รีวิว Solid Tech รุ่น Disc of Silence อุปกรณ์ขจัดคลื่นความสั่นสะเทือน

ตอนนี้มีกระแสดราม่าเกิดขึ้นกับวงการเครื่องเสียงเยอะ ที่กำลังร้อนแรงตามหน้าโซเชี่ยลก็คือดราม่าเรื่องสาย LAN ที่มีผลกับเสียง คนที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการฟังเปรียบเทียบสาย LAN แต่ละชนิดมาก่อนก็มักจะอ้างพื้นฐานทฤษฎีดิจิตัลมาสนับสนุนก่อนจะสรุปว่าสาย LAN ไม่มีผลกับเสียง ส่วนคนที่เก็บคำเงียบไม่ออกความเห็นมีอยู่ 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือคนเล่นเครื่องเสียงที่มีประสบการณ์ได้ลองฟังเปรียบเทียบมาแล้ว ส่วนอีกกลุ่มคือคนที่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง คือแม้ว่าจะยังไม่เคยฟังเทียบมาก่อน แต่ก็ไม่ได้เชื่อไปทางทฤษฎีอย่างเต็มที่ กลุ่มนี้จะอาศัยประสบการณ์ในชีวิตจริงที่พบเห็นมาจากเรื่องอื่นๆ เข้ามาเสริม ซึ่งเป็นสิ่งที่ทฤษฎีในตำราไม่ได้บอกไว้หมดทุกแง่มุม

นี่ถ้าเอาเรื่อง vibraton หรือแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผลต่อเสียงออกไปกระจายในโซเชี่ยลไม่รู้ว่าจะเกิดดราม่าหนักกว่าเรื่องสาย LAN รึเปล่า.? 555

Solid Tech ผู้โชกโชนในเรื่อง vibration โดยเฉพาะ!

Solid Tech อยู่ในสวีเดน เป็นแบรนด์ที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการค้นคว้าและออกแบบอุปกรณ์เสริมสำหรับระบบเสียง (Audio Support) เป็นหลัก ผมเคยทดสอบจานรองเดือยแหลมรุ่นเล็กๆ ของแบรนด์นี้ไปแล้ว ชื่อรุ่น Floor Protectors (REVIEW) ซึ่งเป็นจานรองเดือยแหลมที่เวิร์คมากที่สุดเท่าที่ผมเคยลองใช้มา คือจากประสบการณ์ของผมพบว่า อุปกรณ์ประเภทจานรองเดือยแหลมส่วนใหญ่มักจะมีผลข้างเคียงที่ทำให้เสียงออกมาได้อย่างเสียอย่างหลังจากทดลองใช้ สุดท้ายก็คือไม่ใช้ดีกว่า แต่ตัวจานรองเดือยแหลมรุ่น Floor Protector ของ Solid Tech ตัวนี้ให้ผลลัพธ์ออกไปทาง ได้มากกว่า เสีย

Discs of Silence
เหรียญแห่งความสงัด.!

วันนี้ผมได้ของเล่นใหม่จาก Solid Tech มาทดลองอีกตัวหนึ่ง เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเทคโนโลยีสูงกว่าจานรองเดือยแหลมเยอะ ชื่อของมันคือ “Discs of Silenceประสิทธิภาพของอุปกรณ์ตัวนี้เท่าที่ทราบมาจากข้อมูลในเว็บไซต์ของผู้ผลิตก็คือความสามารถในการขจัดพลังงานคลื่นความสั่นสะเทือน หรือ vibration ซึ่งในวงการรู้กันดีว่าเป็นศัตรูตัวร้ายของระบบเสียงเลยทีเดียว

vibration หรือความสั่นสะเทือนมีหลายระดับ แตกต่างกันทั้งในแง่ของ ความถี่และ ความรุนแรงและสามารถเกิดขึ้นกับอุปกรณ์ได้ทุกชนิด สามารถแพร่กระจายไปได้ดีบนวัตถุที่มีความหนาแน่นของมวลสูงๆ เหตุที่ vibration ที่เกิดบนอุปกรณ์เครื่องเสียงส่งผลกระทบกับคุณภาพเสียงก็เพราะว่า เสียงเพลงที่เราฟังก็เกิดจาก vibration ที่เกิดขึ้นบนไดอะแฟรมของลำโพง ดังนั้น ถ้ามี vibration ที่เกิดขึ้นจากแหล่งต้นทางอื่นๆ ปะปนเข้าไปในสัญญาณเสียงที่อยู่ในรูปของสัญญาณไฟฟ้า เจ้าคลื่นความสั่นสะเทือนที่ว่านั้นมันจะเข้าไป modulate หรือ ควบกล้ำเข้ากับสัญญาณเพลง ก่อให้เกิดการ เสริมและ หักล้างขึ้นระหว่างความถี่เดียวกันที่เป็นส่วนของสัญญาณเสียงกับคลื่นความสั่นสะเทือนภายนอก ส่งผลให้สัญญาณเสียงมีลักษณะที่ผิดไปจากต้นฉบับที่ออกมาจากเครื่องเล่นต้นทาง

เอกสารในเว็บไซต์ของ Solid Tech ระบุว่า เจ้า Discs of Silence ตัวนี้เป็นอุปกรณ์เสริมประเภท passive isolator ที่สามารถขจัดคลื่นความสั่นสะเทือนที่ต่ำมากระดับ 20Hz ลงได้มากถึง 88.48% เลยทีเดียว.!! จะจริงจะเท็จ ประการใด เดี๋ยวตอนทดลองใช้งานก็รู้ แต่ตอนนี้ไปดูรูปร่างหน้าตาของมันก่อน

งานดี.. ดูมีของ.!!!

อุปกรณ์เสริมตัวนี้มีโครงสร้างซับซ้อนอยู่เหมือนกัน ใช้สปริงเป็นตัวกลางในการสลายพลังงานของคลื่นความสั่นสะเทือนที่ผ่านเข้าสู่ตัวอุปกรณ์ พิจารณาจากโครงสร้างของอุปกรณ์เสริม Discs of Silence (จะขอเรียกสั้นๆ ว่า DoS) ตัวนี้แล้ว พบว่ามันมีส่วนประกอบหลักๆ อยู่ 3 ส่วนด้วยกัน เริ่มจากส่วนฐานที่ทำด้วยอะลูมิเนียมทรงกระบอกขึ้นรูปด้วย CNC มีเส้นผ่าศูนย์กลางวัดที่ขอบนอก 7.8 .. สูง 2.7 .. ตรงกลางเจาะทะลุเป็นวงแหวนที่มีช่องว่างตรงกลาง วัดเส้นผ่าศูนย์กลางขอบด้านในได้ประมาณ 6 .. ส่วนประกอบที่สองเป็นลวดสปริงยาว 3 .. 12 ตัว ใช้ร้อยกับส่วนฐานที่เจาะรูไว้รองรับ ส่วนอีกด้านของสปริงจะไปคล้องอยู่กับแป้นอะลูมิเนียมที่มีลักษณะเหมือนเหรียญเล็กๆ ที่มีรูเล็กๆ อยู่ล้อมรอบ 12 รู สำหรับเกี่ยวกับลวดสปริง และตรงกลางของเหรียญนี้จะมีรูเกลียวไว้รองรับกับส่วนประกอบหลักชิ้นที่สาม นั่นคือ แป้นสักหลาดทรงกลมแบนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.8 .. ที่แปะอยู่บนส่วนฐานที่เป็นพลาสติกแข็งที่มีแท่งเกลียวโลหะยื่นออกมา ซึ่งเจ้าขาเกลียวตัวนี้แหละที่ออกแบบมาให้ใช้หมุนเข้ากับรูเกลียวของเหรียญอะลูมิเนียมนั่นเอง

ลูกศรชี้นั่นคือเหรียญอะลูมิเนียม

หงายให้ดูกันชัดๆ ถึงลักษณะการเชื่อมต่อของส่วนประกอบทั้งสามโดยมีเหรียญอะลูมิเนียมเล็กๆ เป็นตัวกลางที่ทำให้ส่วนประกอบทั้งสามส่วนนั้นสามารถเชื่อมโยงถึงกันและสามารถทำงานร่วมกันได้

วิธีประกอบ

ส่วนประกอบทั้งหมดจะแยกกันมา ลวดสปริงจะให้มาทั้งหมดเท่ากับ 12 x 4 = 48 อัน

อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการติดตั้งสปริงเข้ากับส่วนฐานทรงกระบอกคือ คีมปากแหลมแนะนำให้ใช้คีมตัวใหญ่หน่อย ขนาด 8 นิ้ว กำลังดี เพราะตัวเล็กๆ จะไม่มีแรงบีบตอนงัดเอาสปริงออกมา ตัวที่ผมใช้และให้ผลลัพธ์ดีเป็นตัวขนาด 8 นิ้วของยี่ห้อ Kingkong มีขายในร้านไทวัสดุ ราคาอันละร้อยกว่าบาท ใช้มือเปล่าไม่สามารถถอดและใส่สปริงได้นะครับ มันค่อนข้างยากอยู่เหมือนกัน

วิธีใช้งาน

ฟังท์ชั่นหลักของอุปกรณ์เสริมตัวนี้ก็คือรองใต้อุปกรณ์เครื่องเสียง ในกล่องจะมี DoS มาให้ 4 ตัว ซึ่งใช้วางรองใต้อุปกรณ์ที่ต้องการขจัดคลื่นความสั่นสะเทือน ถ้าเป็นอุปกรณ์เครื่องเสียงที่มีตัวถังเป็นกล่องสี่เหลี่ยมแบบมาตรฐานทั่วไปก็ใช้แค่ 3 ตัว รองใต้เครื่องก็พอ แต่ถ้าเป็นเครื่องเสียงที่มีน้ำหนักเยอะอาจจะต้องใช้ถึง 4 ตัว ก็เป็นได้ ซึ่งแน่นอนว่า ระหว่างใช้ 3 ตัวกับใช้ 4 ตัวย่อมให้เสียงออกมาต่างกันแน่ แบบไหนดีกว่ากัน.? คงต้องใช้วิธีทดลองฟังเท่านั้น

DoS แต่ละตัวมีความสามารถในการรองรับน้ำหนักได้มากน้อยต่างกันขึ้นอยู่กับจำนวนของสปริงที่ติดตั้งเข้าไป ถ้าติดสปริงครบทั้ง 12 รู จะสามารถรองรับน้ำหนักได้มากถึง 42 – 45 กิโลกรัม ถ้าใช้ร่วมกัน 4 ตัว ก็สามารถรองรับน้ำหนักได้มากถึง 90 – 175 กิโลกรัม

ตัวอย่างของการใช้ DoS จำนวน 4 ตัว รองใต้เครื่องเสียง อย่างเช่นเครื่องเล่นแผ่นเสียง เพื่อลดเรโซแนนซ์ แนะนำให้หาแผ่นไม้ หรือแผ่นกระจกหนา มารองใต้เครื่องเสียงไว้ชั้นหนึ่งก่อน หลังจากนั้นค่อยเอา DoS ทั้งสี่ตัวเข้าไปรองใต้แผ่นไม้หรือแผ่นกระจกนั้นอีกที ซึ่งแน่นอนว่า ประสิทธิภาพในการทำงานของ DoS จะขึ้นอยู่กับวัสดุที่นำไปรองใต้เครื่อง ซึ่งก็ต้องทดลองเลือกดูวัสดุที่ให้โทนเสียงที่ถูกใจคุณ

ปรับจูนด้วยจำนวน DoS ที่ใช้

การปรับจูนเสียงสามารถทำได้ 3 เงื่อนไข เงื่อนไขแรกคือ จำนวน DoSที่ใช้ต่ออุปกรณ์เครื่องเสียงหนึ่งชิ้น ซึ่งจำนวนอย่างต่ำสุดคือ 3 ตัวต่อการรองใต้อุปกรณ์เครื่องเสียง 1 ชิ้น ซึ่งคุณสามารถใช้มากกว่า 3 ตัว ต่ออุปกรณ์หนึ่งชิ้นก็ได้ ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด แต่เสียงที่ออกมาก็จะต่างกัน คุณชอบเสียงแบบไหนก็เลือกเอาตามใจชอบ ถือว่าเป็นเงื่อนไขในการปรับจูนแบบหนึ่ง

เงื่อนไขที่สองที่สามารถใช้ในการปรับจูนเสียงได้ นั่นคือ จำนวนสปริงที่ใช้ยึดโยงแป้นอะลูมิเนียมที่อยู่ตรงกลางของตัว DoS แต่ละตัว ซึ่งจำนวนสปริงน้อยที่สุดที่สามารถใช้ได้ก็คือ 3 ตัว ถ้าใช้สปริงแค่หนึ่งหรือสองตัวจะไม่สามารถยึดแป้นอะลูมิเนียมให้ขึงตึงได้ ถ้าคุณต้องการให้มีแรงตึงในการรองรับตัวเครื่องเสียงได้มากขึ้น คุณก็สามารถเพิ่มสปริงเข้าไปได้เรื่อยๆ สูงสุดได้ถึง 12 ตัว ซึ่งแน่นอนว่า จำนวนสปริงที่เพิ่มเข้าไปแต่ละตัวจะทำให้เสียงเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ซึ่งโดยหลักการแล้ว จำนวนสปริงที่เหมาะสมพอดีในการลดแรงสั่นสะเทือนบนตัวเครื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพจะขึ้นอยู่กับ น้ำหนักของอุปกรณ์เครื่องเสียงนั้นๆ ด้วย กรณีที่เครื่องเสียงมีน้ำหนักมาก ก็มีแนวโน้มว่าจะต้องใช้ปริงที่มีจำนวนมากขึ้นไปตามสัดส่วนของน้ำหนักเครื่องเสียง ถ้าเครื่องเบาก็ใช้สปริงน้อยหน่อยจะให้ผลทางเสียงที่ดีกว่า

นั่นแสดงว่า การใช้สปริงจำนวนมากในการยึดแป้นอะลูมิเนียมในอุปกรณ์ DoS แต่ละตัว ก็ไม่ได้การันตีว่าจะได้เสียงที่ดีเสมอไป วิธีที่ดีที่สุดก็คือ ค่อยๆ เพิ่มสปริงเข้าไปทีละอันแล้วทดลองฟังดู จนกว่าจะพบกับจำนวนสปริงที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุด และเพื่อให้การทดลองปรับจูนทำได้ง่ายขึ้น ผมขอฟันธงแนะนำให้ใช้ DoS จำนวน 3 ตัว ต่อการรองเครื่องเสียงขนาดมาตรฐานหน้ากว้าง 17 นิ้วโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่นซีดี/เอสเอซีดี, ปรีฯ โฟโน, external DAC, ปรีแอมป์ หรือแม้แต่อินติเกรตแอมป์ ไม่แนะนำให้ใช้มากกว่า 3 ตัว เพราะจากการที่ผมได้ทดลองดูแล้ว พบว่าใช้มากกว่า 3 ตัว เช่น 4 หรือ 5 ตัวมีโอกาสที่เสียงจะออกมาแย่มากกว่าโอกาสที่จะออกมาดี สรุปแบบฟันธงคือใช้ 3 ตัวดีที่สุดครับ แล้วค่อยมาปรับจูนจำนวนสปริงเอาทีหลังจะเวิร์คกว่า (อย่างในภาพด้านบนนั้น ตัวซ้ายติดสปริง 3 ตัว ส่วนตัวขวาติดสปริง 6 ตัว)

หลังจากวาง DoS ลงไปใต้เครื่องเสียงแล้ว ยังมีวิธีจูนเสียงออีกนิดหน่อย คือให้ทดลองเลื่อนตำแหน่งของ DoS แต่ละตัว ซึ่งตามหลักการแล้ว อุปกรณ์เครื่องเสียงประเภทที่ใช้ทรานฟอร์เมอร์ หรือหม้อแปลงไฟขนาดใหญ่อย่างพวกปรีแอมป์, อินติเกรตแอมป์ และเพาเวอร์แอมป์ เวลาเครื่องทำงานจะเกิดความสั่นเบาๆ ที่หม้อแปลง ถ้าคุณวาง DoS ทั้งสามตัวให้อยู่ถูกจุด มันจะสามารถสลายเรโซแนนซ์ที่เกิดจากอาการสั่นของหม้อแปลงลงไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เงื่อนไขที่สามที่ใช้ปรับจูนเสียงของ DoS ก็คือ ระยะความสูงของแป้นสักหลาดซึ่งเจ้าแป้นนี้จะสัมผัสกับใต้เครื่องโดยตรง..

ลักษณะของเกลียวบนตัวแป้นที่จะใช้ขันลงไปที่รูของเหรียญ

ลักษณะของการขันเกลียวลงไปในรูเกลียวของเหรียญ ซึ่งคุณสามารถปรับเลือกความสูงของก้านเกลียวของตัวแป้นได้ว่าจะให้ยกสูง หรือลดลงต่ำจนสุดเกลียว ซึ่งระยะความสูง/ต่ำที่ปรับตั้งได้จะมีระยะให้ปรับได้อยู่ 2 .. วิธีการปรับก็ไม่ยาก ให้หมุนน็อตที่ใช้ล็อคตำแหน่งเกลียวของตัวแป้นสักหลาดไปอยู่ตรงตำแหน่งความสูงที่ต้องการ จากนั้นก็ขันเกลียวของแป้นลงไปในรูของเหรียญ พอถึงตำแหน่งของน็อตก็ล็อคให้แน่น จากการทดลองปรับความสูง/ต่ำของแป้นสักหลาดแล้วฟังเสียงดู ผมพบว่า เมื่อยกแป้นขึ้นสูง เสียงจะออกมาในทางที่โปร่งขึ้น เบสจะย้วยลง และในทางตรงข้าม ถ้าลดแป้นให้ต่ำลง เสียงจะมีความกระชับมากขึ้น หางเสียงจะสั้นลง เบสจะตึงตัวมากขึ้น เวลาปรับจูนควรจะกำหนดความสูง/ต่ำของ DoS แต่ละตัวไว้เท่าๆ กันโดยใช้ที่วัดระดับน้ำอันเล็กๆ ไปวางไว้บนหลังเครื่องคอยวัดระดับด้วย

เสียงของซิสเต็มที่เกิดจากการใช้อุปกรณ์เสริมตัวนี้

ผมทดลองใช้ DoS รองใต้อุปกรณ์เครื่องเสียงอยู่ 3 – 4 ชิ้น ที่ได้ผลฟังออกชัดเจน..

ใช้รองเครื่องเล่นแผ่น SACD/CD ของ Arcam รุ่น CD27s ซึ่งเป็นการทดลองที่ให้ผลลัพธ์ทางเสียงที่ชัดเจนมาก เนื่องจากเวลาอุปกรณ์เครื่องเล่นประเภทนี้ทำงาน ภาคทรานสปอร์ตมันจะทำการหมุนแผ่นด้วยระบบเซอร์โวด้วยความเร็วสูง ส่วนหัวอ่านที่ใช้ยิงลำแสงไปที่แผ่นเพื่ออ่านข้อมูลก็ต้องเคลื่อนตัวไปตลอด ซึ่งการทำงานของกลไกเหล่านี้ล้วนเป็นต้นเหตุให้เกิดการสั่นค้างขึ้นภายในโครงสร้าง และพลังงานที่เกิดจากความสั่นสะเทือนนี้จะสะสมและย้อนกลับไปรบกวนการทำงานของกลไกในระบบ ส่งผลให้มี error หรือความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นกับการอ่านข้อมูลบนแผ่น ซึ่งแน่นอนว่าปรากฏการณ์นี้ตไปกระทบกับคุณภาพเสียงโดยตรง เมื่อมีอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อสลายพลังงานเรโซแนนซ์เข้ามาช่วย ผลลัพธ์ของเสียงจึงปรากฏออกมาให้สัมผัสได้อย่างชัดเจน สิ่งแรกที่รู้สึกได้ทันทีหลังจากวาง DoS จำนวน 3 ตัวลงไปใต้ CD27s นั่นคือ ความนิ่งของเสียง จะรู้สึกได้เลยว่า โฟกัสของเสียงแต่ละเสียงจะคมขึ้น สามารถชี้ชัดตำแหน่งของแต่ละเสียงในเวทีเสียงลงไปได้แม่นยำมากขึ้น ทว่า ความนิ่งที่ว่านี้ไม่ได้เกี่ยวกับการ ตรึงตัวเสียงไว้กับที่จนฟังแล้วเกิดความรู้สึกเกร็ง คือการใช้ DoS เข้าไปรองใต้เครื่องจะให้ผลต่างจากการเอาของหนักๆ ไปวางทับบนตัวเครื่องซึ่งจะทำให้เสียงนิ่งแบบถูกควบคุม ตรึงแบบบังคับ ฟังแล้วขาดความมีชีวิตชีวา ส่วนการใช้ DoS เข้าไปรองใต้ตัวเครื่องจะทำให้เกิดความนิ่ง ทั้งเฟรมของเวทีเสียง อาการเบลอและวูบวาบของเสียงทั้งเฟรมจะลดน้อยลง นั่นจึงทำให้ตำแหน่งของแต่ละเสียงมีความโดดเด่นชัดเจนมากขึ้น อากาศรอบๆ ตัวเสียงก็จะมีลักษณะที่โปร่งสะอาดมากขึ้น ส่งผลให้รายละเอียดยิบย่อยที่แผ่วเบาอย่างเช่นฮาร์มอนิกหางเสียงของแต่ละเสียงสามารถคงอยู่และแสดงสภาวะความเป็นตัวตนของมันไปตามขั้นตอน เหล่านี้จะปรากฏออกมาให้ได้ยินอย่างครบถ้วน เปรียบเทียบคล้ายกับว่า DoS ทั้งสามชิ้นนั้นมันเข้าไปปัดเป่าหมอกควันที่คละคลุ้งอยู่ในเวทีเสียงออกไป ทำให้เกิดคุณสมบัติของคำว่า transparency ขึ้นมา เมื่อนั้น ทุกรายละเอียดที่อยู่ในเพลงก็จะถูกคลี่คลายออกมาให้ได้ยินทั้งหมด

อุปกรณ์เครื่องเสียงอีกชิ้นหนึ่งที่ผมรู้สึกแฮ้ปปี้กับการใช้ DoS เข้าไปรองใต้เครื่อง นั่นคือ external DAC รุ่น HD DAC ของ Nagra ซึ่งหลังจากผมเอา DoS เข้าไปรองใต้ HD DAC แล้ว ผมรู้สึกได้ว่าเวทีเสียงที่เกิดขึ้นมันมี รูปวงที่มีสัณฐานชัดเจนมากขึ้น ซึ่งเป็นอะไรที่น่าทึ่งมาก เพราะปกติแล้ว HD DAC ตัวนี้ก็ให้คุณสมบัติความเป็นสามมิติของเวทีเสียงออกมาได้ดีมากอยู่แล้ว แต่เมื่อรองใต้เครื่องและใต้ตัวเพาเวอร์ซัพพลายด้วย DoS ผมก็ได้ยินรูปวงที่ชัดเจนมากขึ้น รับรู้ถึงความตื้นลึกของวงได้ชัดขึ้น รู้สึกได้ว่าแต่ละชิ้นดนตรีในวงมีระยะห่างเพิ่มขึ้น และรับรู้ถึงลักษณะการแผ่คลายหางเสียงของแต่ละชิ้นดนตรีออกมาได้ชัดขึ้น การย้ำหัวโน๊ตก็ฟังดูมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่าในประเด็นเหล่านี้จะไม่ได้มีปริมาณที่เยอะมาก เพราะลำพังตัว HD DAC มันก็ทำได้ดีมากอยู่แล้วในคุณสมบัติเหล่านี้ แต่อาจจะเป็นเพราะภาคเอ๊าต์พุตของ HD DAC มันใช้หลอดสุญญากาศ ซึ่งมีความอ่อนไหวกับเรโซแนนซ์มาก เมื่อมี DoS เข้ามาช่วยลดเรโซแนนซ์จากตัวเครื่องลงไป จึงทำให้เสียงของ HD DAC ปรากฏออกมาได้เต็มที่อย่างที่ควรจะเป็นมากขึ้น

ตัวที่สามที่ผมทดลองใช้ DoS แล้วทึ่งก็คือ external DAC ของยี่ห้อ NuPrime รุ่น Evolution DAC ซึ่งเป็น DAC แบบโซลิดสเตท ไม่มีส่วนใดที่เคลื่อนไหวและไม่ได้ใช้หลอดในภาคเอ๊าต์พุตเหมือน HD DAC แต่น่าแปลกว่าพอเอา DoS สามตัวเข้าไปรองใต้เครื่อง ขยับหาตำแหน่งไปๆ มาๆ พักนึง เสียงที่ออกมามีประเด็นที่ดีขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ.! คือแนวทางของเสียงมันไปในทิศทางเดียวกับตอนใช้รองใต้ HD DAC แต่ไม่ได้ชัดมากเท่านั้น เสียงที่ได้ออกมา (หลังจากใช้ DoS สามตัวเข้าไปรองใต้เครื่อง) จะมีความนิ่งมากขึ้น ปลายเสียงแหลมที่มีลักษณะฟุ้งกระจายนิดๆ ลดลงไปพอสมควร ซึ่งฟังท์ชั่นเด่นของ Evolution DAC ของ NuPrime ตัวนี้ก็คือฟังท์ชั่น Upsampling ที่สามารถอัพฯ ไปได้สูงมาก ตอนที่ไม่ได้รองใต้เครื่องด้วย DoS เมื่อทดลองอัพฯ ไปสูงๆ อย่าง 24/352.8 หรือ 24/705.6 เสียงแหลมจะมีลักษณะฟุ้งๆ พอรองใต้เครื่องด้วย DoS สามตัว อาการฟุ้งก็ลดลง ตัวเสียงมีความเข้มมากขึ้น บรรยากาศรอบๆ ตัวโน๊ตก็มีความใสโปร่งมากขึ้น

หลังจากนั้นผมก็ได้มีโอกาสทดลองใช้ DoS รองใต้ all-in-one ของ Cambridge Audio รุ่น EVO 75 (REVIEW) ด้วย ซึ่งก็ให้ผลลัพธ์ออกมาทางเดียวกันกับการทดลองใช้กับเครื่องเล่นฯ ของ Arcam และ external DAC ของ NuPrime กับ Nagra

สรุป

หลังจากใช้ DoS รองใต้เครื่องแล้ว เสียงโดยรวมจะลอยตัวขึ้น ในขณะที่ความถี่ต่ำก็ยังสามารถแผ่ลงด้านล่างได้ นั่นเป็นเพราะว่าอาการขุ่นที่เกิดจากความฟุ้งในย่านเสียงทุ้มลดลง แสดงว่า ข้อมูลที่ผู้ผลิตเคลมไว้ว่าสามารถลดความสั่นสะเทือนที่ระดับความถี่ 20Hz ลงไปได้ถึง 88.48% เป็นความจริง..??? ซึ่งอุปกรณ์ประเภท absorber ส่วนมากจะใช้วิธี filter หรือลดปริมาณความสั่นสะเทือนด้วยการ ตัดความถี่บริเวณย่านที่ถูกกระตุ้นให้สั่นลงไปดื้อๆ ซึ่งจะส่งผลให้ความถี่ที่เป็นรายละเอียดของเสียงดนตรีในย่านเดียวกันรวมถึงบริเวณความถี่ใกล้เคียงถูกตัดทิ้งไปด้วย เสียงทุ้มที่ออกมาจากการทำงานของ absorber เหล่านั้นจึงมีลักษณะที่ด้วนกุด พื้นเสียงใสขึ้นจริงและให้น้ำหนักหัวเบสที่ชัดขึ้น แต่เบสจะไม่ทิ้งตัวกระจายลงพื้นและไม่ยกเวทีเสียงให้ลอยขึ้นเหมือนอย่างที่เกิดจากผลการใช้ Discs of Silence ของ Solid Tech ชุดนี้ ถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่ไม่เด็ดขาด คือได้อย่างเสียอย่าง

Discs of Silence เป็นอุปกรณ์เสริมที่ให้ผลลัพธ์น่าทึ่งมากตัวหนึ่งเท่าที่ผมเคยทดสอบมา และเป็นผลลัพธ์ที่มีแต่ได้.. ไม่มีเสียซะด้วย.!!! /

********************
ราคา : 11,000 บาท* / ชุด Light (DoS 4 ตัว + สปริง 24 ตัว)
ราคา : 14,500 บาท* / ชุด HD (DoS 4 ตัว + สปริง 48 ตัว)
* ปลายปีนี้ ทางผู้ผลิตจะปรับราคาขึ้นไปอีก 10%
********************
สนใจติดต่อที่
Hi-END AUDIO
โทร. 062-551-2410
facebook: @hiendaudiothailand

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า