รีวิว Q Acoustic รุ่น Concept 300 ลำโพงสองทาง วางขาตั้ง

ผลผลิตสะท้อน แนวคิด” – Q Acoustics เป็นแบรนด์เกิดใหม่ นับถึงปัจจุบันพวกเขามีอายุแค่ 15 ปี (เริ่มต้นเมื่อปี 2006) เมื่อมาเกิดในช่วงเวลานี้ พวกเขาจึงต้องแข่งขันกับผู้ผลิตเจ้าเก่าระดับตำนานหลายๆ แบรนด์ที่กำลังร่วมกันสร้างกระแส ตำนานที่หวนคืน” (legend reborn) ซึ่งเป็นสิ่งที่ Q Acoustics ไม่มี นั่นคือที่มาของ “Concept 300ลำโพงซีรี่ย์ใหม่ของ Q Acoustics ที่นำเอาแนวคิดในการออกแบบมาสะท้อนถึงแนวทางของแบรนด์ที่กำลังมุ่งหน้าไป

เส้นทางของ Q Acoustics ที่ผ่านมา

ทุกๆ ปี หลังจากปี 2006 ที่พวกเขาเริ่มต้นดำเนินการมาจนถึงปัจจุบัน Q Acoustics เข็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาในตลาดอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งแต่ละผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ออกมานั้น ล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ที่มี “นวัตกรรม” ใหม่ๆ ออกมาด้วยทุกครั้ง และเป้าหมายของการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาแต่ละอย่างก็เพื่อตอบสนองการใช้งานที่ตรงกับความต้องการของตลาดในแต่ละช่วงทั้งสิ้น

ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2009 พวกเขาออกแบบลำโพงรุ่น QTV2 เพื่อใช้อัพเกรดเสียงจากทีวีออกมา ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์แรกในอุตสาหกรรมนี้ที่นำเทคโนโลยี BMR หรือ “Balanced Mode Radiatorมาใช้ในการสร้างสนามเสียงเซอร์ราวนด์ 108 องศา ทำให้เสียงจากทีวีมีมิติ ช่วยเสริมอรรถรสให้กับการรับชมภาพยนตร์ได้ดีขึ้น รางวัลจากสื่อชั้นนำในวงการจำนวนมาก อาทิ What Hi-Fi? (UK), Stuff, Forbes, T3 และ Trust Reviews เป็นการันตีอย่างดีถึงประสิทธิภาพของ QTV2 ตัวนั้น

Concept Series
ศูนย์รวมนวัตกรรมเสียงระดับไฮเอ็นด์!

Concept Seriesเปิดตัวออกมาครั้งแรกเมื่อปี 2013 ด้วยรุ่น Concept 20 ซึ่งเป็นลำโพงสองทางวางขาตั้งที่มาพร้อมการออกแบบตัวตู้ที่ล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยี “Gelcore Technologyซึ่งเป็นเทคนิคในการขจัดเรโซแนนซ์ของตัวตู้ที่ได้ผลชัดเจน คือใช้วัสดุพิเศษลักษณะเป็นเจลที่ให้ความยืดหยุ่นสูงเข้าไปแทรกตัวอยู่ระหว่างไม้ MDF สองชั้นที่ใช้ทำตัวตู้ของ Concept 20 ซึ่งเจลที่ว่านี้จะดูดซับแรงสั่นของผนังตู้ที่เกิดขึ้นขณะที่ไดเวอร์ขยับตัวไปตามสัญญาณเสียง เมื่อแรงสั่นของผนังตู้ถูกดูดกลืนไปจึงส่งผลให้ไดเวอร์แต่ละดอกทำหน้าที่ของมันได้อย่างมีประสืทธิภาพมากที่สุด ผลสุดท้ายคือเสียงที่ออกมาจากไดเวอร์อย่างมีคุณภาพ

เทคนิคพิเศษนี้ได้ถูกถ่ายทอดต่อเนื่องมาถึงรุ่น Concept 40 ที่ออกในปีถัดมาคือ 2014 แต่เนื่องจาก Concept 40 เป็นลำโพงตั้งพื้น พวกเขาจึงได้คิดค้นเทคนิคพิเศษเพิ่มเติมเข้ามาอีก 2 อย่างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลดเรโซแนนซ์ของผนังตู้ให้ได้มากขึ้น เนื่องจากลำโพงตั้งพื้นมีตัวตู้ขนาดใหญ่ ไดเวอร์ก็ใหญ่ เมื่อไดเวอร์ทำงานมันจึงสร้างเรโซแนนซ์มากกว่าลำโพงเล็ก ทีมออกแบบของ Q Acoustics จึงได้ใช้เทคนิคอีก 2 อย่างเข้ามาเสริมเพื่อแก้ปัญหานี้ อย่างแรกคือเพิ่มการดามผนังภายในตัวตู้เป็นจุดๆ เรียกว่า P2P Bracing (point-to-point barcing) ช่วยเพิ่มความแกร่งแน่นให้กับผนังตู้ มีผลช่วยลดเรโซแนนซ์ได้ดี ส่วนอีกเทคนิคชื่อว่า HPE (Helmholtz Pressure Equalizer) คือทำท่อวงกตไว้ที่ส่วนล่างภายในตัวตู้เพื่อสลายสแตนดิ้งเวฟที่เกิดขึ้นภายในตัวตู้ออกไป

หลังจากนั้น วิศวกรของ Q Acoustics ก็ไปสาระวนอยู่กับการออกแบบลำโพงสำหรับโฮมซินีม่าจนถึงปี 2017 พวกเขาก็เริ่มกลับมาออกแบบลำโพงรุ่น Concept 500 เพื่อให้ออกมาเป็นรุ่นเรือธงของอนุกรม Concept ทำให้รุ่น Concept 500 เป็นลำโพงที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีและเทคนิคพิเศษมากมาย มีทั้งเสริมเจลแบบสามชั้น Dual Gelcore, ดามผนังตู้แบบ Point-to-Point และใช้ Helmholtz Pressure Equalizer ที่ส่วนล่างของตัวตู้ มีผลให้ลำโพงรุ่น Concept 500 ได้รับคำชมจากสื่อดังๆ ในวงการมากมาย ทั้งสื่อของอังกฤษและอเมริกา

Concept 300 รุ่นน้องของพี่เบิ้ม Concept 500

Concept 300 เป็นลำโพงสองทางวางขาตั้งรุ่นใหม่ล่าสุดของ Q Acoustics ที่ ลดรูปลงมาจากรุ่น Concept 500 โดยเอาพื้นฐานการออกแบบของรุ่น Concept 500 มาครบทุกประเด็น ตั้งแต่ตัวตู้ไปจนถึงไดเวอร์ฯ แต่ไม่ได้ตัดตู้ให้เตี้ยลงเฉยๆ นะ หากแต่พวกเขายังได้ fine tune หลายๆ จุดให้เหมาะสมกับขนาดสัณฐานของ Concept 300 เองด้วย

ความโดดเด่นของตัวตู้ที่สะดุดตามากคือผิวนอกของตัวตู้ที่ทำเป็น 2 รูปแบบ คือช่วงหน้าของตัวตู้จะทำเป็นสีดำในขณะที่ท่อนหลังประมาณหนึ่งในสี่ของความลึกทำเป็นลายไม้วอลนัท ผิวตู้ถูกเคลือบจนเงาวับ (ทราบว่ามีทำออกมา 3 สี) ขนาดตัวตู้ของลำโพงคู่นี้ต้องจัดว่าอยู่ในระดับกลาง คือไม่ใช่ลำโพงเล็กแน่ๆ แม้ว่าจะเป็นลำโพงสองทาง ใช้ไดเวอร์แค่สองตัวก็จริง แต่ตัวตู้มีขนาดใหญ่ แม้ว่าแผงหน้าจะไม่กว้างมาก ใหญ่กว่าขนาดของวูฟเฟอร์นิดหน่อย มาในทรงหน้าแคบ แต่ความลึกของลำโพงรุ่นนี้จะมากกว่าลำโพงทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด ส่วนน้ำหนักก็มากถึง 14.5 กิโลกรัมต่อข้าง ถ้ามีโอกาสยกดูจะรู้สึกได้ถึงความหนักและความแน่น

หลังจากกดเข้าไปอ่านข้อมูลของลำโพงคู่นี้ในเว็บไซต์ของผู้ผลิต จึงได้ถึงบางอ้อ คือตู้ของลำโพง Q Acoustics คู่นี้เขาใช้เทคนิคพิเศษในการผลิต เรียกว่า “Dual Gelcore” คือใช้แผ่นไม้ MDF ซ้อนกับ 3 ชั้น โดยที่แต่ละชั้นจะมีวัสดุที่มีลักษณะยืดหยุ่นเหมือนเจลเข้าไปคั่นอยู่ นัยว่าเพื่อลดแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นบนผนังตู้เวลาที่ไดเวอร์ทำงานนั่นเอง เมื่อผนังตู้ไม่สั่น ไดเวอร์ก็ทำงานได้อย่างเต็มที่โดยไม่ถูกแรงสั่นของตัวตู้เข้ามารบกวน สรุปคือเป็นเพราะตัวตู้ทำด้วยไม้ MDF หนาๆ ถึงสามชั้นนี่เองถึงได้มีน้ำหนักมากขนาดนั้น ซึ่งตู้หนักๆ แน่นๆ แบบนี้เดาได้เลยว่าเสียงต้องออกมานิ่งและเบสลงลึกอย่างแน่นอน..

อย่างที่เกริ่นมาในตอนต้น Q Acoustics เป็นแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับการออกแบบด้วย “เทคโนโลยี” มากเป็นพิเศษ นอกจากเทคนิค Dual Gelcore ข้างต้นแล้ว เพื่อให้ตัวตู้มีความแกร่งมากขึ้นไปอีก พวกเขาจึงงัดอีกเทคนิคเข้ามาเสริม นั่นคือการคาดโครงเสริมความแกร่งภายใน เรียกว่า “Point 2 Point bracing” หรือ P2P Bracing ซึ่งช่วยลดแรงสั่นสะเทือนบนผนังตู้ลงไปได้อีกชั้นหนึ่ง ดูจากภาพด้านบน ทางผู้ผลิตใช้วิธีประเมินพลังงานของแรงสั่นที่เกิดขึ้นบนผนังตู้ด้วยการวัดออกมาเป็นคลื่นความร้อน (heat map) ที่โชว์ความหมายด้วยสเปคตรัมสี เริ่มจากโทนมืดคือสีน้ำเงินจะสั่น “น้อยที่สุด” แล้วค่อยๆ เพิ่มปริมาณความสั่นขึ้นมาเรื่อยๆ เมื่อโทนสีสว่างขึ้นตามลำดับคือเขียว > เหลือง > ส้ม และมีพลังงานความสั่นมากที่สุดเมื่อโชว์เป็นสีแดง ในภาพจะเห็นว่า ก่อนดามโครง P2P Bracing จะมีบางจุดบนตัวตู้ที่เกิดพลังงานความสั่นสูงเป็นสีแดง เมื่อดามโครงเข้าไปแล้ว ความสั่นจะลดลงอย่างมากจนแทบจะไม่มีโทนสีสว่างเกิดขึ้นเลย นั่นแสดงว่าตัวตู้มีความนิ่งมาก

ยังไม่หมด.. ความพยายามลดปัญหาที่เกิดจากตัวตู้ยังมีอีกจุดที่พวกเขาทำลงไป นั่นคือ ปาดมุมทั้งสี่ด้านของตัวตู้ลำโพงให้มีลักษณะที่โค้งมนเพื่อลดอาการบูมของความถี่ที่มักจะเกิดบริเวณมุมฉากที่ผนังตู้แต่ละด้านมาบรรจบกัน ซึ่งอาการบูมของคลื่นภายในตัวตู้ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของเรโซแนนซ์ในตัวตู้ที่ส่งผลเสียต่อเสียง

สองทาง + ตู้เปิด

ไดเวอร์ทั้งสองตัวที่ใช้ในรุ่น Concept 300 เหมือนกับที่ใช้ในรุ่น Concept 500 ตัวมิดเร้นจ์/วูฟเฟอร์ทรงกรวยขนาด 165 ม.ม. ไดอะแฟรมทำด้วยกระดาษชุบเคลือบน้ำยาเพิ่มความแกร่ง ขอบของไดอะแฟรมยึดติดกับโครงด้วยวงแหวนที่ทำด้วยยางทรงโค้งครึ่งวงกลม ช่วยลดเรโซแนนซ์ขณะที่ไดอะแฟรมเคลื่อนตัวเดินหน้า-ถอยหลังไปตามสัญญาณเสียง เมื่อถูกผลักและดึงโดยกระบอกวอยซ์คอยที่ทำจากกลาสไฟเบอร์ขนาดใหญ่ถึง 35 ม.ม.

ส่วนทวีตเตอร์ขนาด 28 ม.ม. ไดอะแฟรมทำด้วยเส้นใยไมโครไฟเบอร์ขนาดเล็กจิ๋วสานขึ้นรูปเป็นทรงโดมครึ่งวงกลมที่มีลักษณะโค้งมน ผ่านการเคลือบผิวเพิ่มความแกร่ง เนื่องจากตัวทวีตเตอร์ต้องถูกติดตั้งไว้ใกล้กับมิดเร้นจ์/วูฟเฟอร์ จึงมีการใช้ประเก็นยางตรงจุดที่ตัวบอดี้ของทวีตเตอร์เชื่อมต่อกับตัวตู้เพื่อลดการถ่ายเทพลังงานความสั่นสะเทือนจากการทำงานของไดเวอร์มิดเร้นจ์/วูฟเฟอร์ไม่ให้เข้าไปถึงตัวทวีตเตอร์

ท่อระบายอากาศขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 ซ.ม. ถูกฝังอยู่ที่แผงด้านหลังของตัวตู้ ตัวท่อทรงกระบอกสอดอยู่ในตัวตู้

ขั้วต่อสายลำโพง + ระบบเน็ทเวิร์คที่ปรับเสียงได้

ดูเหมือนวิศวกรของ Q Acoustics จะสนุกสนานกับการออกแบบลำโพงคู่นี้มาก เพราะความพิเศษของลำโพงคู่นี้ไม่ได้มีอยู่แค่ระบบตู้เท่านั้น แต่ยังขยายมาถึงระบบเน็ทเวิร์คด้วย เริ่มที่ขั้วต่อสายลำโพงที่ให้มา 2 ชุดต่อหนึ่งข้าง แยกคู่บนสำหรับทวีตเตอร์กับคู่ล่างสำหรับมิดเร้นจ์/วูฟเฟอร์

ตัวขันยึดทำด้วยเกลียวโลหะที่ห่อหุ้มภายนอกด้วยพลาสติกแข็งสีดำด้าน ขนาดใหญ่จับขันได้ง่ายเต็มไม้เต็มมือดี ผู้ใช้สามารถเลือกใช้สายลำโพงได้ทั้งแบบซิงเกิ้ล (คู่เดียว) โดยใช้ลิ้งค์จั๊มเปอร์แท่งโลหะที่แถมมาให้เชื่อมโยงสัญญาณระหว่างขั้วต่อคู่บนกับคู่ล่างเข้าด้วยกัน หรือจะถอดแท่งโลหะลิ้งค์ออก แล้วใช้สายลำโพงแบบไบ-ไวร์ฯ เชื่อมต่อก็ได้

แต่ที่พิเศษจริงๆ มันอยู่ที่ด้านบนของขั้วต่อชุดบน ซึ่งตรงนั้นคุณจะพบกับรูเสียบโลหะ 3 รูเรียงกันอยู่ ซึ่งรูสามรูนี้ให้ไว้สำหรับปรับจูนปริมาณของเสียงแหลม จากภาพด้านบน ถ้าเอาแท่งจั๊มเปอร์ (แถมมาให้) เสียบที่รูแรกกับรูที่สอง วงจรเน็ทเวิร์คจะถ่ายทอดปริมาณเสียงทุ้ม-กลาง-แหลม ตั้งแต่ 55Hz – 30kHz ออกมาราบเรียบตามที่ถูกออกแบบไว้ ถ้าดึงจั๊มเปอร์ออกไปเลย เสียงแหลมของลำโพงคู่นี้จะถูก drop ลง 0.5dB (-0.5dB) ถ้าย้ายแท่งจั๊มเปอร์ไปเสียบรูที่สองกับรูที่สาม เสียงแหลมจะถูกปรับเพิ่มขึ้น 0.5dB (+0.5dB) นั่นคือคุณสมบัติของรูเสียบทั้งสามรูนี้ ประโยชน์ก็คือเอาไว้ปรับจูนโทนเสียงนั่นเอง (ดูผลการปรับจูนในหัวข้อ “เซ็ตอัพ Concept 300 ในห้องฟัง)

ขาตั้ง + ระบบลดความสั่นสะเทือนสุดล้ำ!

ผมคิดว่าดีไซเนอร์ของลำโพงคู่นี้เขาคงจะโด๊ปยาม้า ลำโพงรุ่นนี้จึงมีแต่ความพิเศษที่แทรกซึมไปทั่วทุกจุด นอกจากไดเวอร์, ตัวตู้ และวงจรเน็ทเวิร์ค ที่พูดถึงไปข้างต้น ยังมีไฮไล้ท์อีกจุดที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย สิ่งนั้นคือ “ขาตั้ง” ที่ออกแบบมาให้ใช้คู่กัน

เป็นแนวคิดการออกแบบขาตั้งลำโพงที่ใช้วิศวกรรมระดับโลก ซึ่งพวกเขาตั้งชื่อเรียกขาตั้งตัวนี้ว่า “Tensegrity Stand” เป็นระบบขาตั้งที่อาศัยแรงตึงของลวดสลิงที่ยึดโยงอยู่กับโครงสแตนเลสโปร่งๆ ที่มีขาสามขาค้ำยันบนพื้น ซึ่งการใช้โครงสแตนเลสโปร่งๆ ที่ไม่สะสมพลังงานความสั่นสะเทือนไว้ในตัว นั่นคือข้อดีที่เหนือกว่าขาตั้งรูปแบบเดิมๆ ที่วงการเครื่องเสียงรู้จักกันมา แต่.. แค่นั้นยังไม่พอ เพราะขณะที่ไดเวอร์ทำงาน ถ้าตัวตู้ที่รองรับพลังงานความสั่นสะเทือนจากไดเวอร์สามารถถ่ายเทพลังงานความสั่นสะเทือนนั้นออกไปจากตัวตู้ได้อย่างหมดจด ไดเวอร์ก็จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งโดยปกติแล้ว “ขาตั้งลำโพง” นี่แหละคือ “ช่องทาง” ที่จะช่วยขจัดความสั่นสะเทือนออกไปจากตัวตู้ได้ แต่ขาตั้งลำโพงรูปแบบที่มีอยู่โดยทั่วไปยังไม่สามารถสลายพลังงานความสั่นสะเทือนที่ได้รับมาจากตัวตู้ทิ้งออกไปได้หมด เหลือสะสมเป็นความถี่สั่นค้างอยู่บนตัวขาตั้งนั่นเอง..

ภาพด้านบนคือการตรวจวัดปริมาณความสั่นสะเทือนที่เหลือค้างอยู่บนขาตั้งทั้ง 3 ประเภทเมื่อใช้วางรองใต้ลำโพง เป็นการตรวจวัดด้วยคลื่นความร้อน (heat map) จะเห็นว่า ขาตั้ง Tensegrity Stand แบบที่ Q Acoustics คิดค้นขึ้นมาสามารถขจัดคลื่นความสั่นสะเทือนออกไปจากตัวมันได้มากที่สุด เหลือค้างอยู่น้อยมากเมื่อเทียบกับขาตั้งแบบทรงกระบอกที่ทำจากโลหะกลวงและขาตั้งที่ทำจากแท่งโลหะตันๆ

นี่คือ suspension base หรือระบบแขวนลอยด้วยสปริงที่ฝังอยู่ใต้ฐานของลำโพง

ลักษณะของระบบแขวนลอยที่ประกอบเข้ากับส่วนฐานของลำโพงแล้ว

ส่วนแพลทบนของขาตั้งจะถูกขันยึดเข้ากับส่วนฐานของระบบแขวนลอยที่ติดอยู่ใต้ฐานของลำโพง

แม้ว่าตัวขาตั้ง Tensegrity Stand แทบจะไม่สะสมพลังงานไว้ที่ตัวมันก็ตาม แต่ถ้าสามารถทำให้พลังงานความสั่นสะเทือนจากตัวตู้ถูกส่งผ่านมาที่ขาตั้งในปริมาณที่น้อยที่สุดก็จะเป็นผลดียิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ ทีมวิศวกรของ Q Acoustics จึงได้คิดค้นระบบแขวนลอย (suspension) ขึ้นมาเพื่อสลายพลังงานความสั่นสะเทือนจากตัวตู้ลงไประดับหนึ่งก่อนที่จะเหลือเล็ดรอดไปที่ขาตั้งให้น้อยที่สุดนั่นเอง

ที่ปลายขาทั้งสามเสาจะมีลักษณะเป็นเดือยแหลม เหมาะสำหรับจิกพื้นที่มีความนิ่มอย่างเช่นพื้นที่ปูด้วยพรม ส่วนพื้นที่เป็นไม้หรือปูด้วยวัสดุแข็งอย่างเช่นแกรนิต, หินอ่อน ทางผู้ผลิตเขามีจุกยางมาให้ใช้สวมตรงปลายขาตั้งเพื่อป้องกันปลายแหลมจิกลงไปบนเนื้อไม้ และป้องกันลื่นไถลไปบนพื้นหินอ่อน ซึ่งกรณีที่พื้นห้องเป็นไม้ ก็สามารถเอาจุกยางนี้มาทดลองปรับจูนเสียงได้ด้วยถ้ารู้สึกว่าเสียงบางและแหลมพุ่งมากไป

แม็ทชิ่ง + เซ็ตอัพ

ความไวของ Concept 300 อยู่ที่ 84dB วัดที่อิมพีแดนซ์ปกติ 6 โอห์ม ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ แนะนำกำลังขับต่ำสุดเอาไว้ที่ 25W และรองรับกำลังขับสูงสุดได้ถึง 200W ถ้าคำนวนไปทีอิมพีแดนซ์ 8 โอห์มก็จะได้กำลังขับต่ำสุดประมาณ 18W ในขณะที่กำลังขับสูงสุดที่แนะนำก็จะอยู่ราวๆ 140-150W ก็ไม่ได้สูงมาก แต่ถ้าตั้งใจจะ “ขุด” รายละเอียดออกมาจากลำโพงคู่นี้ให้ได้มากที่สุด ก็คงต้องอาศัยแอมป์ที่มีกำลังสำรองสูงหน่อย

ในการทดลองฟังเสียงของ Concept 300 คู่นี้ในช่วงแรก ผมเอามันไปเซ็ตอัพไว้ในห้องรับแขก ซึ่งมันดูดีมาก ทำให้ห้องรับแขกดูมีสง่าราศรีขึ้นมาเยอะเลย ต้องยอมรับว่า ดีไซน์ของขาตั้งลำโพงคู่นี้เป็นที่สะดุดตาทุกคนที่ได้มีโอกาสพบเห็น มันดูสวยแปลกตา ออกแนวโมเดิร์น

ตอนใช้งานในห้องรับแขก ผมทดลองสลับขับด้วยอินติเกรตแอมป์และออล-อิน-วันรวมทั้งหมด 3 ตัวด้วยกัน เริ่มจาก Leak รุ่น Stereo 130 (REVIEW)(45W ต่อข้างที่ 8 โอห์ม), Cambridge Audio รุ่น EVO 75 (REVIEW)(75W ต่อข้างที่ 8 โอห์ม) และ Quad รุ่น Artera Lotus Play (75W ต่อข้างที่ 8 โอห์ม) ซึ่งแอมป์ทั้งสี่ตัวสามารถขับ Concept 300 ออกมาได้สบายๆ ไม่ต้องเร่งวอลลุ่มเยอะก็ได้เสียงออกมาเต็มห้องรับแขกและยังเผื่อแผ่ไปถึงห้องครัวได้ด้วย ตัว EVO 75 กับ Artera Lotus Play จะขับลำโพงคู่นี้ให้เสียงออกมานิ่งกว่า Stereo 130 หน่อย เบสก็จะแน่นกว่าเมื่อเร่งวอลลุ่มให้ได้ความดังออกมาใกล้เคียงกัน แต่ถ้าไม่ใช่เพลงที่เน้นเบสหนักๆ และเป็นการฟังเพื่อผ่อนคลาย แค่จับกับ Stereo 130 ก็ฟังดีแล้ว แค่ว่าดีไซน์ของแอมป์กับลำโพงมันอาจจะย้อนแย้งกันอยู่บ้าง ถ้าเอาทั้งเสียงดี+ดูดีไปด้วยพร้อมๆ กันก็จับกับ EVO 75 หรือ Artera Lotus Play จะเข้ากันมากกว่าและได้เสียงที่ดีกว่าเพราะกำลังขับสูงกว่า

ในช่วงท้ายของการทดสอบ ผมยก Concept 300 คู่นี้เข้าพิสูจน์ประสิทธิภาพสูงสุดของมันในห้องฟังที่มีความพร้อมในการรีดประสิทธิภาพมากกว่าในห้องรับแขก อย่างแรกที่ต้องพูดถึงคือการแม็ทชิ่ง ซึ่งหากพิจารณาโดยรวมๆ พบว่ากำลังขับ 75W ในตัว Quad Artera Lotus Play หรือ 75W ของ Cambridge Audio EVO 75 ก็สามารถขับ Concept 300 ออกมาได้ดีพอสมควร ภาพรวมออกมาน่าฟังสำหรับเพลงทั่วๆ ไป กลาง-แหลมออกมาดี แต่ถ้าเป็นเพลงที่เน้นการสวิงของไดนามิก, เน้นความฉับพลันและความหนักหน่วงของทรานเชี้ยนต์ และความเปิดกว้างของเวทีเสียงแบบดันไปได้จนสุดขอบ ยกตัวอย่างเช่นเพลงคลาสสิกแนวโอเวอร์เจ้อร์ กับเพลงที่เน้นแบสหนักๆ ก็จะรู้สึกได้ว่า 75W ของแอมป์เหล่านั้นยังไม่พอ.. (อย่าลืมว่าผู้ผลิตลำโพงคู่นี้ระบุกำลังขับสูงสุดที่รองรับได้อยู่ที่ 200W ต่อข้างที่ 6 โอห์ม หรือประมาณ 145W ต่อข้างที่โหลด 8 โอห์ม)

เพื่อดันประสิทธิภาพของลำโพงคู่นี้ไปให้ถึงขีดสุด ผมจึงอัดเพาเวอร์แอมป์ของ Ayre Acoustic รุ่น V-3 (100W ที่ 8 โอห์ม / 200W ที่ 4 โอห์ม) เข้ามาขับลำโพงคู่นี้โดยอาศัยภาคปรีฯ ของ Quad Artera Lotus Play จากนั้นก็ตบท้ายด้วยอินติเกรตแอมป์ 200W ของ Dan D’Agostino เพื่อทดสอบดูว่าลำโพงคู่นี้จะสามารถทะยานไปกับแอมป์ได้ไกลแค่ไหน ซึ่งจากการทดลองฟังเพลงหลากหลายรูปแบบ ผมพบว่าภาคปรีฯ ของ Quad Artera Lotus Play (ใช้ภาค DAC ในตัว) + เพาเวอร์แอมป์ Ayre Acoustic V-3 (ต่อด้วยบาลานซ์ XLR) ทำให้เสียงของ Concept 300 ออกมาดีที่สุด ได้ค่าเฉลี่ยหลายๆ ด้านออกมาในเกณฑ์ที่ดีมาก เสียงเปิดกว้างออกมาครบตั้งแต่ทุ้ม-กลาง-แหลม ไดนามิกสวิงได้กว้าง ในขณะที่อินติเกรตแอมป์ Dan D’Agostino ดูเหมือนจะแด้มปิ้งมากเกินไปนิดสำหรับ Concept 300 เพราะเสียงเบสที่ออกมาจะมีลักษณะตึง รัดตัว และกระชับแน่นมากเกินไปหน่อย บอดี้ของเสียงเบสไม่ค่อยฟู หางเสียงไม่ค่อยทอดแผ่ เก็บตัวเร็วไป ปลายเสียงจึงไม่ค่อยผ่อน สรุปว่า ลำโพงคู่นี้ก็ไม่ได้ถึงกับขับยากจนต้องถึงมือแอมป์ยักษ์ๆ แต่อย่างใด ใช้แค่อินติเกรตแอมป์ 50-80 วัตต์ต่อข้างก็ฟังดีแล้ว แต่ถ้าจะนำมันไปใช้งานในลักษณะที่รีดเค้นคุณภาพเสียงกันแบบเอาจริงเอาจัง ฟังกันแบบซีเรียสมิวสิคเลิฟเวอร์ ที่สำคัญคือไดนามิกต้องคลี่คลายออกมาให้สุดทั้งคอนทราสน์และทรานเชี้ยนต์ เวทีเสียงต้องขยายไปให้สุดขอบ ฮาร์มอนิกต้องพลิ้วทอดไปจนถึงอ็อกเตปสุดท้าย ถ้าต้องการแบบนี้ก็ต้องใช้แอมป์ระดับกลางๆ ที่มีกำลัง 100 – 150W ต่อข้างกำลังสวย

เซ็ตอัพ Concept 300 ในห้องฟัง

ผมเซ็ตอัพ Concept 300 ในห้องฟังโดยวางไว้ตรงตำแหน่งเริ่มต้น คือห่างผนังหลังขึ้นมาเท่ากับ 1/5 ของความลึกของห้อง คือ 6.6/5 = 1.32 ม. และจัดระยะห่างระหว่างลำโพงซ้าย/ขวาไว้ที่ระยะเริ่มต้นคือ 180 ซ.ม. จากนั้นก็ทดลองเชื่อมต่อระบบและทดลองฟังเสียงเพื่อเริ่มต้นปรับจูนตำแหน่งจนได้จุดลงตัวที่สุดในห้องของผมตามพิกัดที่ให้ไว้ในภาพประกอบข้างบน คือซ้ายขวาห่างกันเท่ากับ 172 .. ห่างผนังหลังเท่ากับ 139 .. ส่วนจุดนั่งฟังที่ให้ค่าเฉลี่ยทั้งโทนัลบาลานซ์และเวทีเสียงที่ลงตัวที่สุดวัดจากผนังด้านหลังลำโพงมาถึงจุดนั่งฟังอยู่ที่ 410 ..

ตอนที่ใช้งานในห้องรับแขก ผมเสียบจั๊มเปอร์ที่เน็ทเวิร์คของ Concept 300 ไว้ที่รูแรกกับรูที่สอง ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานของวงจรเน็ทเวิร์คที่ปรับมาสำหรับลำโพงคู่นี้ เสียงที่ออกมาก็ฟังดูสมดุลดี รายละเอียดออกครบ แต่พอยกเข้ามาในห้องฟัง หลังจากจัดวางตำแหน่งลงตัวแล้ว ผมทดลองเปิดฟังที่ระดับความดังปกติพบว่า เสียงในย่านสูงมีลักษณะสว่างจ้าขึ้นมาเล็กน้อย จะรู้สึกชัดกับเสียงไวโอลิน กีต้าร์ และปลายเสียงของเปียโนคีย์สูงๆ ผมทดลองดึงจั๊มเปอร์ออก ซึ่งในความหมายคือ ปรับลดความถี่ในย่านสูงลง 0.5dB* ซึ่งเสียงที่ออกมาฟังดูมีสมดุลดีขึ้น อาการสว่างจ้าที่เสียงแหลมลดลง แต่ก็ไม่รู้สึกว่าปลายแหลมหาย ยังคงได้ยินหางเสียงที่เป็นประกายออกมา ความโปร่งใสก็ยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ สรุปคือ ผมใช้ค่าปรับตั้งที่เน็ทเวิร์คไว้ที่ -0.5dB ในการฟังทดสอบเสียงของลำโพงคู่นี้

* ในสเปคฯ ไม่ได้แจ้งไว้ว่าความดังของเสียงแหลมที่ลดลงไป 0.5dB นั้นมีผลกับย่านสียงตั้งแต่เท่าไหร่ถึงเท่าไหร่ ถ้าให้เดาก็น่าจะเป็นความถี่ที่อยู่ในภาระรับผิดชอบของตัวทวีตเตอร์คือตั้งแต่ 2.5kHz ขึ้นไปจนถึง 30kHz นั่นเอง ส่วน slope หรืออัตราลาดชันของความถี่ที่ถูก cut-off ออกไปก็ไม่มีรายละเอียดแจ้งไว้ แต่ยังไงคิดว่าไม่น่ากระทบกับปลายเสียงแหลมเพราะตัวทวีตเตอร์ตอบสนองไปไกลถึง 30kHz ซึ่งการตัดลบไปแค่ 0.5dB ไม่ถือว่าเยอะ ลำโพงไฮเอ็นด์ฯ หลายๆ คู่อาจจะใช้ค่านี้อยู่แล้วเพราะฟังจากเสียงที่ออกมาพบว่า หลังปรับแล้ว ย่านกลางต่ำลงไปถึงทุ้มจะมีเนื้อมวลมากขึ้น เปิดดังๆ แล้วฟังสนุกมากขึ้นไม่มีอาการ วิ้งในรูหู ในขณะที่ไม่รู้สึกว่าปลายเสียงแหลมกุด แค่น้อยลงเท่านั้น

เสียงของ Concept 300

หลังจากทดลองแม็ทชิ่งแอมป์กับลำโพงคู่นี้จนได้ชุดที่ลงตัวมากที่สุด (ใช้ภาคปรีฯ + ภาค DAC ของ Quad Artera Lotus Play + เพาเวอร์แอมป์ Ayre Acoustic V-3 โดยต่อสัญญาณทางช่องบาลานซ์ XLR) แล้ว ก่อนจะเริ่มต้นทดสอบคุณภาพเสียงของลำโพงคู่นี้ ผมได้ทดลองฟังเพื่อเลือกอ๊อปชั่นของเน็ทเวิร์คก่อน ซึ่งผมชอบลักษณะเสียงที่ได้จากการดึงจั๊มเปอร์ออก ซึ่งเป็นการลดเสียงแหลมลง -0.5dB ณ จุดนี้ เป็นอ๊อปชั่นที่ให้ลักษณะเสียงและคุณภาพเสียงของ Concept 300 ออกมาดีที่สุด โดยเฉพาะเสียงแหลมที่ได้ไม่มากเกินไป ทำให้โทนเสียงในย่านสูงไม่ออกมาสว่างจ้าเมื่อเทียบกับค่ามาตรฐาน (เสียบลิ้งค์จั๊มเปอร์ไว้ที่รูแรกกับรูที่สอง)

บุคลิกเสียงของลำโพงคู่นี้ที่เด่นและเตะหูมากที่สุดคือ ฉับไว“, “สดและ สะอาดไม่มีความรู้สึกหน่วงช้าใดๆ ในทุกความถี่ที่ลำโพงถ่ายทอดออกมา ส่งผลให้รู้สึกถึงความสด กระจ่าง เหมือนฟังดนตรีที่บรรเลงจริง เมื่อฟังอัลบั้มที่บันทึกด้วยเทคนิคที่เน้นความสมจริงประเภท Live Recording หรือ Live-to-Two-Track Master จะสัมผัสได้ถึงความสดสมจริงของเสียงที่ทำให้รู้สึกเหมือนเข้าไปนั่งอยู่ในสตูดิโอตอนที่เพลงนั้นกำลังถูกบันทึก.! ซึ่งในทางเทคนิคก็น่าจะเป็นผลมาจากความสามารถในการถ่ายทอด phase ของสัญญาณในย่านแหลมจากทวีตเตอร์กับย่านกลาง/ทุ้มของตัวมิดเร้นจ์/วูฟเฟอร์ที่สมานกันได้อย่างกลมกลืน เป็นมรรคผลที่ได้มาจากการติดตั้งทวีตเตอร์ไว้ชิดกับมิดเร้นจ์/วูฟเฟอร์นั่นเอง ซึ่งเทคนิคนี้มีผลดีถึง 2 อย่าง คือนอกจากจะทำให้ได้เฟสของสัญญาณตลอดทั้งย่านที่กลมกลืนต่อเนื่องกันแล้ว เมื่อไม่ต้องแก้ไขเรื่องเฟสลงไปในวงจรเน็ทเวิร์ค ก็ทำให้สัญญาณเสียงที่รับเข้ามาจากเพาเวอร์แอมป์มีความบริสุทธิ์สูงขึ้น มีความคลาดเคลื่อนของ timing ต่ำ เกนสัญญาณไม่ตก ส่งผลให้ได้ความสดและความฉับพลันของทรานเชี้ยนต์ที่ดีขึ้นด้วย

เมื่อปรับลดความดังของเสียงแหลมลง 0.5dB ทำให้สามารถเปิดวอลลุ่มได้ดังมากขึ้นโดยที่แหลมไม่แผดจ้า เมื่อวอลลุ่มถูกดันสูงขึ้น ส่งผลให้เสียงกลางกับเสียงทุ้มของ Concept 300 มีลักษณะที่อิ่ม ใหญ่ และพั๊นชี่มากกว่าตอนที่ใช้เน็ทเวิร์คค่ามาตรฐาน เพราะความถี่ตลอดทั้งย่านได้รับแรงขับจากแอมป์มากขึ้น และเนื่องจากลำโพงคู่นี้ตอบสนองความถี่ต่ำลงไปได้แค่ 55Hz ผ่านหน้าดอกมิดเร้นจ์/วูฟเฟอร์ เมื่อตัวมิดเร้นจ์/วูฟเฟอร์ถูกขับด้วยกำลังขับที่สูงขึ้น ทำให้ความถี่ที่ต่ำกว่า 55Hz ที่ extend ออกมาจากท่อระบายอากาศด้านหลังถูกขับออกมามากขึ้นเช่นกัน ผลลัพธ์ที่รู้สึกได้ชัดก็คือ ปริมาณแอมเบี้ยนต์ของเสียงที่เพิ่มขึ้น เป็นการส่งผลดีกับลักษณะการบันทึกเสียงของสังกัดไฮเอ็นด์ฯ หลายๆ ค่าย อาทิเช่น Stockfisch, OPUS 3, Proprius และอัลบั้มที่บันทึกการแสดงสดที่โชว์แอมเบี้ยนต์ชั้นเยี่ยมอย่างเช่นงานเพลงชุด Belafonte At The Carnegie Hall, The Weavers Reunion At Carnegie Hall 1963, Eric Clapton MTV Unplugged รวมถึงงานเพลงของ Patricia Barber หลายๆ ชุดที่ Jim Anderson เป็นคนบันทึกเสียงให้ด้วย

อัลบั้ม : Companion (DSF64)
ศิลปิน : Patricia Barber
สังกัด : Premonition Records (MFSL Remastered)

ปกติแล้ว ลำโพงที่ตอบสนองความถี่ด้านต่ำลงไปได้แค่ 55Hz ไม่น่าจะจำลองบรรยากาศในอัลบั้มแสดงสดชุดนี้ออกมาได้ แม้ว่าจะไม่ถึงกับสมบูรณ์แบบอย่างที่ลำโพงตั้งพื้นดีๆ ทำได้ แต่เมื่อพิจารณาถึงขนาดตัวตู้ของ Concept 300 ที่ค่อนข้างใหญ่ ผนวกกับเทคโนโลยี suspension base system กับขาตั้งดีไซน์สุดล้ำแล้ว ผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นทั้งสามส่วนนั้นที่ทำให้ลำโพงคู่นี้สามารถถ่ายทอดบรรยากาศของอัลบั้มนี้ออกมาให้รับรู้ได้ เสียงปรบมือของผู้ชมและลักษณะของเสียงทุ้มต่ำๆ ที่ครอบคลุมเสียงทั้งหมดเอาไว้ถูกถ่ายทอดออกมาให้ได้ยินผ่าน Concept 300 คู่นี้อย่างชัดเจน ส่งผลให้ลักษณะเสียงโดยรวมของอัลบั้มนี้ออกไปทาง dark สำเนาถูกต้องตามต้นฉบับ.. ขาดก็แต่เสียงทุ้มต่ำๆ ที่แผ่เป็นฐานให้กับเสียงเบสเท่านั้น

อัลบั้ม : Come Away With Me (DSF64)
ศิลปิน : Norah Jones
สังกัด : Blue Note Records

อัลบั้ม : Love Is The Thing (DSF64)
ศิลปิน : Nat King Cole
สังกัด : Analogue Productions

สองอัลบั้มนี้พิสูจน์ให้เห็นถึงคุณภาพเสียงกลางของ Concept 300 ที่อยู่ในเกณฑ์ดีมาก ตั้งแต่กลางสูง ลงมากลาง และต่อลงไปถึงกลางต่ำ มันออกมาครบเต็มทั้งสเปคตรัม ทำให้ทั้งเสียงร้องของ Norah Jones และ Nat King Cole ในสองอัลบั้มนี้ลอยเด่นขึ้นมาจากเสียงในย่านอื่นๆ เนื้อเสียงมีความเข้มข้น ไดนามิกคอนทราสน์ดี ให้ความต่อเนื่องของคำร้องที่รับส่งกันระหว่างคำได้อย่างมีอารมณ์ร่วม ใครที่ชอบเพลงร้องได้ฟังลำโพงคู่นี้แล้วน่าจะถูกใจ

อัลบั้ม : Made In The Shade (DSF64)
ศิลปิน : Sara K.
สังกัด : Stockfisch Records

ปกติแล้วอัลบั้มนี้จะฟังดีกับลำโพงสามทางตั้งพื้นขนาดกลางขึ้นไป เพราะมันให้แอมเบี้ยนต์ในย่านต่ำออกมาเยอะมาก เป็นแนวทางเฉพาะของค่าย Stockfisch Records กับการบันทึกและมิกซ์เสียงออกมาในลักษณะ low-key ที่มีความหนาแน่นของความถี่ในย่านกลางต่ำลงไปถึงทุ้มตอนกลางที่โดดเด่นเป็นพิเศษ ซึ่งลำโพงที่มีขนาดใหญ่จะให้ความถี่ในย่านที่ว่านี้ออกมาได้อย่างเต็มที่มากกว่าลำโพงเล็ก โดยเฉพาะลำโพงตั้งพื้นขนาดกลางที่แยกตัวขับเสียงออกเป็น 3 ทางจะให้ได้ดีเป็นพิเศษเพราะไดเวอร์ฯ มิดเร้นจ์ที่แยกจากวูฟเฟอร์จะทำให้ได้เสียงย่านต่ำที่มีมวลหนาด้วยกระชับด้วยในคราเดียวกัน ส่วนลำโพงสองทางที่ใช้มิดเร้นจ์กับวูฟเฟอร์ร่วมในตัวเดียวกัน ถ้าไดเวอร์มิดเร้นจ์/วูฟเฟอร์ไม่เจ๋งจริงและคนออกแบบไม่เก่งจริง ก็ยากที่จะสามารถเคลียร์ความถี่ต่ำในย่านนี้ให้ได้ทั้งมวลเสียงและความชัดเจนออกมาเหมือนลำโพงสามทางตั้งพื้น แต่ Concept 300 คู่นี้ทำออกมาได้ดีกว่าที่คาด แม้ผลลัพธ์จะไม่ดีเท่าลำโพงสามทางตั้งพื้น ขาดก็แต่พลังงานของคลื่นความถี่ต่ำที่หนาแน่น (ย่านทุ้มตอนกลางลงไป) เท่านั้น แต่ในย่านกลางต่ำลงมาถึงทุ้มต้นๆ ลำโพงคู่นี้ทำออกมาได้ดีมาก ใครชอบเสียงกลางที่มีเนื้อแต่เคลื่อนไหวฉับไว เนื้อมวลเนียนสะอาด มีฐานกลางต่ำแผ่รับ คุณต้องลองฟังลำโพงคู่นี้

ไม่มีลำโพงคู่ไหนที่สมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะลำโพงสองทางวางขาตั้งที่มีข้อจำกัดทางด้านรูปทรงและจำนวนไดเวอร์ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่ลำโพงสองทางจะสามารถให้ได้ดีครบหมดทั้งสามความถี่หลักทุ้มกลางแหลม เนื่องจากข้อจำกัดของจำนวนไดเวอร์ที่ใช้อย่างที่กล่าวมา ผู้ออกแบบจึงต้องตัดสินใจปรับจูนเสียงให้เด่นไปทางใดทางหนึ่ง ซึ่งวิศวกรของ Q Acoustics เลือกที่จะทำให้กลางลงไปทุ้มตอนกลางของ Concept 300 ออกมาดีที่สุดเท่าที่ทรัพยากรจะให้ได้ โดยยอมให้เสียงแหลมมีความโดดเด่นรองลงไป แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าแย่ คือตัวทวีตเตอร์มันถูกกำหนดให้ทำหน้าที่ รับช่วงจากย่านกลางสูงขึ้นไป ซึ่งมันก็ทำหน้าที่ได้ดีในประเด็นนั้น มันให้ช่วงรอยต่อระหว่างกลางสูงขึ้นไปถึงแหลมตอนต้นที่มีความราบเรียบอย่างมาก ปลายเสียงไวโอลินกับเสียงฟรุ๊ตออกมาดีเลย แต่ส่วนที่ย่อหย่อนไปบางส่วนก็คือปลายเสียงแหลมที่มีพลังกระแทกกระทั้น อย่างเช่นอิมแพ็คของเสียงเครื่องเคาะโลหะที่ยังไม่พุ่งผงาดออกมามากเท่าที่ควร และยังขาดปลายเสียงที่ทอดไปจนสุด ถ้าคุณชอบเสียงแหลมที่มีปริมาณมากหน่อย ให้เลือกอ๊อปชั่นของเน็ทเวิร์คตามมาตรฐานที่ออกแบบมา (ใช้จั๊มเปอร์เสียบที่รูแรกกับรูที่สอง) จะได้แหลมเพิ่มขึ้นมา ถ้ารู้สึกว่าแหลมยังไม่เด่นถูกใจ ให้ย้ายจั๊มเปอร์ไปเสียบที่รูที่สองกับรูที่สาม คุณจะได้ยินเสียงแหลมที่เพิ่มมากขึ้นไปอีก อิมแพ็คที่พุ่งผงาดออกมามากขึ้น และได้ยินหางเสียงที่ยืดยาวออกไปมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าเปิดดังๆ ก็มีโอกาสจะทำให้เสียงแหลมมีลักษณะที่โด่ง และสว่างขึ้นมาได้ โดยเฉพาะกับอัลบั้มเพลงทั่วๆ ไปที่บันทึกเสียงมาไม่ดีนัก เสียงแหลมจะมีลักษณะรบกวนหูได้ถ้าเปิดดัง ใช้สายลำโพงช่วยได้อีกทาง ซึ่งในการฟังทดสอบเสียงครั้งนี้ผมใช้สายลำโพง Nordost รุ่น Heimdall แบบไบไวร์ฯ เข้ามาช่วยแม็ทชิ่ง ทำให้ได้เสียงแหลมที่มีอิมแพ็คและสปีดที่ดีขึ้นอย่างมาก และได้สมดุลกับกลางและทุ้มมากขึ้นด้วย

สรุป

เซอร์ไพร้มาก.!! ลำโพงคู่นี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะที่ควรกับต้นเหตุของปัญหา และมันก็ให้ผลลัพธ์ออกมาตรงความต้องการซะด้วย ไม่ว่าจะจับกับแอมป์เล็กๆ เพื่อฟัง แบบลำลองหรือขยับขึ้นมาจับกับแอมป์ใหญ่ๆ เพื่อฟัง แบบเอาเรื่องConcept 300 คู่นี้ก็สามารถตอบโจทย์ได้สุดซอยทั้งสองทาง เป็นตัวเลือกแรกๆ สำหรับลำโพงที่มีราคาไม่เกินคู่ละ 100,000 บาท สำหรับวันนี้ .!!! /

********************
ราคา : 89,000 บาท / คู่ (พร้อมขาตั้งรุ่น
Tensegrity Stand)
********************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
บริษัท
MI Engineering
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่
Q Acoustics Thailand

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า