รีวิว Mola Mola รุ่น Kula อินติเกรตแอมปลิฟาย

ใครที่ได้ยินคำว่า เพาเวอร์แอมป์ class-Dแล้วร้องยี้.. ขอให้หยุดฟังทางนี้ก่อน.! ใครที่ยังมีมุมมองแง่ลบเกี่ยวกับภาคขยาย class-D คงต้องตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า คุณไม่ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของวงการเครื่องเสียงมานานแค่ไหนแล้ว เพราะถ้าย้อนหลังไปสักห้าปีหรือสิบปีที่แล้ว การพูดถึง class-D แล้วร้องยี้ก็อาจจะไม่ผิด เพราะขณะนั้นภาคขยาย class-D ยังอยู่ในช่วงเวลาของการพัฒนา แต่มาถึงทุกวันนี้ ก็ต้องบอกว่า ภาคขยาย class-D ไม่ได้ด้อยไปกว่าภาคขยาย class อื่นๆ แล้ว แถมกำลังเป็นที่นิยมใช้มากขึ้นด้วย แสดงว่ามันต้องมีอะไรดี เชื่อมั้ยล่ะว่า.. บางทีนะ คุณเองก็อาจจะกำลังฟังเสียงของแอมป์ class-D อยู่โดยไม่รู้ตัวก็ได้นะ.!!

class-A, class-A/B vs. class-D

จริงๆ แล้ว ภาคขยายมีอยู่มากกว่า class-A, A/B หรือ D แต่ที่นิยมใช้กันมากๆ ก็มีอยู่ 3 class คือ class-A, class-A/B และ class-D ถ้าจะถามว่า ภาคขยาย class ไหน ดีที่สุดระหว่างสาม class นี้.? คำตอบที่ถูกต้องก็คือ ไม่มี class ไหนดีที่สุดเพราะภาคขยายแต่ละ class ต่างก็มีดีมีด้อย แตกต่างกันไปคนละด้าน ยกตัวอย่างเช่น class-A เด่นเรื่องคุณภาพเสียง ให้ความต่อเนื่อง ลื่นไหลที่ดี แต่มีจุดอ่อนทางด้านกำลังขับ ในขณะที่กำลังขับเป็นจุดแข็งของภาคขยาย class-B แต่ทางด้านความลื่นไหล ต่อเนื่องไม่ดีเท่ากับภาคขยาย class-A เลยมีนักออกแบบพยายามผสมผสานภาคขยายทั้งสองรูปแบบเข้าด้วยกันเป็น class-A/B ที่นิยมกันมากในปัจจุบัน

แสดงว่า class-A/B ดีที่สุด.? หามิได้.. ต้องพูดว่า class-A/B เป็นหนทางในการประนีประนอมระหว่างคุณสมบัติทางด้าน กำลังขับกับคุณสมบัติทางด้าน คุณภาพเสียงเข้าด้วยกัน ซึ่งแน่นอนว่า ทั้ง A และ A/B ก็ยังให้ได้ไม่ดีที่สุดทั้งสองด้านอยู่ดี

ภาคขยาย class-D แทรกขึ้นมาเป็นทางเลือกที่จะเข้ามาทำให้ ค่าเฉลี่ยระหว่าง กำลังขับกับ คุณภาพเสียงเขยิบสูงขึ้นไปใกล้กับอุดมคติมากขึ้น คือได้ทั้งกำลังขับสูงๆ อย่างที่ class-B สามารถทำได้ และได้คุณภาพเสียงออกมาดีใกล้เคียงกับอุดมคติที่ class-A ทำได้ไปพร้อมๆ กันด้วย

Mola Molaถ้าจะพูดถึง class-D ระดับไฮเอ็นด์ฯ ขอให้จำชื่อนี้ไว้.!!

ถ้าคุณท่องเข้าไปในอาณาจักรของภาคขยาย class-D คุณจะได้ยินชื่อ Bruno Putzeys คนนี้บ่อยมาก

เขาคือใคร.? เขาคือผู้ให้กำเนิดโมดูลภาคขยาย class-D ที่ชื่อว่า nCore ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันในวงการว่าให้เสียงออกมาดีที่สุดในขณะนี้ สามารถเทียบชั้นกับเสียงของอะนาลอก แอมป์ที่ใช้ภาคขยาย class-A ได้แบบหายใจรดต้นคอ.!!

หลังจากผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ในวงการมาหลายตลบ ตั้งแต่ออกมาจาก Philips มาที่ Purifi, Grimm และ Kii Audio ปัจจุบัน Bruno Putzeys มารวมทีมอยู่กับแบรนด์ Mola Mola ในตำแหน่งดิจิตัลดีไซเนอร์ ซึ่งอินติเกรตแอมป์รุ่น Kula ตัวนี้ก็เป็นหนึ่งในผลงานการออกแบบของเขาคนนี้

หน้าตาสะสวย.. มีดีไซน์!

Kula ใช้ตัวถังเดียวกันกับปรีแอมป์รุ่น Makua โดยที่ส่วนอื่นๆ เหมือนกันทั้งหมด ส่วนที่ต่างกันไปอยู่ที่แผงหลังของตัวเครื่องเท่านั้น

สัดส่วนกว้างและสูงของตัวถังอินติเกรตแอมป์ตัวนี้อยู่ในขนาดมาตรฐานสากลสำหรับอุปกรณ์เครื่องเสียงประเภทปรีแอมป์และอินติเกรตแอมป์ทั่วไป นั่นคือมีหน้ากว้างประมาณ 17 นิ้ว (หย่อนนิดหน่อย) ส่วนความสูงก็ประมาณ 4.5 นิ้ว (วัดตรงตำแแหน่งที่สูงที่สุด) รูปร่างหน้าตาของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้มันเตะตาต้องใจมากเป็นพิเศษ ตัวเครื่องรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตัวถังภายนอกทำด้วยอะลูมิเนียม เล่นสีทูโทน ด้านบนเป็นเมทัลลิกส่วนฐานล่างเป็นสีดำ ด้านบนทำให้มีลักษณะโค้งเป็นลอนคลื่น (ศรชี้) ดูเท่มาก.!

ในสเปคฯ ของ Kula ตัวนี้แจ้งระบุกำลังขับอยู่ที่ 150W ที่ 8 โอห์ม และเบิ้ลได้เป็น 300W ที่ 4 โอห์ม แต่สังเกตรอบตัวเครื่องจะไม่เห็นครีบระบายความร้อนเลย และไม่พบว่ามีการเจาะรูบนตัวถังเพื่อระบายความร้อนแต่อย่างใด หรือว่าภาคขยาย class-D จะไม่ร้อน.? หามิได้ครับ ถ้าว่ากันโดยทฤษฎีแล้ว เวลาทำงานภาคขยาย class-D จะมีความร้อนเกิดขึ้นน้อยกว่าคลาสอื่นๆ เพราะมันมีประสิทธิภาพสูง แต่ตอนเครื่องกำลังทำงาน ผมลองแตะไปที่ตัวถังของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้พบว่ามันมีความอุ่นเกิดขึ้นในระดับที่สูงพอสมควร นั่นเพราะผู้ออกแบบตั้งใจที่จะอาศัยตัวถังของเครื่องที่ทำด้วยโลหะอะลูมิเนียมทำหน้าที่ระบายความร้อนไปในตัว ด้วยเหตุนี้ ผู้ผลิตจึงไม่แนะนำให้วางสิ่งของทับบนตัวเครื่อง และไม่แนะนำให้วางเครื่องไว้ในที่อับทึบ ควรมีระยะห่างระหว่างตัวถังเครื่องกับสภาพรอบด้านให้มากหน่อยเพื่อให้ตัวถังสามารถระบายความร้อนได้ขณะทำงาน

แผงหน้าปัดก็ถูกทำให้มีลักษณะโค้งเว้าเข้าด้านในเล็กน้อย ไม่ได้เรียบๆ ตรงๆ เหมือนทั่วไป และบนแผงหน้าปัดก็เรียบมาก มีแค่ปุ่มหมุนทรงกระบอกขนาดใหญ่ติดตั้งอยู่ตรงกลางของแผงหน้าปุ่มเดียว ทำหน้าที่เป็นปุ่มวอลลุ่มควบคุมความดัง (สามารถควบคุมผ่านรีโมทไร้สายได้) เหนือปุ่มขึ้นไปด้านบน ตรงขอบเหลี่ยมของหน้าปัดกับส่วนบนของตัวถังมีไฟ LED สีแดงดวงเล็กๆ ติดตั้งอยู่หนึ่งดวง (ศรชี้ภาพล่าง) ซึ่งไฟดวงนี้จะสว่างขึ้นเป็นสีแดงเมื่อเครื่องอยู่ในโหมดสแตนด์บาย นอกจากนั้น บนหน้าปัดก็จะมีปุ่มกดเล็กๆ สีเงินวาวอีก 6 ปุ่ม เรียงกันอยู่ในแนวนอนขนาบอยู่ด้านข้างของปุ่มวอลลุ่มทั้งซ้ายและขวาข้างละ 3 ปุ่ม พร้อมทั้งไฟ LED ดวงเล็กๆ อยู่เหนือปุ่มกดเหล่านั้นทุกปุ่ม

วิธีเปิดเครื่องทำได้ 2 ทาง ทางแรกคือ กดลงไปบนปุ่มเลือกอินพุตปุ่มใดปุ่มหนึ่งจาก 6 ปุ่มที่เรียงกันอยู่บนหน้าปัด เมื่อตัวเครื่องอยู่ในสถานะพร้อมใช้งาน ไฟ LED ที่อยู่เหนือปุ่มวอลลุ่มจะเปลี่ยนเป็นสีขาว (ศรชี้สีแดง) พร้อมกับไฟ LED ที่อยู่เหนือปุ่มอินพุตที่คุณกดเปิดเครื่อง (ศรชี้สีฟ้า) ก็จะสว่างขึ้นเป็นสีขาวเช่นเดียวกัน ถ้าต้องการเปลี่ยนอินพุตก็กดลงไปบนปุ่มที่ต้องการโดยตรง ไฟแอลอีดีที่อยู่เหนือปุ่มอินพุตที่ถูกกดเลือกจะสว่างขึ้นเป็นสีขาวไล่ไปตามอินพุตที่ผู้ใช้เลือก ถ้าต้องการปิดเครื่องก็กดลงไปที่ปุ่มอินพุตปุ่มใดปุ่มหนึ่งค้างไว้ประมาณ 1 วินาที สังเกตไฟ LED ที่อยู่เหนือปุ่มวอลลุ่ม ถ้าเปลี่ยนเป็นสีแดงก็แสดงว่าเครื่องปิดตัวลงแล้ว

บนปุ่มวอลลุ่มก็มีไฟ LED อยู่ดวงหนึ่ง (ศรชี้สีเขียว) ซึ่งปกติจะดับอยู่ มันจะสว่างขึ้นเป็นสีขาวเมื่อคุณหมุนเพื่อปรับเพิ่ม/ลดระดับความดัง หลังจากหยุดหมุนไฟดวงนี้ก็จะดับลง

แผงหลัง

พื้นที่ประมาณสี่หมื่นกว่าตารางมิลลิเมตรบนแผงหลังของ Kula ถูกกำหนดใช้เป็นที่ติดตั้งช่องต่อเชื่อมสัญญาณทุกรูปแบบที่ใช้งานร่วมกับอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ ซึ่งทางผู้ผลิตมีบอร์ด DAC + Streamer เป็นอ๊อปชั่นให้เลือกด้วย จากภาพด้านบนแสดงตำแแหน่งติดตั้งบอร์ดอ๊อปชั่นในกรอบสีแดงทางซ้ายมือ ตัวที่ผมได้รับมาทดสอบไม่มีบอร์ดอ๊อปชั่นตัวนี้ ถัดมาทางขวามือติดกับตำแหน่งติดตั้งบอร์ดอ๊อปชั่นจะเป็นกลุ่มของขั้วต่อเชื่อมสัญญาณอินพุตสำหรับรองรับสัญญาณจากแหล่งต้นทางสัญญาณต่างๆ ซึ่งทางผู้ผลิตใช้คำว่า ‘sourceกำกับไว้ โดยให้มาทั้งหมด 3 อินพุต ถัดไปทางขวาอีกกลุ่มหนึ่งเป็นขั้วต่อสายลำโพง และเต้ารับสำหรับสายไฟเอซีที่ให้มาเป็นแบบสามขาแยกกราวนด์

ขั้วต่อสายสัญญาณสำหรับอินพุตที่ให้มา 3 ชุด นั้น แต่ละชุดมีขั้วต่อให้เลือกทั้ง 2 แบบ คือ บาลานซ์ผ่านขั้วต่อ XLR และซิงเกิ้ลเอ็นด์ผ่านขั้วต่อ RCA โดยมีสวิทช์โยกอันเล็กๆ มาให้สำหรับผู้ใช้โยกเลือกว่าจะใช้การเชื่อมต่อสัญญาณอินพุตแบบไหน ลักษณะนี้ถ้าคุณมีแหล่งต้นทางสัญญาณมากกว่า 3 ชิ้นก็สามารถใช้กับอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ได้ โดยใช้วิธีต่อสัญญาณจากแหล่งต้นทางตัวหนึ่งเข้าไปทั้งช่อง XLR แล้วต่อเชื่อมแหล่งต้นทางอีกตัวหนึ่งเข้ากับช่อง RCA ต้องการฟังอินพุตจากอินพุต XLR หรือ RCA ก็สับสวิทช์โยกไปที่อินพุตนั้น ถ้าทำแบบนี้กับ source ทั้ง 3 ชุดก็เท่ากับว่าคุณสามารถต่อเชื่อมอุปกรณ์ต้นทางเข้ากับ Kula ได้มากถึง 6 ตัว (XLR x3 + RCA x3) แต่ถ้าคุณมีอุปกรณ์ต้นทางไม่เกิน 3 ชิ้น แนะนำให้แยกเชื่อมต่ออุปกรณ์ต้นทางแต่ละตัวไว้คนละอินพุตแยกจากกันจะดีกว่า หลีกเลี่ยงการรบกวนจากระบบกราวนด์ที่อาจจะไหลข้าม (crosstalk) ไปมาระหว่างขั้วต่อ XLR กับ RCA ที่อยู่ในอินพุตเดียวกัน

จากภาพด้านบน ตรงลูกศรสีแดงคือพื้นที่ที่ใช้ติดตั้งบอร์ดอ๊อปชั่น (ตัวที่ทดสอบนี้ไม่มีบอร์ดติดมา) ส่วนตำแหน่งที่ศรชี้สีฟ้าคือจุดเชื่อมต่อสายกราวนด์สำหรับโทนอาร์มของเครื่องเล่นแผ่นเสียง กรณีที่มีภาคโฟโนติดตั้งมาด้วย

ขั้วต่อสายลำโพงที่ให้มา 2 ชุด สำหรับแชนเนลซ้ายและแชนเนลขวาเป็นของแบรนด์ Furutech ของดีจากประเทศญี่ปุ่น ส่วนสายสัญญาณที่ใช้เชื่อมต่อระหว่างขั้วต่อสายลำโพงฟูรูเทคไปยังแผงวงจรของภาคแอมปลิฟายเป็นสายสัญญาณของ Kubala-Sosna จากประเทศสหรัฐอเมริกา นี่ก็ของดีเหมือนกัน

ดีไซน์ภายใน

โครงสร้างภายในตัวถังของ Kula ออกแบบในลักษณะโมดูล่าร์ คือสามารถนำโมดูลการทำงานของภาคต่างๆ มาติดตั้งลงไปตามอ๊อปชั่นที่ผู้ซื้อต้องการ ซึ่งโดยมาตรฐานของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ก็จะมีแค่โมดูลของภาคขยาย class-D กับวงจรอิเล็กทรอนิคในส่วนที่ทำหน้าที่เป็นภาคปรีแอมป์ และภาคเพาเวอร์ซัพพลายเท่านั้น ส่วนภาคขยายหัวเข็มกับภาค DAC เป็นอ๊อปชั่นที่ต้องสั่งเพิ่ม

โมดูลของภาคขยาย class-D (อยู่ทางซีกขวาของตัวถัง ภาพด้านบน) ที่อยู่ในอินติเกรตแอมป์ Kula ตัวนี้เป็นโมดูล nCore ของ Hypex ที่ให้กำลังขับแชนเนลละ 150W ที่ 8 โอห์ม และ 300W ที่ 4 โอห์ม

ควบคุมสั่งงานผ่านรีโมทไร้สาย

อินติเกรตแอมป์ตัวนี้มีอ๊อปชั่นให้คุณควบคุมการทำงานของมันได้ 2 ช่องทาง..

ทางแรกคือผ่านทางรีโมทไร้สายที่แถมมาให้ ซึ่งมีรูปร่างเล็กกระทัดรัด บอดี้ภายนอกทำด้วยโลหะสีบรอนซ์เงิน มีปุ่มให้กดใช้งานอยู่ทั้งหมด 5 ปุ่ม สามารถใช้สั่งเปิด/ปิดเครื่องได้ โดยกดปุ่มบนสุดค้างไว้ประมาณ 2 วินาที ส่วนอีกสองปุ่มที่อยู่ถัดลงไปใช้กดเพื่อปรับเพิ่ม/ลดระดับความดัง และสองปุ่มด้านล่างลงมาใช้กดเลือกอินพุตที่ปรับตั้ง preset เอาไว้

การสั่งงานผ่านแอพลิเคชั่น Mola Mola Remote

ในตัว Kula มีฝังโมดูล Bluetooth เอาไว้สำหรับเชื่อมต่อกับแอพลิเคชั่นที่ชื่อว่า ‘Mola Mola Remoteที่พวกเขาออกแบบมาไว้ให้ใช้กับ Kula และผลิตภัณฑ์ตัวอื่นๆ ของ Mola Mola ซึ่งแอพฯ ตัวนี้มีทั้งเวอร์ชั่น iOS และ Android คุณสามารถโหลดมาใช้ได้ฟรี เมื่อติดตั้งแอพฯ เข้ากับ iPhone 12 ของผมเสร็จปั๊บ มันก็ทำการเปิดฟังท์ชั่น bluetooth ของ iPhone 12 ของผมเพื่อทำการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ของ Mola Mola ที่อยู่ใกล้กันทันที ผมไม่ต้องเข้าไปยุ่งกับขั้นตอนเชื่อมต่อแต่อย่างใด หลังจากแอพฯ Mola Mola Remote บน iPhone 12 ของผมเชื่อมต่อกับ Kula ได้แล้ว มันจะปรากฏชื่อของ Kula ขึ้นมาให้เลือกควบคุมใช้งาน ซึ่งขั้นตอนการใช้งานก็ง่ายมาก คุณแค่จิ้มปลายนิ้วลงไปที่วงกลมด้านหลังชื่อ Kula ให้มีเครื่องหมายถูกขึ้นมา จากนั้นก็กดลงไปที่ปุ่มสีเขียว ‘Choose Device’ (ลูกศรชี้) ที่อยู่ด้านล่างเพื่อเข้าไปสั่งงานตัว Kula

เมื่อกดเข้ามาที่หน้าแรกของแอพฯ จะพบกับอ๊อปชั่นการสั่งงานอยู่ 4 ฟังท์ชั่น เริ่มจากปุ่มเปิด (on) / ปิด (standby) เครื่อง (ลูกศรสีแดง), รูปฟันเฟือง (ศรสีเขียว) ซึ่งเป็นช่องทางกดเข้าไปปรับตั้งเมนูของเครื่อง, ที่ลูกศรชี้สีฟ้านั้นคือปุ่มกดเพื่อเข้าไปทำการปรับตั้งค่า preset ของอินพุตหมายเลข 1 ที่ถูกเลือกใช้อยู่ในขณะนั้น ถ้าคุณกดเลือกอินพุตอื่น อย่างเช่น อินพุต 2 ที่ปุ่มนี้ก็จะเปลี่ยนเป็น ‘Edit Preset 2ส่วนในกรอบสีเหลืองด้านล่างนั้นเป็นฟังท์ชั่นที่ใช้ในการปรับเพิ่ม/ลดวอลลุ่ม ซึ่งในการปรับวอลลุ่มจะใช้วิธีลากสไลด์เส้นสีฟ้าไปทางซ้าย (ลด) / ขวา (เพิ่ม) หรือใช้วิธีกดบนปุ่ม – / + ก็ได้เหมือนกัน

ในเมนู settings ที่เป็นรูปฟันเฟือง มีหัวข้อเมนูย่อยให้ทำการปรับตั้งค่าทั้งหมด 5 – 6 อย่าง อาทิ ตั้งชื่อได้, ปรับบาลานซ์ซ้ายขวาได้, ปรับความสว่างของไฟ LED บนแผงหน้าของตัวเครื่องได้, เช็คและเลือกอัพเฟิร์มแวร์ได้, นอกจากนี้ คุณยังสามารถสั่งปิดรับการสั่งงานจากรีโมทไร้สายได้ ถ้าต้องการควบคุมการทำงานของ Kula ผ่านทางแอพลิเคชั่นอย่างเดียว ส่วนฟังท์ชั่น ‘Mastering Modeนั้นมีไว้ให้ใช้กรณีที่คุณต้องการฟังเทียบ A/B Test ระหว่างอุปกรณ์ 2 ตัวที่เชื่อมต่ออยู่กับ 2 อินพุตของ Kula ซึ่งเมื่อเปิดใช้ฟังท์ชั่นนี้ ระบบ DSP ภายในตัวเครื่องจะทำการเชื่อมต่อสัญญาณแต่ละอินพุต เร็วกว่าปกติเพื่อทำให้การฟังเทียบระหว่าง A vs B ไม่ทิ้งช่วงรอนาน

แต่ละอินพุตของ Kula สามารถกำหนดตั้ง preset ได้ เมื่อแตะเข้าไปที่ปุ่ม Edit Preset xแอพลิเคชั่นจะพาคุณเข้าไปที่หน้าปรับตั้งค่าของอินพุตนั้น ซึ่งในนั้นมีหัวข้อย่อยให้ปรับตั้งเกือบสิบหัวข้อ อาทิเช่น ตั้งชื่อ preset, ตั้งชื่ออินพุตของแหล่งต้นทาง, สามารถเลือกลักษณะการสลับขั้วต่อระหว่าง XLR กับ RCA ได้ว่าจะให้สลับได้ด้วยการโยกสวิทช์เล็กๆ ที่อยู่บนแผงหลัง หรือจะให้ตั้งคงที่ไว้ที่ XLR หรือ RCA, มีรูปแบบอินพุตให้เลือก 3 แบบคือ LinePhonoDirect กรณีเลือกตั้งให้เป็นอินพุตแบบ direct คือไม่ผ่านวอลลุ่มของ Kula ก็ได้ ตรงนี้มีไว้ให้เลือกใช้กรณีที่คุณนำ Kula ตัวนี้ไปใช้งานร่วมกับชุดโฮมเธียเตอร์ โดยกำหนดอินพุตนี้ให้เป็น bypass ไปใช้วอลลุ่มจากตัวโปรเซสเซอร์ในการควบคุมความดังของอินพุตนี้ และถ้าตั้งเป็นอินพุต Phono จะมีอ๊อปชั่นให้ปรับตั้งค่าของภาคขยายหัวเข็มได้อีกเยอะ ละเอียดมาก ที่ชอบมากคือมันมี EQ Curve ของค่ายตัดแผ่นยุคเก่าๆ มาให้เลือกใช้ครบๆ เลย, สามารถปรับตั้งระด้ับเกนอ๊อปเซ็ตของวอลลุ่มได้, ปรับตั้งเอ๊าต์พุตให้เป็นโมโนได้ด้วยการเอาสัญญาณซ้าย/ขวามารวมกัน, สามารถสลับเฟสของสัญญาณแชนเนลซ้าย/ขวาได้ รวมถึงถ้ามีการติดตั้งบอร์ดอ๊อปชั่นที่เป็นอินพุตดิจิตัล ก็จะมีหัวข้อเมนูให้ปรับตั้งค่าได้เช่นกัน

แม็ทชิ่ง

ข้อมูลทางด้านกำลังขับของ Kula ที่แจ้งอยู่ในสเปคฯ ระบุไว้ที่แชนเนลละ 150W ที่โหลด 8 โอห์ม และสามารถอัพเบิ้ลได้เป็น 300W ต่อแชนเนล เมื่อโหลดลดลงไปต่ำสุดที่ 4 โอห์ม ซึ่งดูจากตัวเลขสเปคฯ ก็ต้องบอกว่าเป็นสมรรถนะที่อยู่ในเกณฑ์ที่สูงพอสมควร

ในการทดลองฟังเสียงของอินติเกรตแอมป์ Kula ตัวนี้ ทางด้านแหล่งต้นทาง ผมเลือกใช้สตรีมมิ่ง โดยมี Roon Nucleus+ ทำหน้าที่เป็นทรานสปอร์ต สตรีมไฟล์เพลงจาก NAS และ TIDAL ไปแปลงสัญญาณที่ external USB-DAC ของ Ayre Acoustics รุ่น QB-9 DSD Twenty สลับกับใช้ Network DAC + Master Clock ของ dCS รุ่น LINA ส่วนทางด้านลำโพงที่ใช้ทดสอบกับ Kula ครั้งนี้ ผมมีโอกาสใช้ลำโพงหลายคู่จับกับแอมป์ตัวนี้ หลังจากสลับฟังอยู่นาน ในจำนวนทั้งหมดนั้น ผมพบว่ามีลำโพงอยู่ 3 คู่ ที่จับกับ Kula ตัวนี้แล้วได้ผลลัพธ์ในแง่มุมที่น่าสนใจมาบอกเล่ากัน

คู่แรกคือ Audio Physic รุ่น Classic 8 (REVIEW) ซึ่งเป็นลำโพงตั้งพื้นขนาดเล็ก ราคาประมาณ 100,000 +/- (สอบถามตัวแทนจำหน่ายอีกที) ซึ่งจากการจับคู่กันครั้งนี้ ผมพบว่าอินติเกรตแอมป์ Kula ช่วยยกระดับคุณภาพเสียงของ Classic 8 ขึ้นไปได้เยอะมาก.! ซึ่งจากประสบการณ์ที่เคยทดสอบลำโพงคู่นี้มา ผมพบว่า จุดเปราะบางของ Classic 8 อยู่ที่เสียงทุ้ม ถ้าจับกับแอมป์ที่มีสมรรถนะไม่ถึง จะพบว่าเสียงทุ้มของลำโพงคู่นี้จะมีลักษณะเบลอและติดขุ่นได้ง่าย พอมาจับกับ Kula ตัวนี้ เสียงทุ้มที่ออกมามีลักษณะที่ขมวดตัวเป็นลูก มวลตึงและกระชับ ไม่ฟุ้งไม่กระจายมั่ว หางเสียงเก็บตัวได้ดี แสดงว่า Kula ตอบสนองเฟสของสัญญาณในย่านความถี่ต่ำได้ถูกต้อง ส่วนกลางแหลมนั้นไม่ต้องพูดถึง ถูก Kula ดันให้กระจายตัวหลุดออกไปนอกตัวตู้ได้แบบหมดจด โทนเสียงในย่านกลางขึ้นไปถึงปลายเสียงแหลมมีลักษณะที่เปิดกระจ่างกำลังดี เป็นเสียงของ Classic 8 ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยฟังมา.!! ยิ่งใช้แหล่งต้นทางที่มีคุณภาพสูงมากๆ อย่างเช่น dCS LINA Network DAC + LINA Master Clock (REVIEWก็ยิ่งดันคุณภาพเสียงออกมาจาก Classic 8 ขึ้นไปได้อีกมหาศาล.!!!

ลำโพงคู่ที่สองที่จับกับ Kula แล้วให้เสียงโดยรวมออกมาน่าพอใจมากคือลำโพง Mission รุ่น 770 (REVIEW) ซึ่งอยู่ในระดับราคาประมาณ 150,000 +/- (สอบถามตัวแทนจำหน่ายอีกที) จุดเด่นที่น่าพอใจมากสำหรับคู่แม็ทฯ ระหว่าง Kula + Mission 770 คู่นี้อยู่ในย่านเสียงกลางที่มีมวลหนาและอิ่มแน่น ไทมิ่งดีมาก ใครชอบเพลงร้องที่โชว์เสียงร้องเด่นๆ ที่มีทั้งความเด่นชัด, อิ่มเข้ม และความต่อเนื่องลื่นไหลของเสียงร้อง แนะนำให้ลองฟังเสียงของแอมป์+ลำโพงคู่นี้เลย.. เข้าเป้าแน่นอน.!!

ลำโพงอีกคู่ที่จับกับ Kula แล้วให้ผลลัพธ์ทางเสียงที่ดีน่าพอใจมากเป็นพิเศษ นั่นคือ Usher Audio รุ่น UA-50 (REVIEW) ซึ่งเป็นลำโพงสามทางที่โดดเด่นมากในแง่ของความสามารถในการถ่ายทอดรายละเอียดในย่านความถี่ตั้งแต่ทุ้มตอนกลาง (mid-bass) ขึ้นมาถึงปลายสุดของเสียงแหลม (upper-high) ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ได้มาจากการออกแบบตัวตู้และเลือกใช้ไดเวอร์ที่มีประสิทธิภาพสูง อย่างเช่น ทวีตเตอร์ diamond และปรับจูนด้วยเน็ทเวิร์คที่มีความแม่นยำสูง ปรับสเปคฯ ทางด้านความไวและความต้านทานให้ขับง่าย เมื่อมาจับคู่กับอินติเกรตแอมป์ Kula ตัวนี้ต้องถือว่าเป็นคู่ที่แม็ทชิ่งกันมาก เสียงที่ออกมามีลักษณะเด่นในแง่ของรายละเอียดที่ถูกถ่ายทอดออกมาเยอะมาก.. มากจนอยากจะใช้คำว่า ชำแหละออกมาจนหมดเปลือก.! โทนเสียงตั้งแต่ย่านกลาง (midrange) ขึ้นไปถึงแหลม (high frequency) มีลักษณะที่เปิดเผย แจกแจงทุกแง่มุมโดยไม่มีความอึมครึมใดๆ อยู่เลย จุดที่โดดเด่นมากๆ ก็เห็นจะเป็นรายละเอียดในย่านกลางกับแหลมนี่แหละ ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากภาคขยาย class-D + Diamond Tweeter ที่ช่วยกันขุดคุ้ยรายละเอียดจากย่านกลางแหลมของลำโพง UA-50 ออกมาให้ได้ยินอย่างชัดเจน โดยไม่มีอาการจ้าจนเกินงามอย่างที่กลัวๆ กัน ไม่ว่าในเพลงนั้นจะมีอะไรซ่อนอยู่ มันจะถูก Kula ตัวนี้เปิดโปงออกมาให้ได้ยินหมดทุกชิ้น ใครชอบเสียงที่มีรายละเอียดเยอะๆ ระยิบระยับพร่างพราย มิติเสียงหลุดตู้ ไมโครไดนามิกสุดยอด แนะนำ Kula + UA-50 คู่นี้เลย ถูกทางแน่นอน.!!

เสียงของ Mola Mola Kula

ยอมรับนะว่าก่อนที่จะเริ่มต้นฟังเสียงของอินติเกรตแอมป์ Mola Mola ตัวนี้ ผมมีแอบกังวลกับเสียงของมันอยู่นิดหน่อย เพราะอ่านจากข้อมูลก่อนจะได้รับเครื่องตัวจริงมาลองฟังว่ามันใช้ภาคขยาย class-D ในใจเลยมีกังวลว่าน้ำเสียงมันจะออกมาแห้งแล้งรึเปล่า.? แต่พอได้ลองฟังเสียงของ Kula ตัวนี้จริงๆ แล้วผมถึงกับอึ้ง.. เพราะนึกไม่ถึงว่าภาคขยาย class-D ยุคสมัยนี้มันทำได้ขนาดนี้แล้วเหรอ.?

แต่มานึกๆ ดูแล้ว ช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา ผมก็เจอะเจอกับภาคขยาย class-D มาแล้วตั้งหลายครั้ง เพราะยุคหลังๆ มานี้ มีผู้ผลิตลำโพงหลายเจ้าหันมาทำลำโพงแอ๊คทีฟออกมามากขึ้น ซึ่งลำโพงแอ๊คทีฟส่วนใหญ่ก็ใช้ภาคขยาย class-D กันเกือบจะทั้งนั้น หูฟังไร้สายก็เหมือนกัน พวกนี้ใช้แอมป์ class-D ทั้งหมด เพราะแอมป์คลาสอื่นมีขนาดใหญ่ กินไฟเยอะ และมีความร้อนขณะทำงาน ทำให้ไม่เหมาะกับการนำมาใช้ขับหูฟังไร้สาย

ส่วนวงการเครื่องเสียงบ้าน ก็เริ่มมีความนิยมใช้แอมป์ class-D มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ส่วนใหญ่จะยังจำกัดวงอยู่ในเครื่องเสียงระดับกลางๆ ลงมา ซึ่งประเภทที่ใช้แอมป์ class-D กันอย่างเป็นล่ำเป็นสันก็คือ ลำโพงไร้สาย Bluetooth ในขณะที่อุปกรณ์เครื่องเสียงประเภท แอมปลิฟายที่เป็นเมนหลักของระบบอย่างเช่น เพาเวอร์แอมป์ หรืออินติเกรตแอมป์ที่ใช้ภาคขยาย class-D ก็เริ่มขยับขึ้นมาถึงอินติเกรตแอมป์รุ่นกลางๆ ราคาหลักแสนกันแล้ว แบรนด์ที่ทำออกมาอย่างเป็นล่ำเป็นสันก็มี NAD หลายซีรี่ย์/รุ่นกับ Cambridge Audio ซีรี่ย์ EVO ซึ่งทั้งสองแบรนด์นั้นต่างก็ใช้โมดูลภาคขยาย class-D รุ่น nCore ของแบรนด์ Hypex เหมือนกัน ซึ่ง nCore ก็คือผลงานที่เกิดจากการคิดค้นของ Bruno Putzeys คนเดียวกันกับผู้ที่อยู่เบื้องหลัง Mola Mola และอินติเกรตแอมป์ Kula ตัวนี้นี่เอง.!!

ได้ฟังเสียงของ Kula ตัวนี้แล้ว ผมเชื่อเลยว่า ถ้าไม่บอกให้รู้ตั้งแต่แรกว่าเป็นแอมป์ที่ใช้ภาคขยาย class-D ปิดไว้ไม่ให้เห็น ให้ฟังแต่เสียง ก็คงจะไม่มีใครคิดว่าเป็นเสียงของแอมป์ที่ใช้ภาคขยาย class-D อย่างแน่นอน.! เพราะอะไรน่ะเหรอ.. ก็เพราะเสียงที่ออกมามันไม่มีส่วนไหนเลยที่จะบอกให้รู้ว่าเป็นเสียงของภาคขยาย class-D น่ะซิ.. ยิ่งถ้าเคยมีประสบการณ์ฝังใจกับเสียงของแอมป์ class-D ในอดีตเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วมาก่อน มาได้ยินเสียงของ Kula ตัวนี้จะยิ่งแปลกใจ เพราะมันไม่เหลือเค้าของเสียงแห้งๆ สากๆ ของความเป็น class-D ในอดีตอยู่เลย.!!!

อัลบั้ม : Duets (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Rob Wasserman
สังกัด : MAC Records

เสียงกลางของ Kula ตัวนี้มันออกแนวโปร่ง กังวาน และติดหวานนิดๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียงของนักร้องชายหรือนักร้องหญิงในอัลบั้มชุดนี้มันก็ให้ โทนคัลเลอร์ของเสียงร้อง (เป็นความถี่ที่อยู่ในย่านเสียงกลาง) ออกมาในแนวทางเดียวกัน ซึ่งฟังๆ ดูแล้ว ผมว่าโทนเสียงมันออกไปทางเดียวกับเสียงของแอมป์หลอดซิงเกิ้ลเอ็นด์พวก 300B ผสมกับเสียงของแอมป์โซลิดสเตท class-A วัตต์ต่ำๆ อย่างพวก Pass Labs รุ่น Aleph 3 ที่ผมเคยใช้อยู่พักในหนึ่งในอดีต คือมันเป็นเสียงร้องที่มีลักษณะเปิด ลอย ติดโปร่ง และอมหวานนิดๆ ซึ่งเป็นไปทางหลอด แต่ที่ผมรู้สึกว่ามีส่วนผสมของโซลิดสเตท คลาส เอ เข้ามาด้วยก็ตรงที่มันให้ น้ำหนักของบอดี้เสียงร้องที่มากกว่าเสียงร้องที่ได้จากแอมป์หลอดซิงเกิ้ลเอ็นด์วัตต์ต่ำๆ ซึ่งจะรู้สึกถึงคุณสมบัติข้อนี้ได้ชัดมากตอนฟังเสียงร้องของผู้ชาย แสดงว่า Kula ตัวนี้ถ่ายทอดเสียงในย่านกลางต่ำที่มีมวล คาดว่าความแตกต่างในข้อนี้เมื่อเทียบกับเสียงของแอมป์หลอดก็น่าจะเป็นเหตุผลทางด้าน กำลังขับของ Kula ที่ค่อนข้างสูงนั่นเอง จึงมีแรงมากพอที่จะ ขุดความถี่ย่านต่ำๆ ออกมาจากลำโพงได้มากกว่าแอมป์หลอดที่มีกำลังน้อยๆ

อัลบั้ม : The Greatest Basso Vol.1 (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Zhao Peng
สังกัด : Tuya Records

ถือว่าผิดคาดของผมไปมาก.. จากประสบการณ์ในการฟังเสียงของแอมป์ที่ใช้ภาคขยาย class-D ส่วนใหญ่ที่ผ่านมา ผมพบว่า เสียงในย่าน กลางต่ำมักจะออกมา 2 แบบ แบบแรกจะออกมาในลักษณะที่บวมๆ เบอะๆ คือให้ปริมาณของมวลความถี่กลางต่ำออกมาได้ก็จริง แต่จะขาดความควบแน่น บอดี้ของกลางต่ำจะออกกลวงๆ หลวมๆ ขาดส่วนที่เป็นนิวเคลียส หรือส่วนที่เป็นแกนกลางที่ให้ความรู้สึกของมวลเนื้อแน่นๆ อยู่ข้างใน ส่วนอีกแบบคือเนื้อบางจ๋อยไปเลย อันนี้คือแย่ ซึ่งมักจะได้ยินจากแอมป์ class-D เกรดต่ำ ราคาถูกๆ

ที่ผมว่าผิดคาดก็เพราะว่าเสียงกลางต่ำที่ได้ยินจาก Kula ตัวนี้มันไม่ได้เป็นอย่างที่ผมพูดมาทั้งสองแบบข้างต้น คือมันให้เนื้อมวลในย่านกลางต่ำออกมาได้หนาแน่นอยู่พอสมควร ในขณะเดียวกัน ผมก็รู้สึกได้ถึงความแน่นของแกนกลางที่เป็นนิวเคลียสของบอดี้ออกมาด้วย แม้ว่าจะไม่ควบแน่นมากเท่ากับที่ได้ยินจากแอมป์โซลิด class-A/B ชั้นดี แต่ที่ผมได้ยินจากเสียงร้องลงลูกคอของ Zhao Peng ในอัลบั้มนี้ ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าที่คาดไว้เยอะแล้ว (อีกแบรนด์ที่ทำได้แบบนี้ก็คือ Devialet รุ่น Expert Pro 220 ที่ผมเคย REVIEW ไปแล้ว)

เป็นธรรมดาของแอมป์ ถ้าจูนความถี่ในย่านกลางต่ำออกมาได้แล้ว จะฟังเพลงแนวไหนก็ได้อารมณ์ไปหมด เพราะความถี่ในย่านกลางต่ำจะทำให้ฟังแล้วเกิดความรู้สึกอิ่มและนุ่มอยู่ในตัว มันจะไปช่วงบาลานซ์กับความกระจ่างใสของเสียงในย่านกลางสูงขึ้นไปถึงแหลมไม่ให้รู้สึกบางและลอยเกินไป ซึ่งสังเกตได้ว่า ถ้าเป็นแอมป์อะนาลอก ไม่ว่าจะใช้ภาคขยาย class ไหน ถ้าจูนเสียงขึ้นไปทางแหลมมากหน่อย สมดุลเสียงจะเอนไปทางผอมบางได้ง่าย พอจูนให้ลงมาทางกลางต่ำและทุ้มต้นๆ มากหน่อย โทนเสียงจะเอนเอียงไปทางติด dark ทันทีเหมือนกัน ซึ่งเสียงของภาคขยาย class-D มันมีความแตกต่างตรงนี้ คือแม้ว่าในย่านกลางขึ้นไปแหลมจะมีลักษณะที่เปิดกระจ่าง แต่มันยังสามารถถ่ายทอดความถี่ในย่านกลางต่ำลงไปถึงทุ้มต้นๆ ออกมาได้พร้อมกัน จึงทำให้รายละเอียดของเสียงในย่านกลางขึ้นไปแหลมไม่ตก ในขณะเดียวกัน ในแง่โทนัลบาลานซ์ก็ยังคงมีความสมดุล (neutral) อยู่ได้ ไม่เอนเอียงไปทางสว่างจ้า (bright) หรือมืดครึ้ม (dark) จนเกินไป

อัลบั้ม : Japanese Melodies (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Yo-Yo Ma
สังกัด : CBS

อัลบั้มนี้ช่วยยืนยันสิ่งที่ผมอ้างถึงในย่อหน้าก่อนนี้ได้อย่างชัดเจน เพราะเครื่องดนตรีอื่นที่ใช้บรรเลงร่วมกับเสียงเชลโล่ของโยโย หม่าในอัลบั้มชุดนี้มันจะให้โทนเสียงออกไปทางกลางแหลมเกือบทั้งหมด ซึ่งตัดกับเสียงเชลโล่ที่ออกไปทางกลางต่ำถึงทุ้ม ถ้าเล่นกับแอมป์ที่ให้โทนเสียง ไม่” เป็นกลาง ไม่เรียบแฟลต จะส่งผลกับ sound ของเพลงในอัลบั้มนี้ชัดเจนมาก

เพลงในอัลบั้มชุดนี้มีความไพเราะน่าฟังมาก แต่ละเพลงให้สำเนียงออกมาเป็นญี่ปุ่นชัดเจน เรียบเรียงโดย Michio Mamiya ส่วนวงที่บรรเลงร่วมกับโยโย หม่าชื่อว่า Pro Musica Nipponia ซึ่งควบคุมวงโดยมิชิโกะ มามิยะ เช่นกัน ผมชอบฟังเพลง Kojo-No-Tsuki แทรคที่สองในอัลบั้มนี้มากเป็นพิเศษ ซึ่งผมว่าเป็นเพลงที่บันทึกเสียงของฮาร์ฟซิคอร์ดกับเสียงเชลโล่ออกมาได้สมดุลกันมากเป็นพิเศษ (Ken-Ichi Handa เป็นซาวนด์เอ็นจิเนียร์) เนื่องจากเสียงของเครื่องดนตรีทั้งสองชิ้นนี้จะมีโทนเสียงอยู่ในย่านความถี่ที่ ตรงข้ามกันเลย คือเสียงของฮาร์ฟซิคอร์ดจะออกไปทางแหลม กังวาน สะท้อนถึงความสดใส ในขณะที่เสียงเชลโลจะออกไปทางทุ้ม ให้ความรู้สึกซึมเศร้า ซึ่งก็อย่างที่เกริ่นมาตอนต้น ถ้าเล่นเพลงนี้ผ่านแอมป์ที่ให้โทนัลบาลานซ์ไม่สมดุล ไม่ราบเรียบ ให้ปริมาณความถี่ที่ไม่เท่าเสมอกันในย่านทุ้มกลางแหลม จะมีผลให้โทนเสียงของเพลงนี้มีความเบี่ยงเบนไปจากที่ควรจะเป็น ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมาผมพบว่า แอมป์ระดับล่างๆ มักจะให้โทนเสียงออกไปทางสว่าง เน้นปริมาณของความถี่ในย่านกลางขึ้นไปแหลมมากกว่ากลางลงไปทุ้มซะเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งในประเด็นนี้ต้องบอกเลยว่า Kula ของ Mola Mola ตัวนี้จูนเสียงออกมาได้ดีมาก ฟังเพลงนี้แล้วรู้ได้ทันทีถึงความราบเรียบของการตอบสนองความถี่ที่มีความสมดุลกันมาก ฟังเพลงนี้แล้วไม่รู้สึกเลยว่าฮาร์ฟซิคอร์ดกับเชลโล่แย่งซีนกัน แต่มันฮาร์มอไน้ซ์ (harmonize) กันไปอย่างกลมกลืน ถ้อยทีถ้อยอาศัย ร้อยรัดกันไปด้วยวรรณะที่เสมอกัน ซึ่งไม่ใช่แค่เพลง Kojo-No-Tsuki เพลงนี้เท่านั้น แต่ผมพบว่า ความสมดุลของโทนเสียงเกิดขึ้นกับทุกเพลงในอัลบั้มนี้ ซึ่งเป็นอิทธิพลที่ได้จากภาคขยาย class-D ของอินติเกรตแอมป์ Kula ตัวนี้เต็มๆ .!!!

อัลบั้ม : Beethoven: The Overtures (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Weiner Philharmoniker; Claudio Abbadoconductor
สังกัด : Deutsche Grammophon

หลังจากสุ่มกดเลือกฟังเพลงไปเรื่อยๆ ผมก็มาค้นพบ ข้อดีของ Kula อีกข้อหนึ่ง ซึ่งหลังจากลองทดสอบประเด็นนี้อยู่พักใหญ่ๆ กับการลองฟังเพลงคลาสสิกที่เคยฟังจนคุ้นๆ หูมาแล้วผ่านไปหลายอัลบั้ม ต้องนับว่า คุณสมบัติที่ว่าเป็น ข้อดีของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ถือว่าเป็น ไฮไล้ท์สำหรับคนที่ชอบฟังเพลงคลาสสิกเป็นพิเศษ

ข้อดีที่ว่าก็คือ ความโปร่งใสของพื้นเสียง ที่ได้จากคุณสมบัติทางด้าน S/N ratio ที่ค่อนข้างสูง เพราะ noise ต่ำ บวกกับ ไดนามิก เร้นจ์ที่เปิดกว้างมากพอ ทำให้ผมสามารถเร่งวอลลุ่มขึ้นไปได้สูงถึงระดับที่สามารถ ขุดเอารายละเอียดในระดับ Low Level ขึ้นมาได้โดยที่ไม่ทำให้ระดับของ background noise เพิ่มขึ้นมากจนถึงระดับที่รบกวนการฟัง ซึ่งประเด็นนี้คือมรรคผลของภาคขยาย class-D ที่ผ่านการจัดการมาอย่างดี

ใครที่เคยฟังเพลงคลาสสิกบ่อยๆ จะทราบดีว่า เพลงแนวนี้ใช้การบรรเลงของเครื่องดนตรีอะคูสติกล้วนๆ ไม่มีการขยายสัญญาณเสียงด้วยวงจรอิเล็กทรอนิคเข้ามายุ่ง ในการบันทึกเสียงส่วนใหญ่ก็จะใช้วิธีบันทึกสดลงบนเทปโอเพ่นรีลโดยไม่ผ่านการมิกซ์ นั่นมีผลให้เพลงแนวนี้มีช่วยสวิงไดนามิกของสัญญาณที่กว้างมากกว่าเพลงแนวอื่นๆ โดยเฉพาะเพลงคลาสสิกแนวโอเวอเจอร์ที่บรรเลงโดยวงออเคสตร้าขนาดใหญ่ ซึ่งในงานเพลงชิ้นเดียวกัน จะมีทั้งช่วงที่มีความดังสูงๆ ซึ่งเกิดจากการบรรเลงของเครื่องดนตรีทั้งวงพร้อมกัน ไปจนถึงช่วงที่แผ่วเบาซึ่งมักจะเป็นช่วงที่บรรเลงโดยเครื่องดนตรีบางชิ้นในวง

ยกตัวอย่างจากอัลบั้มชุด The Overtures ซึ่งเป็นอัลบั้มรวมงานประพันธ์แนวโอเวอเจอร์ (เพลงโหมโรง) ของ Ludwig Van Beethoven ของค่าย Deutsche Grammophon ชุดนี้ ในภาพข้างบนจะเห็นว่า โปรแกรม Roon ทำการวิเคราะห์ไดนามิกเร้นจ์ของเพลงในอัลบั้มนี้ด้วยมาตรฐาน R128 คือทำการวัด อัตราสวิงระหว่างจุดที่ เบาที่สุด” (softnest) ของเพลงในอัลบั้มนี้ไปถึงจุดที่ ดังที่สุด” (loudest) ของอัลบั้มนี้ ซึ่งได้ค่าความแตกต่างของความดังออกมาเท่ากับ 19 (ศรชี้สีแดง) ซึ่งถือว่าเป็นอัตราสวิงไดนามิกที่กว้างมาก (เพลงพ๊อพทั่วไปจะอยู่ในระดับไม่เกิน 10)

อันนี้มีผลอะไร.? ให้ดูตรงกรอบสีเขียว ซึ่งเป็นสเกลที่แสดงระดับความดังของเสียงเพลงนี้ในแต่ละวินาทีที่เพลงดำเนินไป สังเกตเส้นตรงสีแดงบางๆ จะขยับเคลื่อนไปตามเวลาที่เพลงนั้นกำลังเล่นอยู่แบบเรียลไทม์ จากในภาพ ช่วงที่สเกลไดนามิกเป็นเส้นบางๆ คือช่วงที่เบาของเพลง ยิ่งเส้นบางมากจนมองเหมือนเส้นตรง เสียงจะยิ่งเบามาก ส่วนช่วงที่สเกลไดนามิกเป็นเส้นสูงๆ คือช่วงที่ดัง ยิ่งเส้นสูงมากเสียงก็ยิ่งดังมาก จากภาพตัวอย่างข้างบน สังเกตว่า เพลงนี้จะมีช่วงที่เสียงดังมากกับช่วงที่เสียงเบามากสลับกันอยู่เป็นช่วงๆ ซึ่งจากที่เคยฟังเพลงนี้ผ่านแอมป์บางตัว จะมีปัญหาช่วงที่เพลงเบารายละเอียดจะจม ฟังไม่ชัด พอเร่งวอลลุ่มขึ้นไปสูงๆ เพื่อให้ช่วงเบามันชัดขึ้น จะมีผลทำให้รูปวงเวทีเสียงแย่ลง ทุกอย่างจะดันขึ้นมาข้างหน้า ไม่แผ่โค้งเป็นโถงฮอลล์ลงไปด้านหลัง และช่วงที่เพลงดังเสียงจะพุ่งล้นออกมามากเกินไปจนต้องหรี่วอลลุ่มลง ซึ่งพอมาฟังผ่าน Kula ตัวนี้ ผมไม่พบกับปัญหานี้เลย ณ ระดับวอลลุ่มที่ทำให้รายละเอียดช่วงเบาปรากฏออกมาอย่างชัดเจนนั้น พอถึงตอนโหมดังขึ้นมา ตำแหน่งของเสียงก็ยังคงตรึงอยู่กับที่ มีแต่ความดังเท่านั้นที่เปลี่ยนไป (แสดงว่า Kula มีกำลังสำรองมากพอ) ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่คนชอบฟังเพลงคลาสสิกอย่างผมอยากจะติดดาวให้สัก 5 ดวงไปเลย.!!!

สรุป

นี่เป็นภาคขยาย class-D ที่ให้เสียงดีที่สุดเท่าที่ผมเคยฟังมา.! คอนเฟิร์มเลยว่า เสียงของ Kula ตัวนี้ไม่ได้ด้อยกว่าแอมป์ที่ใช้ภาคขยาย class A/B ชั้นดีทั่วไปเลย ถ้าเอามาเทียบกัน ก็แค่ class A/B ดีกว่าในบางด้านอย่างเช่นน้ำหนักเสียงในย่านต่ำที่ทำได้แน่นกว่า แต่ class-D ก็มีจุดที่ดีกว่าคือเกลี่ยความถี่ออกมาได้กว้างกว่า ให้คอนทราสน์ของความถี่ที่ไล่ระดับจากแหลมไปทุ้มออกมาได้ละเอียดกว่า ไปในแนวทางเดียวกันกับภาคขยาย class-A และเนื่องจากภาคขยาย class-D ให้ประสิทธิภาพสูงกว่า เพราะไม่ต้องสูญเสียพลังงานไปกับความร้อนมากเท่าภาคขยาย class-A ทำให้แอมป์ตัวนี้มีบุคลิกเสียงคล้ายแอมป์อะนาลอก class-A แต่มีความสามารถในการควบคุมลำโพงที่ดีกว่ามาก

เสียงของ Kula ตัวนี้จะยิ่งดีขึ้นไปอีกมากเมื่อใช้งานร่วมกับแหล่งต้นทางสัญญาณคุณภาพสูง โดยเฉพาะถ้าใช้ร่วมกับ Network DAC ของ Mola Mola รุ่น Tambaqui (REVIEW) เสียงจะลงตัวมากที่สุดในทุกด้าน.!! /

************************
ราคา : 450,000 บาท / ตัว
************************
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่
บริษัท Komfort Sound
โทร. 083-758-7771
facebook: komfortsound

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า