CD60 เป็นเครื่องเล่นซีดี “ยุคใหม่” ที่ออกแบบขึ้นมาเฉพาะเจาะจงให้กับคนที่ “ไม่พร้อม” หรือ “ไม่อยาก” เอาชุดเครื่องเสียงไปยุ่งเกี่ยวกับระบบ network อาจจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม นั่นทำให้นอกจากจะเล่นแผ่นซีดีแล้ว คุณยังสามารถเล่นไฟล์เพลงไฮเรซฯ ทั้งฟอร์แม็ต PCM และ DSD ที่มีความละเอียดสูงกว่ามาตรฐานซีดีกับ CD60 ได้ด้วย โดยผ่านทางอินพุต USB-type-A ที่อยู่ด้านหน้า
รูปร่างหน้าตา
คนที่เล่นเครื่องเสียงมานานเกินสิบปีขึ้นไป เชื่อว่าน่าจะรู้จักชื่อแบรนด์ “มาร้านซ์” (Marantz) กันเป็นอย่างดี แต่ถ้าอยู่ๆ มาเห็นหน้าตาของเครื่องเล่นซีดีตัวนี้เข้า แว๊บแรกคุณอาจจะรู้สึกแปลกตา เพราะนี่คือรูปโฉมใหม่ของเครื่องเสียงมาร้านซ์ยุคนี้ที่ถูกปรับปรุงโฉมหน้าให้ดูมีมิติมากขึ้น มีความวิบวับมากกว่าดีไซน์แบบเก่าที่ใช้มานานหลายสิบปี

ลิ้นชักรับแผ่นยังคงถูกติดตั้งอยู่ที่ตำแหน่งกลางของตัวเครื่องอย่างเดิม คาดว่าด้วยเหตุผลทางด้านศูนย์ถ่วง ซึ่งส่งผลกับประสิทธิภาพการทำงานของภาคกลไกขับหมุนแผ่นที่อยู่ด้านใน ถ้าเอาไปไว้ชิดด้านใดด้านหนึ่งของหน้าปัดจะทำให้ศูนย์ถ่วงไม่ดีจะเกิดความไม่เสถียรขณะภาคหมุนแผ่นทำงาน มีผลไปกระตุ้นเรโซแนนซ์ของตัวเครื่องด้วย
บนแผงหน้า

1 = ปุ่มเปิด/ปิดเครื่อง (สแตนด์บาย)
2 = ปุ่มกดสั่งเล่นเพลง/หยุดเล่นค้างไว้
3 = ปุ่มกดหยุดเล่นเพลง
4 = ปุ่มกดเลือกอินพุต ระหว่างเล่นจากแผ่น กับเล่นจากแฟรชไดร้ที่เสียบอยู่ที่ช่อง USB-A ด้านหน้า
5 = ลิ้นชักรับแผ่น
6 = ช่องเสียบ USB แฟรชไดร้ที่เก็บเพลง
7 = หน้าจอแสดงผล
8 = ปุ่มกดเลื่อนถาดรับแผ่นออกมา และกดซ้ำเพื่อดึงถาดกลับเข้าไปในตัวเครื่อง
9 = กดสั้นๆ เป็นการข้ามไปเล่นแทรคต่อไป, กดค้างเพื่อเลื่อนเพลงไปข้างหน้าเร็วๆ
10 = กดสั้นๆ เป็นการถอยหลังไปแทรคก่อนหน้า, กดค้างเพื่อเลื่อนเพลงถอยหลังเร็วๆ
11 = ปุ่มหมุนเพื่อปรับวอลลุ่มสำหรับหูฟัง
12 = ช่องเสียบแจ็คหูฟังขนาด 6.3 ม.ม.
ที่แผงหลัง

1 = ช่องเอ๊าต์พุตของสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์ แชนเนลซ้าย (L) และแชนเนลขวา (R)
2 = ช่องเอ๊าต์พุตของสัญญาณดิจิตัล ให้มา 2 ช่องคือ optical กับ coaxial อย่างละช่อง
3 = ช่องเชื่อมต่อสัญญาณรีโมทจากภายนอก
4 = เต้ารับสำหรับปลั๊กไฟจากสายเอซีแบบถอดเปลี่ยนได้
ดีไซน์ภายใน
มาร้านซ์ให้ความสำคัญกับการออกแบบวงจรภายในอยู่ 2 จุด ที่เน้นๆ เป็นพิเศษ จุดแรกคือวงจร HDAM ที่พัฒนามาใหม่ล่าสุด..

HDAM หรือ Hyper Dynamic Amplifier Module เป็นเทคโนโลยีที่ Marantz คิดค้นขึ้นมาเมื่อ ปี 1992 มันคือภาคอะนาลอก เอ๊าต์พุตที่มาร้านซ์ตั้งใจทำออกมาเพื่อใช้ทดแทน “ภาคขยายสำเร็จรูป” ที่เรียกว่า “อ๊อปแอมป์” (Opamp) ที่นิยมใช้กันอยู่ในเครื่องเล่นซีดียุคนั้น ข้อดีของ HDAM คือเป็นวงจรแบบดีสครีตที่ใช้คอมโพเน้นต์เป็นตัวๆ มาประกอบบนแผงวงจร ที่ให้ความยืดหยุ่นในการปรับจูนได้มากกว่าอ๊อปแอมป์ที่เป็นชิปสำเร็จ ซึ่ง HDAM เวอร์ชั่นแรกของ Marantz ถูกนำไปใช้ในเครื่องเล่นแผ่นซีดีรุ่น CD-15 และในอินติเกรตแอมป์รุ่น PM-99SE
วงจร HDAM เป็นวงจรขยายขนาดเล็กที่มี gain สูงถึง 70dB มี slew rate สูงถึง 70 – 80V ต่อไมโครเซคัล มักจะถูกใช้ในส่วนที่เป็นภาคขยายส่วนท้ายหรือเอ๊าต์พุตของอุปกรณ์ที่เป็นต้นทาง อาทิเช่น ภาคเอ๊าต์พุตของปรีแอมป์ (เพื่อส่งต่อไปให้เพาเวอร์แอมป์), ภาคเอ๊าต์พุตของเครื่องเล่นซีดี หรือภาคเอ๊าต์พุตของ DAC เพื่อส่งต่อไปให้ปรีแอมป์ หรืออินติเกรตแอมป์
ปี 1994 ทางมาร้านซ์ได้ทำการอัพเกรดปรับปรุงประสิทธิภาพทางด้าน slew rate กับ signal-to-noise ratio ของโมดูล HDAM ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น กลายเป็นเวอร์ชั่นใหม่ ‘New HDAM‘ ก่อนจะนำไปใช้ติดตั้งในปรีแอมป์รุ่น SC-5 และในเพาเวอร์แอมป์รุ่น SM-5 มาถึง ปี 1997 ทางมาร้านซ์ได้ทำการปรับปรุงโมดูล HDAM อีกครั้งด้วยการทำให้สามารถปรับจูนค่า DC offset ได้ ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพเสียง โมดูล HDAM แบบปรับค่าได้นี้ถูกใช้ครั้งแรกในอินติเกรตแอมป์รุ่น PM-15
ปี 2002 วิศวกรของมาร้านซ์ก็ทำการปรับปรุงโมดูล HDAM ครั้งใหญ่จนกลายเป็น HDAM-SA ที่มีลักษณะเป็นบัฟเฟอร์แอมปลิฟายที่มีโวลเตจเกนเท่ากับ 0dB เพื่อใช้กับแอมปลิฟายที่ออกแบบโดยใช้ลูปกระแสฟีดแบ็ค มันถูกใช้ในปรีแอมป์รุ่น SC-7S1 กับเพาเวอร์แอมป์รุ่น MA-9S1 ที่ผลิตออกมาเมื่อปี 2002 หลังจากนั้น โมดูล HDAM ก็ถูกพัฒนาปรับปรุงมาอย่างต่อเนื่อง

ภาพนี้คือหน้าตาของวงจร HDAM เวอร์ชั่นปัจจุบันที่ถูกใช้อยู่ในภาคอะนาลอก เอ๊าต์พุตของเครื่องเล่นซีดี Marantz CD60 ตัวนี้ ซึ่งมีทั้ง HDAM ที่ปรับปรุงใหม่ และ HDAM-SA2 โดยที่วิศวกรของมาร้านซ์ได้ทำการปรับจูนลักษณะการวางคอมโพเน้นต์ในวงจรให้มีลักษณะสมมาตรกันมากที่สุด และจัดทางเดินสัญญาณที่ตรงและสั้นที่สุด

อีกจุดที่ได้รับความใส่ใจจากทีมออกแบบของมาร้านซ์มากเป็นพิเศษก็คือ ภาคจ่ายไฟ (power supply) ซึ่งมีความสำคัญมากกับคุณภาพเสียง มีการใช้แคปาซิเตอร์ขนาดใหญ่เพื่อให้การจ่ายกระแสมีความนิ่งมากที่สุดและลดสัญญาณรบกวนไปในตัว, ใช้ไดโอด Schottky barrier แบบไฮ–เคอเร้นท์ที่จ่ายกระแสได้สูง, ปรับปรุงเสริมประสิทธิภาพของภาค voltage regulators ทั้งหมดนี้คือเทคนิคพิเศษที่ทุ่มลงไปในภาคจ่ายไฟของ CD60 ตัวนี้
มาร้านซ์มีเทคโนโลยี discrete DAC เป็นของตัวเองที่ชื่อว่า Marantz Musical Mastering แต่จะใช้ในรุ่นสูงๆ อย่างเช่น SACD 30n สำหรับรุ่น CD60 ตัวนี้พวกเขาเลือกใช้ชิปสำเร็จของ ESS Technology เบอร์ ES9010K2M ด้วยเหตุผลทางต้นทุน แต่ก็มีวงจร digital filter เอาไว้ให้เลือกปรับจูนเสียง 2 ตัว
ทดสอบฟังเสียงของ CD60

ผมทดลองใช้ CD60 ฟังเพลงในหลากหลายรูปแบบที่สามารถทำได้ วิธีแรกสุดคือใช้ CD60 เป็นเครื่องเล่นแผ่นซีดี โดยต่อสัญญาณอะนาลอก เอ๊าตืพุตของ CD60 ไปที่อินพุตของอินติเกรตแอมป์ Accuphase รุ่น E-280 ขับลำโพง Mission รุ่น 700 (E-280 สามารถขับ Mission 700 ออกมาได้เต็มความสามารถของลำโพง) โดยใช้สายลำโพงของ Kimber Kable รุ่น TC-12 เชื่อมโยงระหว่าง E-280 กับ Mission 700


ทดสอบขั้นที่สอง ผมทดลองใช้ความสามารถของช่อง digital out ของ CD60 โดยดึงสัญญาณดิจิตัลจากช่องเอ๊าต์พุต coaxial ของ CD60 (ศรชี้ด้านบน) ผ่านสาย coaxial ของ Kimber Kable รุ่น Illuminati DV70 ไปเข้าอินพุตโคแอ๊กฯ ของ external DAC ยี่ห้อ Mytek รุ่น Liberty DAC II และส่งสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตจาก Liberty DAC II ไปเข้าที่อินพุต CD ของ E-280
เล่นไฟล์เพลง Hi-Res กับ CD60
CD60 เป็นเครื่องเล่นซีดีที่พัฒนาขึ้นมาในยุคของการเล่นไฟล์ไฮเรซฯ ทางมาร้านซ์ได้เพิ่มเติมความสามารถในการเล่นไฟล์เพลงมากับเครื่องเล่นซีดีตัวนี้เข้ามาด้วย โดยเล่นได้ 2 ทาง ทางแรกคือเล่นจากแผ่น CD-R หรือ CD-RW ที่ไร้ท์ไฟล์ WMA หรือ MP-3 ที่มีความละเอียดตั้งแต่ 48 – 320 kbps อยู่บนแผ่น วิธีเล่นก็แค่โหลดแผ่นเข้าไปในเครื่องแล้วใช้รีโมทไร้สายควบคุมการเล่นเหมือนเล่นแผ่นซีดีธรรมดา

ส่วนอีกทางคือเล่นผ่านอินพุต USB-A ที่อยู่ด้านหน้าเครื่อง ซึ่งเป็นวิธีเล่นไฟล์เพลงที่ง่ายสำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีความรู้ หรือไม่พร้อมเกี่ยวกับระบบเน็ทเวิร์ค เพราะการเล่นไฟล์เพลงทางช่อง USB-A ไม่ต้องใช้เน็ทเวิร์ค เพียงแค่คุณมีไฟล์เพลงในแฟรชไดร้ หรือ USB ฮาร์ดดิสที่มีความจุไม่เกิน 1TB แล้วนำมาเสียบเข้าที่ช่อง USB-A ที่ด้านหน้าของ CD60 จากนั้นก็ใช้รีโมทไร้สายของ CD60 ที่แถมมาในการควบคุมการเล่นไฟล์เพลง

ฮาร์ดดิสพกพา หรือแฟรชไดร้ USB ที่จะใช้กับ CD60 ได้จะต้องฟอร์แม็ตเป็น FAT16 หรือ FAT32 และต้องเสียบตัวแฟรชไดร้เข้าที่ช่อง USB-A “โดยตรง” เท่านั้น เสียบผ่าน USB Hub จะไม่เล่น

อินพุต USB-A จะรองรับไฟล์เพลงได้หลากหลายกว่า และรองรับรายละเอียดของไฟล์ได้สูงกว่าการเล่นด้วยแผ่น CD-R/CD-RW มาก โดยส่วนตัวผมแนะนำให้เล่นทางช่อง USB-A มากกว่า เพราะมันรองรับฟอร์แม็ตของไฟล์เพลงได้เยอะมาก ครอบคลุมถึงระดับมาตรฐานที่นักเล่นฯ ไฮเอ็นด์ฯ ฟังกันคือได้ทั้งฟอร์แม็ต PCM ตั้งแต่ 32/44.1 ไปจนถึง 24/192 และเล่นไฟล์ฟอร์แม็ต DSD สูงถึงระดับ DSD5.6MHz (DSD128) ซึ่งเสียงที่ได้ออกมาก็ดีมากด้วย
ทดลองฟังเสียงของ CD60
เครื่องเล่นซีดีตัวสุดท้ายที่ผมใช้อยู่ในซิสเต็มช่วงที่เริ่มมีมิวสิค สตรีมมิ่งออกมาใหม่ๆ คือ Azur 851C ของ Cambridge Audio ซึ่งมีราคาเฉียดๆ สี่หมื่นบาทในขณะนั้น (ประมาณ 5-6 ปีมาแล้ว) หลังจาก Cambridge Audio ปล่อยตัวสตรีมเมอร์รุ่น Azur 851N ออกมาเติมเต็มในซีรี่ย์ Azur ผมมีโอกาสได้ทดลองฟังเทียบระหว่าง Azur 851C กับ Azur 851N โดยใช้ไฟล์เพลง WAV อัลบั้มเดียวกันที่ผมริปมาจากแผ่นซีดีเป็นตัวตัดสิน จากการทดลองฟังครั้งนั้น ผมพบว่า เสียงจากแผ่นซีดีที่เล่นด้วย Azur 851C ให้เสียงที่มีลักษณะ “ด้อยกว่า” เสียงที่ได้จากการเล่นไฟล์ผ่านสตรีมเมอร์ Azur 851N อยู่ 2-3 ประเด็น
อย่างแรกคือเสียงจากการเล่นแผ่นซีดีมีลักษณะที่ “หน่วงช้า” กว่าเล่นไฟล์เพลงผ่านสตรีมเมอร์อย่างชัดเจน คือวูบแรกที่ได้ยินจะรู้สึกว่าเสียงจากการเล่นแผ่นซีดีมีลักษณะที่นุ่มนวลและมีมวลหนากว่าเล่นไฟล์เพลงผ่านสตรีมเมอร์ แต่เมื่อตั้งใจพิจารณาแต่ละจุดอย่างละเอียด ผมพบว่า เสียงที่ได้จากการเล่นแผ่นซีดีด้วยเครื่องเล่นซีดีให้เสียงแหลมที่มีลักษณะขาดโฟกัส และขาดพลังดีดตัว ทำให้พื้นเสียงในย่านแหลมขาดความใส อีกประเด็นที่เสียงจากแผ่นซีดีด้วยเครื่องเล่นซีดีสู้เล่นจากไฟล์ผ่านสตรีมเมอร์ไม่ได้ก็คือไทมิ่งของเพลงที่ออกมาอืดและช้า ซึ่งประเด็นของ “ไทมิ่ง” ที่เกี่ยวข้องกับจังหวะของเพลงนี่เองที่ผมพบว่ามักจะเป็น “จุดอ่อน” ของเครื่องเล่นซีดีเมื่อเทียบกับการเล่นไฟล์เพลงด้วยสตรีมเมอร์
Marantz CD60 เป็นเครื่องเล่นซีดีที่ออกมาในยุคที่มิวสิค สตรีมมิ่งกำลังเฟื่องฟู นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ทดลองฟังเสียงของ CD60 ตัวนี้ เพราะอยากรู้ว่ามันจะสามารถขจัดจุดอ่อนในอดีตได้หรือไม่.?

อัลบั้ม : Plays Bizet, Beethoven, Pachelbel And Berlioz (CD)
ศิลปิน : The All Star Percussion Ensemble
สังกัด : FIM (GS DXD 002)
งานเพลงของ The All Star Percussion Ensemble ชุดนี้ใช้เป็นมอนิเตอร์ตรวจวัดประสิทธิภาพในการเล่นแผ่นซีดีของ CD60 ได้ชัดเจนมาก เพราะพื้นฐานของเพลงในอัลบั้มนี้เป็นดนตรีบรรเลงที่ใช้เครื่องดนตรีประเภทเพอร์คัสชั่น (เครื่องเคาะ) จำนวนหลายชิ้นทำหน้าที่แทนวงออเคสตร้าทั้งวง ซึ่งเสียงของซีดีอัลบั้มนี้ใช้วัดได้ทั้งทางด้านความสามารถในการตอบสนองความถี่ โดยเฉพาะในย่านสูงได้ดี และยังใช้วัดความสามารถในการตอบสนองกับสปีดของสัญญาณทรานเชี้ยนต์ได้ดีมากอีกด้วย ซึ่งลักษณะการบรรเลงเครื่องเคาะที่ใช้วิธีเคาะ, ตี และเขย่า ล้วนเป็นพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดสัญญาณเสียงไปทางด้าน transient dynamic ทั้งสิ้น ซึ่งเครื่องเล่นซีดีเก่าๆ ในอดีตมักจะมีปัญหาในการตอบสนองทรานเชี้ยนต์ที่ไม่เร็วพอ ทำให้เสียงเครื่องเคาะในอัลบั้มนี้ออกมามีลักษณะที่ไม่คม โฟกัสจะเบลอ บางเครื่องที่จูนมาเน้นโฟกัสก็มักจะได้แต่หัวเสียงแหลมๆ แต่ขาดมวลฮาร์มอนิก ฟังแล้วจะติดแห้งและคม
วิศวกรของมาร้านซ์ปรับเกนเอ๊าต์พุตของ CD60 มาค่อนข้างต่ำคืออยู่ที่ 2.2 Vrms เมื่อเทียบกับเอ๊าต์พุตของ external DAC หลายๆ ตัวในปัจจุบัน ผมต้องเร่งวอลลุ่มของแอมป์ขึ้นมามากพอสมควรเพื่อให้ได้ความดังและไดนามิกเร้นจ์ของเสียงที่สวิงกว้างมากที่สุดในห้องฟังของผม โชคดีที่พบว่า CD60 ให้ background noise ที่ต่ำมาก (S/N Ratio อยู่ที่ 118dB) ถ้าแอมป์ของคุณมีคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ที่ดี มีค่า S/N ratio ที่สูง เร่งวอลลุ่มขึ้นไปสูงๆ ก็ไม่มี noise ตามออกมาก็ถือว่าแม็ทชิ่งกับ CD60 ลงตัว ซึ่งผมเดาว่า การปรับจูนเกนของสัญญาณจาก HDAM ที่ได้จากการเล่นแผ่นซีดีเอาไว้ต่ำๆ อาจจะเป็นความพยายามที่ต้องการคงความบริสุทธิ์ของสัญญาณจากแผ่นซีดีเอาไว้ก็เป็นได้ แนวคิดคล้ายๆ หัวเข็ม MC ของเครื่องเล่นแผ่นเสียง พอไม่เร่งเกนของสัญญาณมากเกินไป เสียงที่ออกมาก็จะมีคุณภาพมากกว่า เห็นชัดในแง่ของโฟกัสของเสียงที่ออกมาเป๊ะมาก.! ตั้งแต่แหลมลงมาถึงทุ้ม (ใช้ฟิลเตอร์หมายเลข 2) และพอไม่เร่งเกนเยอะ ปลายแหลมก็จะออกมาสะอาด ไม่มีอาการแผดจ้า (overshoot) ในขณะเดียวกัน ผมพบว่า โทนเสียงของ CD60 จะเจือเอาความนุ่มและอิ่มของมวลเสียงที่หลายๆ คนชอบเข้ามาด้วยซึ่งเป็นบุคลิกที่เครื่องเล่นซีดีส่วนใหญ่จะมีอยู่ในตัว อาการนี้จะต่างจากเสียงที่ได้จากการเล่นไฟล์ผ่านสตรีมมิ่งที่จะให้บอดี้ของเสียงที่มีลักษณะกระทัดรัด แยกฮาร์มอนิกออกจากบอดี้อย่างชัดเจน ทำให้บอดี้ของเสียงจะไม่อิ่มใหญ่เหมือนเสียงที่ได้จากการเล่นจากแผ่นซีดีด้วยเครื่องเล่นซีดี

อัลบั้ม : In Formation (CD)
ศิลปิน : The Kronos Quartet
สังกัด : Reference Recording (RR-9CD)
นี่ก็เป็นอีกอัลบั้มที่โชว์ประสิทธิภาพของ CD60 ออกมาให้เห็นว่าวิศวกรของมาร้านซ์ได้ปรับจูนภาค DAC ในตัว CD60 ออกมาดีมาก เสียงไวโอลินในอัลบั้มนี้มีลักษณะที่เปิดกระจ่าง ได้ยินเส้นสายที่ถูกสีออกมาชัดเจน ซึ่งเครื่องเล่นซีดียุคเก่าๆ บางตัวจะให้เสียงไวโอลินของอัลบั้มนี้ออกมาเพี้ยนไปเยอะ บางเครื่องที่จูนมาเน้นโฟกัสจะให้เสียงไวโอลินในอัลบั้มนี้ออกมาเรียวบางเป็นเส้นแหลมๆ ในขณะที่บางเครื่องที่ roll-off ปลายเสียงแหลมลงมาเยอะๆ เพื่อจูนให้โทนเสียงออกไปทางนุ่มเนียนจะให้เสียงไวโอลินในอัลบั้มนี้ออกไปทางหม่นๆ หนาๆ และติดขุ่น ฟังนุ่มหูแต่ไม่สดกระจ่าง ซึ่ง CD60 ตัวนี้ให้เสียงไวโอลินในอัลบั้มนี้ออกมาอยู่ระหว่างสองลักษณะข้างต้น คือเปิดกระจ่างแต่ไม่ถึงกับเจิดจ้า มองเห็น (ด้วยหู) เส้นสายไวโอลินค่อนข้างชัด ไม่จมไปในมุมมืดมาก แต่ก็ไม่ถึงกับเปิดกระจ่างมากจนถึงขั้นบางเรียว ยังคงรับรู้ได้ถึงมวลเนื้อของเส้นสายไวโอลินที่มีบอดี้เข้มหนาได้

อัลบั้ม : Dreaming (CD)
ศิลปิน : Amanda McBroom
สังกัด : Kecko Records (1986)
พอขยับมาลองฟังเสียงร้องก็ได้ข้อสรุปเบ็ดเสร็จเด็ดขาดสำหรับ CD60 ตัวนี้ทันที ฟันธงได้เลยว่า Marantz CD60 ตัวนี้ให้เสียงร้องออกมาน่าฟังมากเป็นพิเศษ.!! ใครที่รู้จักอัลบั้มนี้จะรู้ว่าชุดนี้ไพเราะทุกเพลง เป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซของนักร้องที่มีทักษะระดับโลกอย่างอาแมนด้า แม็คบรูม ซึ่ง CD60 ตัวนี้สามารถถ่ายทอดเสียงร้องที่น่าหลงไหลของอาแมนด้าในอัลบั้มนี้ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมมาก ในชุดนี้ผมจะชอบเพลง ‘The Portrait’ แทรคที่ 9 กับเพลง ‘For Nothing’ แทรคที่ 5 มากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเพลง ‘The Portrait’ นั้นถ้าทุกอย่างลงตัว ฟังแล้วน้ำตาจะไหลทุกที ซึ่ง CD60 ตัวนี้ก็ทำให้ผมนั่งซึมได้เหมือนกัน
เสียงกลาง (โดยเฉพาะเสียงร้องของนักร้องผู้หญิงและผู้ชาย) ของ CD60 จะให้ส่วนผสมที่พอดีๆ ระหว่าง “นุ่มนวล” กับ “สดกระจ่าง” เมื่อผสมกับบุคลิกของเสียงที่เจือความอิ่มหนาซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของการเล่นจากแผ่นซีดีเข้าไป เลยทำให้เสียงร้องของ CD60 ตัวนี้ออกมาในลักษณะที่น่าฟัง แม้ว่าจะรู้สึกได้ว่ามีคัลเลอร์นิดๆ เพราะไม่ได้เปิด สด กระจ่าง เหมือนฟังจากไฟล์ผ่านชุดสตรีมเมอร์ราคาแพงๆ แต่ก็เป็นสีสันที่ทำให้เกิดความรู้สึกชวนฟังมากขึ้น เสียงร้องของนักร้องหญิงหลายๆ ชุดออกมาชวนเคลิบเคลิ้มเป็นพิเศษ ใครชอบฟังเพลงร้องน่าจะถูกใจกับเครื่องเล่นซีดีตัวนี้
เล่นแผ่น MQA-CD ได้.!!!


ผมทดลองเล่นแผ่น MQA-CD ของค่ายใบชาซอง อัลบั้ม “ดอกไม้ที่กลับมา” ซึ่งเข้ารหัสสัญญาณเสียงที่ระดับ 24/88.2 มาด้วยฟอร์แม็ต MQA ต้องใช้เครื่องเล่นซีดีที่รองรับการส่งสัญญาณดิจิตัล PCM + MQA signal ออกทางช่องเอ๊าต์พุต coaxial เพื่อไปผ่านการถอดรหัสด้วยดีโค๊ดเดอร์ MQA บน DAC ภายนอกที่รองรับฟอร์แม็ต MQA
ผมใช้ DAC ของยี่ห้อ MyTek รุ่น Liberty DAC II (REVIEW) รองรับสัญญาณดิจิตัล เอ๊าต์พุตจากช่องโคแอ็กเชี่ยลของ CD60 ปรากฏว่า Liberty DAC II ตรวจพบสัญญาณ MQA จาก CD60 และทำการถอดรหัสออกมาได้เป็นสัญญาณดิจิตัล PCM ที่มีความละเอียดสูงถึงระดับ 24/88.2 เต็มสูบตามที่ทางค่ายใบชาซองใส่ไว้ในแผ่น MQA-CD ชุดนี้ เสียงที่ได้ออกมาดีกว่าฟังจากเครื่องเล่นซีดี CD60 แบบที่ไม่ถอดรหัส MQA ขึ้นไปอีกระดับ ต่างกันอย่างชัดเจน
สรุป
เมื่อผมทดลองเล่นไฟล์ WAV ของอัลบั้มเดียวกันนี้ที่ริปมาจากแผ่นซีดีชุดเดียวกันด้วยการเอาไฟล์ใส่ลงในแฟรชไดร้ USB เสียบเข้าที่ช่องอินพุต USB ด้านหน้า ผมพบว่า เล่นไฟล์ผ่าน USB จะได้เสียงที่สด คม กระชับ และเน้นชัดขึ้นมามากกว่าเล่นจากแผ่นซีดีโดยตรงอยู่พอสมควร ไม่มากนักแต่ก็รู้สึกได้ แต่โดยรวมๆ ฟังจากแผ่นซีดีโดยตรงให้ความนุ่มนวลมากกว่า เสียงออกไปแช่มช้อยชวนฟัง แต่ทางด้านไทมิ่งที่เล่นจากแผ่นซีดีจะดูเหมือนช้ากว่าเล่นจากไฟล์เพลงนิดๆ
เมื่อลองเทียบกับการสตรีมไฟล์เพลงผ่านเน็ทเวิร์คด้วยเครื่องเล่นมิวสิค สตรีมเมอร์ของ Primare รุ่น NP5 MK II (REVIEW) ที่ใช้งานร่วมกับ Roon nucleus+ แล้วส่งสัญญาณ digital out จาก NP5 MK II ไปที่อินพุต coaxial ของ Accuphase E-280 ผมพบว่า เสียงที่ได้จากการเล่นผ่านสตรีมมิ่งให้เสียงที่เปิดกว่า, กระจ่างกว่า, สปีดเร็วกว่า (ไทมิ่งของเพลงถูกต้องมากกว่า), แยกแยะรายละเอียดได้ดีกว่า ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะคุณภาพของภาค DAC ในการ์ด DAC ของ E-280 มีประสิทธิภาพสูงกว่าภาค DAC ในตัว CD60 แต่เมื่อลองเอา “ราคา” ของ CD60 กับราคาของชุดมิวสิค สตรีมมิ่งที่ฟังเทียบกันซึ่งราคาห่างกันหลายเท่าตัว ลองเทียบสัดส่วนกับคุณภาพเสียงที่ได้มาแล้ว ต้องยอมรับว่า คุณภาพเสียงที่ CD60 ให้ออกมาไม่ได้อ่อนด้อยไปกว่าชุดมิวสิค สตรีมมิ่งเท่ากับความแตกต่างของราคาเลย กะประมาณคร่าวๆ ผมว่าเสียงของ CD60 ที่ได้จากการเล่นแผ่ซีดีโดยตรง มีคุณภาพโดยรวมอ่อนด้อยกว่าเสียงจากการสตรีมไฟล์เพลงด้วยชุดมิวสิค สตรีมมิ่งไม่เกิน 25% เท่านั้น ถ้านำ CD60 ไปใช้กับแอมป์+ลำโพงในระดับราคารวมกันไม่เกิน 100,000 บาท ก็น่าจะได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจมาก (ในเมืองนอกชอบจับคู่ CD60 กับอินติเกรตแอมป์ของมาร้านซ์รุ่น Model 40n)
ต้องยอมรับว่า ความสดกระจ่างและไทมิ่งที่แม่นยำของการเล่นไฟล์เพลงผ่านเน็ทเวิร์คของชุดมิวสิค สตรีมมิ่งในปัจจุบันทำให้หาเครื่องเล่นซีดีที่มีสมรรถนะสูสีมาต่อกรได้ยากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อได้ทดสอบ CD60 ของมาร้านซ์ตัวนี้เสร็จ และเอาผลลัพธ์จากการทดสอบมานั่งประเมินผลดู ผมพบว่า ในงบกระมาณสามหมื่นเศษๆ ไม่สามารถหามิวสิค สตรีมเมอร์ตัวไหนมาต่อกรกับ CD60 ตัวนี้ได้ เพราะชุดมิวสิค สตรีมมิ่งที่ให้คุณภาพเสียงในเกณฑ์ที่ดีต้องใช้งบสูงกว่าสามหมื่นขึ้นไปพอสมควร ถ้าตั้งงบต่ำกว่า 30,000 บาทลงมาแทบจะหาชุดสตรีมมิ่งดีๆ ยากมาก…
CD60 เหมาะสมกับความต้องการของคนที่ไม่พร้อมสำหรับการเล่นมิวสิค สตรีมมิ่งผ่านเน็ทเวิร์ค แต่ต้องการเครื่องเล่นซีดีที่ปรับจูนเสียงขึ้นมาสู้กับเสียงของการสตรีมไฟล์เพลงในปัจจุบันได้ใกล้เคียง และยังสามารถเล่นไฟล์ Hi-Res ได้แบบง่ายๆ ผ่านทางอินพุต USB-A โดยที่ไม่ต้องใช้เน็ทเวิร์ค ซึ่งเสียงที่ออกมาก็ได้รายละเอียดและความกระจ่างชัดมากขึ้น สูสีกับการเล่นผ่านระบบสตรีมมิ่งระดับกลางๆ หรือจะอัพเกรดด้วยการเพิ่ม external DAC ที่สูงกว่าภาค DAC ในตัว CD60 ที่รองรับระบบเสียง MQA ก็สามารถใช้ CD60 เป็นซีดีทรานสปอร์ตได้ด้วย /
*************************
ราคา : 38,900 บาท / เครื่อง
*************************
สนใจสอบถามเพิ่มเติมที่
Marantz Thailand



