ผลิตภัณฑ์ประเภท DAC/Pre เป็นการผนึกรวมกันระหว่างภาค D-to-A converter กับภาคปรีแอมป์อะนาลอก เป็นแคตากอรี่ใหม่ของอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ถือกำเนิดขึ้นมาในวงการเครื่องเสียงยุคดิจิตัล ซึ่งต้องนับว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ยังอยู่ในช่วงของการพัฒนาทั้งทางด้านรูปแบบ, ฟังท์ชั่นใช้งาน รวมถึงคุณภาพเสียง เพราะ DAC/Pre เพิ่งเกิดขึ้นมาไม่กี่ปีนี้เอง
NAD ‘M66’
นี่คือ DAC/Pre ที่ล้ำที่สุดในปัจจุบัน.!
DAC/Pre ตัวอื่นๆ ก็จะมีแต่ภาค DAC กับภาคปรีแอมป์อะนาลอกรวมกัน แต่ DAC/Pre ของ NAD รุ่นล่าสุดน่าจะเป็น DAC/Pre ที่ไปไกลกว่านั้นมากแล้ว.! ไปดูกันว่า NAD ‘M66’ ตัวนี้ ทำอะไรได้บ้าง.?
ถ้าอ่านจาก product description ที่กำกับมากับชื่อรุ่น M66 จะเห็นว่าทาง NAD ซึ่งเป็นผู้ผลิตก็ได้ให้นิยามกับผลิตภัณฑ์ตัวนี้ไว้ชัดเจนแล้วว่า M66 เป็น ‘Streaming DAC Preamplifier’ ซึ่งก็คืออุปกรณ์เครื่องเสียงที่มี 3 หน้าที่ หลักๆ อยู่ในตัวถังเดียวกัน นั่นคือเป็น 1) Music Streamer, 2) external DAC และ 3) Pre-amplifier
1) ทำหน้าที่เป็น Music Streamer

การรวมเอาส่วนของ Streamer เข้ามานี่แหละที่ทำให้ M66 ต่างจาก DAC/Pre ทั่วไป ซึ่งบางคนอาจจะงงนิดนึงว่าทำไมถึงแยก Streamer (หรือ Music Streaming) ออกมาจาก DAC ? ทำไมถึงไม่นับรวมกัน.?? เหตุผลก็เพราะว่า Music Streaming หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า Streamer ถูกจัดอยู่ในกลุ่มของ “เพลเยอร์” ที่ทำหน้าที่ “ดึง” สัญญาณเสียงออกมาจากไฟล์เพลงซึ่งเป็นสื่อกลางที่เก็บสัญญาณเสียงไว้ในตัวมัน ถ้าเปรียบเทียบ Streamer ก็เป็นแบบเดียวกับ CD Transport ที่ทำหน้าที่ “ดึง” สัญญาณเสียงออกมาจากแผ่นซีดีซึ่งเป็นสื่อกลางที่เก็บสัญญาณเสียงไว้ในแผ่นนั่นเอง ซึ่งอุปกรณ์ที่เป็นเพลเยอร์นี้จะไม่ได้นับเอาหน้าที่ในการ “แปลงสัญญาณดิจิตัล” ที่เพลเยอร์ดึงออกมาให้ออกมาเป็นสัญญาณอะนาลอกมาไว้ในตัว เพราะถือว่านั่นเป็นหน้าที่ของภาค DAC โดยตรง
เนื่องจากภาค DAC ในสมัยที่ CD เริ่มต้นขึ้นมามันทำหน้าที่แปลงสัญญาณดิจิตัลจากภาคซีดี ทรานสปอร์ตที่อ่านสัญญาณออกมาจากแผ่นซีดี “อย่างเดียว” ด้วยเหตุนั้น ผู้ออกแบบเครื่องเล่นซีดีในยุคนั้นจึงจับเอาการทำงานของ CD Transport กับการทำงานของภาค DAC เข้าไปใส่ไว้ในตัวถังเดียวกันแล้วตั้งชื่อเรียกว่า ‘CD Player’ ไม่ได้แยกการทำงานของทั้งสองภาคออกมาให้เห็นชัดๆ ตั้งแต่แรก ต่อมาอีกสักระยะจึงค่อยมีการแยกการทำงานของ CD Transport กับ DAC ออกจากกันไปอยู่คนละตัวถังอย่างชัดเจน (*เพราะแยกตัวถังแล้วยังทำงานได้ปกตินี่แหละ ยืนยันได้ว่า CD Transport กับ DAC เป็นคนละส่วนกัน)
ระบบเน็ทเวิร์ค สตรีมมิ่งที่ NAD บรรจุลงไปในตัว M66 ก็คือ BluOS ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เป็นเจ้าของเดียวกัน ถ้าดูจากขั้วต่อสัญญาณขาเข้า (input) ที่ M66 ให้มาที่แผงหลังตามภาพข้างบนนั้น จะเห็นว่าอินพุตที่ล้อมกรอบสีเขียวเอาไว้ ได้เแก่ LAN/USB กับ BT ANTENNA และ Wi-Fi ANTENNA นั้นคืออินพุตสำหรับระบบมิวสิค สตรีมมิ่ง BluOS ซึ่งเป็นเพลเยอร์ที่แถมมากับ M66 จะเห็นว่านอกจากจะมีอินพุตที่ใช้รองรับสัญญาณดิจิตัลจากเน็ทเวิร์คและ USB แล้ว M66 ยังมีอินพุตที่รองรับสัญญาณดิจิตัลที่สตรีมผ่านเข้ามาทางระบบไร้สายคือทางคลื่น Bluetooth และคลื่น Wi-Fi ได้ด้วย ถือว่าเป็นระบบมิวสิค สตรีมมิ่งที่ครอบคลุมการใช้งานได้ครบถ้วนมาก ซึ่งแน่นอนว่า ไฟล์เพลงที่สตรีมผ่าน BluOS ทุกช่องทาง ไม่ว่าจะสตรีมมาจาก TIDAL หรือสตรีมมาจาก NAS เมื่อดึงออกมาเป็นสัญญาณดิจิตัลแล้วก็จะถูกส่งต่อไปทำการแปลงเป็นสัญญาณอะนาลอกด้วยภาค DAC ในตัว M66 อีกทอดหนึ่ง
นอกจากนั้น ระบบมิวสิค สตรีมมิ่ง BluOS ของ M66 ยังมาพร้อมอ๊อปชั่นพิเศษอีก 2 อย่าง อย่างแรกคือ มีระบบ multi-room ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถสตรีมไฟล์เพลงผ่าน M66 ไปยังพื้นที่ต่างๆ ภายในบ้านที่มีอุปกรณ์ที่รองรับได้หลายโซน จะเล่นพร้อมกันก็ได้ หรือแยกกันก็ได้ อย่างที่สองคือมีระบบ room correction ของ Direc Live Room Correction ที่ออกแบบมาให้ใช้ในการปรับจูนเสียงของ M66 บวกกับลำโพงที่ใช้ให้แม็ทชิ่งกับสภาพห้องที่ฟัง ด้วยฟังท์ชั่น Dirac Live Full Frequency กับฟังท์ชั่น Dirac Live Bass Control ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยแก้ปัญหาเสียงก้องสะท้อนและคลื่นสั่นค้าง (standing waves) ภายในห้องได้เป็นอย่างดี
2) ทำหน้าที่เป็น external DAC

อินพุต COAX, OPTICAL, AES/EBU และ HDMI eARC ที่ล้อมกรอบสีแดงไว้นั้นคืออินพุตของภาค DAC ที่ติดตั้งมาในตัว M66 ซึ่งสัญญาณดิจิตัลที่จะเอามาต่อเชื่อมใช้งานกับอินพุตเหล่านี้จะมาจากเพลเยอร์ภายนอก อย่างเช่น ใครมี CD Transport ก็สามารถเล่นแผ่นซีดีแล้วต่อเชื่อมสัญญาณเอ๊าต์พุตจากซีดี ทรานสปอร์ตของคุณเข้ามาที่อินพุตใดอินพุตหนึ่งระหว่าง COAX, OPTICAL หรือ AES/EBU เพื่อให้ภาค DAC ในตัว M66 ช่วยแปลงเป็นสัญญาณอะนาลอกให้ หรือถ้าคุณมีเครื่องเล่นที่เรียกตัวเองว่า Music Streamer แบบที่ไม่มี DAC ในตัว แต่ให้ช่องเอ๊าต์พุตที่ผ่านขั้วต่อประเภทใดประเภทหนึ่งระหว่าง COAX, OPTICAL หรือ AES/EBU ก็สามารถใช้งานร่วมกับอินพุตเหล่านี้ของ M66 ได้เช่นกัน นอกจากนั้น M66 ยังถูกออกแบบมาให้สามารถรองรับสัญญาณเสียงดิจิตัลจากทีวีเพื่อมาแปลงเป็นสัญญาณอะนาลอกด้วยภาค DAC ของ M66 ได้โดยต่อเชื่อมสัญญาณเสียงจากทีวีเข้ามาที่ M66 ผ่านทางอินพุต HDMI (*ต้องปรับที่ตัวทีวีให้ปล่อยสัญญาณดิจิตัลแบบ PCM ด้วย)
หัวใจของภาค DAC ในตัว M66 คือชิป ESS Technology Sabre ES9038PRO ที่ใช้ในการแปลงสัญญาณดิจิตัลที่รับมาจากอินพุตดิจิตัลทุกช่องด้วยความละเอียดของสัญญาณ PCM ได้สูงถึงระดับ 24/192
3) ทำหน้าที่เป็น Pre-amplifier

พูดถึงปรีแอมป์ในยุคปัจจุบัน แทบจะหาปรีแอมป์ที่ใช้ “พื้นฐาน” การทำงานในโหมดที่เป็น pure analog ได้น้อยเต็มที ก็ต้องยอมรับว่าเป็นไปตามยุคสมัยนั่นแหละ เมื่อโลกทั้งใบหันมาใช้สัญญาณดิจิตัลในการสื่อสารกันแทบจะทุกวงการอย่างนี้ ก็ไม่น่าแปลกที่ปรีแอมป์ในวงการเครื่องเสียงจะเปลี่ยนมาใช้พื้นฐานการทำงานด้วยระบบดิจิตัล เพื่อให้การจัดการกับสัญญาณเสียงที่อยู่ในรูปของสัญญาณดิจิตัลเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
จริงอยู่ว่า สัญญาณที่ถูกปล่อยออกไปทางขั้วต่อเอ๊าต์พุตทุกช่องที่อยู่ในกรอบสีเหลืองตามรูปข้างบนนั้นจะเป็นสัญญาณอะนาลอกทั้งหมด แต่นั่นก็เป็นสัญญาณอะนาลอกที่ผ่านขั้นตอนการแปลงมาจากสัญญาณดิจิตัลจากช่องอินพุตด้วยชิป DAC ES9038PRO ทั้งหมด ไม่เว้นแม้กระทั่งสัญญาณอะนาลอกจากแผ่นเสียงที่เข้ามาทางช่องอินพุต Phono in ทั้ง MM และ MC และสัญญาณอะนาลอกจากภายนอกที่ป้อนเข้ามาทางช่องอินพุต Line in (RCA) และช่องอินพุต Balanced in (XLR) ก็ต้องผ่านขั้นตอนแปลงเป็นสัญญาณดิจิตัลด้วยชิป ADC เบอร์ ES9822PRO ก่อนจะไปแปลงกลับให้เป็นสัญญาณอะนาลอกในช่วงท้ายด้วยชิป ES9038PRO อีกที คุณอาจจะสงสัยว่า เมื่อเข้ามาเป็นสัญญาณอะนาลอกแล้ว ทำไมต้องแปลงเป็นสัญญาณดิจิตัล.?? คำตอบก็เพื่อให้สามารถใช้งานร่วมกับฟังท์ชั่นปรับแต่งเสียงด้วย Dirac Live Room Correction นั่นเอง
นอกจากช่องอินพุตสำหรับสัญญาณอะนาลอกและแถมด้วยภาคโฟโน MM/MC แล้ว จะเรียกว่าปรีแอมป์ได้เต็มปากเต็มคำก็ต้องมีช่องอะนาลอกเอ๊าต์พุตด้วย ซึ่งบอกเลยว่า ความพิเศษของ M66 นอกจากจะให้ช่องอะนาลอกเอ๊าต์พุต L/R ที่ติดตั้งมาให้เลือกใช้ครบทั้งขั้วต่อ RCA และ XLR แล้ว M66 ตัวนี้ยังมีช่องเอ๊าต์พุตที่เรียกว่า Sub Out สำหรับต่อออกไปหาซับวูฟเฟอร์มาให้อีกมากถึง 8 ช่อง แบ่งเป็นขั้วต่อ RCA กับขั้วต่อ XLR อย่างละ 4 ช่อง.!!
ต่อซับวูฟเฟอร์ได้ 8 ตัว..!!! ใช่แล้วครับ.. มองเผินๆ วูบแรก นึกว่าเป็นปรีโปรเซสเซอร์..! คุณคงสงสัยอีกแล้วว่า ภาคปรีฯ ของ M66 เป็นระบบเสียงสเตริโอ 2 แชนเนล แล้วจะให้ช่อง Sub Out มาทำไมกันมากมายขนาดนั้น..?? เหตุผลก็เพราะว่าทาง NAD ได้ติดตั้งระบบ Room Correction ที่ใช้เทคโนโลยี Dirac Live Bass Control ไว้ใน M66 ตัวนี้ด้วย ช่องเอ๊าต์พุต Sub Out ทั้งหมดนั้นให้มาก็เพื่อใช้กับเทคโนโลยีของ Dirac นี่เอง
ทั้งหล่อ และมากความสามารถ..

ต้องยอมรับว่า NAD ดีไซน์รูปร่างหน้าตาของผลิตภัณฑ์ซีรี่ย์ Masters ของพวกเขาออกมาได้สวยมาก จะว่าสวยแบบเรียบๆ ง่ายๆ ก็ไม่เชิง คือแม้ว่าบนแผงหน้าของ M66 จะไม่ได้มีปุ่มปรับอะไรเกะกะให้รกตา แต่โดยรวมแล้วมันก็ไม่ได้ดูราบเรียบแบบไม่มีอะไร

จริงๆ แล้วแผงหน้าของ M66 ดูเก๋ไก๋ด้วยการเล่นสีทูโทนและเล่นระดับ โดยใช้สีดำในส่วนที่เป็นพื้นที่ใช้งานที่ถูกยกสูงขึ้นมาจากแผ่นล่างที่เป็นสีบรอนซ์เงินซึ่งทำหน้าที่เป็นเหมือนกรอบด้านนอก เป็นดีไซน์ที่ทำให้ดูแล้วมีมิติ ไม่แบนราบ ส่วนที่เก๋ไก๋สุดๆ ก็คือ “หน้าจอแสดงผล” ที่ยึดพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ตรงกลางของแผงหน้า ซึ่งจะสวยสะดุดตามากตอนใช้งานจริง และจากภาพนี้จะเห็นรูเสียบแจ็คหูฟังขนาด 6.3 ม.ม. ที่ซ่อนอยู่ตรงขอบด้านล่างทางซ้ายของแผงหน้า
ส่วนสัดตัวเครื่อง

สัดส่วนภายนอกของตัวถังก็อยู่ในมาตรฐานของเครื่องเสียงทั่วไป บนแผงหน้าของ M66 มีฟังท์ชั่นให้ใช้งานอยู่แค่ 3 – 4 อย่างเท่านั้น เริ่มจากฟังท์ชั่นที่ใช้เปิด/ปิดการทำงานของ ซึ่ง M66 มีระบบสแตนด์บายที่ค่อนข้างซับซ้อน..

พวกเขาจึงติดตั้งเมนสวิทช์ หรือสวิทช์ Power (ศรชี้) สำหรับปล่อยไฟเอซีเข้าเครื่องไว้ที่แผงหลัง อยู่เหนือตำแหน่งเต้ารับสำหรับสายไฟเอซีแบบสามขาแยกกราวนด์ ซึ่งก่อนจะเริ่มใช้งานคุณต้องกดสวิทช์ตัวนี้ไปที่ตำแหน่ง ON ซะก่อน


หลังจากสวิทช์ Power ถูกกดเปิด ตรงขอบๆ ของโลโก้ NAD บนแผงหน้า (1) จะสว่างขึ้นเป็นสีแดง เมื่อต้องการใช้งาน คุณต้องใช้ปลายนิ้วชี้จิ้มลงไปที่ปุ่ม Power On/Standby (2)(ภาพบนที่ศรชี้) แล้วแช่ไว้ประมาณ 2-3 วินาทีจึงยกนิ้วขึ้น ระบบภายในก็จะทำการเปิดเครื่องขึ้นมาตามขั้นตอน (คุณจะได้ยินเสียงแก๊กๆ ดังขึ้นสอง–สามครั้ง) จากนั้นจอแสดงผล (4) จะติดสว่างขึ้น พร้อมกันนั้น ไฟที่ขอบโลโก้ (1) จะเปลี่ยนเป็นสีขาว แสดงถึงสภาวะพร้อมทำงาน ส่วนปุ่มสีดำที่อยู่ทางขวามือของแผงหน้านั้นเป็นปุ่มมัลติฟังท์ชั่น ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นทั้งปุ่มวอลลุ่มที่ใช้ควบคุมระดับความดังขณะฟังเพลง และยังทำหน้าที่ปรับเลือกโหมด standby ที่มีให้เลือก 2 โหมด คือ ‘Network Standby Mode’ ซึ่งเป็นโหมดสแตนด์บายที่เครื่องยังคงจ่ายไฟให้กับการทำงานของวงจรเน็ทเวิร์คกับ Bluetooth (โหมดนี้เครื่องจะกินไฟไม่เกิน 8W) กับอีกโหมดคือ ‘Deep Standby Mode’ ซึ่งเป็นโหมดสแตนด์บายแบบที่ประหยัดไฟสูงสุดคือใช้ไฟแค่ไม่เกิน 0.5W เนื่องจากโหมดนี้จะตัดการจ่ายไฟให้วงจรเน็ทเวิร์คและบลูทูธออกไป
แอพลิเคชั่น BluOS

NAD อาศัยแอพลิเคชั่น BluOS ทั้งในการเลือกเพลงที่จะฟัง และเป็นช่องทางเข้าสู่เมนูของเครื่องเพื่อเข้าไปปรับตั้งค่าการทำงานของตัวเครื่องด้วย ซึ่งแอพฯ ตัวนี้มีให้โหลดมาใช้ได้ฟรี มีทั้งเวอร์ชั่น Android และ iOS สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการติดตั้งใช้งานบนสมาร์ทโฟนหรือแท็ปเล็ตของแอ็ปเปิ้ลและแบรนด์อื่นๆ ที่ใช้ระบบปฏิบัติการณ์แอนดรอยด์ และมีเวอร์ชั่นที่ใช้บนคอมพิวเตอร์ Mac และ Window ด้วย ภาพตัวอย่างด้านบนนั้นเป็นหน้าเปิดตอนที่ผมทดลองติดตั้งแอพฯ BluOS บนสมาร์ทโฟน iPhone 12 ของผม

หลังจากติดตั้งแอพฯ บนสมาร์ทโฟน iPhone 12 ของผมเสร็จแล้ว เมื่อกด ‘Get Started’ แอพฯ นี้จะพาเราไปที่หน้าหลักของแอพฯ ซึ่งก็คือหน้าโฮมนั่นเอง โดยที่บนนั้นจะมี shortcut ที่จะพาเราเข้าไปสู่หน้าเมนูหลักๆ อีก 4 หน้าเมนู (ในกรอบสีแดงด้านล่าง) ได้แก่ Favorites, Music, Players และ Search และมีทางเข้าเมนู Settings ที่จะเข้าไปปรับตั้งฟังท์ชั่นการทำงานของตัวเครื่อง M66 ซึ่งทำเป็นรูปเฟืองอยู่ที่มุมบนด้านขวา (ศรชี้)
หน้าเมนู Favorites

หน้าเมนูหลักที่ถัดจากหน้าโฮมคือหน้า Favorites ซึ่งเป็นหน้าที่รวบรวมไฟล์เพลงที่เล่นบ่อย ซึ่งสามารถเลือกได้ว่าจะดูจากแหล่งไหน คือใช้เป็นทางลัดในการเลือกฟังจากแหล่งที่เราฟังบ่อยๆ หรือชอบฟังนั่นเอง ในภาพตัวอย่างข้างบนนั้น กำลังเลือกให้แสดงข้อมูลของ TIDAL
หน้าเมนู Music

หน้าเมนูนี้เป็นที่รวบรวมแหล่งต้นทางสัญญาณที่เราสามารถดึงมาเล่นผ่าน M66 ได้ ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยที่กลุ่มแรกคือ เลือกจาก ‘Inputs’ ของ M66 (กรอบสีแดง) ที่ใช้รองรับสัญญาณเสียงจากเพลเยอร์ที่อยู่ภายนอก อาทิเช่น จากเครื่องเล่นแผ่นซีดี ที่ส่งสัญญาณเข้ามาที่ M66 ทางอินพุต Line 1 หรือ Line 2, หรือเลือกเล่นสัญญาณจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่ป้อนเข้ามาทางอินพุต MM หรือ MC, หรือเลือกฟังสัญญาณเสียงที่ส่งมาจากทีวีเข้าสู่ M66 ทางอินพุต HDMI eARC ฯลฯ ส่วนอีกกลุ่มก็คือเลือกสตรีมไฟล์เพลงจากผู้ให้บริการต่างๆ อย่าง TIDAL, Spotify หรือเลือกฟังเพลงจากสถานีวิทยุบนอินเตอร์เน็ต (internet radio) อาทิเช่น TuneIn, Calm Radio ฯลฯ
หน้าเมนู Players

เมนูนี้เป็นที่รวมของ “โซน” หรือจุดที่มีอุปกรณ์เครื่องเสียง “ทั้งหมด” ที่รองรับระบบมัลติรูมของ BluOS ที่กำลังเชื่อมต่ออยู่ในเน็ทเวิร์คเดียวกัน ไม่ว่าคุณจะมีอุปกรณ์ที่รองรับ BluOS อยู่ในบ้านอยู่กี่ชิ้น รายชื่อเครื่องเสียงทั้งหมดนั้นจะมาปรากฏอยู่ที่หน้าเมนูนี้ แยกเป็นโซนๆ กรณีที่คุณต้องการใช้งานอุปกรณ์ที่อยู่ในโซนไหนก็สามารถกดเลือกได้จากหน้าเมนูนี้เลย (*ตัวอย่างในภาพนี้มีแค่ M66 ตัวเดียว)
หน้าเมนู Search


เป็นเมนูที่มีไว้สำหรับค้นหาเพลงตามแหล่งต้นทางที่คุณกำลังใช้งาน เมื่อกดมาที่หน้าเมนู Search นี้แล้ว คุณสามารถเลือกได้ว่าจะเข้าไปค้นหาเพลงจากแหล่งไหน ด้วยการกดลงไปที่ศรชี้ จะปรากฏชื่อของผู้ให้บริการเจ้าต่างๆ ออกมาให้เลือก ต้องการค้นหาเพลงจากผู้ให้บริการเจ้าไหนก็จิ้มลงไปที่ชื่อของผู้ให้บริการเจ้านั้นได้เลย (*ในภาพตัวอย่างคือเลือกไปที่ TIDAL)
หน้าเมนู Settings

เมื่อคุณกดจิ้มไปที่รูปฟันเฟืองที่อยู่ตรงมุมบนด้านขวาของหน้าหลัก (Home) แอพฯ BluOS จะพาคุณมาที่หน้านี้ ซึ่งเป็นหน้าที่รวบรวมเมนูที่ใช้ในการปรับตั้งค่าการทำงานของตัวเครื่อง และเป็นที่รวบรวมข้อมูลต่างๆ ไว้ที่นี่ด้วย โดยแยกเมนูทั้งหมดออกเป็น 2 กลุ่ม คือ การปรับตั้งเมนูการทำงานของตัวเครื่อง (กรอบสีแดง) กับ Help & Support (ในกรอบสีเขียว) เมนูที่จำเป็นต้องเข้าไปดูเพื่อปรับตั้งค่าที่ส่งผลกับเสียง และใช้จัดการกับเพลงที่ใช้ฟัง มีอยู่ 3 หัวข้อ คือ Audio, Player และ Music Library
หัวข้อ ‘Audio’ ในเมนู Settings

ที่หัวข้อเมนู ‘Audio’ มีเมนูให้ปรับตั้งค่าอยู่ทั้งหมด 10 หัวข้อ เรียงตามหมายเลขในกรอบสี่เหลี่ยมในรูปข้างบนนั้น หมายเลข 1, 4, 5 ที่อยู่ในกรอบสีเขียวนั้นจะเปิดใช้ก็ต่อเมื่อมีการเปิดใช้เงื่อนไขพิเศษ อย่างเช่น การเปิดใช้โปรแกรม Dirac Live (1) ในกรณีที่คุณต้องการปรับแก้ปัญหาของเสียงที่เกิดจากการเซ็ตอัพภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีข้อจำกัด หรือมีปัญหาทางด้านรูมโหมดอันเนื่องมาจากสภาพอะคูสติกที่ไม่สมมาตร แต่ถ้าคุณสามารถเซ็ตอัพลำโพงได้อย่างเต็มที่จนได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจก็ไม่จำเป็นต้องเปิดใช้โปรแกรม Dirac Live (*กรณีที่ไม่ต้องการใช้ ให้เลือกตั้งไว้ที่ Off ตามภาพตัวอย่าง) ส่วนการปรับตั้งที่หมายเลข 4 กับหมายเลข 5 นั้น จะใช้ก็ต่อเมื่อคุณได้เพิ่มเติมลำโพงซับวูฟเฟอร์เข้ามาในระบบฟังเพลง 2 แชนเนล ถ้ามีลำโพงซับวูฟเฟอร์เพิ่มเข้ามาในระบบ ก็ให้ติ๊กที่ตัวเลือกที่อยู่ในหัวข้อ Select attached spekers (4) ที่ตรงกับจำนวนลำโพงซับวูฟเฟอร์ที่คุณเพิ่มเข้ามาในระบบ หลังจากนั้น คุณก็ต้องเข้าไปปรับเลือกจุดตัดที่จะแบ่งความถี่ให้กับลำโพงหลักทั้งสองแชนเนลกับลำโพงซับวูฟเฟอร์จากหัวข้อ Crossover (5) ซึ่งเลือกได้ตั้งแต่ 40Hz ขึ้นไปจนถึง 200Hz สรุปคือ ถ้าคุณไม่ได้เพิ่มเติมซับวูฟเฟอร์เข้ามาในระบบ ก็ให้ปรับตั้งที่หัวข้อ 4 ไว้ที่ตำแหน่ง ‘No Subwoofer‘ ส่วนหัวข้อ 5 ก็ไม่ต้องปรับอะไร
ส่วนการปรับใช้งานที่หัวข้อ 2, 3, 6, 7, 8, 9 และ 10 ที่อยู่ในกรอบสีแดงจะส่งผลกับเสียงโดยตรง หัวข้อ 2 คือการปรับบาลานซ์ซ้าย–ขวา ซึ่งมีระดับความดังให้ปรับตั้งได้ต่างกันมากถึง 14dB (+/-7) ส่วนหัวข้อ Tone Controls (3) นั้น ถ้าคุณติ๊กเพื่อเปิดใช้งาน จะปรากฏแถบ Treble กับ Bass สไลด์ขึ้นมาให้คุณใช้ปรับเพิ่ม/ลดเสียงแหลมได้ โดยมีเร้นจ์ให้ปรับอย่างละ 12dB (+/-6dB) แต่ถ้าคุณต้องการรักษาเสียงที่มีความสะอาดบริสุทธิ์ตรงกับต้นฉบับที่ป้อนเข้ามาทางอินพุตเอาไว้ให้มากที่สุด แนะนำให้สั่งปิดการใช้งานไว้ตามภาพตัวอย่าง
หัวข้อ Replay-gain (7) ถูกออกแบบมาเพื่อใช้เกลี่ย gain ของสัญญาณอินพุตที่ป้อนเข้ามาทางช่องอินพุตต่างๆ ไม่ให้มีความแตกต่างกันมากเกินไป เวลาเปลี่ยนอินพุตจะได้ไม่ต้องคอยปรับวอลลุ่มขึ้นๆ ลงๆ กรณีที่เปิดไปเจอกับอินพุตที่มีความแรงสัญญาณที่ต่างกันมากๆ แต่ถ้าต้องการความบริสุทธิ์ของเสียงอย่างถึงที่สุด แนะนำให้ปรับตั้งไว้ที่ตำแหน่ง Disabled ตามตัวอย่างในภาพข้างบน มาถึงหัวข้อ Output mode (8) เอาไว้เลือกปรับโหมดของสัญญาณเอ๊าต์พุต ส่วนหัวข้อ Volume Limits (dB) (9) มีไว้ให้กำหนดระดับความดังสูงสุดของวอลลุ่ม ป้องกันไม่ให้เผลอเร่งวอลลุ่มดังเกินไป ซึ่งมีเร้นจ์ให้ปรับตั้งได้ตั้งแต่ 0 – 80dB ถ้าต้องการคุณภาพเสียงที่ให้ไดนามิกเร้นจ์สวิงได้เต็มที่ แนะนำให้ปรับตั้งไว้ที่กว้างสุดตามภาพตัวอย่างข้างบน ที่หัวข้อ Dynamic Digital Headroom (6) อันนี้เป็นไฮไล้ท์ที่ NAD คิดค้นขึ้นมา..
*Dynamic Digital Headroom (DDH) คืออะไร.?
เรื่องของเรื่องมันเริ่มต้นมาแบบนี้ คือว่าทางเอนจิเนียร์ของ NAD ดันไปค้นพบมาว่า ในขณะที่สัญญาณดิจิตัล อินพุตกำลังเข้าสู่กระบวนการแปลงจากสัญญาณดิจิตัลให้ออกมาเป็นสัญญาณอะนาลอกด้วยการทำงานของภาค Digital-to-Analog converter นั้น จะมีความผิดเพี้ยนบางอย่างเกิดขึ้นและไปกระทบกับคุณภาพเสียงโดยรวม ซึ่งทางวิศวกรของ NAD ตั้งชื่อเรียกความเพี้ยนที่ว่านี้ว่า ‘digital inter-sample peak clipping distortion’ ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากสัญญาณดิจิตัลอินพุตบางหน่วยมี gain สูงผิดปกติจนทำให้เกิดการ clip ขึ้น
พวกเขาจึงได้ออกแบบการทำงานของฟังท์ชั่นพิเศษที่ชื่อว่า Dynamic Digital Headroom (DDH) ขึ้นมาเพื่อขจัดความเพี้ยนที่ว่านี้ออกไปจากขั้นตอนการทำงานของภาค DAC ซึ่งมีผลทำให้สัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตที่เป็นผลผลิตของภาค DAC ที่ทำงานร่วมกับฟังท์ชั่น DDH มีอิมแพ็คของสัญญาณที่ดีขึ้น ยกตัวอย่างเสียงเพอร์คัสชั่นที่ออกมาจะมีความสมจริงมากขึ้น โดยเฉพาะเสียงหวดฉาบของมือกลองที่มักจะเกิดอาการ clip บ่อยๆ ก็จะน้อยลง
ผมทดลองฟังเพลงที่มีเพอร์คัสชั่นในย่านเสียงแหลมเยอะๆ แล้วทดลองเปิดสลับกับปิดการใช้งานฟังท์ชั่น DDH นี้ผ่านทางแอพ BluOS พบว่า ตอนเปิดใช้งานฟังท์ชั่น DDH มันช่วยให้เสียงตีฉาบสะอาดขึ้นจริงๆ เสียงพร่าๆ ที่ติดมากับปลายเสียงตีฉาบที่ฟังคล้ายอาการโอเว่อร์โหลดลดน้อยลงมาก รู้สึกได้เลยว่าฟังสบายหูมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่ชอบฟังดังๆ แบบผมต้องขอยกนิ้วให้เลยว่า ฟังท์ชั่นนี้คือทีเด็ดติดดาวของ M66 ที่ผมต้องเปิดใช้ตลอดเวลา เท่าที่ฟังมานานเกือบเดือนแล้ว ผมยังไม่พบผลข้างเคียงในแง่ลบที่เกิดจากการเปิดใช้งานฟังท์ชั่น DDH นี้เลย (*ใครใช้ M66 แนะนำให้ลอง.!!)
อีกฟังท์ชั่นที่อยู่ในหัวข้อ Setting > Audio ที่ผมว่ามีผลดีต่อเสียงเหมือนกัน นั่นคือฟังท์ชั่น Audio clock trim (10) ซึ่งเมื่อคุณเปิดใช้ เอนจิ้นภายในแอพ BluOS จะทำการปล่อย clock เข้าไปผสมกับ clock ที่ใช้ควบคุมสัญญาณเสียง เพื่อลดความผิดพลาดในการซิ้งค์ของสัญญาณดิจิตัล ออดิโอที่เกิดขึ้นในกระบวนการให้น้อยลง ซึ่งผมทดลองเปิดใช้ฟังท์ชั่นนี้กับการสตรีมไฟล์เพลงจาก TIDAL และ NAS ดูแล้ว พบว่ามันช่วยทำให้เสียงดีขึ้น รู้สึกได้ว่าเสียงที่ออกมามีความลื่นไหลมากขึ้น เนียนสะอาดมากขึ้น เหมือน noise ในเนื้อเสียงจะต่ำลง ขณะใช้งานผมจะเปิดไว้ตลอด (*ทางผู้ผลิตแนะนำว่า ถ้าคุณปล่อยสัญญาณดิจิตัล เอ๊าต์จาก M66 ออกไปให้ DAC ภายนอก ให้ทำการปิดการทำงานของฟังท์ชั่นนี้)
หัวข้อ ‘Player’ ในเมนู Settings

เมนูในหัวข้อนี้มีไว้ให้ปรับตั้งค่าต่างๆ ของตัวเครื่อง M66 โดยเฉพาะ ซึ่งมีมาให้ปรับตั้งเยอะมาก ซึ่งส่วนมากจะเป็นการปรับตั้งการทำงานของส่วนต่างๆ บนตัวเครื่องที่ไม่ได้ส่งผลกับเสียงโดยตรง ถ้าเน้นๆ เอาที่ต้องให้ความสนใจในการปรับตั้งจริงๆ ก็มีหัวข้อ Customize sources (ศรชี้) นั่นแหละ

เมื่อจิ้มลงไปที่หัวข้อ Customize sources แอพฯ นี้จะพาคุณมาที่หน้าต่างที่แสดงรายชื่อของอินพุตทั้งหมดของ M66 โผล่ขึ้นมาให้คุณเลือกเข้าไปปรับตั้งค่า ซึ่งในแต่ละอินพุตก็จะมีหัวข้อการปรับตั้งที่แตกต่างกันนิดๆ หน่อยๆ ตามสภาพของอินพุต..

ยกตัวอย่างในอินพุต Line หรือช่องอะนาลอก อินพุตที่ใช้ขั้วต่อ RCA ซึ่ง M66 ให้มาใช้ 2 ช่องนั้น คุณสามารถปรับตั้งแยกกันได้อิสระ ซึ่งแต่ละช่องจะมีหัวข้อปรับตั้งมาให้ทั้งหมด 6 หัวข้อ ได้แก่ Name = คุณสามารถตั้งชื่ออินพุตนี้ได้, Icon = คุณสามารถเปลี่ยนรูปสัญลักษณ์ของช่องนี้ได้, Auto Sense = ถ้าตั้งไว้ที่ On ถ้ามีการเชื่อมไว้ที่อินพุตนี้ เมื่อมีสัญญาณส่งเข้ามาจากภายนอก อินพุตนี้จะถูกเลือกขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ถ้าต้องการเลือกด้วยตัวคุณเองก็ให้ตั้งไว้ที่ Off, A/V mode = มีประโยชน์สำหรับแหล่งต้นทางอย่าง TV กรณีที่ต้องการจัดอินพุตนี้เข้าไปอยู่ในกรุ๊ปเพื่อกระจายไปที่โซนอื่นๆ แต่ถ้าต้องการรักษาความบริสุทธิ์ของสัญญาณจากแหล่งต้นทางอะนาลอก อย่างเช่น จากเครื่องเล่นแผ่นเสียง หรือจากเครื่องเล่นแผ่น CD/SACD แนะนำให้ปิดการทำงานของฟังท์ชั่นนี้ไว้, Compressed Grouped Audio = เป็นการตั้งให้ M66 ทำการลดทอนสัญญาณเพื่อการส่งออกไปยังโซนอื่นๆ ประโยชน์คือช่วยลดแบนด์วิธของการส่งสัญญาณไปยังโซนอื่นๆ ที่จัดเข้ากรุ๊ปให้เล่นพร้อมกัน ทำให้การส่งสัญญาณไปยังโซนอื่นๆ มีความเสถียรมากขึ้น, Analog direct = ฟังท์ชั่นนี้สำคัญ.! กรณีที่ต้องการรักษาความสะอาดบริสุทธิ์ของสัญญาณอะนาลอกที่ป้อนเข้ามาทางอินพุตนี้ ให้เปิดใช้ฟังท์ชั่นนี้เอาไว้ตามภาพ ภายในของ M66 จะตัดการทำงานของวงจร digital conversion และการทำงานของวงจร DSP ของโปรแกรม BluOS ออกไปจากทางเดินสัญญาณ เพื่อให้สัญญาณอะนาลอกที่เข้ามาทางอินพุตนี้มีความบริสุทธิ์เหมือนต้นฉบับ, Hide source = กรณีที่ไม่ได้ใช้งานอินพุตนี้และไม่ต้องการโชว์อินพุตนี้ขึ้นมาบนแอพฯ BluOS ก็ให้เลือกปิดการทำงานของหัวข้อนี้ไว้
หัวข้อ ‘Music Library’ ในเมนู Settings

หัวข้อนี้มีไว้ให้ปรับตั้งเกี่ยวกับไฟล์เพลงโดยเฉพาะ ที่หัวข้อแรกคือ Network shares = มีไว้ให้ใช้ปรับตั้งตัว M66 กรณีที่ต้องการเชื่อมต่อกับ music server หรือแหล่งเก็บไฟล์เพลงที่อยู่ภายในวงเน็ทเวิร์คเดียวกัน เพื่อให้ M66 สามารถดึงไฟล์เพลงจากแหล่งเก็บเหล่านั้นมาเล่นบนตัว M66 ได้นั่นเอง ส่วนหัวข้อ Reindex music collection = เป็นจุดที่มีไว้ให้ทำการอัพเดตข้อมูล (metadata) ของไฟล์เพลงที่ M66 ดึงมาบันทึกไว้ใน Library ของ M66 เอง ซึ่งในกรณีที่คุณได้ทำการเปลี่ยนแปลงอะไรลงไปกับไฟล์เพลงที่อยู่ในเซิร์ฟเวอร์ (อย่างเช่นใน NAS) ของคุณที่แชร์อยู่กับ M66 อย่างเช่น ลบบางเพลงหรือบางอัลบั้ม หรือเปลี่ยนชื่อเพลงหรือชื่ออัลบั้ม ฯลฯ หลังจากได้แชร์อัลบ้มนั้นๆ กับ M66 แล้ว การกดที่หัวข้อนี้จะเป็นการอัพเดตการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ ลงไปในไวบรารี่ของ M66 ที่ถูกบันทึกไว้ก่อนหน้านั้น, Optimize Artwork = ในกรณีที่ปกอัลบั้มของเพลงที่คุณบันทึกเก็บไว้ใน NAS ของคุณมีขนาดใหญ่มาก เมื่อกดใช้ฟังท์ชั่นนี้ M66 จะทำการลดทอนขนาดภาพปกอัลบั้มนั้นให้เล็กลง เพื่อลดการทำงานของแอพ BluOS ลง ซึ่งจะทำให้การแสดงผลของไบรารี่เร็วขึ้น, Enable Server Mode = เป็นการอนุญาตให้ M66 แชร์ไฟล์เพลงที่อยู่ในแฟรชไดร้ที่เสียบอยู่ที่ช่อง USB ของ M66 ให้กับโปรแกรมเล่นไฟล์เพลงตัวอื่นๆ ที่เข้ามาในเน็ทเวิร์ควงเดียวกัน ถ้าไม่ต้องการแชร์ก็ตั้งปิดไว้
Update BluOS

เมื่อได้รับเครื่องมาครั้งแรก หลังแกะกล่องก่อนใช้งาน แนะนำให้กดดูที่หัวข้อ Upgrade บนหน้าเมนู Settings เพื่อตรวจเช็คสถานะเฟิร์มแวร์ของ BluOS ดูด้วย ถ้ามีเฟิร์มแวร์ใหม่แนะนำให้กดอัพเดตเฟิร์มแวร์ใหม่ซะก่อนจะเริ่มใช้งาน ซึ่งเฟิร์มแวร์ล่าสุดนับถึงวันที่ผมเขียนรีวิวนี้ (03-10-2024) เฟริมแวร์ของ BluOS อยู่ที่เวอร์ชั่น 4.6.6 (*M66 ที่ใช้เขียนรีวิวนี้ ผ่านการอัพเดตเฟิร์มแวร์เป็นเวอร์ชั่น 4.6.6 แล้ว) ซึ่งเพิ่งปล่อยออกมาวันที่ 31 กันยายน 2024 ที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งประเด็นของการอัพเกรดที่ออกมาในเวอร์ชั่นนี้ก็เน้นมาที่ตัว M66 โดยเฉพาะ คือปรับปรุงในโหมด Standby กับ Trigger In และรองรับ Auto Sense
แม็ทชิ่ง M66 กับเพาเวอร์แอมป์
อ้างอิงจากตัวเลขในสเปคฯ ของ M66 ระบุว่า ช่องอะนาลอก เอ๊าต์พุตแบบอันบาลานซ์ (RCA) ของ M66 ให้เกนออกมา >5V ในสภาวะปกติ คือผ่านการประมวลผลของ DSP บนแอพ BluOS แต่ถ้าเป็นสัญญาณอะนาลอก อินพุตที่ปรับตั้งให้ไม่ผ่านกระบวนการ DSP เลย (Analog dircet) จะได้เกนสูงขึ้นเป็น >10V โดยอ้างอิงกับระดับ THD = 0.1% ซึ่งจะ “เบากว่า” ช่องอะนาลอก เอ๊าต์พุตแบบบาลานซ์ (XLR) ครึ่งหนึ่ง คือถ้าป้อนเข้าทางอินพุต XLR กรณีผ่านการประมวลของ BluOS จะได้เกนสัญญาณขาออกอยู่ที่ >10V แต่ถ้าตั้งเป็น Analog direct จะได้เกนเพิ่มขึ้นเป็น >20V โดยอ้างอิงกับระดับ THD = 0.1% เท่ากัน
*** ด้วยเหตุนี้ ถ้าต้องการประสิทธิภาพสูงสุดจากภาคปรีแอมป์ของ M66 ในกรณีที่ป้อนสัญญาณ analog จากเพลเยอร์ภายนอกเข้ามาที่ M66 แนะนำให้ทำการปรับตั้งตามนี้
1. ทดลองป้อนสัญญาณอินพุตเข้าทางช่องอินพุต XLR ก่อน (*ถ้าแหล่งต้นทางมีเอ๊าต์พุต XLR, และคุณภาพของสาย XLR มีผลกับเสียงอย่างชัดเจน) มีโอกาสจะได้คุณภาพเสียงออกมาดีกว่าอินพุต RCA
2. เปิดการทำงานฟังท์ชั่น Analog direct ในเมนู Settings ของแอพฯ BluOS (Settings>Audio>Analog direct = On)
3. ปิดการทำงานของฟังท์ชั่น Tone Controls ในเมนู Settings ของแอพฯ BluOS (Settings>Audio>Tone Controls = Off)
ถ้าสัญญาณ อินพุตที่ป้อนเข้ามาเป็นสัญญาณดิจิตัล ทั้งที่ป้อนเข้าทาง Network และเข้าทางช่อง digital inputs ทุกช่อง แนะนำให้ทำการปรับตั้งตามนี้
1. ปรับใช้ฟังท์ชั่น Dynamic Digital Headroom (Settings>Audio>Dynamic Digital Headroom = On)
2. ปรับใช้ฟังท์ชั่น Audio clock trim (Settings>Audio>Audio clock trim = On)
ทางด้าน Frequency Response ของสัญญาณขาออกจากภาคปรีแอมป์ของ M66 กรณีที่สัญญาณอินพุตวิ่งภาคการประมวลผลของ BluOS จะได้ออกมาเท่ากับ 20Hz – 20kHz (+/-0.2dB) แต่ถ้าไม่ผ่านการประมวลผลของ BluOS ก็เท่ากับว่า M66 ทำตัวเป็น analog preamp ที่ให้แบนด์วิธได้กว้างมาก คือตั้งแต่ 20Hz – 80kHz (+/-0.2dB) ทั้งทางช่อง RCA และ XLR ก็ให้สเปคฯ ของสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตออกมาเหมือนกันตามนี้

ในการทดสอบ M66 ครั้งนี้ ผมได้รับเพาเวอร์แอมป์ของ NAD รุ่น M23 มาทดลองฟังด้วย (ตัวล่างในภาพ) ซึ่งไม่ต้องถามถึงความแม็ทชิ่ง คู่ M66 + M23 แม็ทชิ่งกันร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำงานประสานกันได้อย่างลงตัว เพราะจะว่าไปแล้ว M23 ตัวนี้ก็คือเพาเวอร์แอมป์สเตริโอที่ถูกวางตัวมาให้จับคู่กับ M66 ตัวนี้นี่เอง ซึ่งในตระกูลนี้ยังมีอินติเกรตแอมป์รุ่น M33 อีกตัวที่เป็นดาวเด่นอยู่ในซีรี่ย์ ‘Masters’ ของ NAD

จังหวะเดียวกันนี้ ผมได้รับปรี+เพาเวอร์ฯ ของ Mola Mola คือตัว Makua + Perca ซึ่งตัวเพาเวอร์แอมป์รุ่น Perca ก็ใช้ภาคขยาย class-D แบบเดียวกับ NAD ‘M23’ มาทดสอบด้วย (ภาพบน) ผมจึงทดลองเอาเพาเวอร์แอมป์ Perca มาจับคู่กับ DAC/Pre ‘M66’ ปรากฏว่าเกนอินพุต/เอ๊าต์พุตของ M66 กับ Perca เข้ากันได้เป็นอย่างดี เหตุผลก็เพราะว่า ที่ตัวเพาเวอร์แอมป์ M23 และ Perca ต่างก็มีฟังท์ชั่นที่ใช้ปรับ “อัตราขยาย” หรือ gain ที่ภาคอินพุตได้ทั้งคู่ โดยที่ตัว M23 ปรับได้ 3 ระดับ คือ low = 19dB, mid = 23.9dB และ high = 29.2dB กว้างมาก.! ครอบคลุมการใช้งานร่วมกับปรีแอมป์ใดๆ ได้แทบทั้งหมด ส่วนตัว Perca มีเกนอินพุต 2 ระดับ ให้ปรับใช้คือ low = 22dB กับ high = 28dB ซึ่งในการใช้งานร่วมกับ M66 ผมพบว่าเมื่อปรับใช้เกนอินพุตไปที่ high คือ 29.2dB สำหรับ M23 และ 28dB สำหรับ Perca จะได้ผลลัพธ์ทางเสียงออกมาดีน่าพอใจ ไม่ว่าจะขับลำโพงคู่ไหนในจำนวน 3 คู่ที่มีโอกาสยกเข้ามาทดลองฟังด้วยกัน นั่นคือ KEF รุ่น Blade One Meta (REVIEW), Focal รุ่น Kanta No.1 และ Audio Physic รุ่น Classic 8 (REVIEW)
แหล่งต้นทางสัญญาณ

นอกจากลำโพงทั้ง 3 คู่ที่เข้ามาร่วมการทดสอบเสียงของ M66 + M23 แล้ว ส่วนของแหล่งต้นทางผมก็ใช้อินพุตสตรีมเมอร์ BluOS กับภาค DAC ในตัว M66 เป็นหลัก บวกกับการทดสอบประสิทธิภาพของความเป็นปรีแอมป์อะนาลอกของ M66 ด้วยการทดลองฟังอินพุตอะนาลอกช่อง XLR โดยป้อนสัญญาณจากการเล่นแผ่น CD และ SACD ด้วยเครื่องเล่นแผ่นของ Arcam รุ่น FMJ CDS27 เข้าทางอินพุต XLR ของ M66 ผ่านสายบาลานซ์ของ GamuT แล้วเปิดใช้ฟังท์ชั่น Analog direct ที่อินพุต XLR
เสียงของ NAD ‘M66 + M23’
ผมสงสัยมาตลอดว่า ถึงที่สุดแล้ว เสียงของแอมป์ที่ใช้ภาคขยาย class-D จะออกมาเป็นแบบไหน.? ไปทางเดียวกับ class-A หรือว่าไปทางเดียวกับภาคขยาย class-AB ? หรือว่าเสียงไม่เหมือนใครเลย..??
เมื่อได้ลองฟังเสียงของ M66 + M23 คู่นี้แล้ว ผมอยากจะบอกว่า เสียงของแอมป์ class-D ที่เคยได้ยินได้ฟังมาในอดีตนั้น ไม่สามารถเอามาเป็นบรรทัดฐานอะไรได้เลย คือมันเหมือนกับว่า ที่ผ่านมานั้นเป็นช่วงที่นักออกแบบยังคลำไม่เจอแนวทางที่ชัดเจน มีผลให้แอมป์ที่ใช้ภาคขยาย class-D ของแต่ละเจ้าจึงออกมาสะเปะสะปะ ไม่มีเอกลักษณ์ที่แสดงความเป็นตัวตนออกมาให้พอยึดเอามาเป็นแนวเสียงเฉพาะตัวได้ ไม่เหมือนแนวเสียงของภาคขยาย class-A และ class-AB ที่มีความเป็นตัวเองที่ชัดเจนแล้ว หลังจากได้ฟังเสียงของ NAD คู่นี้แล้ว ผมเชื่อว่า เสียงของแอมป์ class-D ในอุดมคติน่าจะมาแนวทางเดียวกับเสียงของ NAD คู่นี้นี่แหละ ที่สรุปฟันธงแบบนี้ก็เพราะว่ามัน (M66 + M23) มีบุคลิกเสียงที่โดดเด่นชัดเจนในหลายๆ จุดนั่นเอง
คุณสมบัติแรกที่ NAD คู่นี้แสดงออกมาให้เห็นก็คือ “ความชัดเจน” ของโฟกัสที่คล้ายกับโฟกัสที่ได้จากแอมป์ class-A ซึ่งต่างจากโฟกัสที่ได้จากแอมป์ที่ใช้ภาคขยาย class-AB (ส่วนใหญ่) โฟกัสเหมือนแอมป์ class-A ยังไง.? ใครๆ ก็รู้ว่า แอมป์ที่ใช้วงจรขยาย class-A จะให้บอดี้ของเสียงที่ “ชัด” แบบมีทรวดทรงโค้งเว้าเป็นสามมิติ เพราะภาคขยาย class-A จะแม่นเรื่องเฟสมากเป็นพิเศษ จึงให้ความเป็นสามมิติของบอดี้ได้ดีที่สุดในจำนวนภาคขยายคลาสอื่นๆ ที่มีอยู่ในสารบบ นอกจากนั้น ด้วยความแม่นยำถูกต้องทางด้าน phase response มากเป็นพิเศษ ทำให้ภาคขยาย class-A สามารถถ่ายทอดรายละเอียดที่ชัดเจนลงไปถึงระดับ Low Level ได้ดี ส่งผลให้รายละเอียดในระดับฮาร์มอนิกที่บางเบาของเสียงร้องและเสียงดนตรีก็ถูกนำเสนอออกมาพร้อมกันด้วย กอปรออกมาเป็น “แอมเบี้ยนต์” ที่ห้อมล้อมอยู่โดยรอบเสียงร้องและชิ้นดนตรีต่างๆ ทำให้ความคมชัดของแอมป์ที่ใช้ภาคขยาย class-A มีความนุ่มนวลฉ่ำหูผสมออกมาด้วย ไม่เหมือนความคมชัดของอิมเมจที่ได้จากแอมป์ที่ใช้ภาคขยาย class-AB ที่ให้รูปทรงบอดี้ของเสียงที่แบนและแห้งกว่าเพราะรายละเอียดในย่านความถี่สูงจะมีความเพี้ยนของเฟสเยอะ บรรยากาศเลยไม่ดี

ความเพี้ยนที่เกิดจากการทำงานของภาคขยาย class-B ในภาพข้างบนจะเกิดขึ้นตรงจุดที่คลื่นเสียงซีกบวก (ด้านบน) กำลังทอดตัวลงมาเป็นซีกลบ (ด้านล่าง) ณ เส้น time (t) ตรงรอยต่อระหว่างซีกบวกกับซีกลบ (ในวงกลม = Crossover Distortion) ซึ่งเรียกว่าเฟสเคลื่อน รูปคลื่นซีกลบกับซีกบวกไม่เชื่อมต่อเป็นลูกเดียวกัน ซึ่งจะส่งผลทำให้ความคมชัดของตัวเสียงของความถี่นั้นแย่ลง มีอาการเบลอและมัว ไม่สามารถระบุตัวตนและตำแหน่งที่ชัดเจนได้ กรณีที่เกิดกับความถี่ต่ำจะฟังออกยากเนื่องจากจำนวนของความเพี้ยนที่เกิดขึ้นในแต่ละวินาทีจะน้อย ยกตัวอย่างเช่น ที่ความถี่ 50Hz จะมี crossover distortion เกิดขึ้นเพียง 50 ครั้งต่อวินาทีเท่านั้น แต่ถ้าเกิด crossover distortion ที่ความถี่สูง อย่างเช่นที่ 10kHz จะมี crossover distortion เกิดขึ้นมากถึง 10,000 ครั้งต่อวินาที ทำให้โฟกัสของเสียงในย่านความถี่สูงที่เกิดขึ้นจากการทำงานของภาคขยาย class-B จะมีลักษณะที่เบลอและพร่ามัว ไม่คมชัด เพราะมี phase error เกิดขึ้นเยอะ ปัจจุบันจึงไม่มีใครใช้ภาคขยาย class-B กันแล้ว แต่แม้ว่าภาคขยาย class-A จะไม่มีความเพี้ยน crossover distortion ที่ว่านี้ก็จริง แต่ก็มีข้อด้อยในแง่กำลังขับน้อย สู้โหลดของลำโพงไม่ไหว การออกแบบวงจรขยายแบบ class-AB จึงเป็นความพยายามหาค่าเฉลี่ยระหว่าง “ปริมาณความเพี้ยน” กับ “กำลังขับ” นั่นเอง

อัลบั้ม : Lost Archive – The Ghost of Johnny Cash (TIDAL HIGH/FLAC-16/44.1)
ศิลปิน : Johnny Cash
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/browse/album/90788673?u)
M66 + M23 คู่นี้ให้เสียงกลางที่ละม้ายเสียงของแอมป์ที่ใช้ภาคขยาย class-A มาก เมื่อลองฟังเสียงของ Johnny Cash ในเพลง House Of The Rising Sun ผมพบว่า บอดี้เสียงร้องของจอห์นนี่ แคสช์ในเพลงนี้มันออกมาชัด ลอยเด่น และมีสัณฐานที่กลมเป็นสามมิติ ไม่แบน เนื้อเสียงมีความเข้มข้นสูง มวลเสียงติดฉ่ำละม้ายเสียงกลางของแอมป์หลอด 6L6 คือ อวบใหญ่ ไม่แห้ง

อัลบั้ม : Song (TIDAL HIGH/FLAC-16/44.1)
ศิลปิน : Tutu Puoane
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/browse/track/31510544?u)
ลองทดสอบด้วยเสียงร้องของผู้หญิงดูบ้าง กับเพลงที่ผมคุ้นเคยในน้ำเสียงของ Tutu Puoane จากเพลง For The Time Being จากอัลบั้มชุด Song ซึ่งเสียงร้องของเธอคนนี้จัดอยู่ในย่านกลางขึ้นไปถึงกลางสูง ซาวนด์เอนจิเนียร์ที่บันทึกเสียงร้องของเธอจับรายละเอียดของเสียงร้องมาได้ครบทุกเม็ด และ M66 + M23 คู่นี้ก็สามารถถ่ายทอดเสียงร้องของสาวผิวสีคนนี้ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม เสียงร้องที่ลอยเด่น ความชัดเจนอยู่ในระดับเต็มสิบไม่หัก มูพเม้นต์ของเสียงร้องมีอิสระเต็มที่ แต่ละคำร้องที่แสดงถึงทักษะในการขับร้องของเธอถูกรายงานออกมาให้รับรู้ได้อย่างชัดเจน คำต่อคำ ไม่มีขาดตอน ความต่อเนื่องเป็นยอด ผมรับรู้ได้ถึงอารมณ์ที่เธอใช้เชื่อมโยงเสียงร้องจากคำร้องหนึ่งไปสู่อีกคำร้องที่อยู่ถัดไปที่ชัดเจนทุกเม็ด รับรู้ได้ลึกลงไปถึงลักษณะการปลดปล่อยคำร้องแต่ละคำออกมาพร้อมอารมณ์ที่ตีแผ่ความรู้สึกของเธอผสมออกมาด้วย
เสียงกีต้าร์โปร่งในเพลงนี้ก็เป็นอีกไฮไล้ท์ที่โดดเด่นมาก สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการถ่ายทอดเฟสของสัญญาณในย่านความถี่กลางและสูงที่ยอดเยี่ยมของ M66 + M23 คู่นี้ กับเสียงกีต้าร์ที่คมชัด ลอยเด่นอยู่บนพื้นเสียงที่ใสโปร่ง แต่ละโน๊ตของเสียงกีต้าร์หลุดลอยออกมาเป็นเม็ดๆ แสดงให้เห็นถึงระดับ noise ในย่านกลางและสูงที่มีปริมาณต่ำมาก เพราะผมสามารถรับรู้ได้ถึงลักษณะการทอดปลายเสียงของกีต้าร์ที่พลิ้วกังวานแล้วค่อยๆ จางหายไปกับพื้นเสียงได้อย่างชัดเจน เพลงนี้แสดงให้เห็นว่า M66 + M23 ให้ “พื้นเสียงที่ใสสะอาด” มากเป็นพิเศษ ซึ่งนี่ก็คือคุณสมบัติเด่นอีกข้อหนึ่งของแอมป์ NAD คู่นี้ที่น่าชื่นชมมากๆ และส่งผลดีกับเพลงทุกเพลงที่ฟัง..

พูดถึงความแม่นยำในการถ่ายทอดเฟสของสัญญาณของแอมป์ NAD คู่นี้แล้ว ก็ต้องขออ้างถึงตอนทดลองฟังคู่กับลำโพง KEF รุ่น Blade One Meta ซึ่งเป็นลำโพงที่ออกแบบโดยให้ความสำคัญกับเรื่องของการตอบสนองเชิงเฟสของสัญญาณที่เคร่งครัดมากที่สุด เมื่อจับคู่กับ M66 + M23 แล้ว ลักษณะเสียงที่ปรากฏออกมามันมีบุคลิกพิเศษที่ “แตกต่าง” ไปจากทั่วไปให้สังเกตได้ อย่างแรกคือรับรู้ได้ว่าเสียงแต่ละเสียง ไม่ว่าจะเป็นเสียงร้องหรือเสียงเครื่องดนตรี มันมี “ทรวดทรง” ที่ชัดเจน รับรู้ได้ถึงความหนา–ความบางของบอดี้ที่ขึ้นรูปเป็นสามมิติ ไม่แบนราบ อีกอย่างที่รับรู้ได้ถึงความพิเศษก็คือ ลักษณะการแยกตำแหน่งของเสียงร้องและเสียงดนตรีแต่ละชิ้นที่มีปริมณฑลชัดเจน เป็นที่เป็นทาง กระจายกันออกไปทั่วทั้งพื้นที่อากาศเบื้องหน้าแบบไม่ปะปนกัน กอปรกันขึ้นเป็นรูปวงเวทีเสียงที่มีมิติ มีการจัดลำดับตื้น–ลึกเป็นชั้นๆ ไล่เรียงกันลงไป และฉีกวางตำแหน่งในแนวระนาบที่แผ่กระจายกว้างออกไปทางด้านข้างแบบไม่สนใจตำแหน่งลำโพง ในบางเพลงนั้นผมได้ยินเสียงเครื่องดนตรีบางชิ้นปรากฏตัวขึ้นมาในตำแหน่งที่หลุดเลยระยะลำโพงด้านข้างออกไปถึงผนังห้อง ซึ่งชัดมาก.! แบบว่ามาทั้งตัว ไม่ใช่แค่เงาๆ เสียงด้วย..!!!

อัลบั้ม : Breaking Silence (TIDAL HIGH/FLAC-16/44.1)
ศิลปิน : Janis Ian
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/browse/album/169347585?u)
ในเพลง Breaking Silence แทรคสุดท้ายในอัลบั้มนี้ ผมได้ยินเสียงโซโลกีต้าร์ไฟฟ้าที่ถอยลึกลงไปทางด้านหลังของเวทีเสียงอย่างชัดเจน ซึ่งตำแหน่งของกีต้าร์นั้นหลุดเลยระยะวางของลำโพงข้างซ้ายไปไกล และไม่ใช่เสียงกีต้าร์เดี่ยวๆ นะ แต่มีเสียงเครื่องดนตรีอื่นซ้อนอยู่ด้านหน้าที่กำลังบรรเลงอยู่พร้อมกันด้วย แต่ทว่า ผมยังสามารถฟังแยกจับรายละเอียดของมือกีต้าร์ที่โซโลท่อนนั้นออกมาได้อย่างชัดเจน เป็นลักษณะของเสียงที่พรั่งพรู เต็มไปด้วยรายละเอียดและพลังงาน แต่ไม่มั่วและไม่สับสนเลย..!! นี่เป็นอะไรที่สุดยอดมากๆ ..!!

แรงดีมั้ย.? เพาเวอร์แอมป์รุ่น M23 ของ NAD ตัวนี้ให้กำลังขับในระบบสเตริโอข้างละ 200W ที่โหลด 8 โอห์ม และเบิ้ลได้ถึง 380W ที่โหลด 4 โอห์ม ในงาน BAV ปลายปีที่แล้ว ทางบริษัทโคไน้ซ์ฯ ผู้นำเข้าแบรนด์นี้ยกแอมป์รุ่นนี้ไปเปิดโชว์ในงาน ขับลำโพง Dali รุ่นใหญ่ ในห้องที่มีขนาดใหญ่มาก โดยใช้เพาเวอร์แอมป์ M23 ทำงานในระบบบริดจ์โมโนจำนวนสองตัวแยกกันขับลำโพงซ้าย–ขวาข้างละตัว ซึ่งตอนบริดจ์โมโน จะได้กำลังขับเพิ่มขึ้นเป็น 700W ต่อตัวที่โหลด 8 โอห์ม เรียกว่ามากเกินพอ ใครที่มีโอกาสได้ไปฟังในงานวันนั้นคงได้ยินกับหูตัวเองแล้วถึงพลังเสียงของเพาเวอร์แอมป์ class-D ของ NAD รุ่น M23 ตัวนี้

สำหรับห้องฟังที่มีขนาดพื้นที่ไม่ถึง 30 ตารางเมตรของผม กำลังขับ 200W ต่อข้างที่โหลด 8 โอห์ม ของ M23 แค่ตัวเดียวก็กำหราบลำโพงทั้ง 3 คู่ได้สบาย.. อย่างตอนทดลองขับลำโพง Focal รุ่น Kanta No.1 ก็ได้เสียงออกมาแผ่ขยายเต็มห้อง มิติหลุดตู้อย่างสิ้นเชิง แสดงถึงพลังผลักดันของ M23 ที่มากเกินพอในการควบคุมการทำงานของลำโพงได้อย่างหมดจด อยู่ในร่องในรอยทุกขณะ และทุกระดับความดัง

หรือแม้แต่ตอนที่ลองขับลำโพง Audio Physic รุ่น Classic 8 ที่มีราคาต่ำกว่าราคาของ M66 + M23 หลายเท่า ผลลัพธ์ก็ยังออกมาดีมาก (*Classic 8 ราคา 89,000 บาท / คู่, M66 + M23 ราคา 394,000 บาท / ชุด)
BluOS vs. Roon Ready
ภาคสตรีมเมอร์ของ M66 มีสถานะเป็น Roon Ready ด้วย คือเมื่อเข้าไปอยู่ในวงเน็ทเวิร์คที่มี “ระบบเพลย์แบ็ค” (ฮาร์ดแวร์+ซอฟท์แวร์) ของ Roon เชื่อมต่ออยู่ในเน็ทเวิร์คนั้น จะทำให้ M66 โผล่เข้าไปปรากฏอยู่ใน Audio Output ของโปรแกรม Roon ในโหมด Roon Ready ทำให้คุณสามารถใช้โปรแกรม Roon ในการเล่นไฟล์เพลงแล้วส่งสัญญาณเสียงไปให้ภาค DAC ในตัว M66 แปลงเป็นอะนาลอกได้เลย ประโยชน์ที่ได้จากการอาศัยระบบเพลย์แบ็คของ Roon ให้ช่วยเล่นไฟล์เพลงให้ในลักษณะที่ว่านี้ก็คือถ้าคุณมีไฟล์เพลงตระกูล DSD อยู่ในฮาร์ดดิสของคุณ ไม่ว่าจะเป็นฟอร์แม็ต DSF หรือ DIFF แล้วต้องการเล่นไฟล์เพลงเหล่านั้นมาผ่านภาค DAC ในตัว M66 คุณจะต้องใช้ระบบของ Roon ในการดึงไฟล์เพลง DSF หรือ DIFF มาเล่น เนื่องจากระบบของ BluOS จะไม่รองรับสัญญาณ DSD (*จริงๆ แล้วมีวิธีทำให้แอพ BluOS เล่นไฟล์ DSF หรือ DIFF ออกมาได้เหมือนกัน แต่วิธีการค่อนข้างจะยุ่งยาก เนื่องจากจะต้องมีโปรแกรมมาช่วยแปลงสัญญาณ DSD ให้อออกมาเป็น PCM ก่อน


เปรียบเทียบอินเตอร์เฟซของแอพ BluOS (ภาพบน) กับอินเตอร์เฟซของแอพ Roon (ภาพล่าง) จะเห็นความแตกต่างที่ชัดเจน ซึ่งในภาพทั้งสองเป็นการดึงไฟล์เพลงจาก TIDAL มาเล่นทั้งคู่..


สองภาพด้านบนนี้เป็นหน้าตาแอพ Roon ขณะเล่นไฟล์ DSF64 ที่ดึงมาจาก NAS ที่ผมเก็บไฟล์ไว้ จะเห็นว่า โปรแกรม Roon ต้องทำการ “แปลง” อยู่หลายขั้นตอนกว่าจะออกมาเป็นสัญญาณสุดท้ายก่อนส่งไปให้ M66 ตรงศรชี้ในภาพล่าง จะเห็นว่า ขั้นตอนแรก สัญญาณต้นฉบับ DSD64 จะถูกแแปลง (format conversion) ให้เป็นสัญญาณ PCM ที่ระดับ 352.8kHz ก่อน จากนั้นก็จะทำการแปลง (sample rate conversion) อัตราแซมปลิ้งของสัญญาณ PCM นั้นให้ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 176.4kHz ซึ่งเป็นระดับที่ภาค DAC ในตัว M66 รองรับได้ (*ภาค DAC ในตัว M66 ถูกกำหนดไว้ให้รองรับได้สูงสุดแค่ไม่เกิน 192kHz เท่านั้น) ส่วนขั้นตอนที่สามนั้นเป็นการแปลงส่วนของ bit-depth ของสัญญาณต้นฉบับจาก 1-bit ของสัญญาณ DSD ให้ขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 64-bit ก่อน แล้วค่อยแปลงลดรูปลงมาอยู่ที่ระดับ 24-bit ประกอบร่างกับแซมปลิ้งที่ระดับ 176.4kHz ก็จะกลายเป็นสัญญาณ 24/176.4 ก่อนจะส่งออกไปให้ M66 ทาง LAN ในขั้นตอนสุดท้าย
สรุปง่ายๆ ประโยชน์ของ Roon Ready ที่ M66 ได้รับก็คืออาศัย Roon ช่วยเล่นไฟล์ตระกูล DSF/DIFF ที่ BluOS เล่นไม่ได้นั่นเอง..!! ดังนั้น ถ้าคุณไม่ได้มีไฟล์ DSF หรือ DIFF เก็บไว้เลย และไม่ได้มีไฟล์เพลงที่มีความละเอียดสูงกว่า 24/192 เก็บไว้เลย คือโดยปกติอาศัยสตรีมไฟล์เพลงจาก TIDAL หรือ Spotify หรือเปิดฟังจากอินเตอร์เรดิโอเป็นหลักประมาณนี้ คุณก็ไม่จำเป็นต้องไปดิ้นรนหาระบบเล่นไฟล์เพลงของ Roon มาใช้ นอกเสียจากว่าคุณมีระบบเพลย์แบ็คของ Roon ใช้งานอยู่ก่อนแล้ว และชอบระบบจัดการข้อมูลเพลงของ Roon ส่วนทางด้านคุณภาพเสียงนั้น กรณีที่เล่นไฟล์เพลง PCM ที่ไม่เกิน 24/192 และเล่นไฟล์ MQA เสียงที่ได้ก็ไม่ต่างกันมาก สูสีกัน..
ลองฟังอินพุตอะนาลอกด้วยโหมด ‘Analog direct’
ที่ช่องอินพุต Line 1, 2 และ Balanced ของ M66 ให้ไว้รองรับสัญญาณอะนาลอกจากภายนอก ประโยชน์ก็คือในกรณีที่คุณมี DAC ภายนอกที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า DAC ในตัว M66 หรือภาคขยายหัวเข็มภายนอกที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าภาคขยายหัวเข็มในตัว M66 และอยากจะนำมาใช้งานร่วมกับ M66 คุณก็สามารถเลือกใช้อินพุตใดอินพุตหนึ่งใน 3 อินพุตของ M66 ที่กล่าวมาข้างต้นได้เลย


ในภาพข้างบนนั้น ผมทดลองใช้ Roon nucleus+ เล่นไฟล์เพลงผ่าน DAC จากภายนอกสองตัวได้แก่ LAiV Audio รุ่น Harmony DAC กับ Ayre Acoustic รุ่น QB-9 DSD Twenty ป้อนสัญญาณอะนาลอกให้กับอินพุต Balanced ของ M66 แล้วเปิดใช้ฟังท์ชั่น ‘Analog direct’ ที่อินพุต Balanced ของ M66 (*ปรับผ่านแอพ BluOS) โดยที่ตัว QB-9 DSD Twenty สามารถเล่นไฟล์ DSF/DIFF ได้โดยตรงก็จะได้เสียงต่างไปอีกแบบ ในขณะที่ Harmony DAC จะรองรับเฉพาะสัญญาณ PCM แต่รับได้สูงกว่า 24/192 คือรับได้ถึง 352.8/384kHz และสามารถอัพแซมปลิ้งขึ้นไปได้สูงถึง 705.2/768kHz ซึ่งก็ให้เสียงต่างไปอีกแบบ ซึ่งหลังจากทดลองฟังดูแล้ว ผมพบว่า เมื่อเล่นไฟล์ที่มีสเปคฯ สูงๆ ผ่าน external DAC ทั้งสองตัวนั้น แล้วส่งเป็นสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์ฯ ไปให้อินพุต XLR ของ M66 จะได้คุณภาพเสียงโดยรวมออกมา “ดีกว่า” การเล่นไฟล์สเปคฯ สูงๆ ด้วยวิธี downconvert ไฟล์เหล่านั้นลงมาให้อยู่ในระดับที่ภาค DAC ในตัว M66 รับได้อยู่ประมาณ 20% ซึ่งก็ไม่ถือว่าสูงมาก คิดว่าถ้าต้องการอัพเกรดภาค DAC จากภายนอกที่ให้คุณภาพเสียงเหนือกว่าภาค DAC ในตัว M66 แบบขาดๆ ไปเลย ก็เห็นควรว่าน่าจะกระโดดไปถึง DAC ราคา 3-4 แสนเป็นอย่างต่ำ ถ้าใช้ระดับไม่เกินสองแสนจะไม่คุ้มค่ากับการอัพเกรด (*QB-9 DSD Twenty กับ Harmony DAC มีราคาอยู่ในระดับแสนต้นๆ)
สรุป
ผมรู้สึกเพลิดเพลินมากกับการทดสอบ M66 + M23 ครั้งนี้ และเมื่อได้ทำการแม็ทชิ่ง+เซ็ตอัพ+ปรับจูน M66 + M23 เข้ากับลำโพงจนลงตัวดีแล้ว หลังจากนั่งฟังเพลงไปแค่พักเดียว ผมก็ลืมไปเลยว่ากำลังฟังเสียงของเพาเวอร์แอมป์ที่ใช้ภาคขยาย class-D เหตุผลก็เพราะว่า คุณสมบัติหลายๆ อย่างของแอมป์คู่นี้มันดึงดูดและโน้มน้าวให้ผมมุ่งเข้าไปหารายละเอียดของเพลงที่ลงลึกกว่าที่เคย ลึกดิ่งลงไปถึงอรรถรสของเพลงอย่างรวดเร็วและจมอยู่ในห้วงของภวังค์ที่ไม่อยากจะเลิก ฟังเพลงนี้แล้วก็นึกอยากฟังเพลงโน้น เพลงนั้นตามมาเรื่อยๆ อยากจะบอกว่า NAD ‘M66 + M23’ คู่นี้ให้เสียงที่มีความเป็นดนตรีสูงมาก เสียงของมันฟังง่าย สะอาด ชัดเจน แจกแจงแต่ไม่ยัดเยียด มีเสน่ห์ดึงดูดให้ติดตามไปเรื่อยๆ อารมณ์คล้ายๆ ฟังเพลงด้วยแอมป์หลอดซิงเกิ้ลเอ็นด์ แต่มีพลังคล้ายแอมป์โซลิด class-A ที่มีแรงผลักมากพอเมื่อถึงช่วงที่ต้องดุดัน เป็นส่วนผสมที่ลงตัวพอดีจริงๆ !!!
ผมไม่ได้ใช้งานฟังท์ชั่น Dirac Live ของ M66 เลย เพราะชอบที่จะปรับจูนด้วยวิธีแมนน่วลมากกว่า อีกอย่างคือห้องฟังของผมสร้างขึ้นมา และปรับจูนสภาพอะคูสติกเพื่อการฟังเพลงกับระบบเสียงสเตริโอโดยเฉพาะอยู่แล้ว
ใครที่ยังไม่เคยฟังเสียงของแอมป์ที่ใช้ภาคขยาย class-D มาก่อน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ายังไม่เคยฟังเสียงของ NAD คู่นี้มาก่อนด้วย ผมขอแนะนำเป็นอันขาดให้ไปหาโอกาสทดลองฟังให้ได้ เพราะสิ่งที่ M66 + M23 ถ่ายทอดออกมาให้ได้ยินครั้งนี้มันไม่ใช่แค่ “เสียงที่ดี” แต่มันเป็นนวัตกรรมทางเสียงที่แตกต่างไปจากเสียงของแอมป์อื่นๆ ที่คุณเคยฟังมาทั้งหมด..!!!
********************
ราคา :
NAD M66 = 259,000 บาท / ตัว
NAD M23 = 135,000 บาท / ตัว
********************
นำเข้า/จัดจำหน่ายโดย :
บริษัท โคไน้ซ์ อิเล็คโทรนิค จำกัด
โทร. 02-276-9644
website: conice.co.th
facebook: @coniceelectronic



