หลังจากลำโพงทั้งสองข้างถูกวางลงบนตำแหน่งที่คำนวนไว้แล้ว โซฟาที่ใช้นั่งฟังได้ถูกวางลงตรงจุดที่กำหนดตามสูตรเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการขยับปรับตำแหน่งเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งโดยปกติแล้ว ถ้าห้องฟังของคุณถูกสร้างขึ้นด้วยสัดส่วนที่แนะนำไว้อย่างถูกต้อง แม่นยำ และผนังด้านตรงข้ามคือ ซ้ายกับขวา, หน้ากับหลัง, บน (เพดาน) กับล่าง (พื้นห้อง) ไม่ได้เป็นวัสดุที่มีปัญหาสะท้อนหรือซับเสียงมากจนเกินไป ที่ตำแหน่งลำโพงและตำแหน่งนั่งฟังนั้น คุณควรจะได้ยินเสียงที่มีคุณภาพ “ดีพอสมควร” หรืออย่างน้อยก็ควรจะรู้สึกถึง “เวทีเสียง” ซึ่งเป็นพื้นที่อากาศที่ก่อตัวขึ้นมา “ครอบคลุม” บริเวณพื้นที่ระหว่างตัวคุณกับลำโพงทั้งสองข้างได้อย่างเลาๆ แล้ว

magic balloon
เมื่อลำโพงทั้งสองข้างถูกวางอยู่ในตำแหน่งที่ลงตัวกับห้องฟัง และตำแหน่งที่คุณนั่งฟังสัมพันธ์กับตำแหน่งลำโพงทั้งสองข้างพอดี จุดนั้นจะทำให้เพลงที่คุณฟังมีลักษณะที่ “คลี่คลาย” ออกมามากที่สุด ทั้งทางด้านไดนามิกและซาวนด์สเตจ ชิ้นดนตรีแต่ละชิ้นจะมีระยะห่างออกจากกัน ทำให้การแยกแยะรายละเอียดต่างๆ ในเพลงทำได้ง่ายขึ้น คุณสามารถรับรู้ถึง “จำนวนทั้งหมด” ของเสียงเครื่องดนตรีที่กำลังบรรเลงอยู่ในเพลงนั้นๆ ได้อย่างครบถ้วน รับรู้ถึง “ตำแหน่ง” ของชิ้นดนตรีทั้งหมดที่เกลี่ยตัวกันอยู่ในเวทีเสียงได้อย่างชัดเจน และรับรู้ได้ถึง “อากัปกิริยา” ของเสียงเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นที่กำลังบรรเลงอยู่ในเพลงนั้นๆ ได้อย่างชัดเจน ถ้าเพลงที่คุณฟังบันทึกเสียงมาอย่างดี และลำโพงกับชุดเครื่องเสียงของคุณมีคุณภาพที่ดีมากพอ คุณยังสามารถรับรู้ได้ถึง “มวลบรรยากาศ” ที่แทรกสอดอยู่ในช่องว่างระหว่างชิ้นดนตรี และโถงบรรยากาศที่หุ้มห่อชิ้นดนตรีทั้งหมดเอาไว้ เกิดเป็นปริมณฑลของสนามเสียงที่มีรูปทรงคล้ายลูกโป่งขนาดใหญ่ (magic balloon) ที่มีสัณฐานความกว้าง–ลึก–สูง แผ่คลุมพื้นที่ที่เลยล้ำออกไปกว้างกว่าสัดส่วนของห้องฟังของคุณ ดังวงกลมสีฟ้าในภาพตัวอย่างข้างบน
ไม่มีซิสเต็มเครื่องเสียงชุดไหนที่เพอร์เฟ็กต์!
Nothing perfect! เป็นสัจจะธรรมที่อยู่คู่โลกมาแต่ไหนแต่ไร ไม่เฉพาะเรื่องเครื่องเสียงแต่ทุกสรรพสิ่งในโลกล้วนอยู่ใต้สัจจะธรรมข้อนี้ แม้ว่าคุณจะได้ทำการจัดวางลำโพงทั้งสองข้างลงบนตำแหน่งในห้องฟังตรงตามสูตรแล้ว ถ้าตำแหน่งการเซ็ตอัพนั้น คุณได้ลองฟังเพลงแล้วยังไม่พบกับ magic balloon ความเป็นสนามเสียงสามมิติยังไม่ปรากฏออกมา ซึ่งมีความเป็นไปได้เนื่องจากปัจจัยทางด้านคุณภาพของชุดเครื่องเสียงที่คุณใช้อยู่
ขั้นตอนต่อไปนี้เป็นการ compensate หรือปรับจูนตำแหน่งของลำโพงให้อยู่ในจุดที่ให้ผลลัพธ์เฉลี่ยที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

Zhao Peng ชุด The Greatest Basso Vol.1
ในการปรับจูนตำแหน่ง จำเป็นต้องใช้เสียงเพลงที่เปิดจากซิสเต็มของคุณเป็นเข็มทิศนำทางไป ผมแนะนำให้ใช้เพลง “My Grandma and Penghu Bay” ของศิลปินจีน Zhao Peng ที่มีเสียงทุ้มต่ำ ซึ่งเป็นแทรคที่ ๒ ในอัลบั้มชุด The Greatest Basso Vol.1 มาใช้ในการปรับจูน

ลักษณะตื้นลึกของเลเยอร์ เสียงร้อง (A) เทียบกับ เสียงหวดกลองใหญ่ (B)
แทรคนี้จะมีเสียงทุ้มซึ่งน่าจะมาจากเสียงหวดกลองใหญ่ที่มีอิมแพ็คที่รวดเร็วและรุนแรงปรากฏออกมาเป็นช่วงๆ ให้คุณลองฟังถึงช่วงที่มีเสียงทุ้ม แล้วทดลองปรับระดับวอลลุ่มให้มีความดังอยู่ในระดับที่มากพอ เพื่อให้ไดนามิกของเสียงสามารถสวิงได้อย่างเต็มที่ ในการวิเคราะห์นั้น จังหวะที่ยังไม่ถึงเสียงทุ้มที่ว่านี้ ให้คุณพิจารณาดูว่า คุณได้ยินเสียงร้องและเสียงเครื่องดนตรีที่ “แยกตัว” ออกมาจากกันได้ชัดเจนแค่ไหน และเมื่อมีเสียงทุ้มของกลองใหญ่ดังขึ้นมา ให้สังเกตว่า ตำแหน่งของเสียงทุ้มที่เกิดขึ้นมันอยู่ “ลึกลงไป” ด้านหลังของเสียงร้องหรือไม่ และสังเกตว่าเสียงทุ้มนั้นมีความกระชับ แน่น เร็ว และเก็บตัวดีหรือไม่ ถ้าทุกอย่างถูกต้อง อยู่ในตำแหน่งที่ควรจะเป็น เสียงทุ้มที่เกิดขึ้นจะต้องมีทั้งความเร็ว หนักหน่วง กระชับ และแสดงตำแหน่งที่ชัดเจนอยู่ “ลึกลงไปด้านหลัง” ของตำแหน่งเสียงร้อง “อย่างชัดเจน” และปลายเสียงทุ้มจะต้องรวบรัดเก็บตัวได้อย่างสะอาดหมดจด ไม่ฟุ้งบวม
ถ้าเครื่องเสียงดี ลำโพงดี และคุณได้ปฏิบัติตามคำแนะนำมาอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่ตอนที่ ๑ มาจนถึงตอนที่ ๕ เสียงที่คุณได้ยินหลังเสร็จขั้นตอนที่ ๕ แล้วอาจจะออกมาดีมากจนคุณไม่ต้องปรับจูนใดๆ อีกก็เป็นได้ หรืออย่างน้อย มันควรจะออกมา “ดีกว่า” การวางลำโพงลงไปในห้องฟังแบบไม่มีหลักการใดๆ
แต่ก็อย่างที่ผมได้เกริ่นไว้ข้างต้นว่า ซิสเต็มที่เพอร์เฟ็กต์ไม่มีจริงในโลกนี้ และความเป็นไปได้ที่คุณจะวางลำโพงลงไปในห้อง “ครั้งแรก” แล้วจะเจอตำแหน่งที่ดีที่สุดของลำโพงคู่นั้นในห้องนั้นทันที ด้วยเหตุนี้ หลังจากวางลำโพงลงไปในตำแหน่งที่คำนวนไว้เสร็จแล้ว ผมแนะนำให้คุณใช้เวลานั่งฟังเพลงที่คุณคุ้นเคยไปเรื่อยๆ สัก 4-5 วัน แล้วพยายามค้นหาว่า สิ่งที่ได้ยินมันต่างจากตำแหน่งเดิมที่คุณเคยวางไว้อย่างไร หลังจากนั้น ให้ทดลองขยับตำแหน่งลำโพงอีกเพียงเล็กน้อยเพื่อค้นหาตำแหน่งที่ดีที่สุดจริงๆ สำหรับลำโพงคู่นั้นในห้องฟังนั้น โดยอาศัยเพลงของ Zhao Peng ที่ผมแนะนำไปเป็นตัวอ้างอิง

วิธีการปรับจูนทำได้สองลักษณะ อย่างแรกคือทดลองดันลำโพงทั้งสองข้างให้เข้าไปชิดกับผนังด้านหลังทีละน้อย (ดูในรูป) อย่างเช่นทีละ 3 หรือ 5 ซ.ม. และทุกครั้งที่ดันลำโพงทั้งสองข้างลงไปชิดผนังเท่าไร คุณต้องไม่ลืมขยับตำแหน่งของโซฟาที่ใช้นั่งฟังให้ชิดตามลงไปด้วยระยะที่เท่ากันโดยยึดแนวเส้นแบ่งครึ่งกลางห้องเอาไว้ ซึ่งวิธีนี้มักจะได้ผลในกรณีที่แอมป์ที่คุณใช้มีกำลังขับน้อย หรือแอมป์หลอดที่มีแด๊มปิ้งแฟ็คเตอร์ต่ำๆ หลังจากขยับลำโพงลงไปชิดผนังด้านหลังและขยับโซฟาตามลงไปแล้ว ให้ทดลองเปิดเพลงเดิมของ Zhao Peng ฟังอีกที ด้วยระดับความดังเท่าเดิม ให้วิเคราะห์ดูว่า ลักษณะการแยกแยะของชิ้นดนตรีต่างๆ ในเพลงนี้ยังเปิดกว้างเหมือนเดิมหรือเปล่า ที่สำคัญคือพิจารณาที่เสียงหวดกลอง ดูว่ามันมีลักษณะที่ “ตรึงแน่น” มากขึ้นหรือไม่ เสียงหวดกลองมันมีลักษณะที่แผ่กระจายหางเสียงออกไปมากขึ้น หรือหดวูบลง ตำแหน่งของเสียงหวดกลองมันลงไปอยู่หลังเสียงร้อง “ชัดเจน” มากขึ้นหรือไม่ ถ้าตำแหน่งของเสียงร้องกับเสียงหวดกลองแยกเลเยอร์ออกจากกันได้ชัดเจนมากขึ้น แสดงว่าตำแหน่งใหม่ดีกว่าตำแหน่งเก่า แต่ถ้าเสียงหวดกลองฟังดูอั้นๆ ตื้อๆ ไม่อิสระเต็มที่ แสดงว่าตำแหน่งใหม่แย่ลง ให้ทดลองดึงลำโพงกับโซฟากลับมาที่ตำแหน่งเดิมแล้วฟังดูใหม่
ทำแบบนี้ต่อไป โดยเปลี่ยนระยะทางที่ดันลำโพงลงไปด้านหลังเรื่อยๆ จนกว่าคุณจะค้นพบตำแหน่งที่ให้ค่าเฉลี่ยที่ดีที่สุด เลือกตำแหน่งที่ทำให้ฟังแล้วรู้สึกสัมผัสได้ถึง magic balloon มากที่สุด

วิธี fine tune อีกวิธีคือขยายระยะห่างระหว่างลำโพงทั้งสองข้างออกไปมากขึ้น ให้ใช้ตลับเมตรวัดจากเส้นแบ่งครึ่งกลางห้องออกไปหาลำโพงทั้งสองข้างโดยเพิ่มระยะห่างจากเดิมที่ลำโพงแต่ละข้างห่างจากเส้นแบ่งกลางห้อง 90 ซ.ม. ออกไปอีกทีละนิด เท่าๆ กัน อย่างเช่น ข้างละ 5 ซ.ม. ก็จะทำให้ลำโพงห่างจากกันเพิ่มขึ้นอีก 10 ซ.ม. รวมเป็น 190 ซ.ม. เสร็จแล้วให้ลองเปิดเพลงของ Zhao Peng ขึ้นมาฟังดู ถ้ารู้สึกว่าเสียงโดยรวมมีลักษณะหลวมๆ หรือไม่ ถ้าเสียงทุ้มไม่แน่นกระชับ หัวไม้ที่หวดกลองมีลักษณะน่วมนุ่ม แสดงว่าลำโพงทั้งสองข้างอยู่ห่างกันมากเกินไป ให้ทดลองขยับระยะห่างระหว่างลำโพงทั้งสองข้างให้ชิดกันเข้ามาเรื่อยๆ จนเจอจุดที่ทำให้ฟังแล้วรู้สึกถึงความเป็นสามมิติของสนามเสียงมากที่สุด นั่นคือจุดที่เกิด magic balloon
บางกรณี คุณอาจจะต้องทำการปรับจูนทั้งสองระนาบ คือดันลำโพงลงไปชิดผนังหลังและหุบระยะห่างของลำโพงซ้าย–ขวาเข้ามาหากันด้วย ซึ่งขอให้ค่อยๆ ทำไปทีละนิด และจำไว้เสมอว่า ทุกครั้งที่ขยับเลื่อนตำแแหน่งไปจากเดิมแล้ว ถ้าคุณฟังไม่ออกถึงความต่าง หรือได้ยินความต่างแต่ไม่มั่นใจว่าแบบไหนดีกว่ากัน ให้รีบขยับลำโพงกลับมาที่ตำแแหน่งเดิมทันที (อย่าลืมมาร์คตำแหน่งของลำโพงและจุดนั่งฟังตอนแรกเอาไว้ด้วย)
ขั้นตอน fine tune นี้มีความสำคัญมาก และใช้เวลานาน ขึ้นอยู่กับทักษะการฟังและความสามารถในการแยกแยะของประสาทหูของคุณเอง ซึ่งคุณไม่ควรจะรีบร้อน ทุกครั้งที่ขยับตำแหน่ง ต้องมั่นใจว่าฟังความแตกต่างออกและวิเคราะห์ตัดสินได้ด้วยตัวของคุณเองเท่านั้นว่าดีกว่าเดิมหรือแย่ลง ถ้าขยับไปเรื่อยๆ แล้วรู้สึกว่าเสียงโดยรวมแย่ลง ให้ขยับกลับมาที่ตำแหน่งเริ่มต้นใหม่ทันที /
* จบบทความเรื่องการเซ็ตอัพเพื่อค้นหาตำแหน่งวางลำโพงแต่เพียงเท่านั้น ผมกำลังเตรียมบทความอีกบทหนึ่ง เป็นภาคต่อของการเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพง นั่นคือ “เทคนิคการปรับอะคูศติกห้องฟัง” ซึ่งหากนำมาใช้ต่อจากตำแหน่งลำโพงที่ลงตัวแล้ว จะทำให้คุณได้ผลลัพธ์ทางเสียงที่สมบูรณ์แบบมากขึ้นไปอีกขั้น แตะระดับ 70-80% ของความสามารถของซิสเต็มของคุณนั่นเลย.. โปรดคอยติดตาม!
****************************
ย้อนกลับไปอ่าน –
ตอนที่ ๑ : บทนำ
ตอนที่ ๒ : เทคนิคการแม็ทชิ่ง – “ลำโพง” เข้ากับ “ห้องฟัง”
ตอนที่ ๓ : เทคนิคการแม็ทชิ่ง – “แอมป์” เข้ากับ “ลำโพง”
ตอนที่ ๔ : ตำแหน่งวางลำโพงมีผลอย่างไร.? ทำไมต้องค้นหาตำแหน่งวางลำโพง.?
ตอนที่ ๕ : วัดระยะ และจัดวางลำโพง



