รีวิว Rockport Technologies รุ่น Atria II ลำโพงสามทางตั้งพื้นขนาดกลาง

การที่องค์กรธุรกิจใดจะสามารถก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างแข็งแรง และเติบโตขึ้นมาได้อย่างมีนัยยะเมื่อดำเนินกิจการต่อเนื่องมาเรื่อยๆ สิ่งที่ทุกองค์กรธุรกิจเหล่านั้นจะต้องมีก็คือ แนวทางที่แน่วแน่และมั่นคง ซึ่งแนวทางที่แน่วแน่นั้นจะส่งผลสำเร็จในทางปฏิบัติได้ก็ต่อเมื่อเป็นแนวทางที่กำเนิดขึ้นมาจาก จุดเริ่มต้นที่ปักธงได้อย่างถูกทิศทางด้วย

Rockport Technologies เป็นบริษัทผู้ผลิตลำโพงที่มีพื้นฐานความเชี่ยวชาญทางด้านอะคูสติกมาอย่างลึกซึ้ง พวกเขาเคยออกแบบเครื่องเล่นแผ่นเสียงระดับ industrial standard ให้กับค่ายเพลง Sony/CBS มาก่อน ชื่อว่า Sirius Turntable System ซึ่งเครื่องเล่นแผ่นเสียงตัวนี้ไปสะดุดตา-สะกิดหูของนักเล่นเครื่องเสียงระดับซุปเปอร์ไฮเอ็นด์เข้าให้ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ Payor Acoustics Inc. ซึ่งเป็นบริษัทแรกเริ่มของ Rockport Technologies ในตอนนั้นหันมาสนใจตลาดเครื่องเสียงบ้าน

แนวทางที่ Payor Acoustics Inc. นำมาใช้ปักธงเป็น จุดเริ่มต้นในการหันเหเข้าสู่ธุรกิจเครื่องเสียงบ้านเกิดจากการศึกษาจนค้นพบข้อเท็จจริงที่ว่า ขั้นตอนการเพลย์แบ็ค (เปลี่ยนจากสื่อกลางออกมาเป็นสัญญาณไฟฟ้า) ในชุดเครื่องเสียงด้วยอุปกรณ์ฟร้อนเอ็นด์ (อย่างเช่นเครื่องเล่นแผ่นเสียง) กับขั้นตอนสุดท้ายของซิสเต็ม คือการเปลี่ยนสัญญาณเสียงที่อยู่ในรูปของสัญญาณไฟฟ้าให้ออกมาเป็นคลื่นเสียงของลำโพง ทั้งสองขั้นตอนนี้ส่งผลกับคุณภาพเสียงอย่างมาก ดังนั้น พวกเขาจึงมุ่งมาที่การพัฒนาระบบเพลย์แบ็คกับพัฒนาลำโพงเป็นหลัก และมุ่งมั่นในแนวทางนั้นมาตั้งแต่ ปี 1990 ซึ่งเป็นปีที่ Payor Acoustics Inc. เปลี่ยนชื่อมาเป็น Rockport Technologies เพื่อกระโจนเข้าสู่ตลาดเครื่องเสียงบ้านอย่างเต็มตัว

Atria II
ตั้งพื้นรุ่นเล็กสุดของ Rockport Technologies

นับถึงตอนนี้ Rockport Technologies มีลำโพงอยู่ทั้งหมด 5 รุ่น ไล่ตั้งแต่รุ่นใหญ่สุดคือ “Lyraเป็นลำโพงตั้งพื้นขนาดใหญ่ที่ใช้เทคโนโลยีสุดล้ำในการออกแบบตัวตู้ ถือว่าเป็นรุ่นเรือธงของแบรนด์ที่ออกแบบโดยไม่ยึดติดกับงบประมาณ ถือว่าเป็นงานโชว์มากกว่าตั้งใจทำขาย รองลงมาอันดับสองคือรุ่น “Cygnusซึ่งเป็นลำโพงตั้งพื้นที่นับได้ว่าเป็นรุ่นใหญ่สุดของลำโพงที่ทาง Rockport Technologies ตั้งใจผลิตออกมาจำหน่ายจริงๆ จังๆ และถือเป็นพี่ใหญ่ของอีกสองรุ่นที่อยู่ถัดลงไป นั่นคือรุ่น “Avior IIกับรุ่น “Atria IIซึ่งลำโพงสองรุ่นนี้มีพื้นฐานเดียวกันแทบทั้งหมด ต่างกันแค่รุ่น Avior II ใช้วูฟเฟอร์ 2 ตัว ในขณะที่ Atria II ใช้วูฟเฟอร์แค่ตัวเดียว

รุ่นที่ห้าคือ “Taurusเป็นลำโพงเซ็นเตอร์ที่ทำออกมาเพื่อสนองความต้องการของคนที่อยากได้ลำโพง Rockport Technologies ไปทำลำโพงโฮมเธียเตอร์ ด้วยเหตุนี้ ถ้าพิจารณาเฉพาะลำโพงที่ใช้ฟังเพลงด้วยระบบเสียงสเตริโอ 2 แชนเนล รุ่น Atria II ที่ผมกำลังจะพูดถึงในรีวิวนี้ก็คือลำโพงรุ่นเล็กสุดของ Rockport Technologies นั่นเอง

ตัวตู้ล้ำๆ

Atria II คู่ที่ผมได้รับมาทดสอบนี้เป็นสีดำเปียโน ผิวเงาวาววับเพราะผ่านการเคลือบผิวถึง 3 ชั้น แต่ที่เด่นมากๆ คือรูปทรงของตัวตู้ ซึ่งคนที่ไม่ได้เล่นเครื่องเสียงมาเห็นจะบอกว่าเท่ห์ มันมีหลายจุดที่ดูก็รู้ว่าพิเศษ ออกแบบได้ประหลาด แต่กับคนที่เล่นเครื่องเสียงมานาน มีประสบการณ์กับลำโพงมาเยอะ เห็นลักษณะตู้ของ Atria II ก็รู้ได้ทันทีว่าแต่ละจุดนั้นมุ่งหมายไปที่คุณภาพเสียงทั้งสิ้น.!

อย่างแรกคือลักษณะของตัวตู้ที่เอียงเฉียงไปทางด้านหลัง กับลักษณะการติดตั้งไดเวอร์ทั้ง 3 ตัวในแนวดิ่งแบบ TMW (Tweeter-Midrange-Woofer) ทำให้ทวีตเตอร์มีตำแหน่งที่ถอยลึกลงไปทางด้านหลังมากกว่ามิดเร้นจ์ ในขณะที่มิดเร้นจ์ก็ถอยลึกลงไปทางด้านหลังมากกว่าวูฟเฟอร์ ซึ่งเป็นเทคนิคการจัดวางตำแหน่งของไดเวอร์ฯ โดยหวังให้เกิดการชดเชยทางด้าน เวลา” (time alignment) เพื่อให้ความถี่สูงจากทวีตเตอร์, ความถี่ย่านกลางจากมิดเรนจ์ และความถี่ต่ำจากวูฟเฟอร์ เดินทางจากลำโพงมาถึงหูของผู้ฟังพร้อมกัน เนื่องจากในธรรมชาตินั้น เสียงแหลม (ความถี่สูง) จะเดินทางไปในอากาศได้เร็วกว่าเสียงกลาง (มิดเร้นจ์) ในขณะที่เสียงทุ้ม (ความถี่ต่ำ) จะเดินทางช้าที่สุด ผู้ผลิตลำโพงส่วนใหญ่จะใช้วิธีชดเชยความเหลื่อมล้ำของเวลา (ความเร็ว) ในการเดินทางของความถี่ทั้งสามช่วงนั้นด้วยการใช้วงจรเน็ทเวิร์คเป็นตัวทดเวลา ในขณะที่ไดเวอร์ทั้งสามตัวถูกติดตั้งอยู่ในแนวดิ่งที่เสมอกันบนแผงหน้าของลำโพงที่ตั้งฉากกับพื้น ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่า วิธีชดเชยด้วยวงจรอิเล็กทรอนิคที่เรียกว่าวงจรเน็ทเวิร์คนั้นส่งผลข้างเคียงกับคุณภาพของเสียง แต่ในการผลิตนั้นเป็นวิธีที่ใช้ต้นทุนต่ำกว่าการออกแบบตู้ให้เอียงเฉียงไปทางด้านหลังมาก

นอกจากตัวตู้ของ Atria II จะเอียงไปทางด้านหลังแล้ว ถ้าเข้าไปดูใกล้ๆ คุณจะพบว่า ผนังตู้แต่ละด้านมันไม่มีผนังฝั่งตรงข้ามคู่ไหนที่ขนานกันเลย ผนังด้านซ้ายกับผนังด้านขวามีลักษณะที่เอียงสอบเข้าทางด้านหลัง คือด้านหน้าจะกว้างกว่าด้านหลัง ส่วนผนังด้านหน้ากับผนังด้านหลังก็ไม่ขนานกัน ซึ่งเป็นเทคนิคการออกแบบตัวตู้ที่ช่วยป้องกันปัญหาเรโซแนนซ์ภายในตัวตู้นั่นเอง

นอกจากผนังตู้จะไม่ขนานกันแล้ว บนผิวของตัวตู้เองก็ไม่ได้เรียบแบนเหมือนลำโพงทั่วไป มันมีโค้ง มีเว้า มีแหว่ง ซึ่งบอกได้เลยว่า ผนังตู้ของ Atria II ไม่ได้ทำด้วยแผ่นไม้ MDF เรียบๆ 4 แผ่นเอายึดเข้าด้วยกันแบบลำโพงทั่วไปอย่างแน่นอน มันต้องใช้วิศวกรรมที่สูงกว่านั้นแน่ๆ พอเข้าไปเช็คดูข้อมูลในเว็บไซต์ของแบรนด์ Rockport Technologies ก็พบว่าจริงดังคาด พวกเขาใช้ซอฟท์แวร์ 3D ในการเขียนแบบร่างของตัวตู้ขึ้นมาบนคอมพิวเตอร์ จากนั้นก็ใช้โปรแกรม Arrakis tooling ควบคุมเครื่องแกะสลัก CNC ด้วยหัวกัดแบบ 5 แฉกทำการแกะแบบจากโพลียูรีเทรนเพื่อใช้เป็นต้นแบบในการผลิตตัวตู้ นี่ซิถึงจะสมศักดิ์ศรีลำโพงระดับซุปเปอร์ไฮเอ็นด์

แผงหน้าที่ใช้ติดตั้งไดเวอร์ฯ ของ Atria II มีความหนาไม่เท่ากันทั้งแผง เริ่มตั้งแต่ 2 นิ้วครึ่งบริเวณที่ติดตั้งวูฟเฟอร์และค่อยๆ หนาขึ้นไปเรื่อยจนหนาที่สุดถึง 4 นิ้วบริเวณที่ติดตั้งทวีตเตอร์ อันนี้เป็นเทคนิคที่ทำให้ไม่เกิดการสะสมพลังงานความสั่นสะเทือนที่ความถี่ใดความถี่หนึ่ง รวมถึงผนังด้านข้างทั้งสองด้านที่ทำให้มีลักษณะโค้งมนด้วย นอกจากนั้น แผงหน้าส่วนที่ติดตั้งทวีตเตอร์กับมิดเร้นจ์ยังถูกปาดให้มีพื้นที่ที่อยู่รอบๆ ไดเวอร์น้อยๆ จุดประสงค์ก็เพื่อลดการเบี่ยงเบน (diffraction) ของคลื่นเสียงที่แผ่ออกจากทวีตเตอร์และมิดเร้นจ์ไปทางด้านข้างให้น้อยลง ส่งผลดีต่อมิติและเวทีเสียง

สามทางตั้งพื้น
กับไดเวอร์ที่ออกแบบเอง

Atria II เป็นลำโพงตั้งพื้นขนาดกลางที่ออกแบบเป็นลำโพงสามทาง แผงหน้าวงจรเน็ทเวิร์คตัดความถี่ออกเป็นสามส่วน (สองจุดตัด) แล้วส่งผ่านความถี่แต่ละส่วนไปที่ไดเวอร์ทุ้มกลางแหลมแยกกัน 3 ตัว ซึ่งไดเวอร์ทั้งสามตัวทำงานในตู้ระบบเปิด โดยติดตั้งท่อระบายอากาศขนาดใหญ่ไว้ที่แผงด้านหลังคล้อยลงมาทางส่วนฐานใกล้กับขั้วต่อสายลำโพง

วงจรเน็ทเวิร์คของลำโพงคู่นี้ถูกผนึกอีพ็อกซี่ฝังอยู่ในฐานของตัวลำโพงด้านล่างสุด เพื่อให้ปราศจากปัญหาไมโครโฟนิคที่เกิดจากการสั่นเพราะแรงของอากาศที่ไหลวนอยู่ภายในตัวตู้

ทวีตเตอร์ที่ใช้ในรุ่นนี้มีลักษณะเป็นโดมโค้งขนาด 1 นิ้ว ไดอะแฟรมทำด้วยแบริเลี่ยม ฝังตัวอยู่ใน waveguide ที่ช่วยควบคุมมุมกระจายเสียง

ไดเวอร์มิดเร้นจ์ขนาด 6 นิ้ว

วูฟเฟอร์ขับทุ้มขนาด 9 นิ้ว

ไดเวอร์มิดเร้นจ์ 6 นิ้ว กับวูฟเฟอร์ขับเบสขนาด 9 นิ้ว ที่ใช้ในลำโพงรุ่นนี้ดูก็รู้ว่าพิเศษ โดยเฉพาะตรงไดอะแฟรมที่มีลักษณะเป็นลายตารางหมากรุกสี่เหลี่ยมสะดุดตา ไม่เหมือนไดเวอร์ตัวไหนๆ ที่เคยผ่านตามา เพราะแผ่นวัสดุที่เอามาทำไดอะแฟรมนั้นผลิตมาจากเส้นใยคาร์บอนไฟเบอร์ที่ทอขึ้นมาเป็นผืน จึงมีความบางและเบา สามารถเคลื่อนไหวได้เร็วแม้ในจังหวะที่สัญญาณเบามากๆ แต่ในขณะเดียวกัน เพราะความแกร่งตามคุณสมบัติของคาร์บอนไฟเบอร์ ทำให้ไดอะแฟรมของมิดเร้นจ์และวูฟเฟอร์ของลำโพงคู่นี้สามารถทนรับกับแรงกระแทกของมวลอากาศหน้าดอกที่รุนแรงได้โดยไม่เสียรูปในขณะที่ไดอะแฟรมต้องถูกวอยซ์คอยดันและดึงอย่างรุนแรงในจังหวะที่สัญญาณดังมากๆ

เพราะแผ่นไดอะแฟรมมีความแกร่งสูง จึงไม่จำเป็นต้องใช้ dustcap เข้ามายึดโยงอยู่ตรงกลางเพื่อช่วยเสริมความแกร่ง ทำให้พื้นผิวของไดอะแฟรมมีความเรียบเสมอกันไปทั้งผืน ตั้งแต่ขอบนอกของไดอะแฟรมไล่เข้ามาจนถึงใจกลาง ส่งผลให้เกลี่ยความถี่ได้ละเอียดต่อเนื่องโดยไม่มีรอยขยัก

ลำโพงคู่นี้ให้ขั้วต่อสายลำโพงมาคู่เดียว ตัวยึดขั้วต่อเป็นโลหะชุบทอง ขนาดมาตรฐานทั่วไป จับยึดกับขั้วต่อของสายลำโพงได้ทั้งแบบหางปลาและแกนบานาน่า

แม็ทชิ่ง

ในสเปคฯ ของลำโพงคู่นี้ให้ข้อมูลที่เป็นแนวทางในการแม็ทชิ่งมาครบ เริ่มต้นด้วยความไวที่ระบุไว้เท่ากับ 87.5dB ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับปานกลางค่อนไปทางต่ำ อิมพีแดนซ์ 4 โอห์ม และระบุกำลังขับของแอมป์ที่แนะนำ ต่ำสุดอยู่ที่ 50W ถ้าคำนวนไปที่อิมพีแดนซ์ 8 โอห์มกำลังขับต่ำสุดก็อยู่ที่ 25W ก็ถือว่าไม่โหดมาก เป็นแนวทางของลำโพงไฮเอ็นด์ยุคใหม่ที่เป็นมิตรกับแอมป์ที่มีกำลังขับไม่สูง คือใช้แอมป์กำลังขับไม่สูงก็ขับออกมาได้เสียงที่พอฟังได้ ไม่เหมือนลำโพงไฮเอ็นด์สมัยก่อน ถ้าจับกับแอมป์วัตต์เสียงจะออกมาฟังไม่ได้เลย คือทั้งทึบและอั้นตื้อ ยิ่งเร่งวอลลุ่มยิ่งเละ แต่ลำโพงไฮเอ็นด์สมัยใหม่ถ้าขับกับแอมป์ 20-30W ที่มีคุณภาพดีหน่อยก็ให้เสียงออกมาพอฟังได้ แต่พอจับกับแอมป์ที่มีกำลังสูงหน่อยมันก็ไปได้สบาย ให้เสียงออกมาดีขึ้นไปอีกเยอะ

สูตรคำนวนง่ายๆ ของผมคือ กำลังขับสูงสุด = กำลังขับต่ำสุด (ที่ผู้ผลิตแนะนำ) x 4 หรือเท่ากับสี่เท่าของกำลังขับต่ำสุดนั่นเอง ในที่นี้กำลังขับสูงสุดที่น่าจะขับลำโพงคู่นี้ออกมาได้ดีก็คือ 50 x 4 = 200W ที่โหลด 4 โอห์ม หรือ 100W ที่โหลด 8 โอห์ม ซึ่งก็ไม่ถือว่าโหดร้ายอะไร แอมป์ที่มีสมรรถนะแบบนี้หาไม่ยาก ในห้องของผมมีแอมป์ที่มีกำลังขับ 100W ที่ 8 โอห์มและ 200W ที่ 4 โอห์มอยู่ 2 ตัว ตัวแรกเป็นเพาเวอร์แอมป์ Ayre Acoustic รุ่น V-3 ตัวเก่าของผม กับอีกตัวคือ Nagra รุ่น Classic INT เป็นอินติเกรตแอมป์ (REVIEW) ซึ่งหลังจากผมยกแอมป์ทั้งสองตัวนี้มาทดลองขับ Atria II คู่นี้ดูแล้ว (ใช้ปรีแอมป์ Ayre Acoustic รุ่น K-5 จับคู่กับ V-3) ได้ข้อสรุปว่า แอมป์ทั้งสองตัวนั้นขับ Atria II ออก แต่ไม่เต็ม 100% ในส่วนของกลางแหลมลงมาถึงทุ้มต้นๆ ไม่มีปัญหา ดันออกมาหลุดตู้ได้หมด แต่ในย่านทุ้มตอนกลางๆ ลงไปถึงทุ้มลึกๆ มันมีลักษณะที่บางและหลวมๆ ไม่แน่นและกระชับตรึงเท่าที่ควร ฟังจากเพลงทั่วไปถือว่ารับได้กับอาการเสียงทุ้มติดนุ่มหน่อยๆ แต่ก็ไม่ทำให้เสียอรรถรสใดๆ แต่ถ้าเป็นเพลงที่โชว์ความถี่ในย่านทุ้มกลางๆ ลงไปถึงทุ้มลึกๆ เด่นๆ จะรู้สึกได้ว่าเสียงอะคูสติกเบสกับเสียงทุ้มต่ำๆ มันน่าจะดีกว่านั้นได้อีก..

หลังจากนั้น ผมก็ทดลองเปลี่ยนเอาอินติเกรตแอมป์ที่มีกำลังขับสูงกว่าแอมป์ทั้งสองตัวข้างต้นเข้าไปทำหน้าที่แทน คือ Dan D’Agostino รุ่น Progression (REVIEW) กับ Boulder รุ่น 866 ซึ่งอินติเกรตแอมป์ทั้งสองนี้ให้กำลังขับข้างละ 200W ที่ 8 โอห์ม และสามารถพุ่งขึ้นไปถึง 400W ที่โหลด 4 โอห์ม ได้ทั้งคู่ ผลลัพธ์ที่ออกมาพบว่า เสียงทุ้มของ Atria II มีน้ำหนักมากขึ้น แน่นขึ้น และอยู่ในการควบคุมมากขึ้น รายละเอียดในย่านเสียงต่ำๆ ปรากฏออกมามากขึ้น รู้สึกได้เลยว่าในโทนต่ำของเพลงมี เรื่องราวออกมาให้รับรู้ได้มากขึ้น กับเพลงที่โชว์เสียงทุ้มเด่นๆ ฟังกับแอมป์สองตัวหลังนี้แล้วรู้สึกขนลุกขนพองมากขึ้นเยอะเลย ในย่านเสียงกลางและแหลมไม่ต่างกันมากนัก

สรุปแล้ว ลำโพง Rockport Technologies รุ่น Atria II คู่นี้ถือว่าเป็นลำโพงที่ต้องการกำลังขับมากพอสมควรในการผลักดันให้ได้คุณภาพเสียงออกมาได้เต็มที่มากที่สุดกับทุกแนวเพลง ตัวเลขกำลังขับของแอมป์ที่ 100W ต่อข้างที่ 8 โอห์ม และเบิ้ลได้เป็น 200W ที่โหลด 4 โอห์มก็พอไหวแต่ก็ต้องเป็นแอมป์ที่มีราคาสูงมากๆ จากที่ฟังเทียบกับ Nagra Classic INT ให้เสียงโดยรวมออกมาดีกว่า Ayre Acoustic V-3 พอสมควร ทั้งๆ ที่แอมป์ทั้งสองตัวมีสเปคฯ ทางด้านกำลังขับเท่ากันเป๊ะ.! (Classic INT ราคาสูงกว่า V-3 หลายเท่า) ในช่วงท้ายของการทดสอบ ผมยกเพาเวอร์แอมป์ Dan D’Agostino รุ่น S350 ที่ให้กำลังขับ 350W ที่ 8 โอห์ม เข้าไปทดลองขับ Atria II ก็รู้สึกได้ถึงความกระชับแน่นของเบสที่เก็บรวบหัวรวบหางได้อย่างหมดจด เสียดายว่าช่วงที่ทดสอบ Atria II ตัวเพาเวอร์แอมป์ S350 ยังไม่พ้นเบิร์นฯ ทางตัวแทนใช้งานไปแค่ไม่กี่ชั่วโมง เสียงที่ออกมาจึงยังแข็งๆ ด้านๆ ให้ออกมาแต่พละกำลัง ส่วนความอ่อนโยนฉ่ำหวานยังไม่ปรากฏออกมาให้ได้ยิน เท่าที่ได้ฟังแล้ว ผมว่ากำลังขับข้างละ 350W ก็ดูเหมือนจะเยอะเกินไปสำหรับ Atria II ถ้าจะให้สมบูรณ์แบบจริงๆ ผมว่าหาปรีแอมป์+เพาเวอร์แอมป์ที่ให้กำลังขับข้างละ 150 – 200W ที่ 8 โอห์ม และสามารถเบิ้ลได้สองเท่าเป็น 300 – 400W ที่ 4 โอห์ม ก็น่าจะกระทุ้ง Atria II ออกมาได้หมดเปลือกแล้ว

เซ็ตอัพ

ทางตัวแทนจำหน่ายในเมืองไทยคือบริษัท Audio Revolution ได้ส่งคู่มือการเซ็ตอัพลำโพงที่ผู้ผลิต Rockport Technologies จัดทำไว้มาให้ศึกษาวิธีการเซ็ตอัพด้วย ถ้าไม่เคยลงมือเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพงด้วยตัวเองมาก่อน อ่านแล้วอาจจะมึนๆ หน่อย เพราะเขาใช้วิธีอธิบายการปฏิบัติด้วยการเขียนเป็นตัวหนังสือ คนที่ไม่เคยลงมือเซ็ตอัพลำโพงเลยต้องใช้จินตนาการสูงหน่อยในการทำความเข้าใจ

หลักการคร่าวๆ ที่ผู้ผลิตแนะนำในการเซ็ตอัพก็คือให้ความสำคัญกับการเซ็ตอัพเสียงทุ้มก่อน จากนั้นจึงค่อยมาจูนเสียงกลางแหลม วิธีการก็คล้ายกับวิธีที่ผมใช้เซ็ตอัพอยู่เหมือนกัน..

มีข้อสังเกตอยู่อย่าง ลำโพงที่ออกแบบจุดติดตั้งวูฟเฟอร์ลงไปอยู่ต่ำๆ ห่างจากตำแหน่งของมิดเร้นจ์เยอะๆ มักจะให้สนามเสียงที่แผ่กว้าง เวลาเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพงประเภทนี้ ให้มุ่งความสนใจไปที่ความถี่ต่ำก่อน ซึ่งต่างจากลำโพงทั่วไปที่ผมจะแนะนำให้หาโฟกัสของเสียงกลางให้ได้ก่อนแล้วค่อยไปดูที่ทุ้ม เพราะลำโพงที่วางวูฟเฟอร์ห่างจากมิดเร้นจ์เยอะๆ มันต้องการระยะนั่งฟังและระยะห่างระหว่างลำโพงทั้งสองข้างที่ค่อนข้างไกลกว่าลำโพงที่วางวูฟเฟอร์ไว้ใกล้กับมิดเร้นจ์ เหตุผลก็เพื่อทำให้ความถี่ย่านเบสตอนต้น (upper-bass) จากวูฟเฟอร์ไปเชื่อมต่อกับความถี่ในย่านกลางต่ำ (lower-mid) ได้พอดีนั่นเอง

ปกติแล้ว วูฟเฟอร์ที่มีขนาดไม่ได้ใหญ่กว่ามิดเร้นจ์เยอะมักจะถูกกำหนดให้ทำหน้าที่ เสริมฐานให้กับมิดเร้นจ์เท่านั้น คือสร้างความถี่ที่เชื่อมต่อลงไปจากความถี่ต่ำสุดที่ตัวมิดเร้นจ์สร้างขึ้นมา ซึ่งมีผลทำให้ลำโพงประเภทนั้นตอบสนองความถี่ต่ำลงไปได้ไม่ลึกมาก แต่ลักษณะการออกแบบของ Atria II นี้ต่างออกไป คือตัววูฟเฟอร์มีภาระสร้างความถี่เสียงในย่านต่ำของมันเอง โดยปล่อยให้ความถี่ย่านต่ำจากตัวมิดเร้นจ์เคลื่อนลงมาผสาน in-phase กับความถี่ในย่านเบสตอนต้นที่วูฟเฟอร์สร้างออกมา นั่นทำให้ได้แบนด์วิธที่กว้างกว่าวิธีเอาวูฟเฟอร์ไปรองรับด้านต่ำของมิดเร้นจ์ แต่ในขณะเดียวัน ดีไซน์แบบ Atria II ต้องการกำลังขับจากแอมป์เยอะกว่าแบบแรก เพื่อดันเสียงจากมิดเร้นจ์และวูฟเฟอร์ให้เคลื่อนเข้าหากันและเชื่อมต่อกันได้อย่างสมบูรณ์ แอมป์ที่มีกำลังขับน้อย จะรู้สึกได้ว่า ช่วงกลางต่ำกับทุ้มต้นๆ ไม่ค่อยต่อกัน เหมือนจะมีช่องโหว่ในย่านเสียงนั้น ทำให้ย่านกลางต่ำไปถึงทุ้มต้นๆ มีลักษณะที่กลวงโบ๋ ขาดความอิ่มแน่น และปลายเสียงเบสก็จะไม่กระชับเพราะวูฟเฟอร์ทำงานได้ไม่เต็มร้อย

จากการเซ็ตอัพตำแหน่งวางลำโพง Atria II ในห้องฟังของผม พบว่า ระยะห่างผนังหลังของลำโพงทั้งสองข้างไม่ต่างจากลำโพงคู่อื่นๆ มากนัก แต่ระยะห่างซ้ายขวาของ Atria II ค่อนข้างห่างกว่าลำโพงคู่อื่นอย่างชัดเจน รวมถึงระยะนั่งฟังด้วย ซึ่งผมต้องดึงเก้าอี้นั่งฟังถอยห่างออกมาจากระนาบลำโพงมากกว่าปกติ จากที่ผมมักจะนั่งฟังในระยะ nearfield ก็ต้องยืดระยะออกมาอยู่ในระดับ midfield ถึงจะได้สมดุลเสียงที่ดี ความถี่ทั้งสามส่วนหลักคือทุ้มกลางแหลมเดินทางมาถึงหูพร้อมกัน

หลังจากเซ็ตอัพลงตัวแล้ว ลำโพงคู่นี้ฟ้องให้ผมรู้ว่า มันต้องการหน้ากว้างของห้องประมาณ 4 เมตร ถึง 4.5 เมตร กำลังสวย ฐานเสียงจะแผ่อาณาเขตออกไปได้อีก เวทีเสียงจะฉีกออกไปได้กว้างกว่าที่ได้ยินในห้องฟังของผมแน่ๆ

เสียงของ Atria II

ในเอกสารที่แนะนำวิธีเซ็ตอัพของ Rockport Technologies เขามีพูดถึงแทรคเพลงที่ใช้ในการสังเกตผลขณะทำการเซ็ตอัพด้วย แทรคที่ผมทดลองใช้ตามและพบว่ามันใช้วัดผลขณะเซ็ตอัพได้ผลดีคือเพลง “Bye Bye Blackbirdเป็นเพลงแรกในอัลบั้มชุด Nightclub ของ Patricia Barber

หลังจากเซ็ตอัพจนได้ค่าเฉลี่ยที่ผมพอใจมากที่สุดแล้ว ผมก็เริ่มต้นทดลองฟัง Atria II กับเพลงหลากแนว ทั้งดิจิตัล ฟอร์แม็ตและอะนาลอก ฟอร์แม็ต* ผ่านไปหลายวันผมก็พอจับแนวทางเสียงของลำโพงคู่นี้ออกมาได้..


* ทางด้านดิจิตัล ฟอร์แม็ต ผมใช้เครื่องเล่นไฟล์เพลงของ roon Nucleus+ จับคู่กับ external DAC ของ Nagra รุ่น HD DAC เป็นต้นทางผ่านอินพุต USB ของ HD DAC ด้วยสาย USB รุ่น Valhalla 2 ของ Nordost ส่วนทางด้านอะนาลอก ฟอร์แม็ตผมใช้เครื่องเล่นแผ่นเสียงของ TechDAS รุ่น Air Force V Premium ในการเล่นแผ่นเสียงโดยอาศัยหัวเข็ม MC ของ Kuzma รุ่น CAR30 ที่ติดบนอาร์มรุ่น Stogi Reference ทำหน้าที่เซาะร่องแผ่นเพื่อดึงสัญญาณออกมาส่งให้กับโฟโนปรีแอมป์ของ HSE รุ่น The Masterline 7 ทำหน้าที่ถอดรหัส RIAA และขยายส่งให้แอมป์


แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นแนวเสียงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์ Rockport Technologies รึปล่าว.? เพราะผมเพิ่งเคยทดสอบลำโพงรุ่น Atria II คู่นี้เป็นคู่แรก แต่บุคลิกเสียงของลำโพงคู่นี้มันโดดเด่นชัดเจนมาก เมื่อเซ็ตอัพลงตัวและขับกับแอมป์ที่มีกำลังมากพอ สิ่งที่คุณ จะต้องได้ยินออกมาจากลำโพงคู่นี้ก็คือเวทีเสียงที่แผ่ขยายออกไปกว้างขวางมากเป็นพิเศษ ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นข้อแรกของลำโพงคู่นี้ ใครที่หลงไหลคุณสมบัติทางด้านซาวนด์สเตจของเสียงจะต้องชอบแน่นอน ต้องชมเชยความสามารถของไดเวอร์มิดเร้นจ์กับวูฟเฟอร์ที่สามารถ อัดพลังออกมาได้เยอะมากโดยไม่มีอาการอั้น และตัววูฟเฟอร์ก็ปั๊มเบสออกมาได้เยอะเมื่อขับกับแอมป์ที่มีกำลังมากพอ ทำให้ได้ความถี่ต่ำๆ ออกมา แผ่อุ้มซาวนด์สเตจเอาไว้ ส่งผลให้มีมวลบรรยากาศหล่อเลี้ยงอยู่ระหว่างชิ้นดนตรีที่กระจัดกระจายอยู่ในอากาศ ส่งผลให้เสียงโดยรวมมีลักษณะฉ่ำ ไม่แห้ง..

ถ้าเป็นลำโพงทั่วไปที่ให้เสียงทุ้มไม่เยอะพอ กรณีที่เซ็ตอัพด้วยการฉีกระยะห่างซ้ายขวาออกไปมากกว่า 180 .. เวทีเสียงจะกว้างขึ้นก็จริง แต่มวลของเสียงดนตรีแต่ละชิ้นจะบางลง อีกทั้งไม่มีมวลแอมเบี้ยนต์ห่อหุ้มแต่ละเสียง (เพราะฐานเบสไม่มากพอ) จึงทำให้เสียงโดยรวมออกมาบางและลอยเคว้ง ต้องแก้ด้วยการหุบซ้ายขวากลับเข้าไปชิดกัน แต่ Atria II ไม่มีปัญหานี้ ผมสามารถดึงระยะห่างซ้ายขวาออกมาได้มากถึง 187 .. ทำให้ได้สนามเสียงที่แผ่กว้างจนรู้สึกเลยว่ามันล้นห้องนิดๆ ถ้าให้ประเมินจากประสบการณ์ ผมว่าลำโพงคู่นี้น่าจะไปกับห้องฟังที่มีหน้ากว้างมากถึง 4.5 เมตร ได้อย่างสบาย

อัลบั้ม : Music From Two Basses (FLAC 16/44.1)
ศิลปิน : David Holland / Barre Phillips
สังกัด : ECM

อัลบั้มนี้การันตีคุณภาพเสียงทุ้มของลำโพงคู่นี้ได้เป็นอย่างดี.! เป็นงานเพลงของสองมือเบสอะคูสติกที่เล่นประชันพร้อมๆ กัน คนหนึ่งอยู่ที่ลำโพงซ้ายอีกคนอยู่ที่ลำโพงขวา ต่างคนต่างงัดเอาเทคนิคมาโชว์กันอย่างแพรวพราว บางครั้งใช้นิ้วกระตุกและตบด้วยฝ่ามือ บางครั้งก็ใช้คันชักลากไปบนสายเบส ประสานกันอีรุงตุงนัง ซึ่งผมเคยฟังอัลบั้มนี้ผ่านลำโพงสองทางวางขาตั้ง Totem Acoustic รุ่น The One ของผมมาแล้ว ปรากฏว่า The One แยกรายละเอียดของโน๊ตต่ำๆ บางส่วนไม่ได้ มันจะออกมาคลุมเครือปลายเสียงไม่รวบกระชับ แต่พอเอามาฟังผ่านลำโพงตั้งพื้น Atria II คู่นี้ อาการคลุมเครือที่ว่าหายเกลี้ยง.!! มัน (Atria II) แจกแจงโน๊ตของอะคูสติกเบสทั้งสองตัวออกมาให้ได้ยินแบบจะจะ ชัดๆ สะอาดๆ ไร้ซึ่งอาการคลุมเครืออย่างสิ้นเชิง และที่เด่นมากกว่านั้นขึ้นไปอีกก็คือ สปีดของโน๊ตเบสทั้งสองตัวที่กระชับเร็ว ไม่มีอืด ทุกโน๊ตตั้งแต่เส้นล่างขึ้นไปจนถึงเส้นบนเด้งผ่านลำโพงออกมาอย่างกระฉับกระเฉง ฉับไว และหนักหน่วง ตรงกับสไตล์การบรรเลงของสองศิลปินนี้ที่ออกแนวเกรี้ยวกราดเล็กๆ

อัลบั้ม : Trittico (FLAC 16/44.1)
ศิลปิน : Frederick Fennell / Dallas Wind Symphony
สังกัด : Reference Recordings

เพลงคลาสสิกแนวโอเวอเจ้อร์ลักษณะนี้เข้าทางลำโพงคู่นี้มากเป็นพิเศษ..!! เสียงที่ออกมามีทั้งความโอ่อ่าและหนักแน่นในคราวเดียวกัน เสียงกลองทิมพานีในแทรคแรก Allegro Maestoso ดังสนั่นมาพร้อมกับความกระชับ เก็บตัวดีมาก แถมมีแผ่ฐานความถี่ลึกๆ เลี่ยพื้นออกมาด้วย สุดยอดจริงๆ.!! ใครชอบฟังเพลงคลาสสิกที่มีลีลาเร้าใจ ชอบรูปวงที่แผ่กว้าง บรรยากาศโอ่อ่า คุณต้องไปลองฟังลำโพงคู่นี้ให้ได้ จับกับแอมป์ 200W จะไปกันได้ดีมากๆ (ตอนจดโน๊ตสั้นๆ ของเสียงที่ได้ยินนี้ ผมขับ Atria II ด้วยอินติเกรตแอมป์ของ Boulder รุ่น 866)

อัลบั้ม : Love Scenes (FLAC 16/44.1)
ศิลปิน : Diana Krall
สังกัด : Impulse!

ฟังอัลบั้มนี้แล้ว ทำให้ผมมองเห็นบุคลิกอีกด้านหนึ่งของลำโพงคู่นี้ได้ชัดเจนมากขึ้นอีกนิด คือโดยแนวแล้วลีลาของเพลงในอัลบั้มนี้จะออกไปทางนุ่มนวลเป็นพื้น บวกกับฝีมือการบันทึกเสียงของ Al Schmitt เป็นที่เลื่องลือในความนุ่มละมุนหู เนื้อเสียงเนียนสะอาดปราศจากสากเสี้ยนใดๆ ซึ่ง Atria II คู่นี้ก็สามารถถ่ายทอดเอกลักษณ์ของความนุ่มละมุนหูออกมาให้สัมผัสได้ครบ พร้อมกันนั้น ลำโพงคู่นี้ยังได้ผสมความกระชับตรึงเข้ามาด้วย ส่งผลให้ฟังแล้วจะรู้สึกถึงความเคร่งครัด ทะมัดทะแมง ที่ผสมออกมากับเพลง ซึ่งจุดนี้แหละที่แสดงความเป็นตัวตนของลำโพงคู่นี้ ซึ่งต่างจากที่ผมเคยฟังอัลบั้มนี้กับลำโพงที่ใช้ไดเวอร์ที่ใช้กรวยไดอะแฟรมที่ทำมาจากวัสดุประเภทกระดาษอาบน้ำยา ซึ่งจะให้เสียงกลางที่มีบุคลิกต่างออกไป คือจะออกอมนุ่มแบบผ่อนคลาย ในขณะที่ไดเวอร์กรวยคาร์บอนไฟเบอร์ของ Atria II คู่นี้ก็ให้เสียงที่อมนุ่มเหมือนกัน แต่ตรงปลายๆ เสียงจะมีแฝงลักษณะของความเคร่งครัด ตรึงตัวอยู่นิดๆ

อัลบั้ม : The Paul Robeson Legacy (DSF64)
ศิลปิน : Willard White
สังกัด : Linn Records

ระยะชิดระหว่างลำโพงซ้ายขวาจะมีผลกับมวลเสียงในย่านกลางต่ำ (lower midrange) ลงไปถึงทุ้มต้นๆ (upper bass) ถ้ารู้สึกว่าเสียงกลางต่ำบางไป ก็ให้ทดลองขยับเลื่อนลำโพงทั้งสองข้างให้ชิดกันทีละนิดจนกว่าจะได้เสียงในย่านนั้นที่อิ่มหนาตามต้องการ

ผมใช้เสียงร้องของ Willard White ในอัลบั้มชุดนี้เป็นตัวตรวจวัดความหนาของกลางต่ำไปจนถึงทุ้มตอนต้น แล้วค่อยๆ ขยับลำโพงทั้งสองข้างเข้าหากันทีละนิด จนได้ระยะที่พอใจ ถ้าชิดกันมากเกินไป ปลายแหลมจะตก เสียงโดยรวมจะออก dark ไดนามิกสวิงจะแคบลงด้วย แต่เนื่องจากตัววูฟเฟอร์ถูกติดตั้งไว้ต่ำลงไปกว่าตัวมิดเร้นจ์มาก ทำให้สามารถปรับจูนความกลมกลืนของความถี่ในย่านกลางต่ำถึงทุ้มต้นๆ ได้ค่อนข้างละเอียด โดยไม่กระทบกับเสียงกลางมาก

สรุป

ลำโพงที่มีความพิถีพิถันในการออกแบบแต่ละจุดมาอย่างละเอียดรอบคอบระดับนี้ แทบจะตัดคำว่า เสียงไม่ดีออกไปได้เลย โดยเฉพาะคนที่รู้วิธีและคุ้นเคยกับการเซ็ตอัพลำโพงมาก่อน ถ้าได้มาทดลองเซ็ตอัพลำโพงคู่นี้จะรู้ได้ทันทีว่า คุณภาพเสียงที่ได้จากลำโพงคู่นี้มันขึ้นอยู่กับฝีมือและประสบการณ์ในการเซ็ตอัพ บวกกับประสบการณ์ในการฟังของคนเซ็ตอัพเป็นหลัก นอกจากแอมป์ที่เหมาะสมกันแล้ว ถ้าคุณใช้ความละเอียดพิถีพิถันในการเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพงยิ่งมากเท่าไร คุณก็จะได้เสียงที่ดีออกมาจากลำโพงคู่นี้มากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น ถ้าคุณได้ยินเสียงที่ไม่ดีออกมาจากลำโพงคู่นี้ แสดงว่าต้องมีอะไรที่ยังไม่ถูกต้อง หรือยังมีอะไรไม่ลงตัวอย่างแน่นอน.. !! /

********************
ราคา : 1,150,000 บาท / คู่
********************
สนใจติดต่อสอบถามได้ที่
Audio Revolution

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า