มีความย้อนแย้งบางเรื่องเกิดขึ้นเสมอในทุกวงการ ยกตัวอย่างเช่นคำว่า “มาตรฐาน” ซึ่งเรามักจะใช้วัด “ความเป็นสากล” ของอุปกรณ์เครื่องเสียงโดยทั่วไป คือ แบรนด์ที่มีข้อมูลในส่วนต่างๆ เปิดเผยต่อสาธารณะในวงกว้าง ใครๆ ก็สามารถเข้าไปค้นหาข้อมูลเหล่านั้นได้โดยง่าย และมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ในสื่อต่างๆ อย่างทั่วถึง เหล่านี้ก็จะทำคนให้ทั่วไปมองว่าแบรนด์นั้นๆ น่าเชื่อถือ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า ความพร้อมสรรพของข้อมูลที่เปิดเผยในวงกว้างมีส่วนช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักเล่นฯ ด้วย
บางคนนั้นจะให้ความเชื่อถือมากเป็นพิเศษกับแบรนด์ที่มีความพร้อมในการให้ข้อมูลรอบด้าน ถึงขนาดเชื่อไปเลยว่าเสียงต้องดี เพราะมีทั้งข้อมูลโรงงานผลิต เทคโนโลยีที่ใช้ ยิ่งเป็นแบรนด์ที่มี know-how เป็นของตัวเอง คนส่วนใหญ่ก็จะยิ่งให้ความเชื่อถือมากขึ้นไปอีก ตรงข้ามกับแบรนด์ที่มีลักษณะดูเหมือนโปรเจค DIY ที่มักจะไม่ได้รับความเชื่อถือจากคนกลุ่มข้างต้น เพราะมองว่าไม่มีมาตรฐาน ไม่เป็นสากล ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว มุมมองข้างต้นก็มีส่วนถูกอยู่บางส่วน แต่ก็เหมารวมทั้งหมดไม่ได้ เพราะถ้ามีประสบการณ์คลุกคลีอยู่ในวงการเครื่องเสียงมานานพอจะรู้ว่า บางครั้ง ภาพลักษณ์ที่มองดูว่าอยู่ใน “มาตรฐานสากล” นั้นก็ไม่ได้การันตีว่า “คุณภาพเสียง” จะดีเสมอไป ในวงการนี้มีแบรนด์ผู้ผลิตจำนวนไม่น้อยที่มีลักษณะไม่เข้าองค์ประกอบของคำว่า “มาตรฐานสากล” ในแง่ของการดำเนินธุรกิจเลย แต่ในแง่ของคุณภาพเสียงของตัวผลิตภัณฑ์นั้นอยู่ในระดับที่หลายๆ คนที่มีโอกาสสัมผัสต่างก็ให้การยอมรับว่าดีกว่าค่าเฉลี่ยของเครื่องเสียงส่วนใหญ่ที่อยู่ในระดับ “มาตรฐานสากล” ทั้งหลายแหล่
อ๊ะ.. ถ้าภาพลักษณ์ทางธุรกิจไม่ได้อยู่ในระดับมาตรฐานสากล แล้วตัวเครื่องเสียงจะออกมาเสียงดีได้ยังไง.? ถ้าพูดถึง “คุณภาพเสียง” ปัจจัยสำคัญจะไปตกอยู่ที่ “คนออกแบบ” มากกว่าส่วนอื่น ถ้าคนออกแบบมีความเชี่ยวชาญและรู้ “เคล็ดลับ” ในการออกแบบและปรับจูนมากพอ ก็สามารถทำเครื่องเสียงที่มีคุณภาพเสียงดีๆ ออกมาได้ แม้ว่าภาพลักษณ์ทางธุรกิจของเครื่องเสียงแบรนด์นั้นจะไม่ได้อยู่ในระดับมาตรฐานสากลก็ตาม
จุดอ่อนของเครื่องเสียงประเภทที่เรียกว่า “ไม่ได้มาตรฐานสากล” ก็คือขาดการประชาสัมพันธ์ในวงกว้าง หลายๆ แบรนด์ให้เสียงที่ดีมาก เพราะคนออกแบบมีฝีมือ แต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้จัก จะค้นหาข้อมูลเพื่อทำความรู้จักก็ไม่มีข้อมูลให้ค้นหาอีก แบรนด์พวกนี้ทำตัวเหมือน “ช้างเผือก” ที่ชอบหมกตัวอยู่ในป่าลึก ไม่เสนอตัว ใครอยากได้ต้องรู้คุณค่าและต้องขวนขวายเข้าไปหามัน.!
LFD Audio แบรนด์นี้ก็เข้าข่าย “ช้างเผือก“
เป็นที่รู้กันว่า ถ้าเป็นเครื่องเสียงในกลุ่มของ “แอมปลิฟาย” ในแง่ของการออกแบบที่เน้นคุณภาพเสียง ต้องยกให้ประเทศที่อยู่ในเครือจักรภพอังกฤษ ซึ่งในอดีตมีแอมปลิฟายจำนวนมากที่มีจุดกำเนิดมาจากดินแดนแถบนั้น อาทิ Creek, Cyrus, LEAK, Audiolab, NAD, Rega, Naim Audio, Musical Fidelity และอีกมาก รวมถึง LFD ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย
LFD เป็นใคร.? ประเด็นนี้แหละที่ตรงกับเรื่องราวที่ผมเกริ่นถึงในตอนต้น คือถ้าคุณพยายามค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ LFD บนอินเตอร์เน็ต อากู๋จะพาคุณหลงเข้าไปในป่าหิมพานต์ ลัดเลาะวนเวียนอยู่ในนั้นโดยที่คุณแทบจะไม่เจอกับข้อมูลอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันเลย ให้ตายเถอะโรบิ้น.!! เว็บไซต์หลักของเขาเองคือ lfdaudio.com ก็ยังอยู่ระหว่างปรับปรุง (under condtruction) หลังจากวนเวียนในเขาวงกตอยู่พักใหญ่ๆ ผมก็พบกับชื่อของ Richard Bews คนนี้มีดีกรีเป็นด็อกเตอร์ แต่ด้านไหนไม่รู้ แหล่งที่ปรากฏชื่อของเขาระบุว่าคุณริชาร์ดคนนี้เป็นทั้งเจ้าของแบรนด์และเป็นคนออกแบบอินติเกรตแอมป์ LFD ตัวนี้ด้วย
Richard Bews คนนี้เป็นใครมาจากไหน.? จากข้อมูลที่เสาะหามาได้จากอินเตอร์เน็ตระบุว่า คุณริชาร์ด บริวส์คนนี้แกเป็นลูกศิษของโปรเฟสเซอร์ Hawksford ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง audio group ขึ้นมาเพื่อทำการค้นคว้าทางด้านการออกแบบอุปกรณ์เครื่องเสียง ซึ่งออดิโอ กรุ๊ปที่ว่านี้ดำเนินการอยู่ใน University of Essex ประเทศอังกฤษ ไม่แน่ใจว่าจะเป็นการอาศัยทรัพยากรของมหาวิทยาลัยมาใช้ในการค้นคว้าเรื่องเครื่องเสียงหรือเปล่า.?
Richard Bews กับโปรเฟสเซอร์ Hawksford ร่วมกับก่อตั้งแบรนด์ LFD (บางแหล่งระบุว่าย่อมาจากคำว่า Low Fuzzy Distortion) เมื่อ ปี 1987 ส่วนเรื่องราวที่เจาะลึกเกี่ยวกับแบรนด์ LFD Audio ผมค้นพบบทความที่คุณริชาร์ดแกให้สัมภาษณ์ไว้ในพื้นที่หนึ่ง ชื่อว่า audiophilewordpressdotcom พูดถึงแบรนด์ LFD Audio ของแกเองไว้ว่า “.. Ours is a deliberately small company, well funded and thriving . . . and based in England” บริษัทของเราตั้งอยู่ในประเทศอังกฤษ ซึ่งเราตั้งใจทำให้บริษัทของเราเป็นบริษัทขนาดเล็ก แต่ได้รับเงินทุนสนับสนุนอย่างดีนะและกิจการก็กำลังเจริญรุ่งเรืองด้วย
“.. We operate in the audiophile end rather than mass-market end of the industry and we deliberately keep a low profile. This is because every piece of LFD equipment is truly hand built – which means that production is not large and therefore every one of our models is subject to delivery delay varying from three weeks through to some months”
นั่นไง.! “.. เราดำเนินธุรกิจโดยมุ่งไปที่กลุ่มออดิโอไฟล์มากกว่าที่ไปทางตลาดแมสฯ และเราตั้งใจที่จะทำให้แบรนด์ของเรามีลักษณะที่เก็บเนื้อเก็บตัว (ประมาณว่าไม่ทำตัวให้หวือหวาดาราดัง ว่างั้น.!) ด้วยเหตุที่ว่า LFD เป็นแบรนด์ที่ผลิตด้วยมืออย่างแท้จริง ซึ่งก็หมายความว่าปริมาณผลผลิตของพวกเขาอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เกิดความล่าช้าในการจัดส่งตามออเดอร์อยู่เสมอ ความล่าช้าก็มีตั้งแต่สามอาทิตย์ไปจนถึงช้าเป็นเดือนๆ ก็มี”
สังเกตว่า คุณริชาร์ด แกเน้นคำว่า ‘deliberately keep a low profile’ จึงไม่แปลกใจเลยที่จะหาข้อมูลของแบรนด์นี้ได้ยาก เพราะพวกเขากลัวจะดังนั่นเอง.!! “Demand for our products is steady and usually comes about through word-of-mouth. We never advertise, we have no marketing department and therefore we happily ignore the PR circus that is so important to some makers when asking favours from audio magazines.” อ่าาา… นี่คือเหตุผลที่ชัดเจนจากปากของคุณริชาร์ดเองเลยว่า พวกเขาไม่มีแผนกพีอาร์และมาเก็ตติ้ง เพราะเขาตั้งใจจะทำธุรกิจแบบปาก–ต่อ–ปาก ปล่อยให้คุณภาพของตัวผลิตภัณฑ์ขายตัวของมันเอง แถมมีขู่ด้วยว่า เสิร์ฟช้านะ ถ้าอยากได้ก็ต้องทนรอ ไม่ง้อลูกค้าประมาณนั้น เพราะทำตัวแบบนี้ออเดอร์ก็ล้นจนผลิตไม่ทันขายแล้ว..!!! (เหมือนร้านอาหารเก่าแก่แถวๆ ตลาดเก่าเยาวราชเลยเนอะ.!)
มีข้อมูลจากแหล่งหนึ่งที่พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างด๊อกเตอร์ Richard Bews กับ Be Yamamura เจ้าของแบรนด์ A.R.T. กับ Yamamura Audio ประมาณว่าคุณริชาร์ด บริวส์แกให้ความนับถือคุณเบ ยามามูระ (บางที่ก็อ่านว่า ‘บี ยามามูระ‘) มาก ซึ่งคุณเบ ยามามูระคนนี้แกเป็นนักออกแบบลำโพงและอิเล็กทรอนิคที่จัดอยู่ในกลุ่ม DIYer จากประเทศญี่ปุ่น แกเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง ซึ่งคุณ Be Yamamura แกชอบแอมปลิฟายที่ออกแบบด้วยเทคนิค current source เป็นพิเศษ และเป็นคนที่เก่งในการปรับจูนเสียงด้วย เข้าใจว่าคุณริชาร์ด บิวส์แกน่าจะได้เคล็ดลับในการปรับจูนเสียงจากคุณเบ ยามามูระมาไม่น้อย
LFD Audio รุ่น NCSE HR
เพราะไม่มีข้อมูล “อย่างเป็นทางการ” ให้อ้างอิงนี่เอง บวกกับความคล้ายกันของตัวถังเครื่องแต่ละเวอร์ชั่น ทำให้การระบุรุ่นและเวอร์ชั่นของอินติเกรตแอมป์ LFD ตัวนี้ทำได้ยาก ตัวที่ผมได้รับจากผู้นำเข้าคือ SoundBox มาทดสอบตัวนี้ได้รับแจ้งว่าเป็นรุ่น ‘NCSE HR’ ซึ่งข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตบางแหล่งระบุว่า NCSE มาจากคำเต็มๆ ว่า ‘New Chassis Special Edition’ อันนี้ไม่ยืนยันว่าใช่หรือไม่

ตัวถังของ NCSE HR มาในทรงสี่เหลี่ยมแบนราบ มึความหนาแค่ 8 ซ.ม. ส่วนหน้ากว้างอยู่ที่ 43.5 ซ.ม. และลึก 36 ซ.ม. ซึ่งเป็นความกว้างและความลึกตามมาตรฐานเครื่องเสียงทั่วไป เมื่อมองจากภายนอกจะพบว่าตัวถังของ NCSE HR ก็มีขนาดและรูปลักษณ์ที่ไม่ได้ต่างไปจากอินติเกรตแอมป์ทั่วไป แต่ถ้ามีโอกาสสัมผัสด้วยมือตัวเองอย่างแรกที่รู้สึกได้คือ “น้ำหนัก” ของตัวเครื่องที่มากกว่าที่คะเนด้วยสายตามาก เมื่อลองเคาะลงไปที่แต่ละจุดบนตัวถังจะพบว่าไม่มีเสียงก้องๆ ออกมาเลย ตัวถังมันมีลักษณะที่ “แน่นหนา” มาก เป็นความแน่นหนาที่มีนัยยะต่างจากอินติเกรตแอมป์ทั่วไปที่มีรูปร่างและขนาดใกล้เคียงกันอย่างเห็นได้ชัด พิจารณาดูก็พอจะรู้ว่า ผู้ผลิตตั้งใจที่จะใช้วัสดุอะลูมิเนียมที่มีความหนามากเป็นพิเศษเพื่อลดโอกาสที่จะเกิดเรโซแนนซ์นั่นเอง (ตรงนี้น่าจะมีผลกระทบกับเสียงด้วย) การยึดโยงชิ้นส่วนตัวถังก็มีความแน่นหนามาก สัมผัสแล้วรู้สึกได้

นอกจากความแน่นหนาแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นเอกลักษณ์ของแอมป์ยี่ห้อนี้ซึ่งเกี่ยวโยงไปถึงแนวทางการออกแบบ นั่นคือ “ความเรียบง่าย” ซึ่งสังเกตได้ตั้งแต่ภายนอกที่ปรากฏบนแผงหน้าเครื่องที่มีฟังท์ชั่นใช้งานน้อยมาก พิจารณาแล้วมีเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น ซึ่งการควบคุมสั่งงานฟังท์ชั่นเหล่านั้นก็กระทำผ่านปุ่มหมุนแค่ 3 ปุ่ม ที่ติดตั้งอยู่บนแผงหน้าเท่านั้น
อินติเกรตแอมป์ตัวนี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำออกมาจำหน่ายในยุคนี้ แต่ไม่มีรีโมทไร้สายมาให้..!! เหตุผลของทางผู้ผลิตก็คือ ถ้าใส่วงจรรีโมทฯ เข้าไป จะทำให้เสียงด้อยลง.!!

ปุ่มแรกทางซ้ายมือสุดบนหน้าปัด (หันหน้าเข้าหาเครื่อง) เป็นปุ่มหมุนสำหรับใช้เลือกแหล่งอินพุต ปุ่มที่สองอยู่เกือบๆ กึ่งกลางของหน้าปัด ถัดมาทางขวามือของปุ่มแรกเป็นปุ่มที่ใช้เลือกฟังท์ชั่น Tape I/O กรณีที่ต้องการดึงสัญญาณเสียงจากภาคปรีฯ ออกไปบันทึกเสียงลงเทป ส่วนปุ่มที่สาม ถัดมาทางขวามือสุดของหน้าปัดคือปุ่มปรับวอลลุ่ม แต่ก่อนจะถึงปุ่มวอลลุ่มจะมีไฟ LED หนึ่งดวงกับสวิทช์ก้านโยกสีเงินๆ อันเล็กๆ อันหนึ่งคั่นอยู่ ซึ่งสวิทช์โยกที่ว่านี้จะทำหน้าที่เป็นสวิทช์เมนสำหรับเปิดและปิดการทำงานของตัวเครื่อง ถ้าโยกสวิทช์ไปทางซ้ายจะเป็นสั่ง “เปิดเครื่อง” เพื่อเตรียมใช้งาน ไฟ LED จะสว่างขึ้นเป็นสีฟ้า ถ้าโยกสวิทช์ไปทางขวาคือ “ปิดเครื่อง” เป็นการตัดไฟจากภายนอกไม่ให้เข้ามาที่ตัวเครื่อง จังหวะนี้ไฟ LED จะดับมืดลง
แผงหลัง

ความเรียบง่ายของการออกแบบมันสะท้อนมาถึงแผงหลังด้วย จากภาพด้านบนจะเห็นว่า บนแผงหลังของ NCSE HR มีส่วนประกอบหลักๆ ที่ติดตั้งมาให้ใช้งานแค่ 3 กลุ่ม เริ่มจาก 1 เป็นเต้ารับสำหรับหัวปลั๊กตัวเมียของสายไฟเอซี ให้มาแบบสามขาแยกกราวนด์ สามารถอัพเกรดใช้สายไฟคุณภาพสูงๆ ได้ ส่วนกลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มของช่องเสียบแจ็ค RCA ของสายสัญญาณสำหรับนำส่งสัญญาณมาจากแหล่งต้นทางภายนอกเข้ามาที่ NCSE HR ซึ่งมีให้เลือกใช้งานทั้งหมด 5 ชุด เรียงตัวติดกันนับจากขวามือสุดไปทางซ้าย 1-5 ส่วนช่องอินพุตลำดับที่ 6, 7 เป็นลูปสัญญาณอินพุต/เอ๊าต์พุตที่ใช้สำหรับการบันทึกเสียง กลุ่มที่สามทางขวามือสุดในภาพข้างบนคือขั้วต่อสายลำโพง ชุดบนสำหรับแชนเนลขวา (R) ส่วนชุดล่างสำหรับแชนเนลซ้าย (L)
การออกแบบภายใน

1. เต้ารับไฟเอซี กับหม้อแปลงเทอรอยด์
2. ภาคจ่ายไฟ
3. แผงวงจรหลักของภาคปรีฯ + ภาคขยาย
4. แผงวงจรที่รองรับอินพุต กับ Tape I/O
5. แผงวงจรสำหรับควบคุมการเลือกอินพุต และควบคุมการเลือก Tape I/O
6. ขั้วต่อเอ๊าต์พุตสำหรับสายลำโพง
ถ้าเปิดฝาครอบด้านบนของตัวเครื่องออกมา คุณจะยิ่งมองเห็นความหมายของคำว่า “ดีไซน์เรียบง่าย” ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น.! ซึ่งเชื่อเลยว่า ถ้าไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของแอมป์ตัวนี้มาก่อน และไม่เคยได้ลองฟังเสียงของแอมป์ตัวนี้มาก่อน มาได้ยินราคาขายและเห็นไส้ในของแอมป์ตัวนี้แล้ว ผมคิดว่าน่าจะทำใจยอมรับได้ลำบาก.! เพราะมองดูแล้วไส้ในของแอมป์ตัวนี้มันโล่งโจ้งมาก
จากที่เห็นในภาพข้างบนนี้ (ภาพจากเว็บไซต์ของ SoundBox ผู้นำเข้าแอมป์แบรนด์นี้) ถ้าเป็นคนที่พอจะมีความรู้ทางด้านวงจรหรือมีความรู้ในการออกแบบแอมป์มาบ้าง เห็นโครงสร้างการทำงานของแอมป์ตัวนี้แล้วน่าจะมีเครื่องหมายคำถามเกิดขึ้นในหัวมากมาย อย่างแรกที่ทำให้เกิดความสงสัยก็คือมองดูแล้ว ไม่แน่ใจว่าส่วนไหนของวงจรที่ทำหน้าที่เป็นภาคปรีแอมป์.? ซึ่งจากความเป็นไปได้ก็เดาว่าน่าจะรวมอยู่กับบอร์ดเพาเวอร์แอมป์ (หมายเลข 3) นะ แต่มันก็อดแปลกใจไม่ได้ เพราะว่าดูจากอุปกรณ์บนแผงวงจรเบอร์ 3 นั้น ผมว่า แค่ใช้สำหรับภาคเพาเวอร์แอมป์ที่ต้องจ่ายกำลังขับมากถึง 70W ต่อข้าง อุปกรณ์แค่นี้ก็ดูเหมือนจะน้อยไปซะด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับแอมป์ตัวอื่นๆ ที่เคยเห็นใส้ในมา
สังเกตการจัดอุปกรณ์บนบอร์ดหมายเลข 3 ก็พอจะมองเหห็นเค้าโครงของการแยกแชนเนลซ้าย–ขวาที่ชัดเจน แต่… แต่แผงวงจรมันเล็กไปมั้ย.??
ถ้าลองไล่เส้นทางของสัญญาณเสียงที่ถูกจัดไว้ในแอมป์ตัวนี้ เริ่มจาก 4 ซึ่งเป็นจุดที่สัญญาณอินพุตถูกลำเลียงเข้ามาถึงด่านแรกของตัวเครื่อง จากนั้น สัญญาณอินพุตจากช่องอินพุตที่ถูกเลือกใช้จะเดินทางมาที่ตำแหน่ง 5 ซึ่งเป็นซีเล็กเตอร์ที่ใช้เลือกแหล่งอินพุตผ่านสายแพร์เส้นแบนๆ สีเทาที่ลากยาวจากด้านหลังมาที่ปุ่มซีเล็กเตอร์ จากนั้น สัญญาณอินพุตที่ถูกเลือกใช้จะเดินทางต่อจากซีเล็กเตอร์ไปที่วอลลุ่มผ่านสายสัญญาณสีดำกับสีแดง หลังจากสัญญาณอินพุตถูกปรับระดับความเข้มของสัญญาณด้วยวอลลุ่มแล้ว มันจะถูกส่งไปที่แผงวงจรหลัก (หมายเลข 3) ผ่านสายสัญญาณที่หุ้มด้วยตาข่ายสีดำๆ แยกซ้าย–ขวาข้างละเส้น (อือมม… หรือว่าจะไม่มีภาคปรีฯ ใช้แค่วอลลุ่มไว้ลดเกนของสัญญาณอินพุตแล้วส่งเข้าไปที่ภาคเพาเวอร์แอมป์เลย.? หรือจะเรียกว่าเป็นปรีแอมป์แบบพาสซีฟได้มั้ย.?? )
มีอะไรประหลาดๆ อยู่อีกอย่าง สังเกตในภาพ ตรงส่วนที่ต่อจากแผงวงจรหลักเบอร์ 3 ไปที่ขั้วต่อสัญญาณเอ๊าต์พุต ที่ให้ไว้เชื่อมต่อกับสายลำโพง (หมายเลข 6) สังเกตเห็นว่า สายสัญญาณที่ใช้เชื่อมโยงระหว่างสัญญาณเอ๊าต์พุตจากภาคเพาเวอร์แอมป์บนแผงหมายเลข 3 กับขั้วต่อสายลำโพงที่เป็นขั้วบวก (สีแดง) มันมีรูปทรงแปลกๆ แบนๆ สีเทาๆ และมีสายสัญญาณเส้นสีแดงพันรอบไปถึงขั้วต่อสายลำโพง ไม่แน่ใจว่า เส้นแบนๆ สีเทาๆ นั้นคืออะไร.? และสัญญาณซีกลบที่ไปเชื่อมกับขั้วต่อสายลำโพงขั้วลบ (สีดำ) ก็มาจากคนละตำแหน่งกับสัญญาณซีกบวก แถมไม่มีแถบสีเทาๆ เหมือนกับซีกบวกด้วย..???
พิจารณาแบบคนที่พอรู้วงจรมาบ้างก็ต้องยอมรับเลยว่า ดีไซน์วงจรการทำงานของแอมป์ LFD ตัวนี้ไม่เหมือนอะไรที่เคยเห็น จำได้ว่าที่เคยเห็นออกแบบวงจรภายในโล่งๆ ง่ายๆ แบบนี้ก็มีแอมป์ของ Creek ซึ่งเนื้อในก็โล่งและใช้คอมโพเน้นต์น้อยชิ้นกว่าแอมป์ทั่วไปเหมือนกัน วงจรน้อยชิ้นแบบนี้มันจะมีแรงเหรอ.? ผมก็สงสัย ตอนทดลองฟังเสียงคงต้องวิเคราะห์กันอีกที..
ทดลองแม็ทชิ่ง
ความเรียบง่ายที่ปราศจากฟังท์ชั่นให้ทำการเซ็ตติ้งแบบ LFD ตัวนี้ก็ดีไปอย่าง แบบที่มีฟังท์ชั่นให้เซ็ตติ้งเยอะๆ ก็มีทั้งข้อดีและข้อด้อยในตัว ด้านดีคือให้ความยืดหยุ่นกับการแม็ทชิ่ง ส่วนข้อด้อยคือถ้าออกแบบไม่ดีก็จะมีผลข้างเคียงไปกระทบกับคุณภาพเสียง และการเซ็ตติ้งให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีกับแต่ละซิสเต็มก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายๆ สำหรับผู้ใช้แต่ละคนที่มีทักษะในการเซ็ตติ้งไม่เท่ากัน การที่ผู้ผลิตจัดการปรับจูนมาให้เสร็จแบบ LFD ตัวนี้ก็ถือว่าดี ช่วยลดภาระของผู้ใช้ลงได้มาก ให้ไปยุ่งแค่การแม็ทชิ่งภายนอกจำพวกเลือกลำโพง, เลือกสายลำโพง, สายไฟเอซี แค่นี้ก็ยุ่งพอแล้ว..
การแม็ทชิ่งทางสเปคฯ สำหรับ NCSE HR ตัวนี้พูดได้ว่า แทบจะตัดทิ้งไปได้เลย.! เพราะพวกเขาไม่ได้มีตัวเลขสเปคฯ อะไรมาให้เลย รู้แต่ตัวเลขกำลังขับที่ไปเจอมาจากการรีวิวของผู้ใช้คนหนึ่งที่อ้างว่าได้คุยกับคุณริชาร์ด บิวส์ระบุไว้ว่า 70W ต่อข้าง แค่นี้.! อ้าว.. แล้วจะเอาหลักการอะไรไปแม็ทชิ่งล่ะครับเนี่ย.?? ลองฟังอย่างเดียวครับ..!!!

จะรออะไรล่ะครับ.? ในห้องฟังของผมมีลำโพงอะไรอยู่ก็ยกออกมาทดลองจับคู่กับแอมป์ LFD ตัวนี้แล้วฟังเอาสถานเดียว หลังจากชุลมุนอยู่ในห้องนานเกือบเดือน ผมก็ได้ผลลัพธ์จากการทดลองฟังด้วยลำโพง 3 คู่มาเล่าสู่กัน ซึ่งพอจะชี้ให้เห็นถึง “บุคลิกเฉพาะตัว” ของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ได้ชัดเจนพอสมควร

เป็นธรรมเนียมของผมที่จะใช้วิธีแม็ทชิ่งแอมป์ด้วยลำโพงที่มีระดับราคาต่างกันเป็นลำดับชั้น ซึ่งถ้าสามารถหาลำโพงมาทดลองฟังได้สัก 2-3 ระดับราคา จะทำให้การประเมินคุณลักษณะเสียงและคุณภาพเสียงของแอมป์ที่ทดสอบได้ผลออกมาแม่นยำมากขึ้น ซึ่งคราวนี้ผมได้ลำโพง Audio Physic รุ่น Classic 8 (REVIEW) มาร่วมจับคู่กับ NCSE HR ในยกแรก เพราะ Classic 8 มีราคาต่ำที่สุด (ไม่เกิน 100,000 บาท/คู่) ในจำนวนลำโพงทั้ง 3 คู่ที่ผมใช้ทดลองฟังกับแอมป์ LFD ตัวนี้ ซึ่งสเปคฯ ของ Classic 8 ถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ ไม่โหดมาก ความไวอยู่ที่ 89dB วัดที่อิมพีแดนซ์ 4 โอห์ม แนะนำกำลังขับอยู่ระหว่าง 25-150W ต่อข้าง

คู่ที่สองเป็นลำโพงวางขาตั้ง สองทาง รุ่น The One ของแบรนด์ Totem Acoustics ซึ่งเป็นลำโพงที่ผมใช้เป็นลำโพงอ้างอิงส่วนตัวมานาน คู่นี้มีราคาอยู่ที่ 125,000 บาท (ราคาเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว) ถ้าจะถามถึง “ความไว” ก็ต้องบอกว่า The One โหดกว่า Classic 8 อยู่นิดหน่อย เพราะ The One มีความไวอยู่ที่ 87dB ต่ำกว่า Classic 8 อยู่สองดีบี โดยวัดที่อิมพีแดนซ์ 4 โอห์ม เท่ากัน
ลำโพงคู่ที่สามที่ผมใช้ทดสอบ NCSE HR เป็นของ Usher Audio รุ่น UA-50 ราคาคู่ละ 220,000 บาท (REVIEW) ซึ่งถ้ามองที่ราคาแล้ว UA-50 จะอยู่ในระดับสูงสุดในจำนวนทั้ง 3 คู่ที่ผมเอามาทดสอบร่วมกับแอมป์ของ LFD ในครั้งนี้ แต่ถ้าพิจารณาจากสเปคฯ แล้วดูว่า UA-50 จะขับง่ายกว่า Classic 8 และ The One ซะด้วยซ้ำไป เพราะมันมีความต้านทานอยู่ที่ 8 โอห์ม ส่วนความไวเท่ากับ The One คือ 87dB
นอกจากลำโพงทั้ง 3 คู่แล้ว สำหรับอุปกรณ์อื่นที่ใช้ทดสอบ LFD NCSE HR ในครั้งนี้ก็มี Roon nucleus+ ร่วมกับ dCS LINA Network DAC + LINA Clock (REVIEW) โดยผ่านทางอินพุต Network สลับกับ Ayre Acoustics QB-9 DSD Twenty (ใช้อินพุต USB) ทำหน้าที่ร่วมกันเป็นแหล่งต้นทางสัญญาณ โดยสตรีมไฟล์เพลง PCM และ DSD จาก NAS และจาก TIDAL ส่วนสายสัญญาณจากเอ๊าต์พุตของ DAC ทั้งสองตัวไปเข้าที่อินพุตหมายเลข 1 ของ NCSE HR เป็นสายของ Life Audio รุ่น Gold MK II ติดหัว RCA ยาว 7 เมตร ส่วนสายลำโพง ผมใช้ของ Purist Audio Design รุ่น Aqueous Aureus ตลอดทั้งการทดสอบกับลำโพงทั้งสามคู่นี้ ที่เลือกใช้สายลำโพงตัวนี้ก็เพราะว่ามันเป็นสายลำโพงที่มีบุคลิกเสียงที่เป็นกลางในแง่โทนัลบาลานซ์ที่แม็ทกับโทนเสียงของสายสัญญาณ Gold MK II ของ Life Audio พอดีๆ คือพอมันทั้งคู่ทำงานร่วมกัน จะทำให้ได้ความถี่ในย่านทุ้ม-กลาง–แหลมออกมาในปริมาณที่ใกล้เคียงกัน เรียกว่าโทนัลบาลานซ์สมดุลตลอดย่าน ไม่มีย่านใดเด่นเกินกัน วางใจได้ในแง่ความราบเรียบของความถี่ตอบสนอง เมื่อเอาไปใส่ในซิสเต็มไหน ถ้าเสียงออกมาหนักแหลมหรือหนักทุ้ม สรุปได้เลยว่า ต้นเหตุมีอยู่ 2 ทาง ไม่เป็นที่ต้นทางคือแอมป์ก็เป็นที่ปลายทางคือลำโพง ซึ่งผมใช้สายสัญญาณ Gold MK II ของ Life Audio ร่วมกับสายลำโพงของ Purist Audio Design ตัวนี้เป็นคู่สายอ้างอิงในการทดสอบอยู่บ่อยๆ จึงคุ้นกับโทนเสียงของสายสัญญาณ+สายลำโพงคู่นี้ดี
ผลการแม็ทชิ่งกับลำโพงทั้งสามคู่
หลังจากได้ัฟังเสียงของแอมป์ LFD ตัวนี้สลับกันจับกับลำโพงทั้งสามคู่เพื่อทดสอบประสิทธิภาพในแง่ “ความสามารถในการขับลำโพง” ของ NCSE HR ตัวนี้ มันทำให้ผมรู้สึกประหลาดใจกับตัวเลข 70W ต่อข้างของมันมาก ประกอบกับตัวถังที่แบนบางและแผงวงจรภายในที่น้อยนิดนั้น เห็นแล้วก็ยิ่งทำให้คิดไปเองว่ากำลังขับไม่น่าจะดี กำลังสำรองก็น่าจะน้อยนิดไปตามลักษณะของตัวเครื่องแน่ๆ แต่ที่ไหนได้ พอได้ฟังเสียงแล้วบอกตรงๆ ว่า “ทึ่ง” และ “อึ้ง” ไปพร้อมกัน.!!
ในจำนวนลำโพงทั้ง 3 คู่ที่ใช้ทดสอบ NCSE HR ครั้งนี้ โทเท็ม The One จะเป็นตัวที่โหดกับแอมป์มากที่สุด ถ้าแอมป์มี “กำลังขับ” ไม่ถึง จะไม่สามารถขุดเอาแบนด์วิธและไดนามิกของเสียงออกมาจาก The One ได้อย่างหมดเปลือก สังเกตได้ที่เบสจะอั้นๆ และกลาง–แหลมจะจัด แต่พอมาจับคู่กับอินติเกรตแอมป์ LFD ตัวนี้ ผมพบว่า มัน (NCSE HR) สามารถขุดความถี่เสียงออกมาจาก The One ได้อย่างหมดจดมาก ตั้งแต่แหลมลงไปถึงทุ้มถูกนำเสนอออกมาได้อย่างสวยงาม เปิดกระจ่าง แผ่กว้าง และระริกระรี้ ซึ่งที่ผ่านๆ มาก็พอจะมีแอมป์ที่มี “กำลังขับ” อยู่ระหว่าง 60 – 80W ที่ทำแบบ NCSE HR ตัวนี้ได้อยู่เหมือนกัน แต่ที่ผมบอกว่าน่าทึ่งมากสำหรับอินติเกรตแอมป์ของ LFD ตัวนี้ก็คือว่ามันสามารถ “ตรึง” ทุกเสียงที่อยู่ในเพลงที่ฟังให้แนบแน่นอยู่กับที่กับทางได้อย่างสนิทนิ่งมาก.! ซึ่งบอกเลยว่า แอมป์ตัวไหนที่สามารถควบคุมมิติเสียงของ The One ให้แผ่และนิ่งตรึงได้ขนาดนี้จะต้องเป็นแอมป์ที่มี “กำลังสำรอง” ที่มากพอเท่านั้น ประเด็นนี้นี่แหละที่ทำให้ผมรู้สึกทึ่งกับอินติเกรตแอมป์ที่มีกำลังขับแค่ 70W ตัวนี้ คือทึ่งว่ามันไปเอากำลังสำรองมาจากไหน.? (มันเป็นแค่อินติเกรตฯ ด้วยนะ.. อย่าลืม!)
พอผ่านด่าน Totem ‘The One’ ไปได้แบบนี้ ที่เหลืออีกสองคู่คือ Audio Physic ‘Classic 8’ กับ Usher Audio ‘UA-50’ ก็หมูๆ แล้ว ตอนขับ Classic 8 เสียงออกมาเต็มๆ ซึ่ง NCSE HR สามารถแสดงจุดเด่นของ Classic 8 ออกมาให้เห็นแบบชัดหูชัดตา ความโดดเด่นเหนือลำโพงอื่นในระดับราคาพอๆ กันในแง่ของโทนัลบาลานซ์ที่ติด dark นิดๆ ของ Classic 8 ถูก NCSE HR ตัวนี้คลี่คลายออกมาตามนั้นไม่ผิดเพี้ยน กลางลงไปถึงเบสออกมาดีมากล้ำเกินหน้าลำโพงในระดับราคาใกล้เคียงกันไปพอสมควร ส่วนตอนขับ UA-50 ในแง่คุณภาพเสียงที่ออกมาก็กระโดดขึ้นไปอีกขั้น ในขณะที่บุคลิกเฉพาะตัวของ Usher Audio ‘UA-50’ ที่โดดเด่นมากในแง่ของการแจกแจงรายละเอียดของเสียงในย่านตั้งแต่แหลมลงมาจนถึงทุ้มตอนกลางที่แทบจะพูดได้ว่า ถึงขั้นชำแหละลงไปทุกขุมขน ก็ถูก NCSE HR ตัวนี้คลี่คลายออกมาได้อย่างเที่ยงตรงตามนั้น ไม่ผิดโทน.!
สรุปว่า LFD ‘NCSE HR‘ ขับลำโพงคู่ไหนออกและไม่ออกบ้าง.? ในจำนวนลำโพงทั้งสามคู่ที่เอามาทดสอบกับมันครั้งนี้ หลังจากได้ลองฟังจนมั่นใจแล้ว ขอฟันธงตรงๆ เลยว่า อินติเกรตแอมป์รุ่น NCSE HR ของ LFD ตัวนี้สามารถขับดันเสียงของลำโพงทั้ง 3 คู่ออกมาได้เต็มที่ ได้ผลทางเสียงออกมาในระดับที่น่าพอใจอย่างยิ่ง.! (*ที่สุดของลำโพงทั้งสามคู่อยู่ตรงไหนบอกไม่ได้ แต่ที่ NCSE HR ตัวนี้ขุดออกมาให้ได้ยินก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจมากแล้ว)
จากการทดสอบ พบข้อสังเกตอย่างหนึ่ง เนื่องจากคุณสมบัติทางสเปคฯ ของลำโพงทั้ง 3 คู่ที่แตกต่างกัน มีผลกับ “ปริมาณวอลลุ่ม” ของ NCSE HR ที่ปรับใช้กับลำโพงทั้งสามคู่ที่ต่างกัน สำหรับ The One จะใช้ปริมาณวอลลุ่มของ NCSE HR อยู่ระหว่าง 11 โมงถึงบ่ายสอง ในขณะที่ Classic 8 กับ UA-50 จะใช้วอลลุ่มต่ำกว่า ระดับการปรับใช้วอลลุ่มจะอยู่ระหว่าง 9 โมงถึง 11 โมง โดยที่ Classic 8 จะใช้วอลลุ่มน้อยกว่า UA-50 นิดหน่อย (*เปรียบเทียบที่ระดับความดังโดยรวมของเพลงออกมาพอๆ กัน ซึ่งเป็นระดับความดังที่ทำให้ได้ยินราละเอียดของเสียงครบถ้วนมากที่สุด)
สรุปการใช้งาน และลักษณะ+คุณภาพเสียงโดยรวมของ LFD NCSE HR
หลังจากทดลองฟังมาจนถึงบรรทัดนี้ ผมก็พอจะมองเห็นแนวทางการออกแบบของแอมป์ตัวนี้ที่เด่นชัดมากขึ้น พอจะคาดเดาได้ว่าคุณริชาร์ด บิวส์แกคิดอะไร ภาคปรีฯ ของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ถูกออกแบบมาด้วยแนวคิดที่พยายามหลีกเลี่ยงที่จะเข้าไป “แตะต้อง” สัญญาณอินพุตให้น้อยที่สุด จากทางเดินวงจรจึงเห็นว่าแทบจะไม่มีวงจรอะไรเลยตรงส่วนของปรีแอมป์ ซึ่งทางตัวแทนฯ แจ้งว่าภาคปรีฯ ของ NCSE HR ทำงานในโหมดพาสซีฟ ซึ่งก็ยิ่งสนับสนุนให้เห็นถึงแนวทางการออกแบบของแอมป์ตัวนี้ที่ชัดเจนมากขึ้น
ในยุคที่ gain ของแหล่งต้นทางอย่างพวก DAC ในปัจจุบันมีความแรงของเอ๊าต์พุตที่สูงขึ้นกว่าในยุคอะนาลอกมาก เพราะสัญญาณเสียงจากแหล่งดิจิตัลมันให้ S/N ratio อยู่ในระดับที่สูง เพราะน้อยซ์ต่ำ จึงแทบจะไม่ต้องการอัตราขยายจากภาคปรีแอมป์เข้ามาช่วยเหมือนสมัยก่อน นี่คือเหตุผลที่คุณริชาร์ด แกเลือกที่จะออกแบบให้ภาคปรีฯ ทำงานแบบพาสซีฟ เพื่อรักษา “ความบริสุทธิ์” ของเนื้อสัญญาณอินพุตเอาไว้ให้มากที่สุดนั่นเอง ซึ่งเป็นรูปแบบของดีไซน์ที่ทำให้หลุดพ้นจากคำว่า “ฟังเสียง” เข้าสู่ประสบการณ์ของการ “ฟังเพลง” อย่างเต็มที่.!

อัลบั้ม : My Love (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Salena Jones
สังกัด : JVC (xrcd24)

อัลบั้ม : My Love (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Salena Jones
สังกัด : JVC (CD Layer From SACD)
อัลบั้มชุด My Love เป็นงานเพลงที่ทำให้ชื่อของ Salena Jones ได้รับความนิยมและเป็นที่ชื่นชอบของนักฟังเพลงในประเทศญี่ปุ่น เคยมีนักวิจารณ์เครื่องเสียงของสำนักสื่อต่างประเทศพูดถึงอัลบั้มนี้ไว้ว่า เวอร์ชั่นที่รีมาสเตอร์ด้วยเทคนิค xrcd24 เป็นเวอร์ชั่นของฟอร์แม็ต CD ที่ให้เสียงออกมาดีกว่าเวอร์ชั่นอื่นๆ ที่เคยทำออกมา เขาว่าเวอร์ชั่น xrcd24 ให้เนื้อเสียงที่อิ่มเข้ม ตัวเสียงมีมวลที่หนาแน่นมาก เป็นหนึ่งในอัลบั้มที่รีมาสเตอร์ด้วยเทคนิค xrcd แล้วให้เสียงออกมา “ดีกว่า” เวอร์ชั่นที่ทำมาสเตอร์แบบทั่วไป “อย่างชัดเจน” คือมีแต่ผลลัพธ์ด้านบวก ไม่มีผลลัพธ์ด้านลบที่เป็นผลข้างเคียงที่เกิดจากเทคนิค xrcd เหมือนที่เกิดกับบางอัลบั้ม
ผมซื้อแผ่นซีดีของอัลบั้มนี้ที่เป็นเวอร์ชั่น xrcd24 มาฟังอยู่นานหลายปีแล้ว ตั้งแต่ฟังจากเครื่องเล่นซีดีจนมาถึงริปเป็นไฟล์ WAV ฟังผ่านสตรีมเมอร์อย่างทุกวันนี้ ก็ยอมรับว่าเสียงของซีดีแผ่นนี้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก แตกต่างจากมาตรฐานของแผ่นซีดีทั่วไป แต่ยังไม่เคยเทียบกับอัลบั้มเดียวกันที่เป็นเวอร์ชั่นซีดีธรรมดาเลย เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ผมไปเห็นอัลบั้มนี้ทำออกมาเป็นเวอร์ชั่น SACD แบบ dual layer คือมีทั้งสัญญาณ PCM 2 ch และ DSD 2 ch อยู่บนแผ่นเดียวกัน (แต่คนละชั้นข้อมูล) ผมเลยซื้อมาแล้วริปออกมาเป็นสัญญาณ PCM 16/44.1 ฟอร์แม็ตไฟล์ WAV กับริปเป็นสัญญาณ DSD ฟอร์แม็ตไฟล์ DSF64 แล้วลองเอาไฟล์เพลง WAV 16/44.1 มาฟังเทียบกับไฟล์ WAV 16/44.1 ที่ผมริปมาจากแผ่นซีดีเวอร์ชั่น xrcd24 ที่อยู่ใน NAS ของผม
ก่อนหน้านี้ผมฟังเทียบแล้วพบว่า ไฟล์ WAV 16/44.1 ที่ริปมาจากแผ่นซีดีเวอร์ชั่น xrcd24 ให้เสียงที่เข้มหนากว่าไฟล์ WAV 16/44.1 ที่ริปมาจากชั้น CD ของแผ่น SACD ค่อนข้างชัด แต่มาวันนี้ พอผมเปิดเพลง ‘My Love’ จากไฟล์เพลง WAV 16/44.1 ที่ริปมาจากแผ่น xrcd24 ผมรู้สึกได้ถึงความแตกต่างจากที่เคยฟังอัลบั้มนี้ที่ผ่านมา คือเสียงมันออกมาเข้มข้นมาก.!! มากผิดกว่าทุกครั้งที่เคยฟังมา..!!! ทั้งเสียงร้อง เสียงเบส และเสียงเครื่องดนตรีทั้งหมดในเพลงมันมีความ “ควบแน่น” ของมวลเสียงปรากฏออกมาให้รับรู้ได้อย่างชัดเจน ผมลองเปลี่ยนไปฟังอีกเวอร์ชั่นที่ผมริปมาจากชั้น CD ของแผ่น SACD เทียบกัน ก็พบว่า เสียงโดยรวมสู้เวอร์ชั่น xrcd24 ไม่ได้เหมือนที่เคยเทียบมาแล้วนั่นแหละ แต่ที่แปลกคือครั้งนี้ผมพบว่า แม้ว่าเสียงของเวอร์ชั่นที่ผมริปมาจากชั้น CD ของแผ่น SACD จะสู้เวอร์ชั่น xrcd24 ไม่ได้ แต่ก็ยังฟังดีกว่าครั้งก่อนๆ ที่เคยฟังมา.. เอ๊ะ.! เกิดอะไรขึ้น .??
หลังจากผมทดลองฟังเพลงอื่นอีกหลายๆ เพลง ผมก็พบว่า เพลงที่ผมคุ้นหูเหล่านั้นมีลักษณะ “บางอย่าง” ที่ต่างไปจากที่เคยฟัง ซึ่งความแตกต่างที่เกิดขึ้นกับเพลงเหล่านั้นมันเป็นไปในลักษณะเดียวกับที่เกิดขึ้นกับอัลบั้มชุด My Love ของ Salena Jones นั่นเอง คือทุกเพลงจะมีเนื้อมวลของเสียงที่มีลักษณะเข้มข้นมากกว่าที่เคยฟัง ซึ่งผมคิดว่า สาเหตุที่ทำให้มวลเสียงออกมาเข้มข้นแบบนั้นน่าจะเป็นเพราะเกนของสัญญาณอินพุตมันถูกขยายออกมาเต็มๆ ไม่ถูกทำให้เจือจางลงไปด้วยภาคปรีแอมป์ที่ซับซ้อนนั่นอง ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่ผู้นำเข้าแจ้งว่า ภาคปรีฯ ของอินติเกรตแอมป์ LFD ตัวนี้เป็นวงจรพาสซีฟ ไม่มีวงจรขยายด้วยไฟฟ้าเข้ามายุ่งเลยทำให้เนื้อสัญญาณอินพุตยังคงความสดและเกนก็ไม่ตก ซึ่งภาคปรีแอมป์ที่ประกอบด้วยวงจรฟิลเตอร์จำนวนมากและมีการขยายเกนด้วยวงจรไฟฟ้าเพื่อชดเชยเกนที่หายไปกับวงจรฟิลเตอร์ก่อนส่งให้ภาคเพาเวอร์แอมป์จะทำให้เสียงมีลักษณะที่สว่างจ้าและติดแห้ง
เมื่อไม่มีอัตราขยายที่ภาคปรีฯ แสดงว่าที่ภาคเพาเวอร์แอมป์จะต้องใช้อัตราขยายสูงมาก เสียงที่ออกมาจึงสามารถเอาชนะโหลดของลำโพงได้ ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่ต้องมีการคัดเกรดอุปกรณ์แต่ละชิ้นกันอย่างละเอียด และไม่แปลกใจที่ทราบมาว่า แอมป์แต่ละตัวของ LFD จะถูกผลิตด้วยมือภายใต้การควบคุมของคุณริชาร์ดอย่างใกล้ชิด เพราะแอมป์ที่ใช้อัตราขยายสูงมากๆ นอกจากจะต้องพิถีพิถันในการคัดอุปกรณ์และการประกอบแล้ว ในการออกแบบระบบกราวนด์ก็ต้องให้ความละเอียดในการออกแบบด้วยเช่นกัน ซึ่งคุณริชาร์ดแกใช้การออกแบบระบบกราวนด์สำหรับอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ด้วยวิธีโยงกราวนด์ทั้งหมดไปไว้ ณ จุดเดียวกัน ตามรูปแบบที่เรียกว่าเทคนิค ‘star ground’ ซึ่งมีผลช่วยลดสัญญาณรบกวนของระบบลงไปได้มาก ซึ่งเป็นการเพิ่มเกนสัญญาณอีกทางหนึ่งคือทำให้สัดส่วนของสัญญาณเสียงต่อสัญญาณรบกวน (หรือ S/N ratio) อยู่ในระดับที่สูง ซึ่งนี่แหละคือสาเหตุที่ทำให้เสียงของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้มีความเข้มข้นสูง
นอกจากเนื้อมวลที่เข้มข้นแล้ว ผมยังพบว่า ทุกเพลงที่ลองฟังผ่านแอมป์ LFD ตัวนี้มันมีอัตราสวิงของไดนามิกที่กว้างขึ้นกว่าที่เคยฟังด้วย โดยเฉพาะช่วงที่เป็นการย้ำเน้นตอนลงจังหวะจะรู้สึกได้ถึง “น้ำหนัก” ของหัวโน๊ตที่นักดนตรีแต่ละคนกระทำลงไปกับเครื่องดนตรีที่พวกเขาเล่น ตรงนี้มีผลให้การฟังจับ “จังหวะเพลง” ทำได้ง่ายขึ้น ประกอบกับสปีดในการตอบสนองกับสัญญาณทรานเชี้ยนต์ที่ฉับไว (เป็นจุดเด่นของภาคปรีฯ แบบพาสซีฟ) ซึ่งคุณสมบัติทั้ง 2 ข้อนี้ของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้มีผลมากกับ “ความเป็นดนตรี” ของทุกเพลงที่ฟัง เพราะทรานเชี้ยนต์ที่แม่นยำมันทำให้ “ไทมิ่ง” ของเพลงดำเนินไปตามจังหวะได้อย่างถูกต้องตลอดเวลา ไม่ว่าจะฟังเพลงช้าหรือเพลงเร็ว อารมณ์ของเพลงก็จะถูกถ่ายทอดออกมาให้สัมผัสได้อย่างที่ศิลปินต้องการสื่อทุกอย่าง

อัลบั้ม : Always On My Mind (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Willie Nelson
สังกัด : CBS

อัลบั้ม : Another Time, Another Place (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Jennifer Warnes
สังกัด : Impex Records (IMP8317)
ในการทดสอบอุปกรณ์เครื่องเสียงทุกชิ้น สิ่งที่ผมต้องทำเสมอก็คือ ทดลองฟัง “ความต่อเนื่องลื่นไหลของเสียงกลาง” ซึ่งโดยส่วนตัวผมจะให้คะแนนค่อนข้างสูงกับอุปกรณ์เครื่องเสียงที่สามารถถ่ายทอดเสียงร้องหรือเสียงบรรเลงเดี่ยวของเครื่องดนตรีที่ฟังแล้วดึงดูดอารมณ์ให้จดจ่ออยู่กับเสียงนั้นได้นานๆ ซึ่งบอกเลยว่า ไม่ใช่เรื่องง่าย
ผมใช้เสียงร้องของ Willie Nelson จากเพลง ‘Bridge Over Troubled Water’ ในอัลบั้มชุด Always On My Mind กับเสียงร้องของ Jennifer Warnes จากเพลง ‘Tomorrow Night’ ในอัลบั้มชุด Another Time, Another Place ในการทดสอบคุณสมบัติทางด้าน “ความต่อเนื่องลื่นไหลของเสียงกลาง” ของอินติเกรตแอมป์ LFD ตัวนี้ ซึ่งหลังจากฟังทั้งสองเพลงนี้จบแล้ว ผมอยากจะพูดว่า นี่คืออินติเกรตแอมป์ที่ให้เสียงร้องที่มีความลื่นไหลมากที่สุดตัวหนึ่งเท่าที่ผมเคยฟังมา.! เสียงร้องของนักร้องทั้งสองคนนั้นออกมา real มาก.! ฟังแล้วมันให้ความรู้สึกเหมือนกำลังฟังเสียงของคนร้องจริงๆ ทั้งท่วงจังหวะในการถ่ายทอดคำร้องออกมาแต่ละคำที่ลงตัวสอดคล้องไปกับจังหวะของดนตรีที่เหมาะเหม็ง ไม่ช้าและไม่เร็วเกินไป นอกจากนั้น ผมยังได้ยินรายละเอียดที่นักร้องทั้งสองคนนั้นกระทำตอนจะปล่อยคำร้องแต่ละคำออกมาด้วย มันเป็นรายละเอียดที่ลงลึกไปถึงระดับไมโคร ซึ่งทำให้แต่ละเสียงมีลักษณะของความ “เหมือนจริง” เจืออยู่ตลอดเวลาที่เพลงดำเนินไป คือไม่ใช่แค่เสียงร้องเท่านั้น แต่รวมถึงเสียงเครื่องดนตรีทุกชิ้นที่รวมอยู่ในเพลงนั้นด้วย
พอได้ลองฟังเสียงของแอมป์ตัวนี้แล้วหวนกลับไปพิจารณาแนวทางการออกแบบแอมป์ตัวนี้อีกที จะเข้าใจถึงสิ่งที่คุณริชาร์ดแกวางแนวทางการออกแบบไว้ได้ชัดเจนมากขึ้น คุณอาจจะสงสัยว่า ในเมื่อภาคปรีฯ เป็นพาสซีฟ ก็แสดงว่าไม่มีการปรับแต่งสัญญาณใดๆ เลย.? แล้วพวกเขาจะทำให้ได้คุณภาพเสียงที่ดี ปราศจากความเพี้ยนได้อย่างไร.??
“.. LFD Audio believe that audio amplifiers can be most easily optimized if the basic amplifier topology is kept as simple as possible. Feedback is generally kept to a minimum, provided the distortion is sensibly low. They don’t accept that very low distortion produces subjective improvements.”
จากข้อความตรงนี้ยืนยันว่าพวกเขาเลือกใช้วิธีการออกแบบวงจรขยายที่เรียบง่ายมากๆ บวกกับใช้ feedback ให้อยู่ในระดับต่ำที่สุด ซึ่งมีผลทำให้ความเพี้ยนอยู่ในระดับที่ต่ำมากอยู่แล้ว (เหมือนต้องการจะสื่อว่า ไม่จำเป็นต้องใช้วงจรฟิลเตอร์เข้ามาแก้ไขความเพี้ยนโดยไม่จำเป็น) เพราะพวกเขา “ไม่เชื่อ” ว่า ความพยายามลดความเพี้ยนให้อยู่ในระดับที่ต่ำลงไปมากๆ จะเป็นการทำให้เสียงดีขึ้นอย่างมีนัยยะ..
“.. Actually it’s preferable to have slightly higher total harmonic distortion that possesses higher levels of lower level harmonics, compared to a lower figure made up from higher harmonics. Also it’s important to have well-designed signal routing and earthling combined with the best selection of high quality passive components.” ท่อนแรกของข้อความนี้จะทำความเข้าใจยากนิดนึง แต่พอจะสรุปได้ว่า พวกเขาใช้แนวคิดคล้ายๆ แอมป์หลอด คือมีความเชื่อว่า ถ้าปล่อยให้มีความเพี้ยนฮาร์มอนิกรวม (THD) สูงนิดๆ จะเป็นผลดีต่อเสียงมากกว่า รวมถึงความสำคัญในการจัดเส้นทางเดินของสัญญาณและระบบกราวนด์ ผนวกกับการคัดสรรพาสซีฟคอมโพเน้นต์ที่มีคุณภาพสูงมาใช้ในวงจร
เมื่อตัวแอมป์ถูกออกแบบให้มีความบริสุทธิ์สูง (transparent) ไม่พยายามที่จะไปยุ่งกับสัญญาณอินพุตให้มาก ไม่มีการกรองและลดการกัก แต่ในขณะเดียวกัน สัญญาณอินพุตที่จะถูกส่งไปที่เอ๊าต์พุตก็ต้องมีเกนที่แรงพอที่จะสู้กับโหลดของลำโพงได้ ด้วยเหตุนี้ ภาคเพาเวอร์แอมป์จึงต้องใช้อัตราขยายสูงๆ ซึ่งแบบนี้ก็แน่นอนว่า “คุณภาพของสัญญาณต้นทาง” ที่ส่งเข้ามาทางอินพุตของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้จะมีผลโดยตรงต่อคุณภาพเสียงโดยรวมที่จะได้ออกมาจากแอมป์ตัวนี้
จากการทดสอบด้วยการฟังเทียบกันระหว่าง external DAC สามชุด เริ่มจากของ Bluesound รุ่น New NODE (ราคาประมาณสามหมื่นบาท) มาที่ Ayre Acoustics รุ่น QB-9 DSD Twenty (ราคาประมาณ 99,000 บาท) และตบท้ายด้วย dCS รุ่น LINA Network DAC + LINA Clock (ชุดนี้ราคาประมาณแปดแสนกว่าบาท) ผมพบว่า เสียงที่ได้ผ่าน NCSE HR ออกมามันขยับไปตามราคาของ external DAC ที่เป็นต้นทางอย่างชัดเจน ยิ่งใช้แหล่งต้นทางที่มีคุณภาพสูงๆ เสียงของ NCSE HR ก็จะยิ่งขยับสูงขึ้นไปตามลำดับ ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่สนับสนุนการวิเคราะห์ข้างต้น
สรุป
คำว่า “มาตรฐานสากล” สำหรับอุปกรณ์เครื่องเสียงโดยทั่วไปหมายถึงมาตรฐานในแง่ของการเผยแพร่ข้อมูลเพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์ซึ่งมีการกำหนดเป็นมาตรฐานไว้ให้ผู้ผลิตแสดงต่อผู้ใช้ ซึ่งแบรนด์ที่เป็นแมสฯ จะมีข้อมูลเหล่านี้ครบเพราะต้องการสร้างความน่าเชื่อถือในวงกว้าง ในขณะที่เครื่องเสียงระดับไฮเอ็นด์ฯ บางบริษัท (รวมถึง LFD เจ้านี้ด้วย) ไม่ได้มองว่าการเผยแพร่ข้อมูลเพื่อการประชาสัมพันธ์เป็นเรื่องจำเป็น แต่กลับมองว่า “คุณภาพเสียง” ของตัวผลิตภัณฑ์มีความสำคัญมากกว่า ซึ่งเป็นแนวทางการทำธุรกิจของวงการไฮไฟฯ แบบดั้งเดิม และนั่นคือแนวทางที่แบรนด์ LFD Audio ดำเนินอยู่ คือปล่อยให้คุณภาพเสียงของผลิตภัณฑ์ขายตัวของมันเองอย่างที่เกริ่นมาตอนต้น ด้วยเหตุนี้ ถ้าต้องการสัมผัสกับความมหัศจรรย์ทางเสียงของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ คุณต้องหาโอกาสไปทดลองฟังด้วยหูของคุณเองเท่านั้น..!!! /
********************
ราคา : 329,000 บาท / ตัว
********************
* มีรุ่นที่คัดอุปกรณ์พิเศษคือรุ่น NCSE HR SIGNATURE
ราคา : 399,000 บาท / ตัว
********************
สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
– SoundBox โทร. 089-920-8297
– HiFi House by MSound โทร. 096-978-6424
– HiFi House Hatyai โทร. 083-636-4447
– TSV Top Sound & Vision โทร. 081-657-3397
– HiFi 99 โทร. 081-999-1699
– Turntable One โทร. 084-814-9011
– Mas Hi-Fi โทร. 081-982-0282
– AudioMate โทร. 082-946-6950
– Audi โทร. 089-028-7117
– Intr-Hifi โทร. 094-124-2732



