อะไรกันนี่.. ยังไม่ทันหายตกใจกับเสียงของภาคขยาย class-D ของเพาเวอร์แอมป์ LAiV Audio รุ่น Crescendo CHORUS เลย นี่มาอีกเจ้าแล้ว Onkyo ผู้ผลิตแบรนด์เก่าแก่ของญี่ปุ่น ชื่อรุ่นคือ MUSE Y50 (เรียกสั้นๆ ว่า Y50) ซึ่งเป็นอินติเกรตแอมป์แบบ all-in-one ที่ผนวกเอาสตรีมเมอร์ + DAC รวมถึงภาคขยายหัวเข็ม MM/MC มาไว้ในตัวถังเดียวกัน เป็นรูปแบบที่คนรุ่นใหม่ชอบ คือจบในตัวเดียว ทำได้ทุกอย่างที่ต้องการ ซึ่งนอกจากฟังท์ชั่นใช้งานครบๆ แล้ว Y50 ของ Onkyo ตัวนี้ยังใช้ภาคขยาย class-D อีกด้วย และที่น่าสนใจก็คือ ไม่ใช่ภาคขยาย class-D แบบเดิมๆ นี่ซิ.!!!
all-in-one ที่ไม่ได้ทำมาเพื่อความสะดวกอย่างเดียว.!
แต่ สวยด้วย + เสียงดี ด้วย
Onkyo เป็นแบรนด์เก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์อยู่ในวงการเครื่องเสียงมานานมาถึง 80 ปี (ก่อตั้งเมื่อ ปี 1946) ซึ่งการกลับมาทำผลิตภัณฑ์เครื่องเสียง 2 แชนเนล ครั้งนี้ก็เพื่อฉลองอายุแบรนด์ ครบ 80 ปี นี่แหละ หลังจากที่ไปทุ่มเทให้กับวงการโฮมเธียเตอร์มานาน การหวนกลับมาทำแอมป์สเตริโอ 2 แชนเนลครั้งนี้ Onkyo จึงไม่ได้มาเล่นๆ แต่พกเอา “ทีเด็ด” มาด้วย


ทีเด็ดอย่างแรกที่สามารถซึมซับได้ด้วยสายตาก็คือ “รูปร่างหน้าตา” ภายนอกของแอมป์ตัวนี้ ซึ่งดูแล้วมีแนวการออกแบบที่ทันสมัย มี “จอสี” LCD ขนาดใหญ่ถึง 5.46 นิ้ว ที่สามารถเลือกการแสดงผลได้หลายแบบเป็นศูนย์กลาง โดยมีปุ่มหมุนขนาดใหญ่ 2 ปุ่ม ทำหน้าที่ในการเลือกใช้งานฟังท์ชั่นต่างๆ ติดตั้งอยู่บนแผงหน้าปัดที่ทำมาจากแผ่นอะลูมิเนียมที่มีความหนาถึง 5 ม.ม. ซึ่งผู้ผลิตอ้างว่าช่วยลดเรโซแนนซ์ของตัวเครื่องได้ด้วย บนแผ่นหลังของตัวเครื่องมีช่องฉลุลายแพลทเทิ้นสไตล์ญี่ปุ่นที่เรียกว่า San Kuzushi Patterned ที่ดูแปลกตา มีความเป็นเอกลักษณ์ แต่หน้าที่ของมันนอกจากความเก๋ก็คือช่วยระบายความร้อนภายในตัวเครื่องออกมาภายนอก
ฟังท์ชั่นใช้งาน
+ ช่องอินพุต / เอ๊าต์พุต


A = สวิทช์เปิด/ปิดเครื่อง
B = ไฟ LED แสดงสภาวะการทำงานของตัวเครื่อง
C = ช่องเสียบแจ็คหูฟังขนาดมาตรฐาน 6.3 ม.ม.
D = ปุ่มหมุนเลือกอินพุต และกดเพื่อเข้าใช้เมนูเครื่อง
E = จอ LCD
F = ปุ่มหมุนปรับวอลลุ่ม
G = ช่องเสียบ USB แฟรชไดร้ที่ใช้เก็บไฟล์เพลง
H = ปุ่มหมุนเพื่อเปลี่ยนข้อมูลที่แสดงบนหน้าจอ
I = สวิทช์โยกเลือกประเภทหัวเข็ม MM/MC
J = เสาอากาศสำหรับรับคลื่น Wi-Fi / Bluetooth
K = เต้ารับปลั๊กสายไฟเอซี
เห็นช่องอินพุต/เอ๊าต์พุตของ Y50 ตัวนี้แล้วต้องยอมรับว่า มันคือ อินติเกรตแอมป์ที่มีคุณสมบัติของความเป็น all-in-one อยู่ในตัวครบมาก.! ไม่ว่าจะเป็นอินพุต digital ที่รองรับได้ครบทั้งแบบ “ใช้สาย” (coaxial, optical, Ethernet, HDMI) แบบ “ไร้สาย” (Bluetooth, Wi-Fi) และแบบ “ไดเร็กต์” หรือเสียบตรง (USB-A) รวมถึงช่องอินพุต/เอ๊าต์พุตทางฝั่ง analog ก็มาครบเช่นกัน เริ่มด้วย ช่อง audio in ที่รองรับสัญญาณอะนาลอกจากภายนอกที่ให้มากถึง 3 ชุด นี่ยังไม่ได้รวมช่องอินพุตสำหรับรองรับสัญญาณจากหัวเข็มของเครื่องเล่นแผ่นเสียงนะ ซึ่งในมุมนี้ต้องขอบอกว่าน่าจะโดนใจวัยรุ่นและนักเล่นยุคใหม่ที่อยากเล่นแผ่นเสียงแน่ๆ เพราะภาคขยายสัญญาณหัวเข็มที่ Y50 ตัวนี้มันรองรับได้ทั้งสัญญาณจากหัวเข็มแบบ Moving Magnet (MM) และหัวเข็มแบบ Moving Coil (MC) ทั้งสองแบบ ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกใช้ได้ง่ายๆ เพียงแค่สับสวิทช์โยกเท่านั้น
มาดูความสามารถในการรองรับสัญญาณที่อยู่ในรูปแบบ digital กันก่อน เริ่มจากช่องทางเบสิคอย่าง optical กับ coaxial ที่รองรับสัญญาณดิจิตัล PCM จากภายนอกได้ถึงระดับไฮเรซฯ สูงสุดไปถึงแซมปลิ้งเรต 96kHz ไม่รองรับฟอร์แม็ต DSD แต่ถ้าคุณเก็บไฟล์เพลงไว้ในแฟรชไดร้แล้วนำไปเสียบที่อินพุต USB-A ที่อยู่บนแผงหน้าปัด คุณจะเล่นฟอร์แม็ต PCM ด้วยไฟล์ WAV, AIFF, FLAC และ Apple Lossless ได้สูงสุดถึงระดับแซมปลิ้งที่ 192kHz
แต่ช่องทางอินพุตที่ถือว่าเป็นไฮไล้ท์ของ Y50 ก็ต้องเป็นอินพุตเน็ทเวิร์ค Ethernet ที่เชื่อมต่อไปที่ router ซึ่งเป็นอินพุตที่ทำให้คุณสามารถ “สตรีมไฟล์เพลง” มาฟังได้จากหลากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะสตรีมจาก NAS หรือฮาร์ดดิสที่คุณเก็บไฟล์เพลงของคุณไว้บนเน็ทเวิร์ค, สตรีมจากเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการรายเดือนอย่าง TIDAL ผ่าน TIDAL Connect, Gobuz ผ่าน Gobuz Connect และ Spotify ผ่าน Spotify Connect ซึ่งมีไฟล์เพลงให้คุณสตรีมมาฟังมากมายมหาศาล (*รายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับการสตรีมไฟล์เพลงในขั้นตอนทดลองฟัง)
ยังไม่พอ Y50 ยังอำนวยความสะดวกในการฟังเพลงให้คุณอีกช่องทาง คือสตรีมไฟล์เพลงจากอุปกรณ์พกพาหรือจากคอมพิวเตอร์ ที่ใช้เล่นไฟล์เพลงไปที่ Y50 ผ่านทางระบบไร้สาย (wireless) ที่เปิดให้ใช้ได้ทั้ง Wi-Fi และ Bluetooth ซึ่งเป็นช่องทางที่ทำให้สามารถใช้งาน Y50 ได้สะดวกมาก ผมทดลองสตรีมไฟล์เพลงที่เล่นจากแอพ Onkyo HF Player บน iPhone 12 ไปที่อินพุต AirPlay ของ Y50 พบว่าเสียงออกมาในเกณฑ์ที่ดี ยอมรับได้สำหรับการฟังเพื่อการพักผ่อน
ภาคขยาย class-D ที่เป็นไฮไล้ท์.!
โมดูล Axign + ทรานซิสเตอร์ MOSFET แบบไฮ–เคอเร้นต์
ถ้าลงทุนซื้อแอมป์ราคาหลายหมื่นบาทแล้วบอกไม่เน้น “คุณภาพเสียง” คงจะเป็นเรื่องแปลก ซึ่งทีเด็ดที่มีส่วนสำคัญกับเสียงมากที่สุดสำหรับ Y50 ตัวนี้ นั่นคือ “ภาคขยาย” ของแอมป์ตัวนี้ซึ่งเป็นภาคขยาย class-D ที่ทำงานในโดเมนดิจิตัลตลอดทั้งเส้นทาง (Full digital circuit) จึงลดโอกาสที่สัญญาณจะเกิดความสูญเสียระหว่างทาง (ตั้งแต่อินพุตไปจนถึงเอ๊าต์พุต) ได้มาก พวกเขาเลือกใช้โมดูล class-D ที่ออกแบบโดยบริษัท Axign (*ปัจจุบันถูกซื้อโดยบริษัท Monolithic Power Systems – MPS) มาทำหน้าที่เป็น controller เพื่อจัดการกับสัญญาณอินพุตที่ส่วนหน้าและทำ modulation ก่อนจะส่งไปให้ภาคขยายเอ๊าต์พุต ซึ่งรับหน้าที่โดยทรานซิสเตอร์ MOSFET ให้อัดกระแสไปสู้กับอิมพีแดนซ์ของลำโพง
การทำงานระหว่างโมดูล Axign กับเอ๊าต์พุต MOSFET

หัวใจสำคัญของภาคขยายในตัว Y50 จึงอยู่ที่ความสามารถของโมดูล Axign นี่เอง ซึ่งมันจะทำการตรวจจับสัญญาณต้นทาง (1) ที่เข้ามาทางอินพุตอย่างรวดเร็วแทบจะเรียกว่า real-time ซึ่งเป็นสัญญาณที่ภาคปรีแอมป์ขยายขึ้นมาระดับหนึ่ง ตามสเกลของวอลลุ่มที่ผู้ใช้ปรับตั้งไว้ จากนั้นก็วิเคราะห์สัญญาณแล้วใช้ Pulse Width Modulation (PWM) (2) จับคู่กับสัญญาณอะนาลอก อินพุตก่อนส่งไปให้ทรานซิสเตอร์ MOSFET (3) ขยายสัญญาณด้วยวิธีสวิทชิ่ง จากนั้น สัญญาณอะนาลอกที่ถูกขยายออกมาจากทรานซิสเตอร์ก็จะถูกตัดความถี่สูงส่วนที่ไม่ต้องการทิ้งไปด้วยวงจร low-pass filter (4) ก่อนที่สัญญาณนั้นจะถูกปล่อยออกไปที่ขั้วต่อสายลำโพง
ตรงนี้เป็นจุดสำคัญจุดหนึ่งที่ทำให้โมดูล class-D ของ Axign เหนือกว่าวงจรขยาย class-D แบบทั่วไป คือแบบทั่วไปจะมี feedback loop (เส้นสีเขียวในภาพข้างบน) ที่ใช้ตรวจสอบความถูกต้องของสัญญาณที่ออกมาจากทรานซิสเตอร์ “ก่อน” จะไปที่วงจร low-pass filter มาทำการตรวจสอบและทำการแก้ไข + ชดเชยกรณีที่สัญญาณไม่ถูกต้อง ในขณะที่ภาค feedback ของ Axign (เส้นสีม่วง) จะดึงสัญญาณที่อยู่ “หลัง” วงจร low-pass filter มาตรวจสอบ ซึ่งเป็นสัญญาณที่อยูใกล้กับเอ๊าต์พุต (ขั้วต่อสายลำโพง) มากกว่า ทำให้สัญญาณที่ผ่านการตรวจสอบตามขั้นตอนของโมดูล Axign มีความถูกต้องมากกว่าการตรวจสอบด้วย feedback loop แบบทั่วไป เพราะแบบที่โมดูล Axign ใช้นั้น มันรวมเอาความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นเมื่อสัญญาณผ่านวงจร low-pass filter มาตรวจสอบและแก้ไข + ชดเชยด้วย (*เทคนิค feedback loop ที่โมดูล Axign ใช้เรียกว่า “Post-Filter Feedback”)
ผู้ผลิตอ้างว่า เนื่องจากภาคขยาย class-D ที่ใช้โมดูล Axign นี้ทำงานในโดเมนดิจิตัลตลอดทั้งเส้นทาง ตั้งแต่อินพุตไปจนถึงขั้วต่อสายลำโพง ซึ่งเป็นเอ๊าต์พุตสุดท้าย จึงทำให้สามารถแม็ทชิ่ง “กำลังขับ” (กระแส) ที่ทรานซิสเตอร์ปล่อยออกมาให้มีปริมาณที่ “พอดี” กับโหลดอิมพีแดนซ์ที่สวิงอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่ 4 ถึง 16 โอห์ม ผลคือเสียงที่เร็ว, แม่นยำ และนิ่ง ซึ่งการตัดขั้นตอนแปลงระหว่าง digital เป็น analog ออกไปจากการทำงาน ช่วยให้สามารถควบคุม noise ในระบบให้อยู่ในระดับที่ต่ำเตี้ย และด้วยความเร็วและแม่นยำในการถ่ายทอดกำลังที่ปราศจากความสูญเสียที่มาจาก “ส่วนเกิน” จึงทำให้ไม่เกิดความร้อนมาก มีผลให้ภาคขยายของ Y50 ไม่ต้องการฮีทซิ้งค์ขนาดใหญ่ และไม่ต้องใช้พัดลมระบายความร้อน (*เมื่อเทียบกับภาคขยายแบบ class-A หรือ class-AB แบบไฮ–ไบอัส ที่มีความร้อนสูงกว่ามาก) นั่นก็ยิ่งทำให้สามารถลด noise ที่มาจากระบบที่ใช้ในการระบายความร้อนของตัวเครื่องลงไปได้อีกทางหนึ่ง
ระบบสตรีมมิ่ง ของ Y50
สำหรับคนที่ฟังเพลงด้วยวิธีการสตรีมไฟล์เพลง คุณมีช่องทางในการสตรีมไฟล์เพลงไปที่ Y50 ได้ 3 ช่องทาง คือ
1. ผ่านช่องทาง Bluetooth, AirPlay และ Chromecast
เป็นการสตรีมไฟล์เพลงจาก อุปกรณ์พกพา อย่างเช่น สมาร์ทโฟน หรือแท็ปเล็ต ของคุณตรงมาที่ Y50 ด้วยระบบไร้สาย Bluetooth, AirPlay และ Chromecast ซึ่ง Bluetooth ที่ใช้อยู่ใน Y50 เป็นเวอร์ชั่น 5.1 โดยรองรับการสตรีมไฟล์เพลงผ่าน Bluetooth ด้วยโค๊ดเดค SBC และ AAC
2. ผ่านช่องทาง Wi-Fi หรือ Ethernet ด้วยเทคโนโลยี ‘Connect’
เป็นการสตรีมไฟล์เพลงตรงจาก เซิร์ฟเวอร์ผู้ให้บริการ อย่าง TIDAL Connect, Qobuz Connect และ Spotify Connect ตรงมาที่ Y50 โดยควบคุมการเล่นไฟล์เพลงผ่านทางแอพฯ ของผู้ให้บริการ อย่างเช่น ใช้แอพฯ TIDAL ในการเลือกเพลง, เล่นเพลง และสั่งสตรีมมาที่ Y50 ด้วย TIDAL Connect ซึ่งตัว Y50 ต้องเชื่อมต่อกับเน็ทเวิร์คที่เชื่อมโยงไปที่โมเด็มอินเตอร์เน็ต ซึ่งวิธีนี้จะให้คุณภาพเสียง “สูงกว่า” การสตรีมแบบช่องทางแรก
3. ผ่านช่องทาง Wi-Fi หรือ Ethernet ด้วยแอพลิคชั่น Third Party หรือแอพฯ Official แบนด์อื่นๆ
หลักๆ จะเป็นการสตรีมไฟล์เพลงที่อยู่ใน NAS (และจากผู้ให้บริการบางเจ้าที่ยอมให้ผ่านทางแอพฯ เพลเยอร์อื่นๆ อย่างเช่น TIDAL หรือ Gobuz) ด้วยแอพลิเคชั่นอื่นๆ อาทิเช่น Mconnect, Roon, Audirvana Plus, SENSE เป็นต้น โดยสตรีมผ่านทางสาย LAN หรือ Wi-Fi ที่เชื่อมโยงระหว่างตัว Y50 กับ Router ในขณะที่ NAS ต้องอยู่ในวงเน็ทเวิร์คเดียวกัน ซึ่งวิธีนี้ต้องอาศัยอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์อื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง อาทิเช่น ต้องมีตัว Streaming Transport ของแบรนด์ Innuos ถ้าจะใช้แอพฯ SENSE หรือแอพฯ Roon ทำการสตรีมไฟล์เพลงไปที่ Y50 หรือต้องมีสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ตแบรนด์อะไรก็ได้ที่มีคุณสมบัติเป็น Roon Ready ถ้าต้องการใช้แอพฯ Roon ในการสตรีมไฟล์เพลงไปที่ Y50
การเชื่อมต่อ

ได้เห็นชาร์ตการเชื่อมต่อข้างบนนี้ คงรู้แล้วนะว่า Y50 ตัวนี้ “รอบจัด” ขนาดไหน ไม่ว่าสัญญาณเสียงที่คุณมีอยู่ในซิสเตมจะฝังอยู่ที่ไหน ไม่ว่าต้นทางสัญญาณของคุณจะอยู่ในรูปของสัญญาณดิจิตัล หรือสัญญาณอะนาลอก Y50 ตัวนี้มีช่องอินพุตไว้รองรับได้ครบทุกรูปแบบ
ยกตัวอย่าง ไม่ว่าคุณจะเล่นแผ่นเสียงระดับมือสมัครเล่น โดยใช้หัวเข็ม MM ราคาไม่สูงมาก หรือจะเล่นระดับมืออาชีพที่ใช้หัวเข็ม MC สเปคฯ สูงๆ ราคาแพงๆ ภาคขยายหัวเข็มในตัว Y50 ก็บ่ยั่น รับมือได้หมดทั้งสองประเภท หรือต่อให้คุณเป็นนักเล่นฯ เจนใหม่สายดิจิตัล ชอบฟังเพลงด้วยการสตรีมไฟล์เพลงจากสารพัด server ที่เก็บไฟล์เพลง ทั้งที่เก็บบนคลาวน์, เก็บในฮาร์ดดิสคอมพิวเตอร์ หรือเก็บอยู่ในฮาร์ดิสบนอุปกรณ์พกพา คุณก็สามารถส่งสัญญาณ digital ที่ได้จากการเพลย์แบ็คผ่านการสตรีมนั้นไปที่ Y50 ได้ทุกช่องทาง ภายในตัว Y50 มีภาค DAC ที่ใช้ชิป 32-bit ของค่าย AKM คอยให้บริการแปลงเป็นสัญญาณอะนาลอกให้
ช่อง HDMI รองรับการเล่น วิดีโอ เกมส์..!!!

นี่ซิ.. เซอร์ไพร้ของจริง..! ปกติแล้ว อินติเกรตแอมป์ที่มีคุณสมบัติเป็น all-in-one โดยทั่วไป.. ที่พบเห็นผ่านๆ มา บางตัวก็มีอินพุต HDMI มาให้ บางตัวก็ไม่มี และเกือบทั้งหมดที่มีช่องอินพุต HDMI มาให้ก็ด้วยจุดประสงค์เพื่อใช้ดึงเสียงจากทีวีมาขยายออกลำโพงเพื่อเพิ่มความกระหึ่มให้มากกว่าเสียงจากลำโพงของทีวี.. เท่านั้น.!
แต่อินติเกรตแอมป์ all-in-one ของ Onkyo รุ่น MUSE Y50 ตัวนี้มา “เหนือ” กว่า all-in-one ตัวใดๆ ที่เคยเห็นมา คือมันให้ช่อง HDMI มา 2 ช่อง เป็น “อินพุต” หนึ่งช่อง กับ “เอ๊าต์พุต” อีกหนึ่งช่อง
ให้ช่อง HDMI เอ๊าต์พุตมาทำไม.? คือตรงช่อง HDMI input นั้น มันรองรับได้ทั้ง “สัญญาณภาพ” และ “สัญญาณเสียง” ไม่ได้มีไว้รองรับแค่สัญญาณเสียงอย่างเดียวเหมือนกับ all-in-one ตัวอื่นๆ ดังนั้น ประโยชน์ก็คือใช้ช่อง HDMI input / HDMI output เป็นลูปสำหรับเล่นวิดีโอ เกมส์นั่นเอง คือป้อนสัญญาณจากเกมส์ คอนโซลผ่านช่อง HDMI out ไปเข้าที่ช่อง HDMI input ของ Y50 จากนั้นก็ใช้สาย HDMI เชื่อมโยง “สัญญาณภาพ+เสียง” ของเกมส์นั้นจากช่อง HDMI out ของ Y50 ไปที่ช่อง HDMI input ของทีวี ที่รองรับสัญญาณภาพ 4K / 120fps หรือ 8K / 60fps นั่นเอง
ผู้ผลิต Y50 ใช้วิธี bypass ทั้งสัญญาณภาพและสัญญาณเสียงระหว่างช่อง HDMI input กับช่อง HDMI output ของ Y50 โดยที่ภายในตัว Y50 ไม่ได้มีวงจรวิดีโอ สเกลเลอร์ใดๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากในการออกแบบสำหรับ Onkyo ซึ่งเป็นเจ้าพ่อของวงการ AVR อยู่แล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่าไอเดียเจ๋งดีที่เอามาใช้กับอินติเกรตแอมป์ สเตริโอที่เป็น all-in-one ลักษณะนี้ ถือว่าเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัว Y50 ได้เป็นอย่างดี ใช้เจาะกลุ่มเป้าหมายได้อีกกลุ่ม..!!!
แอมปลิเคชั่น
Onkyo Controller

แอพลิเคชั่นของ Onkyo ที่ออกแบบมาให้ใช้อุปกรณ์ต่างๆ มีอยู่หลายตัวมาก เนื่องจาก Onkyo ทำผลิตภัณฑ์หลายประเภทจึงมีแอพฯ เยอะ ตัวที่ออกแบบมาให้ใช้กับผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงในซีรี่ย์ MUSE กับซีรี่ย์ ICON จะมีหน้าตาเหมือนรูปข้างบน ชื่อว่า Onkyo Controller ตัวอื่นที่มีหน้าตาไม่เหมือนกันนี้จะใช้กับ Y50 ไม่ได้

แอพฯ Onkyo Controller มีทั้งเวอร์ชั่น Android และ iOS ให้ดาวน์โหลดมาใช้ได้ฟรี แต่เนื่องจาก Y50 ถูกออกแบบมาให้สามารถรองรับการสตรีมไฟล์เพลงจากแอพฯ ของผู้ให้บริการได้โดยตรงผ่านทางเทคโนโลยี ‘Connect’ อาทิเช่น TIDAL Connect, Gobuz Connect และ Spotify Connect พวกเขาจึงไม่เอาแอพฯ เหล่านี้เข้าไปฝังไว้ในแอพฯ Onkyo Controller คือตั้งใจให้ใช้แอพฯ ตัวนี้เพื่อการควบคุมสั่งงานตามชื่อจริงๆ ซึ่งหน้าที่หลักจริงๆ ของแอพฯ Onkyo Controller ก็คือ จัดการกับระบบ Zone (ศรชี้สีแดง รูปที่ 1) อย่างเช่น รวบทุกโซนให้เล่นเพลงเดียวกัน หรือเจาะจงเล่นไฟล์เพลงไปที่โซนใดโดยเฉพาะ ฯลฯ นอกจากนั้น บนหน้า HOME ของแอพฯ นี้ก็จะมีฟังท์ชั่นให้ปรับตั้งค่าอีก 3 หัวข้อ ซ่อนอยู่ที่จุดสามจุด (ศรชี้สีเขียว รูปที่ 1) ซึ่งเมื่อจิ้มปลายนิ้วลงไปจะปรากฏหัวข้อปรับตั้งขึ้นมาให้เลือก 3 หัวข้อ คือ Name, Background settings และ Device Settings (รูปที่ 2)


ที่หัวข้อ ‘ Name ’ คุณสามารถเลือกตั้งชื่อโซนได้ ซึ่งจะเลือกจากชื่อสำเร็จก็ได้ หรือจะพิมพ์ชื่อเอาตามใจชอบก็ได้ ยกตัวอย่างผมตั้งชื่อโซนที่ใช้งาน Y50 ตัวนี้ว่าเป็น ‘ Review Sample ’ เมื่อพิมพ์เสร็จก็จิ้มลงไปที่คำว่า ‘ Set ’ (ศรชี้สีแดง รูปที่ 3) ที่หัวข้อ ‘ Background Settings ’ (รูปที่ 4) ก็คือลูกเล่นให้คุณสามารถเปลี่ยนภาพแบ็คกราวนด์ของโซนนี้ได้ ซึ่งมีภาพให้เลือกเยอะ ส่วนหัวข้อ ‘ Device Settings ’ เป็นทั้งที่รวมข้อมูลเฉพาะตัวทางเน็ทเวิร์คของ Y50 ตัวนี้ และเป็นช่องทางในการอัพเดตเวอร์ชั่นของเฟิร์มแวร์เครื่อง (ศรชี้สีเขียว รูปที่ 5) นอกนั้นก็มีการเข้ารหัสเพื่อใช้งาน AirPlay และสตรีมมิ่ง เซอร์วิสต่างๆ (อนาคต อาจจะฝัง TIDAL กับ Gobuz ไว้ที่นี่ด้วย)..
การปรับตั้งค่าในแต่ละโซน

ปกติแล้ว ที่หน้า Home ของแอพฯ จะแสดง “โซน” ทั้งหมดที่เชื่อมต่ออยู่ในเน็ทเวิร์ควงเดียวกัน อย่างเช่น สมมุติว่าคุณมีสตรีมเมอร์รุ่น Y50 อยู่ในบ้าน 2 ตัว ติดตั้งไว้คนละพื้นที่ เมื่อคุณเชื่อมต่อ Y50 ทั้งสองตัวเข้ากับเน็ทเวิร์คเดียวกัน เมื่อเปิดแอพฯ Onkyo Controller ขึ้นมา ที่หน้า Home ของแอพฯ จะปรากฏ Y50 ทั้งสองตัวขึ้นมา โดยแยกเป็น 2 โซน ซึ่งคุณสามารถเข้าไปปรับตั้งค่า “แต่ละโซน” แยกส่วนกันได้ แต่ในการทดสอบครั้งนี้ผมมี Y50 แค่ตัวเดียว ในหน้า Home ของแอพฯ เลยปรากฏออกมาแค่โซนเดียว ตามภาพด้านบน ส่วนวิธีการเข้าไปปรับตั้งค่าของ Y50 ก็แค่ใช้ปลายนิ้วแตะลงไปบนภาพของโซนนั้น (ศรชี้สีเขียวในภาพข้างบน) ตรงๆ


Y50 แต่ละตัวจะมีหัวข้อให้คุณเข้าไปทำการปรับตั้งค่าอยู่ทั้งหมด 4 หัวข้อ โดยแทนที่ด้วยสัญลักษณ์เรียงกันอยู่ที่ด้านล่างของหน้าจอแอพฯ เริ่มจาก ปรับเลือกอินพุต, ปรับวอลลุ่ม, เลือกใช้โหมดเสียง Direct หรือผ่าน Tone Control ถ้าผ่านโทน คอนโทรล จะสามารถปรับเพิ่ม/ลด ปริมาณทุ้ม–แหลม, ปริมาณเสียงร้อง, ปรับบาลานซ์ซ้าย–ขวา และยังสามารถปรับเลือก “จุดตัดความถี่” (Crossover) กับปรับ “ความดัง” (level) ของสัญญาณที่ส่งออกไปทางช่อง Sub-out ได้ด้วย ส่วนหัวข้อที่สี่คือย้อนกลับไปที่เมนู Device Settings
ภาพที่ 6 ข้างบนนั้น คือ หัวข้อปรับเลือกแหล่งอินพุตให้ตรงกับแหล่งต้นทาง “ภายนอก” ที่คุณต้องการเล่น นั่นหมายความว่า แต่ละอินพุตที่มีให้เลือกนั้น ต้องทำงานร่วมกับอุปกรณ์เครื่องเล่นจากภายนอกทั้งหมด ยกเว้นแค่อินพุต USB (ศรชี้สีแดง) คือถ้าคุณเสียบ USB แฟรชไดร้ที่มีไฟล์เพลงอยู่ในนั้นเอาไว้ที่ช่อง USB บนแผงหน้าปัดของ Y50 เมื่อคุณกดเลือกมาที่อินพุต USB เครื่องจะเริ่มเล่นไฟล์เพลงที่อยู่ในแฟรชไดร้นั้นโดยอัตโนมัติ และขณะที่กำลังเล่นไฟล์เพลงอยู่นั้น คุณสามารถเพิ่ม/ลดความดังได้โดยจิ้มลงไปที่สัญลักษณ์รูปลำโพง (ศรชี้สีเขียว ในรูป 7) แล้วใช้ปลายนิ้วรูดหมุนไปบนพื้นที่ที่ศรชี้สีแดง (รูปที่ 8) เพื่อเพิ่ม/ลดวอลลุ่มได้เลย ส่วนรูปที่ 9 เป็นหน้าตาของเมนูที่ให้ปรับโทน คอนโทรล และปรับเอ๊าต์พุตของช่อง Sub-out
เมนู System Settings บนตัวเครื่อง


ในกล่อง Y50 จะมีรีโมทไร้สายแถมมาให้ ซึ่งบนนั้นมีแทบจะทุกคำสั่งที่ใช้ควบคุมการทำงานของ Y50 เหมือนคำสั่งที่อยู่บนแอพลิเคชั่น สะดวกกว่าใช้แอพฯ และเหมาะกับคนที่ไม่ได้ใช้สมาร์ทโฟน ถ้าต้องการใช้รีโมทในการปรับตั้งค่าการทำงานของเครื่อง ให้ชี้รีโมทไปที่ขอบบนของจอบนหน้าปัดเครื่อง แล้วกดไปที่ปุ่ม SETUP (ศรชี้สีแดง ภาพบน) เมนูต่างๆ ที่เปิดให้คุณเข้าไปปรับตั้งค่าจะปรากฏขึ้นมาบนจอภายใต้ชื่อ System Settings (ภาพล่าง) ซึ่งมีให้ปรับตั้งทั้งหมด 5 กลุ่ม เริ่มจาก Equalizer, Speaker Setting, Network, Bluetooth และ Miscellaneous ซึ่งบางหัวข้ออย่าง ‘ Equalizer ’ นั้น ถ้าในเมนูของตัวเครื่องจะมีฟังท์ชั่น ‘ Room EQ ’ ซึ่งเป็นการปรับจูนเสียงของ Y50 ตัวนี้ให้เหมาะสมลงตัวกับสภาพอะคูสติกของห้องฟังอยู่ด้วย แต่ถ้าคุณจะใช้ฟังท์ชั่นนี้ คุณต้องซื้อไมโครโฟนที่ทาง Onkyo แนะนำให้ใช้สำหรับการวัดเสียงยี่ห้อ Zen เป็นไมค์ฯ ไร้สาย และต้องโหลดแอพลิเคชั่นที่ชื่อว่า Onkyo ROOM EQ (Android/iOS) มาใช้ร่วมกับไมค์ฯ ตัวนั้นเพื่อการปรับจูนโดยเฉพาะด้วย สรุปคือ ถ้าต้องการใช้ฟังท์ชั่น Room EQ ของ Y50 ตัวแอพฯ Room EQ น่ะฟรี แต่ไมค์ฯ ต้องซื้อเพิ่ม.!)
เมนู ‘ SYSTEM SETTINGS ’ บนตัวเครื่องจะมีอ๊อปชั่นให้ปรับตั้งมากกว่าเมนู ‘ Device Settings ‘ บนแอพฯ ยกตัวอย่าง เมนู SYSTEM SETTINGS บนตัวเครื่องสามารถสั่ง “ปิด/เปิด” การทำงานของ Bluetooth Receiver ได้ คือถ้าคุณไม่ได้ใช้การส่งสัญญาณผ่าน Bluetooth และต้องการให้ได้เสียงที่มีความสงัดมากๆ ก็สามารถสั่งปิด Bluetooth Receiver ได้ และเมนู SETUP บนตัวเครื่องยังสั่ง “เปิด/ปิด” การรับสัญญาณเสียงผ่านเข้ามาทางเน็ทเวิร์คได้ เรียกว่าฟังท์ชั่น Network Standby คือถ้าคุณตั้ง On ไว้ ขณะที่ Y50 อยู่ในสถานะ Off เปิดการทำงาน ถ้ามีการเพลย์แบ็คจากแอพลิเคชั่นบนเน็ทเวิร์คเดียวกับ Y50 ขึ้น ตัว Y50 จะถูกปลุกขึ้นมาทำงานโดยอัตโนมัติ เป็นฟังท์ชั่นเพิ่มความสะดวก ลดขั้นตอนในการเล่นเพลงจากเน็ทเวิร์ค แต่ถ้าเปิดฟังท์ชั่นนี้ On ไว้ ตัวเครื่องจะกินไฟนิดหน่อย
สมรรถนะทางด้านกำลังขับ
+ วิเคราะห์ “แม็ทชิ่ง” ทางเทคนิค

ผมแจกแจงการออกแบบภาคขยายของ Y50 ไปแล้วอย่างละเอียดในตอนต้นๆ ของรีวิวนี้ แต่ยังไม่ได้เอ่ยถึงสมรรถนะทางด้านกำลังขับของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ ขออนุญาติลงรายละเอียดตรงนี้ก็แล้วกัน ซึ่งในสเปคฯ ของ Y50 (กรอบสีแดง) ระบุตัวเลขกำลังขับไว้ชัดว่าสามารถจ่ายกำลังขับออกมาได้มากถึง 125W RMS ที่โหลด 8 โอห์ม เมื่อวัดที่ขอบเขตการตอบสนองความถี่ตั้งแต่ 20Hz – 20kHz โดยมีความเพี้ยนฮาร์มอนิกรวม (THD) ไม่เกิน 0.08% แต่ถ้าอิมพีแดนซ์ถลำลึกลงไปอยู่ที่ 4 โอห์ม Y50 ก็สามารถ “เบิ้ล” กำลังขับออกมาสู้ได้ถึง 250W แต่วัดที่ความถี่ 1kHz และความเพี้ยนฮาร์มอนิกรวม (THD) จะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 0.7% ซึ่งจะเห็นว่า ถ้าให้ Y50 จ่ายกำลังขึ้นไปถึง 250W ที่โหลด 4 โอห์ม จะมีผลให้ความถี่ตอบสนอง กับความเพี้ยนฮาร์มอนิกรวมแย่ลงกว่าตอนที่มันจ่ายกำลังอยู่กับโหลด 8 โอห์ม
นั่นไม่ได้หมายความว่า Y50 จะไม่สามารถควบคุมลำโพงที่มีอิมพีแดนซ์ 4 โอห์ม ได้ จากตัวเลขในสเปคฯ ต้องการบอกเราว่า Y50 สามารถจ่ายกำลังขับไปได้ถึง 250W แต่สเปคฯ ความถี่ตอบสนองกับความเพี้ยน THD จะแย่ลงตามที่เขาวัดมา ซึ่งไฮไล้ท์มาอยู่ที่บรรทัดสุดท้ายที่แจ้งสเปคฯ ของ THD+N (Total Harmonic Distortion + Noise) เอาไว้เท่ากับ 0.08% (20 Hz – 20 kHz, half power)
ถ้าตีความงูๆ ปลาๆ แบบผมเพื่อนำตัวเลขเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์แม็ทชิ่ง ก็น่าจะหมายความว่า ถ้าเราใช้กำลังขับของ Y50 ให้มันทำงานกับลำโพงที่มีอิมพีแดนซ์ปกติอยู่ที่ 8 โอห์ม โดยจ่ายกำลังขับอยู่ระหว่าง 62.5W (125 / 2) ขึ้นไป โดยที่ช่วงพีคไม่ทะลุขึ้นไปจนเกิน 125W เสียงน่าจะออกมา “ดีที่สุด” เท่าที่แอมป์ตัวนี้สามารทำได้ คือ “ดีที่สุด” ในแง่ของเสียงที่มี “ความเพี้ยนต่ำ” มากๆ

THD จาก 0.08% มาเป็น 0.7% สำคัญมากแค่ไหน.? นั่นซิ.. THD มากขึ้นประมาณ 10 เท่า มันส่งผลกับ “เสียงโดยรวม” มากแค่ไหน.? จริงๆ แล้ว ควรจะถามว่า เราฟังออกมั้ย.? มากกว่า เพราะหลักๆ แล้วมันคือความเพี้ยนที่เกิดกับ “ฮาร์มอนิก” ยังมาไม่ถึงระดับ fundamental และเป็นความเพี้ยนที่อยู่ในระดับที่ “ต่ำกว่า 1%” ซึ่งบอกเลยว่า ถ้าไม่ใช่นักเล่นฯ ที่มีทักษะการฟังสูงมากๆ และตั้งใจฟังจริงๆ แทบจะบอกไม่ได้เลยว่าเมื่อไรที่ “ฮาร์มอนิก” ของเสียงเพลงที่กำลังฟังมันเริ่มมีความเพี้ยนที่สูงกว่า 0.8% ขึ้นไปแล้ว.. ยากครับที่จะรับรู้ได้ สำหรับผมหลังจากทดลองใช้ลำโพง Totem Acoustics รุ่น The One ซึ่งมีอิมพีแดนซ์ปกติอยู่ที่ 4 โอห์ม มาลองจับคู่กับ Y50 แล้วเปิดฟังเพลงด้วยระดับความดังปกติที่ผมใช้ฟังอยู่ในห้องฟัง (ค่อนข้างดัง) พบว่า ผมแยกไม่ออกว่าตอนไหนที่ THD ของเสียงมันพุ่งเกิน 0.8% ไปแล้ว.!!

แต่จากการทดลองฟังด้วยลำโพง The One ทำให้ผมพบว่า ความเพี้ยน THD ที่ 0.7% ซึ่งเกิดขึ้นขณะที่ Y50 ทำงานกับโหลด 4 โอห์ม มันไม่ได้มีนัยยะสำคัญ “ในแง่ลบ” กับเสียง มากเท่ากับนัยยะสำคัญ “ในแง่บวก” ที่เกิดขึ้นกับเสียง ขณะที่ The One ได้รับจาก “กำลังขับ” ที่มากพอจาก Y50 ซึ่งผมเชื่อว่า อินติเกรตแอมป์ตัวอื่นที่มีราคา ไม่เกิน 80,000 บาท ซึ่งให้ความเพี้ยน THD “สูงกว่า” 0.7% เมื่อเจอกับโหลด 4 โอห์ม น่าจะมีอยู่ไม่น้อย ด้วยเหตุนี้ ผมขอฟันธงว่า Y50 ขับลำโพง 4 โอห์ม ได้แน่นอน และจะให้ผลลัพธ์ทางเสียงออกมาดีด้วย ถ้าลำโพงคู่นั้นออกแบบมาดีมากๆ เหมือน Totem ‘The One’
ลอง Matching กับลำโพง
จากการจับคู่ “ฟังจริง”..!
ผมได้รับ Onkyo ‘MUSE Y50’ มาตั้งแต่ตอนเย็นๆ ของวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา หลังจากนั้นมันก็ถูกเบิร์นฯ และถูกทดลองใช้งานฟังท์ชั่นต่างๆ มาโดยตลอด และเมื่อมันผ่านการเบิร์นฯ จนครบ 100 ชั่วโมงแล้ว ผมก็จับมาทดลองฟังแบบเอาจริงเอาจัง โดยยกลำโพง 5 คู่ที่ผมมีอยู่ ได้แก่ Wharfedale ‘Denton 1S’ / Usher ‘S-520’ (REVIEW) / ATC ‘SCM7’ เวอร์ชั่นแรก / Totem ‘The One’ และ Audio Physic ‘Classic-8’ (REVIEW) ขึ้นมาผลัดกันจับคู่กับ Y50 เพื่อทดลองฟังเสียงและตรวจเช็คความแม็ทชิ่ง ซึ่งยกแรกของการทดลองแม็ทชิ่ง ผมทำการเซ็ตอัพในห้องรับแขก ซึ่งเป็นพื้นที่เปิดประมาณ 30 ตรม. โดยใช้งานร่วมกับทีวี Sony OLED 65 นิ้ว รุ่น A8F ฟังข่าว, เกมส์โชว์ จากช่องฟรีทีวี, ดูหนังจาก Netflix กับรับชม/ฟังคอนเสิร์ต กับชมคลิปทางช่อง YouTube และรับฟังเพลงจาก TIDAL ผ่านสตรีมมิ่ง

ผลการทดลองฟังในห้องรับแขก พบว่า Y50 สามารถขับลำโพงทั้ง 5 คู่ ออกมาได้เต็มที่ แม้ว่าแต่ละคู่จะใช้ระดับวอลลุ่มของ Y50 ต่างกัน แต่เสียงที่ออกมาก็รับรู้ได้ว่าไม่มีอาการอั้น เสียงหลุดตู้ กระจายตัวออกไปรอบๆ ตัวตู้ทั้งสองข้าง รับรู้ได้ชัดถึงลักษณะของ “เวทีเสียง” ที่แผ่กว้างเลยขอบด้านข้างของลำโพงซ้าย–ขวาออกไป ตอนฟังข่าวจากช่องฟรีทีวี ได้ยินเสียงผู้ประกาศข่าวลอยเข้าไปอยู่ในตำแหน่งที่ตรงกับจอทีวี (ระยะห่างลำโพงแต่ละคู่อยู่ระหว่าง 155 – 165 ซ.ม.) โดยรวมแล้ว ถ้าพื้นที่ในห้องรับแขกอยู่ระหว่าง 15 – 25 ตรม. ใช้ Y50 + Wharfedale ‘Denton 1S’ จะให้ค่าเฉลี่ยที่ดีที่สุดในทุกคอนเท็นต์ที่ลองฟัง ผมแฮ้ปปี้มากกับผลทางเสียงที่ได้จาก Y50 + Denton 1S คู่นี้ โดยเฉพาะตอนลองฟังเพลงจากสตรีมมิ่ง TIDAL (ยิง TIDAL Connect จากแอพฯ TIDAL ตรงเข้าไปที่ Y50) เสียงมันออกมาดีมาก.! ฟังตอนกลางคืนได้อารมณ์มากเป็นพิเศษ อีกช่องทางหนึ่งที่ให้ผลทางเสียงออกมาดีเกินคาด นั่นคือการเสียบแท่ง USB แฟรชไดร้ที่มีไฟล์เพลงเข้าไปที่ช่อง USB-A บนหน้าปัดของ Y50 แล้วใช้แอพฯ Onkyo Controller หรือใช้รีโมทไร้สายควบคุมการเล่นเพลง เสียงที่ได้ออกมาดีกว่าที่คาดมากๆ ใครที่อาศัยห้องรับแขกเป็นห้องฟังเพลงที่ “เน้นคุณภาพเสียง” ถ้าพื้นที่ห้องรับแขกอยู่ระหว่าง 15 – 25 ตรม. แนะนำให้ลองพิจารณาแอมป์ + ลำโพงคู่นี้เลย

Take ‘MUSE Y50’ To The Limit..!!!
ใน ‘dedicated listening room’ หรือ “ห้องฟัง” ที่ถูกจัดทำขึ้นเพื่อใช้ “ฟังเพลง” จากชุดเครื่องเสียง “อย่างจริงจัง” นั้น เป็นห้องที่มีระบบการจัดการกับ “สภาพอะคูสติก” ที่เอื้อต่อการฟังเพลงที่ให้ผลทางเสียงออกมา “ใกล้เคียง” กับลักษณะเสียงที่ไฟล์เพลงนั้นๆ ถูกจัดการมาจากสตูดิโอมากที่สุด ซึ่งโดยพื้นฐานแล้ว ห้องฟังลักษณะนี้จะมีคุณสมบัติทางด้าน “อะคูสติกส์” ที่ไปทาง “ดูดซับเสียง” (absorb) มากกว่าห้องรับแขกทั่วไป ซึ่งจะมีสภาพอะคูสติกที่มีคุณสมบัติไปทางสะท้อนเสียง (reflect) มากกว่าดูดซับ
ห้องที่มีสภาพอะคูสติกส์ไปทาง “ดูดซับ” เสียงจะดูดกลืน “กำลังขับ” ของแอมปลิฟาย “มากกว่า” ห้องที่มีลักษณะอะคูสติกไปทางสะท้อนเสียง ด้วยเหตุนี้ แอมป์ที่ทำงานในห้องฟังมาตรฐานได้ดี จึงต้องมีสมรรถนะทางด้าน “กำลังขับ” + “กำลังสำรอง” ที่มากพอที่จะสามารถต่อสู้กับ “โหลด” ของลำโพงได้ โดยเฉพาะโหลดต่ำๆ อย่างเช่น 4 โอห์ม เป็นต้น

เพื่อทดสอบสมรรถนะทางด้าน “กำลังขับ” + “กำลังสำรอง” ของ Y50 ว่ามันจะทยานไปได้ไกลแค่ไหน.? สามารถใช้เป็นแอมปลิฟายหลักในห้องฟังขนาด 3.8 x 6.6 x 2.6 ม. ของผมได้มั้ย.? ผมยก Y50 เข้าไปติดตั้งในห้องฟัง โดยวางบนชั้นรองเครื่องเสียงแบบชั้นเดียวของ Solid Tech รุ่น ‘Rack of Silence’ ที่ผมใช้อ้างอิงอยู่ในห้องทดสอบ (ดูในภาพประกอบ) แล้วต่อเชื่อมสาย LAN (จาก router โดยมีระบบอ๊อปติค OFN เข้ามาคั่นก่อนเข้าที่ Y50) เข้ากับช่องอินพุต Ethernet ของ Y50 เพื่อรองรับสัญญาณเพลงจากสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ต Innuos รุ่น STREAM 1 + LPS1 (REVIEW) ที่ผมใช้เป็นสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ตอ้างอิงอยู่ในห้องฟังหลัก
ในการทดลองฟังนั้น ผมใช้แอพ SENSE ของ Innuos ในการเล่นไฟล์เพลงที่ดึงมาจาก NAS และ TIDAL จากแอพฯ TIDAL ที่ฝังอยู่ในตัว SENSE ผ่านไปที่เอ๊าต์พุต ‘UPnP Network Streamers’ ของ STREAM1 ซึ่งบนแอพ SENSE มีอ๊อปชั่นให้ปรับตั้งค่าของอินพุตนี้ได้ด้วย..



ในเมนูเลือกเอ๊าต์พุต (Audio) ของแอพฯ SENSE ตามรูปบนสุดนั้น ตรงเอ๊าต์พุต UPnP Network Streamers จะมีเมนูซ่อนอยู่ที่จุด 3 จุด (ศรชี้ รูปบนสุด) เมื่อจิ้มเข้าไปหัวข้อให้เลือกปรับอยู่ 2 หัวข้อ คือ Configure Streamer (ปรับตั้ง) กับ Disable Streamer (ลบเอ๊าต์พุต Streamer ตัวนี้) เมื่อจิ้มเข้าไปที่ Configure Streamer (ศรชี้ รูปกลาง) หน้าจอแอพฯ จะเปลี่ยนเป็น UPnP STREAMER SETTINGS รูปล่างสุด ซึ่งในนั้นจะมีหัวข้อให้ปรับตั้งอยู่ 4 หัวข้อ หลักๆ คือตั้งให้แอพฯ SENSE ปฏิบัติอย่างไรเมื่อต้องเล่นไฟล์ DSF หรือ DFF ก่อนส่งไปให้ UPnP Netwotk Streamer ที่เชื่อมต่ออยู่กับเอ๊าต์พุต เน็ทเวิร์คของ STREAM 1 คือถ้าคุณปรับตั้งหัวข้อ Support DSD ไว้ที่ตำแหน่ง On แอพฯ SENSE จะปล่อยสัญญาณ DSD ไปที่เน็ทเวิร์ค สตรีมเมอร์ที่อยู่ปลายทางตรงๆ แต่ถ้าคุณเล่นไฟล์ DSF หรือ DFF ด้วยการปรับตั้งแบบนี้แล้วปรากฏว่าไม่มีเสียงออก แสดงว่าภาค DAC ในตัวสตรีมเมอร์ของคุณไม่รองรับ DSD โดยตรง (คือไม่รองรับ Native DSD) กรณีนี้คุณต้องปรับตั้งที่หัวข้อ Support DSD ไปที่ Off ซึ่งแอพฯ SENSE จะทำการแปลงสัญญาณ DSD ให้เป็น PCM ก่อนปล่อยออกไป ซึ่งในกรณีนี้ คุณยังสามารถเลือกระดับความละเอียดของสัญญาณ PCM ที่จะให้ SENSE แปลงออกไปเป็น PCM ได้ด้วย (ศรชี้ รูปล่างสุด) ซึ่งมีให้เลือกตั้งแต่ 44.1kHz ไปจนถึง 768kHz
ผมทดลองเล่นไฟล์ DSF64 บน Innuos ‘STREAM 1‘ แล้วเลือก Support DSD เป็น On ปรากฏว่าไม่มีเสียงออกที่เอ๊าต์พุตของ Y50 แสดงว่าภาค DAC ในตัว Y50 ไม่รองรับสัญญาณ DSD โดยตรง และหลังจากทดลองเลือกตั้งแต่ 44.1kHz ขึ้นไปเรื่อยๆ พบว่า พอปรับตั้งไปที่ระดับแซมปลิ้ง 384kHz เสียงที่ออกมาจาก Y50 จะมีเสียงซ่าๆ ผสมออกมาด้วย สรุปว่า ปรับตั้งเอ๊าต์พุตไว้ที่ฟอร์แม็ต 192kHz ได้เสียงออกมาดีที่สุดสำหรับภาค DAC ของ Y50 ซึ่งแอพฯ SENSE จะแปลงสัญญาณ DSD ของไฟล์ DSF ที่ผมเล่นจาก NAS ส่งไปที่ Y50 เป็นสัญญาณ PCM ที่มีแซมปลิ้งอยู่ที่ 176.4kHz


เมื่อเล่นไฟล์ DSF ที่อยู่ใน NAS ของผม บนหน้าแอพฯ SENSE จะแสดงว่ากำลังเล่นไฟล์ DSF64 (ศรชี้ รูปบน) ในขณะที่ตัวเครื่อง Y50 แสดงผลบนหน้าจอว่ากำลังรองรับสัญญาณ PCM 176.4kHz (ศรชี้ รูปล่าง)

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า อินพุต Ethernet ของ Y50 จะรองรับสัญญาณ PCM ได้สูงสุดแค่ 176.4kHz นะ จริงๆ แล้วมันรับได้สูงกว่านั้น เพราะผมทดลองเล่นไฟล์ DXD ที่มีแซมปลิ้งเรต 352.8kHz เรโซลูชั่น 24-bit ผ่าน STREAM 1 มาที่อินพุต Ethernet ของ Y50 พบว่ามันสามารถเล่นได้สบายๆ เสียงออกมาดีด้วย เสียงโดยรวมเปิดกระจ่าง ไดนามิกสวิงเต็มสเกล รายละเอียดยิบยับพร่างพรายมาก.! น่าเสียดายว่าผมยังไม่มีไฟล์ที่มีความละเอียดไปถึง 705.6kHz หรือ 768kHz มาลองเล่นกับ Y50 เลยตอบไม่ได้ว่าจริงๆ แล้วอินพุต Ethernet ของ Y50 มันรองรับสัญญาณไปได้สูงสุดแค่ไหนกันแน่.?
สรุปเสียงของ MUSE Y50
คนที่เคยใช้ชีวิตอยู่กินกับแอมป์ class-D มาก่อน จะรู้ดีว่า เสียงของแอมป์ class-D มันมีอัตลักษณ์เฉพาะตัว วรรณะโดยรวมจะออกไปทาง “เปิดกระจ่าง” มีแนวโน้มที่จะนำเสนอรายละเอียดที่อยู่ในเพลงออกมาให้เราได้ยินแบบไม่อมพนำ บางคนถึงกับฟันธงเลยว่า แอมป์ class-D มีความเป็น “มอนิเตอร์” สูง คือแจกแจงรายละเอียดออกมาแบบไม่มีการ “ขัดเกลา” (filter) ให้นุ่มนวลต่อหู นั่นเป็นเพราะ ความถี่ที่อยู่ในย่าน “กลางสูง” ขึ้นไปจนถึง “ย่านแหลม” ทั้งหมดของแอมป์ class-D จะมีลักษณะที่ “เปิดเผย” อย่างเต็มที่ ถ้าออกแบบไม่ดี จะทำให้มีโอกาสที่จะได้ยินเสียงแหลมที่มีความเปราะบางได้ง่าย ยิ่งถ้าเป็นเพลงที่บันทึกมาไม่ดี แอมป์ class-D จะฟ้องออกมาให้ได้ยินชัด
สำหรับคนที่มีความเข้าใจเทคนิคในการเล่นและสามารถปรับจูนซิสเต็มให้มีระดับ noise ต่ำๆ ได้ เชื่อว่าจะชอบบุคลิกเสียงของแอมป์ class-D เป็นพิเศษ เพราะเขาบอกว่ามันเป็นแอมป์ที่ให้โทนเสียงที่แสดง “ความจริง” ของเสียงที่ออกมาตรงตามไฟล์เพลงที่เล่นมากกว่าแอมป์ที่ใช้ภาคขยาย class อื่นๆ
ด้วยพัฒนาการของระบบดิจิตัล DSP ที่ก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ มีส่วนช่วยให้การออกแบบวงจรขยาย class-D สามารถลบล้างตำหนิของเสียงที่เคยเป็นบุคลิกเฉพาะของวงจรขยาย class-D ลงไปได้เยอะมากแทบจะไม่เห็นเค้าเดิมอยู่เลย เมื่อสิบกว่าปีก่อน หลับตาฟังก็อาจจะบอกได้ว่าแอมป์ตัวไหนใช้วงจรขยาย class-D แต่ปัจจุบันถ้าปิดตาฟังก็คิดว่ายากที่จะทายถูกแล้วล่ะ

เพลง : The Shadow Of Your Smile (FLAC-24/96)
อัลบั้ม : A Time For Love
ศิลปิน : Stacey Kent
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/track/465730066/u)
เสียงร้องของ Stacey Kent ในอัลบั้มนี้ใช้เป็นตัวแทนทดสอบ “ความสะอาดเนียน” ของมวลเสียงในย่านกลางได้เป็นอย่างดี เสียงของเธอมีความนวลเนียน ลอย และเปิดโปร่งโดยไม่มีอาการสว่างจ้า คือมันเป็นโทนของเสียงร้องที่อยู่บนความพอดี ไม่เปิดโปร่งเกินไปจนสว่างโพลนและแบนบาง และก็ไม่ได้อิ่มนวลเกินไปจนติด dark ซึ่งซิสเต็มที่ดีต้องถ่ายทอดเสียงร้องของสเตซี่ เค้นต์ในเพลง The Shadow Of Your Smile ออกมาได้พอดีตามที่ว่านี้ ในการทดสอบครั้งนี้ ผมได้ยินเสียงร้องของสเตซี่ในแทรคนี้ออกมาในระดับที่ “ใกล้เคียง” กับอุดมคติข้างต้นมากที่สุด คือตอนที่ Y50 จับคู่กับ Totem ‘The One’ รองลงมาคือตอนจับกับ Audio Physic ‘Classic 8’ ซึ่งได้เสียงร้องของสเตซี่ออกมาอิ่มใหญ่กว่า แต่โทนเสียงจะเบี่ยงเบนออกไปทาง dark กว่าอุดมคตินิดนึง..

เพลง : A Taste Of Honey
อัลบั้ม : Cafe Blue (DSF64)
ศิลปิน : Patricia Barber
สังกัด : Premonition Records
ฟังอัลบั้มนี้แล้วได้เห็นถึงคุณสมบัติของ Y50 ชัดๆ อย่างหนึ่ง นั่นคือความสามารถในการถ่ายทอด “รายละเอียด” ของเสียงที่โดดเด่นมากๆ ของมัน เพราะหลายๆ เพลงในอัลบั้มนี้มีภาคดนตรีที่ซับซ้อนมาก อย่างเพลง A Taste Of Honey แทรคที่ 10 ในอัลบั้มนี้ เป็นเพลงที่มีโครงสร้างดนตรีค่อนข้างซับซ้อน มีเลเยอร์ดนตรีเล่นอยู่พร้อมๆ กันหลายชั้น แต่ Y50 ไม่ได้ทำให้สับสนเลย บวกกับความสามารถในการถ่ายทอด “รายละเอียด” ที่เป็นอัตลักษณ์ของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นออกมาได้ครบถ้วนมาก และด้วยกำลังขับที่มากพอ บวกกับแด้มปิ้งที่สูงพอ ทำให้แต่ละเสียงปรากฏออกมาด้วยความกระชับ สะอาด มีตำแหน่งที่ตรึงแน่น เป็นที่เป็นทาง ทำให้ซาวนด์ของเพลงนี้ไม่รุ่มร่าม แม้ว่าจะมีดนตรีหลายชิ้นเล่นพร้อมกัน เสียงก็ไม่ตีกัน ซึ่งต้องยกเครดิตให้กับแอมป์กับความสามารถในการหยุดยั้งกรวยลำโพงได้นิ่งสนิทมาก ซึ่งเป็นวิสัยของแอมป์ class-D ที่เคยพบมาในอดีต คือทำได้ดีกว่าแอมป์ที่ใช้วงจรขยายแบบอื่น อีกทั้งลักษณะเฉพาะตัวของวงจรขยาย class-D ที่เปิดกระจ่าง และสวิงไดนามิกได้ฉับไว ทำให้เสียงโซโล่กีต้าร์โปร่งในแทรคนี้มีความโดดเด่นอย่างมาก เสียงหัวโน๊ตดีดตัวขึ้นมาจากแบ็คกราวนด์ได้อย่างเด่นชัด ลอยขึ้นมาเป็นตัว ทรานเชี้ยนต์สุดยอด อีกทั้งยังมีความกังวานของหางเสียงที่ตามออกมาด้วย ช่วยให้ได้ความรู้สึกที่สมจริงมาก ได้อรรถรสเหมือนฟังโซโล่สดเลย เยี่ยมมาก..!!

เพลง : Queen Mary (FLAC-16/44.1)
อัลบั้ม : Queen Mary
ศิลปิน : Francine Thirteen
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/track/240918873/u)
จากการทดลองฟังมาอีกหลายเพลง โดยเน้นที่ลักษณะในการถ่ายทอด “ความถี่ต่ำ” เป็นหลัก พบว่า เมื่อ Y50 เจอกับโจทย์หนักๆ อย่างเช่น เมื่อเจอกับโหลดต่ำๆ อย่างเช่นขับลำโพง 4 โอห์ม และต้องปั๊มกำลังขับออกมาดังๆ ในห้องขนาดใหญ่ มันจะไม่มีปัญหากับการถ่ายทอดเสียงกลาง–แหลม แต่ในย่านทุ้มมันจะพยายามรักษาสปีดในการถ่ายทอดเสียงทุ้มให้มีความฉับไวและกระชับเร็วเอาไว้ จึงทำให้โทนัลบาลานซ์ของเสียงเอนเอียงไปทางกลาง–แหลมมากกว่าทุ้ม มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับลำโพง ซึ่งตรงกับที่ผมได้ยิน คือเมื่อยก Y50 มาฟังในห้องฟังด้วยระดับความดังที่ค่อนข้างสูง ตอนจับคู่กับ Totem ‘The One‘ มันก็ยังคงให้ “ไทมิ่ง” ของเสียงตั้งแต่แหลมลงไปถึงทุ้มต้นๆ ออกมาได้อย่างถูกต้องแม่นยำ เร็วเป็นเร็ว ช้าเป็นช้า ส่วนทุ้มต่ำๆ นั้นจะออกมาน้อยกว่าปริมาณของกลาง–แหลม แต่ไทมิ่งก็ยังฉับไว วิ่งตามจังหวะของเพลงได้อย่างเหนียวแน่น แต่เมื่อจับคู่กับ Classic 8 โทนัลบาลานซ์มีความสมดุลมากกว่า ปริมาณของเสียงทุ้มออกมาสมดุลกับกลาง–แหลมมากกว่า จากสเปคฯ Classic 8 มีความไวสูงกว่า The One อยู่ 2dB (89dB vs. 87dB) และตอบสนองย่านทุ้มลงไปได้ ลึกกว่า คือ 34Hz vs. 5oHz

เห็นได้ชัดว่า ถ้าต้องใช้งาน Y50 ในห้องขนาดใหญ่ ควรจะเลือกใช้ลำโพงที่มีขนาดใหญ่ สามารถตอบสนองความถี่ด้านต่ำออกมาได้ด้วยตัวของลำโพงเอง อิมพีแดนซ์ 8 หรือ 4 โอห์ม ไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่ากับ “ความไว” ที่ควรจะเริ่มตั้งแต่ 88dB ขึ้นไป
สรุป
เสียงของ Onkyo ‘MUSE Y50’ ตัวนี้ยังคงมีบุคลิกเฉพาะตัวของแอมป์ class-D สมัยก่อนหลงเหลืออยู่บางอย่าง คือเป็นแนวเสียงที่เปิดกระจ่าง แจกแจงรายละเอียดออกมาแบบไม่ซ่อนเร้น เปิดเผย ชัดเจน แต่ก็มีส่วนที่ต่างจากแอมป์ class-D สมัยก่อนอยู่ที่ “คุณภาพ” ของเสียงโดยรวม คือแม้ว่าจะเป็นลักษณะเสียงที่ปลดปล่อย แต่เนื้อเสียงไม่ได้เปราะบางเหมือนสมัยก่อน เมื่อจับคู่กับลำโพงที่แม็ทชิ่งกัน ทำงานในขนาดของพื้นที่ห้องที่เหมาะสม ไม่ต้องเบ่งกล้ามเกินตัว และยิ่งถ้าได้จับกับลำโพงที่ใช้วงจรพาสซีฟ ครอสโอเว่อร์ที่มีคุณภาพสูง จะได้เสียงโดยรวมออกมาลงตัวมากระหว่าง “รายละเอียด” ที่พร่างพราย เปิดเผยตลอดทั้งย่านความถี่ที่ลำโพงให้ได้ ตั้งแต่ทุ้มขึ้นมาถึงแหลม และได้ “โทนัล บาลานซ์” ที่สมดุล ให้น้ำหนักเสียงเสมอกันทั้งด้านสูงและด้านต่ำ

โดยส่วนตัวแล้วผมชอบลักษณะเสียงของ Y50 นะ แนวเสียงของมันตรงกับรสนิยมของผมพอดี คือผมเป็นคนที่ชอบอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ให้เสียงเปิดเผย โดยเฉพาะ “รายละเอียด” ตลอดย่านที่ต้องถ่ายทอดออกมาได้แบบไม่อั้น และไม่บิดเบือน แม้ว่าโดยธรรมชาติแล้ว อุปกรณ์เครื่องเสียงที่มีราคาไม่สูงมากๆ แต่ถ่ายทอดรายละเอียดออกมาได้เยอะ ด้วยโทนเสียงที่เปิดเผยจะมีความอ่อนไหวสูงกว่าแอมป์ที่มีโทนเสียงนัวๆ ซึ่งจะรอมชอมไปกับอุปกรณ์อื่นๆ ในซิสเต็มมากกว่า ถ้านำแอมป์ที่ให้รายละเอียดเยอะๆ มาแม็ทชิ่งกับแอมป์และแหล่งต้นทางแล้วไม่ลงตัว ก็จะมีโอกาสเสี่ยงที่จะทำให้เสียงออกมาแห้ง หยาบ และจัดจ้านได้ง่าย และถ้ายิ่งมาเจอกับซิสเต็มกับสภาพแวดล้อมที่มี noise เยอะๆ เสียงที่ออกมาก็จะหลุดไปเป็นเสียงแย่ๆ ที่ฟังไม่ได้ไปเลย แต่ถ้าแม็ทฯ ลงจะได้รายละเอียดที่พร่างพรายมากเป็นพิเศษ โดยธรรมชาติแล้ว แอมป์ที่ใช้วงจรขยาย class-D จะมีบุคลิกเสียงที่แข็งขืน คือไม่ค่อยโอนอ่อนไปตามอุปกรณ์อื่นในซิสเต็มมาก คุณต้องทำการแม็ทชิ่ง+เซ็ตอัพ+ปรับจูนซิสเต็มเข้าไปหามัน
โดยส่วนตัวแล้วผมไม่กังวลเรื่องแม็ทชิ่ง กับเรื่องขจัด noise ของระบบอยู่แล้ว เพราะผมรู้วิธีที่จะจัดการกับทั้งสองตัวแปรนั้นเป็นอย่างดี สาเหตุที่ผมชอบอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ให้รายละเอียดเยอะๆ แนวเสียงเปิดเผยจริงจัง ก็เพราะว่าผมรู้ดีว่า เมื่อไรที่เรานำอุปกรณ์เครื่องเสียงแบบนั้นมาผ่านกระบวนการ “แม็ทชิ่ง–เซ็ตอัพ–ปรับจูน” จนได้ซิสเต็มที่ลงตัวแล้ว ซิสเต็มที่ประกอบด้วยเครื่องเสียงที่ให้รายละเอียดเยอะๆ แบบนั้นก็จะเปล่งประกายออกมาเป็นรางวัลให้เราเชยชมอย่างสาสม แต่ถ้าเริ่มต้นสร้างซิสเต็มที่ประกอบด้วยอุปกรณ์เครื่องเสียงที่มีลักษณะรอมชอม ขัดเกลาจนนัว และปล่อยไม่หมดมาตั้งแต่แรก ต่อให้ใช้ความละเอียดในการ “เซ็ตอัพ+ปรับจูน” มากแค่ไหน ก็ไม่มีทางที่จะได้ยิน “รายละเอียดแท้จริง” ที่แอบซ่อนอยู่ในเพลง เหตุผลก็เพราะว่ามันถูก “กลบเกลื่อน” ไปตั้งแต่แรกนั่นเอง
Y50 ถูกออกแบบมาด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะการจัดให้ภาคขยายทำงานในโดเมนดิจิตัลทั้งกระบวนการ เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของสัญญาณอินพุตไว้ให้ถึงที่สุด และนั่นก็สะท้อนออกมาเป็น “ความเที่ยงตรง” ที่ผมสัมผัสได้จากเสียงของ Y50 ในการทดลองฟังเพลงจริงๆ .!
Onkyo ‘MUSE Y50’ เป็นอินติเกรตแอมป์ที่ “ครบเครื่อง” ที่สุดตัวหนึ่งในตลาดแอมป์ที่มีราคาไม่เกิน 80,000 บาท ตอนนี้ โดยเฉพาะ “ลักษณะเสียง” ที่เป็นเอกลักษณ์ของภาคขยาย class-D แนวใหม่ที่ไม่ได้เน้น “ความชัด” อย่างเดียว แต่มาพร้อม “รายละเอียด” ที่พร่างพราย ให้ความรู้สึกของเสียงที่สด สมจริงไปในคราวเดียวกัน เป็นแอมป์ที่แนะนำให้คุณหาโอกาสไปทดลองฟังเสริมประสบการณ์..!!!
**************************
ราคา : 74,900 บาท / เครื่อง
**************************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
บ. Sound Republic by Home HiFi
โทร. 02-448-5489
facebook: soundrepublic



