร์ชั่น WAV 16/44.1 แล้ว บอกตามตรงว่ารู้สึกตกใจ.! เพราะไม่รู้ว่าทำไมก่อนหน้านี้ถึงไม่ได้รู้สึกว่า เสียงของเวอร์ชั่น WAV 16/44.1 มันติดหยาบขนาดนี้ คิดว่าคงจะเป็นเพราะว่าเมื่อก่อนไม่มีไฟล์ดีๆ อย่าง DSF128 มาฟังเทียบนี่เอง ซึ่งจริงๆ แล้ว เนื้อเสียงของเวอร์ชั่น WAV 16/44.1 ก็ไม่ได้หยาบมากซะจนฟังไม่ได้ถ้าไม่เปิดดังมาก คือว่าพอเปิดดังๆ แล้วบางช่วงตอนที่ดนตรีมันพีคขึ้นมาพร้อมๆ กันนั้น ปลายเสียงสูงๆ ช่วงพีคจะมีลักษณะแตกเป็นเกรนบางๆ เกาะติดอยู่กับปลายเสียง แต่พอฟังที่ความดังเท่าๆ กัน (*ตอนเล่นเวอร์ชั่น DSF128 ต้องเร่งวอลลุ่มเพิ่มขึ้นมาอีกหน่อย เพราะรู้สึกได้ว่าเกนเสียงของเวอร์ชั่น DSF128 จะออกมาเบากว่าเวอร์ชั่น WAV 16/44.1 อยู่นิดนึง) จะพบว่า เนื้อเสียงของเวอร์ชั่น DSF128 ออกมาเนียนสะอาดกว่า ตอนพีคก็ไต่ระดับไดนามิกขึ้นไปได้เนียนกว่า ไม่มีอาการหยาบหูเลย

เมื่อลองเปลี่ยนมาเล่นผ่านโหมด DoP ดูบ้าง ผมพบว่า เสียงที่ได้จากทั้งสองอัลบั้มนี้จะมีความดังมากกว่าเล่นผ่านโหมด Native เล็กน้อย ในขณะที่โหมด DoP ให้การแยกแยะชิ้นดนตรีที่ชัดเจนมากกว่า คือโหมด DoP ฉีกแยกชิ้นดนตรีออกห่างจากกันมากกว่า แต่ความเนียนและต่อเนื่องจะเป็นรองเล่นผ่านโหมด Native ซึ่งคงต้องทดลองสลับโหมดฟังดูว่าคุณจะชอบลักษณะเสียงของโหมดไหนมากกว่ากัน

สรุปแล้ว สมมุติว่า ถ้าคุณภาพเสียงของไฟล์ DSF128 ของอัลบั้มชุด Jazz at the Pawnshop ของค่าย Naxos ชุดนี้มีคะแนนเต็มอยู่ที่ 10 คะแนน จากเสียงที่เล่นผ่าน Harmony DAC ออกมานั้น ผมว่ามันทำได้ ไม่ต่ำกว่า 8 คะแนน เลยนะ (ไม่ว่าจะเล่นผ่านโหมด Native หรือ DoP ก็ให้ค่าเฉลี่ยของเสียงออกมาใกล้เคียงกัน) ซึ่งนั่นก็ต้องไม่ลืมที่จะยกเครดิตให้กับ DAC ของ LAiV Audio ตัวนี้ด้วย.!!

Drive deeper into the details.!!!

แต่ถ้าจะพูดถึงความน่าทึ่งของ Harmony DAC ตัวนี้ ก็ต้องฟังจากการแปลงสัญญาณ PCM ที่ผ่านกระบวนการ Oversampling (OS) กับผ่านกระบวนการ NonOversampling (NOS) ซึ่งต้องยอมรับเลยว่าเป็นฟังท์ชั่นที่มีประโยชน์มาก เพราะทั้งสองอ๊อปชั่นนั้นจะมีข้อดีข้อด้อยที่แตกต่างกัน เหมาะในการเลือกใช้กับซิสเต็มที่ต่างกัน เนื่องจากฟังท์ชั่น OS จะทำให้เสียงในย่านแหลมมีความชัดเจนสดใสมากขึ้นจากเดิม ใช้แล้วทำให้ได้โทนเสียงโดยรวมออกไปทางกระจ่างสดใส เมื่อเทียบกับฟังท์ชั่น NOS ซึ่งจะให้เสียงแหลมที่มีลักษณะ roll-off หรือลาดปลายเสียงเบาลงในอัตราที่เร็ว ปลายเสียงแหลมของโหมด NOS จึงออกไปทางหม่นๆ ทำให้โทนเสียงโดยรวมติดไปทางนุ่ม

บุคลิกของเสียงที่ได้จากโหมด OS เป็นผลมาจากการทำงานของวงจรฟิลเตอร์ที่ใช้หลังขั้นตอนทำ oversampling ด้วย ซึ่งทางผู้ผลิตไม่ได้ให้ข้อมูลไว้ว่าใช้ฟิลเตอร์ประเภทไหน ถ้าคุณนำ Harmony DAC ไปใช้ในซิสเต็มของคุณ แนะนำให้ทดลองเปิดใช้โหมด OS และ NOS กับเพลงที่หลากหลายแนวแล้วลองฟังดูว่า โหมดไหนให้บุคลิกเสียงที่คุณชอบมากกว่า จุดสังเกตที่ฟังง่ายก็คือลักษณะของเสียงแหลมอย่างที่เกริ่นมาข้างต้นนั่นแหละ ถ้าชอบเสียงแหลมที่มีรายละเอียดเยอะๆ โทนเสียงสดใส ก็น่าจะไปทางโหมด OS แต่ถ้าชอบสไตล์แหลมนุ่มๆ เก็บตัวเร็ว ก็น่าจะไปทางโหมด NOS แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น อุปกรณ์เครื่องเสียงที่อยู่ก่อนหน้า Harmony DAC ตัวนี้ อาทิเช่น ตัวสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ตและสาย USB ก็มีผลกับการเลือกโหมด OS กับ NOS เหมือนกัน ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะใช้แหล่งต้นทางเป็นของแบรนด์ไหนรุ่นไหนก็ตาม แนะนำให้ทดลองเลือกทั้งสองโหมดสลับลองฟังดู ชอบโหมดไหนก็เลือกโหมดนั้น ไม่มีอะไรผิด

สำหรับกรณีชุดทดสอบของผมในประเด็นนี้ ผมใช้ InnuosPULSEเป็นสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ต และใช้ตัว InnuosPhoenix USBเข้ามาช่วยปรับสัญญาณนาฬิกา (reclock) ให้กับข้อมูลจากช่อง USB output ของ PULSE มาที่ USB input ของ Harmony DAC โดยใช้สาย USB ของ Nordost รุ่น Blue Heaven ทั้งสองช่วง ผมพบว่า เมื่อเลือกโหมด OS (Oversampling) ที่ Harmony DAC ผมได้ผลลัพธ์ทางเสียงที่น่าพอใจกว่าโหมด NOS เพราะผมรับรู้ได้ว่า ที่โหมด OS เสียงที่ออกมามันมี รายละเอียดที่ดีกว่าตอนฟังผ่านโหมด NOS อยู่พอสมควร

โดยปกติแล้ว ที่ผ่านๆ มาในอดีตนั้น DAC บางตัวที่มีฟังท์ชั่น Oversampling มาให้ แต่พอเลือกใช้แล้วเสียงโดยรวมกลับออกมาไม่ดี คือพอสั่งอัพฯ แล้ว เหมือนจะได้ยินรายละเอียดเยอะขึ้นก็จริง แต่เสียงจะรก เหมือนกับว่า รายละเอียดที่เพิ่มขึ้นนั้นมันถูกแทรกเข้ามาแบบมั่วๆ ไม่กลมกลืนไปกับเสียงเดิม คล้ายการต่อจิ๊กซอผิดที่ผิดตำแหน่ง ภาพ (ของเสียง) ที่ออกมาจึงผิดเพี้ยนไปหมด ซึ่ง ปัจจัยที่ทำหน้าที่ควบคุมรายละเอียดที่เกิดขึ้นจากการทำ Oversampling ให้จัดเรียงตำแหน่งลงไปในเสียงเดิมได้อย่างถูกที่ถูกทางก็คือ ระบบ clockแสดงว่า ระบบ clock ที่ใช้อยู่ในตัว Harmony DAC มีประสิทธิภาพสูงกว่าที่ใช้อยู่ใน DAC เหล่านั้นนั่นเอง

คุณสามารถทดลองฟังเสียงของโหมด Oversampling กับโหมด Non-Oversampling เปรียบเทียบกันได้ง่ายๆ ด้วยการกดเลือกที่ปุ่ม FN1 หรือ FN2 บนรีโมทไร้สายได้เลย (*เข้าไปปรับตั้งในเมนูให้ปุ่มนี้ทำหน้าที่เป็นปุ่ม shortcut ในการกดเข้าใช้ฟังท์ชั่น Oversampling/Non-Oversampling ได้ง่ายๆ อย่างที่ว่า) นอกจากนั้น รีโมทไร้สายที่แถมมาให้ยังทำหน้าที่อื่นๆ ได้อีก

สรุป

จริงๆ แล้ว ความสามารถหลักๆ ที่อยู่ในตัว Harmony DAC อย่างเช่น การทำ Ovesampling สัญญาณอินพุตให้สูงขึ้นเพื่ออัพเกรดคุณภาพเสียงของไฟล์เพลงที่มีอัตราแซมปลิ้งต่ำๆ อย่างไฟล์ 44.1kHz นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ เพียงแต่ว่า การอัพแซมปลิ้งที่ไปได้สูงถึงระดับ 705.6kHz กับ 768kHz ต่างหากล่ะที่ถือว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับ external DAC ที่มีราคาแค่แสนต้นๆ แบบ Harmony DAC ตัวนี้ เพราะ external DAC ตัวอื่นๆ ในท้องตลาดส่วนใหญ่ ตั้งแต่ระดับกลางไปจนถึงระดับไฮเอ็นด์เกือบทั้งหมด ยังอัพฯ ขึ้นไปได้แค่ 352.8kHz/384kHz เท่านั้น.!!

ไม่ต้องเชื่อทั้งหมดที่คุณอ่านในรีวิวนี้ แต่อยากจะให้หาเวลาไปทดลองใช้งานและทดลองฟังเสียงของ LAiV Audio รุ่น Harmony DAC ด้วยหูของคุณเองสักครั้ง.. เท่านั้น.!!!

************************
ราคา : 129,000 บาท / ตัว
************************
สนใจติดต่อ
We-Soundlab (คุณวี)
โทร. 098-554-2561

facebook: WeSoundlab

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า