รีวิวพิเศษ “3 อุปกรณ์เสริม” ที่ให้ผลลัพธ์น่าพอใจ โดยไม่สร้างผลข้างเคียงแง่ลบไว้กับซิสเต็ม.!! (ภาค ๑) : Solid Tech รุ่น Base of Silence

ปกติแลัว Accessories หรืออุปกรณ์เสริมที่ทำกันออกมาใช้กับชุดเครื่องเสียงมักจะมี “ผลข้างเคียง” ตามมาเสมอ แม้ว่าอุปกรณ์เสริมแต่ละชิ้นจะส่งผลกับเสียงของซิสเต็มตามที่มันถูกออกแบบมา แต่หายากมากที่จะมีอุปกรณ์ชิ้นไหนที่ให้ผลลัพธ์กับเสียงของซิสเต็มตามพื้นฐานที่มันถูกออกแบบมา โดยไม่ทิ้ง ผลข้างเคียงในแง่ลบไว้กับเสียงของซิสเต็มด้วย ซึ่ง ผลข้างเคียงในแง่ลบของอุปกรณ์เสริมบางอย่างนั้น มีปริมาณไม่น้อยไปกว่าผลดีที่มันทำให้เกิดกับซิสเต็มก็มี ทำให้ผู้ใช้ตกอยู่ในสภาพ “ได้อย่างเสียอย่างซึ่งสร้างความรู้สึกอิหลักอิเหลื่อกับผู้ใช้อย่างมาก จนสุดท้ายก็ต้องเลิกใช้ไปในที่สุด

ถ้าใครเคยแวะไปชมและทดลองฟังเสียงในห้องฟังห้องใหม่ของผมจะเห็นว่าในห้องฟังของผมมีการใช้อุปกรณ์เสริมน้อยมาก เพราะผมตั้งใจไว้ตั้งแต่ก่อนออกแบบห้องฟังห้องนี้ว่า ถ้าผมจะเอาอุปกรณ์เสริมเข้ามาใช้ในซิสเต็ม อุปกรณ์เสริมชิ้นนั้นจะต้องให้ผลลัพธ์กับเสียงของซิสเต็มได้ตรงตามพื้นฐานที่มันถูกออกแบบมาโดย ไม่ทิ้งผลข้างเคียงแง่ลบไว้กับซิสเต็ม หลังจากห้องฟังของผมเริ่มเข้าที่เข้าทาง ผมก็มีโอกาสได้ทดลองใช้อุปกรณ์เสริมมาแล้วจำนวนหนึ่ง ที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ ในจำนวนอุปกรณ์เสริมที่ผมได้รับมาทดลองฟัง ผมพบว่ามีอยู่ 3 ชิ้น ที่ผมเลือกไว้ใช้ในซิสเต็ม และถือว่าอุปกรณ์เสริมทั้ง 3 ชิ้นนี้เป็น “อุปกรณ์หลักที่ผมจะนำมาใช้ประกอบอยู่ในซิสเต็มที่ใช้ในการทดสอบอุปกรณ์เครื่องเสียงอื่นๆ ด้วย

อุปกรณ์เสริมทั้ง 3 ชิ้นที่ผมอ้างถึงข้างต้น ซึ่งจะนำมาทดสอบในครั้งนี้ก็คือ

1. แท่นวางเครื่อง Solid Tech รุ่น ‘Base of Silence
2. เต้ารับปลั๊กผนัง Life Audio
3. ปลั๊กพ่วง Shunyata Research รุ่น ‘Venom PS10

ก่อนจะไปลงรายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์เสริมทั้ง 3 ชิ้นนั้น ผมขอเริ่มต้นด้วยการพูดถึงความหมายของ อุปกรณ์เสริม” (accessories) กันก่อน..

อุปกรณ์เสริมหรือ Accessories ในมุมมองของผม

อุปกรณ์หลัก” (main component) ของชุดเครื่องเสียงในความหมายของผม นอกจาก เครื่องเล่นประเภทต่างๆ, “แอมปลิฟาย“, “ลำโพงและ ขาตั้งลำโพงแล้ว ผมยังนับเอา สายไฟเอซี, “สายสัญญาณทุกประเภทรวมถึง สายลำโพงเข้าไปจัดอยู่ในกลุ่มของ อุปกรณ์หลักของชุดเครื่องเสียงด้วย เพราะถ้าไม่มีสายต่อเชื่อมเหล่านี้อยู่ในชุดเครื่องเสียง เราก็จะไม่สามารถใช้งานเครื่องเสียงชุดนั้นได้

ส่วน อุปกรณ์เสริม” (accessories) ก็คืออุปกรณ์อื่นๆ ทุกชนิดที่อยู่นอกเหนือจากอุปกรณ์หลักข้างต้น สาเหตุที่เรียกอุปกรณ์เหล่านั้นว่าเป็น อุปกรณ์เสริมก็เพราะว่า แม้จะไม่มีอุปกรณ์เหล่านั้นอยู่ในชุดเครื่องเสียง เราก็ยังสามารถใช้งานชุดเครื่องเสียงได้ตามปกติ เหตุผลที่เรานำเอาอุปกรณ์เสริมเข้าไปติดตั้งทำงานร่วมอยู่กับอุปกรณ์หลักในชุดเครื่องเสียงก็เพื่อ อัพเกรดคุณภาพเสียงโดยรวมของซิสเต็มนั้นๆ นั่นเอง

โดยปกติแล้ว อุปกรณ์เสริมจะแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ 2 กลุ่ม คือ

1. passive accessories = กลุ่มนี้เป็นอุปกรณ์เสริมทุกชนิดที่ทำงานโดย ไม่ต้องเสียบไฟเลี้ยงอาทิเช่น ชั้นวางเครื่องเสียง, เดือยแหลม หรือทิปโท รวมถึงอุปกรณ์อื่นใดที่ใช้รองใต้เครื่องเสียง, อุปกรณ์ปรับสภาพอะคูสติกห้องฟัง ฯลฯ

2. active accessories = กลุ่มนี้เป็นอุปกรณ์เสริมทุกชนิดที่ทำงานโดย ต้องเสียบไฟเลี้ยงอาทิเช่น ปลั๊กรางหรือปลั๊กพ่วง, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคที่ใช้ลดสัญญาณรบกวนในกระแสไฟเอซี, เพาเวอร์ซัพพลาย, เน็ทเวิร์ค สวิทช์, เต้ารับบนผนัง ฯลฯ

แท่นวางเครื่อง Solid Tech รุ่น ‘Base of Silence

ตัวนี้เป็นอุปกรณ์เสริมประเภท standalone isolation จัดอยู่ในกลุ่มของอุปกรณ์เสริมที่ไม่ต้องเสียบไฟฟ้า ทำหน้าที่เป็นแท่นรองสำหรับวางอุปกรณ์เครื่องเสียงไว้ด้านบน ใช้ได้กับเครื่องเสียงทุกประเภท ตั้งแต่ อุปกรณ์ประเภทเครื่องเล่นต่างๆ (เครื่องเล่นซีดี, เครื่องเล่นแผ่นเสียง, DAC, Streamer ฯลฯ) รวมถึงอุปกรณ์ประเภทแอมปลิฟาย (ปรีแอมป์, เพาเวอร์แอมป์, อินติเกรตแอมป์, ออลอินวัน ฯลฯ)

Base of Silenceเป็นผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ Solid Tech ผลผลิตจากประเทศสวีเดน ลักษณะเป็นแท่นสี่เหลี่ยมแบนๆ ที่มีสัดส่วน กว้างxยาว เกือบจะเป็นจัตุรัสคือ 495 x 435 .. ความสูงไม่มากแค่ 55 .. เท่านั้น

ตัวแท่นที่รองรับอุปกรณ์เครื่องเสียงทำมาจากไม้ MDF สองแผ่นที่มีความหนาไม่เท่ากันซ้อนกันอยู่ 2 ชั้นโดยมีวัสดุที่มีคุณสมบัติสลายพลังงานสั่นสะเทือนแทรกระหว่างกลาง ใต้แท่นรองจะมีขา 4 ขา ที่ทำหน้าที่ยกแท่นให้ลอยขึ้นจากพื้น

ขาทั้ง 4 ขาที่แยกกันอยู่ใกล้ๆ มุมทั้งสี่มุมของแท่นรองตัวนี้ถือเป็นไฮไล้ท์ของอุปกรณ์ชิ้นนี้ เพราะมันไม่ใช่ขาตั้งธรรมดาทั่วไป แต่ว่ามันเป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อให้ทำหน้าที่สลายพลังงานความสั่นสะเทือนโดยเฉพาะ มีชื่อเรียกว่า isolator units ซึ่งตัวโครงสร้างหลักของขาตั้ง หรือตัว isolator units ทั้ง 4 ตัวนี้ ทำมาจากอะลูมิเนียมทรงกระบอกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 80 .. สูง 30 .. ตรงกลางเจาะเป็นรูกลวง ด้านหนึ่งมีทำเป็นขอบแล้วเจาะรูเล็กๆ ไว้โดยรอบส่วนที่เป็นขอบที่ว่าจำนวน 12 รู ทำไว้สำหรับใช้ยึดแท่งสปริงที่โยงอยู่กับวงแหวนอะลูมิเนียมที่ถูกขึงพืดลอยอยู่ตรงกลาง ซึ่งวงแหวนที่ว่านี้จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางรองรับน้ำหนักของเครื่องและแท่นรองที่กดลงมาบนวงแหวนที่อยู่ในขาตั้งทั้งสี่ขา

วิธีประกอบและใช้งานก็ไม่ยาก ขาตั้งแต่ละตัวสามารถติดตั้งแท่งสปริงได้เต็มที่คือ 12 ตัว แต่ทางผู้ผลิตให้แท่งสปริงมาแค่ 24 ตัว และให้ตารางเทียบจำนวนแท่งสปริงกับน้ำหนักของเครื่องที่รองรับได้มาด้วย จากภาพตารางด้านบน จะเห็นว่า ถ้าใส่แท่งสปริงที่ขาตั้งจำนวน 2 ตัวต่อขา จะรองรับน้ำหนักเครื่องได้ตั้งแต่ 8 กิโลกรัม ขึ้นไปจนถึง ไม่เกิน 30 กิโลกรัม เมื่อเพิ่มจำนวนแท่งสปริงเข้าไปมากขึ้น ตัวแท่นรองก็จะรองรับน้ำหนักเครื่องเสียงได้มากขึ้นไปเรื่อยๆ คือถ้าติดตั้งสปริงเข้าไปที่ขาตั้งจำนวน 6 ตัว ในแต่ละขา ก็เท่ากับว่าใช้แท่งสปริงหมดโควต้าที่ให้มาคือ 24 ตัว ซึ่งจะรองรับน้ำหนักเครื่องได้ตั้งแต่ 40 – 90 กิโลกรัม ถ้าคุณต้องการให้ตัวแท่นรับน้ำหนักเครื่องที่มากกว่า 90 กิโลกรัมขึ้นไป ก็สามารถซื้อแท่งสปริงจากตัวแทน (. ไฮเอ็นด์ ออดิโอ) มาเพิ่มได้มากที่สุดคือ ขาละ 12 ตัว ซึ่งจะรับน้ำหนักเครื่องได้ตั้งแต่ 80 – 180 กิโลกรัม เลยทีเดียว.!

เมื่อประกอบแท่งสปริงเข้ากับขาตั้งทั้ง 4 ขาเสร็จแล้ว ก็ประกอบขาตั้งแต่ละตัวลงไปในช่องที่อยู่ด้านล่างของตัวแท่นที่ถูกเจาะเอาไว้ ซึ่งในช่องจะมีแท่งเกลียวยาวๆ ติดตั้งอยู่ ให้เอารูเกลียวของวงแหวนที่ยึดแท่งสปริงของขาตั้งหมุนลงไปที่แท่งเกลียวในช่องนั้น ไม่ต้องหมุนลงไปจนสุดเกลียว เพราะจะมีขั้นตอนในการปรับจูนความสูงของขาตั้งทั้ง 4 ขาอีกที หลังจากประกอบขาตั้งทั้ง 4 ตัวเข้ากับแท่นรองเสร็จแล้วก็หงายตัวแท่นขึ้นให้ขาตั้งทั้ง 4 แตะพื้นเป็นอันพร้อมใช้งาน

กรณีที่ต้องการนำแท่นรอง ‘Base of Silenceตัวนี้ไปรองเครื่องเสียงที่อยู่บนชั้นวาง คุณก็เอาแท่นรอง Base of Silence ตัวนี้ไปวางบนชั้นวางแล้วยกเครื่องเสียงวางลงไปบนแท่นรองตัวนี้ หรือจะเอาแท่นรองตัวนี้ไปวางบนพื้นห้องเพื่อใช้รองแอมปลิฟายก็ได้ หลังจากวางเครื่องเสียงลงไปบนแท่นรองตัวนี้แล้ว ให้ขยับตำแหน่งเพื่อให้อุปกรณ์เครื่องเสียงตั้งอยู่บริเวณใจกลางของแท่นให้มากที่สุด เพื่อให้น้ำหนักของตัวเครื่องถูกเกลี่ยลงไปบนขาตั้งทั้ง 4 ขาของแท่นรองเท่าๆ กัน จากนั้นก็เป็นขั้นตอนไฟน์จูน โดยสังเกตที่ลูกน้ำวัดระดับที่ติดอยู่บนแท่นรองตัวนี้ ถ้าหยดน้ำไม่อยู่ตรงตำแหน่งกึ่งกลาง ก็ให้หมุนที่ตัวขาตั้งเพื่อปรับความสูงต่ำของขาตั้งขึ้นๆ ลงๆ จนได้ระดับ (หยดน้ำอยู่ตรงกลาง) ก็เป็นอันเสร็จพร้อมทดลองฟังเสียงได้เลย

ทดลองฟังเสียงของแท่นรองเครื่อง ‘Base of Silence

Base of Silenceเป็นแท่นรองเครื่องที่เวิร์คมาก.. คุณสมบัติที่ทำให้มันส่งผลดีต่อเสียงของอุปกรณ์เครื่องเสียงที่วางอยู่บนตัวมันก็คือฟังท์ชั่นในการปรับจูน “ความสามารถในการรองรับน้ำหนักของตัวมัน ซึ่งเป็นการปรับจูนผ่านกลไกที่อยู่ในขาตั้งทั้ง 4 ขานั่นเอง

ข้อมูลในตารางที่ทางผู้ผลิตคือ Solid Tech ให้มาพร้อมตัวแท่นรองได้แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง จำนวนสปริงที่ติดตั้งในขาตั้งแต่ละขา กับ น้ำหนักของอุปกรณ์เครื่องเสียงที่รองรับได้ (และส่งผลกับเสียง) โดยแจ้งระดับ ต่ำสุดกับระดับ สูงสุดเอาไว้ พร้อมทั้งระบุไว้ว่า จำนวนสปริงต่ำสุดที่ใช้ในแต่ละขาตั้งอยู่ที่ 2 ตัว รวมสี่ขาก็ใช้สปริงทั้งหมด 8 ตัว น้ำหนัก ต่ำสุดของเครื่องเสียงที่ได้ผลจะอยู่ที่ 8 .. สูงสุดได้ถึง 30 ..

เมื่อเพิ่มสปริงเข้าไปในแต่ขาเป็น 3 ตัวต่อขา จะใช้สปริงทั้งหมด 12 ตัว ส่งผลทำให้แรงตึงของสปริงในแต่ละขามีความตึงตัวสูงขึ้น สามารถรองรับน้ำหนักของเครื่องเสียงได้มากขึ้น ซึ่งในตารางแจ้งไว้ว่า ถ้าใช้สปริงขาละ 3 ตัว จะส่งผลที่ดีต่อเสียงกับเครื่องเสียงที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 20 .. (minimum) ขึ้นไปจนถึง 45 .. (maximum)

ในตารางข้างบนนี้คือข้อมูลสัดส่วน กว้าง x ลึกรวมถึง น้ำหนักของอุปกรณ์เครื่องเสียงทั้งหมดที่ผมเอามาทดลองทดสอบเสียงกับแท่นรองของ Solid Tech ตัวนี้ ในนั้นมีทั้งอินติเกรตแอมป์ (Kinki Studio : EX-M1+), ออลอินวัน (Gold Note : IS 1000 Deluxe Edition) และเพาเวอร์แอมป์ (Quad : Artera Stereo และ Ayre Acoustic : V-3) ซึ่งน้ำหนักของแต่ละตัวอยู่ในพิกัดที่ใช้ประโยชน์จากความสามารถของแท่นรอง Base of Silence ตัวนี้ได้ทั้งหมด

ในขณะทดลองใช้งานจริง ผมพบประเด็นที่น่าสังเกตอยู่ข้อหนึ่ง คืออัตราส่วนระหว่าง จำนวนของสปริงที่ใช้ในขาตั้งแต่ละตัว vs น้ำหนักของเครื่องเสียงที่รองรับ ตามข้อมูลในตารางที่ผู้ผลิตแจ้งไว้มันไม่ค่อยตรงกับการใช้งานจริง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าใช้สปริงแค่ 2 ตัวในขาตั้งแต่ละขา แรงตึงของสปริงจะน้อยมาก รองรับน้ำหนักเครื่องเสียงได้น้อยมาก แค่ใช้เพาเวอร์แอมป์ Artera Stereo ที่มีน้ำหนัก 15 .. วางลงไปบนแท่นสปริงก็แทบจะแตะชนกับแท่นแล้ว ผมต้องปรับระยะหมุนของขาตั้งให้ตื้นออกมาอีกเพื่อให้ตัวขาตั้งไม่แตะชนกับแท่น เนื่องจากว่า ถ้าตัวขาตั้งแตะกับพื้นด้านล่างของแท่นความยืดหยุ่นของสปริงจะไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์ ที่ถูกต้องคือ หลังจากวางเครื่องเสียงลงไปแล้ว เมื่อใช้ปลายนิ้วออกแรงกดลงไปที่ตัวเครื่องเสียง ตัวแท่นจะต้องมีระยะยุบตัวลง และเมื่อยกปลายนิ้วออกไป ตัวแท่นจะต้องเด้งคืนตัวกลับขึ้นมาที่ตำแหน่งเดิมได้ในเวลาอันสั้น ถ้าตัวขาตั้งชนกับพื้นล่างของแท่น หลังจากวางเครื่องเสียงลงไปบนแท่นแล้วใช้ปลายนิ้วกดจะไม่ลง แบบนั้นใช้ไม่ได้ สปริงจะไม่ช่วยสลายความสั่นสะเทือน

เมื่อผมลองเอาอินติเกรตแอมป์ Kinki Studio : EX-M1+ (REVIEW) ที่มีน้ำหนัก 25 .. มาวางบนแท่น ปรากฏว่า ตัวขาตั้งทั้งสี่ตัวมันแตะชนกับพื้นล่างของตัวแท่น แม้ว่าผมจะพยายามขยับระยะขันเกลียวของขาตั้งเข้าไปที่แกนโลหะเกลียวของแท่นให้น้อยลงจนเกือบจะหลุด พบว่าแรงตึงของสปริงทั้ง 8 ตัว (ขาละ 2 ตัว) ก็ยังไม่สามารถดันน้ำหนัก 25 .. ของ EX-M1+ ให้เด้งลอยขึ้นมาได้ แสดงว่าข้อมูลในตารางที่ Solid Tech ให้มาซึ่งระบุว่าใช้สปริง 8 ตัว (2 ตัวต่อขา) จะรองรับน้ำหนักเครื่องได้ถึง 30 .. นั้น มันไม่ได้ให้ผลลัพธ์ในการใช้งานจริงออกมาตามนั้น.. เกิดอะไรขึ้น.? มีอะไรผิดพลาดรึเปล่า.? ผมจำได้ว่า วันที่ทางตัวแทน บ. ไฮเอ็นด์ ออดิโอฯ ที่นำผลิตภัณฑ์ตัวนี้เข้ามาจำหน่ายในไทยนำแท่นรองตัวนี้มาให้ผมทดสอบ คุณฉัตร กับ คุณปุ้ย บอกว่า ทาง Solid Tech อาจจะลืมบวกน้ำหนักของตัวแท่นรองเข้าไปในตารางนี้ก็เป็นได้ ซึ่งผมว่าสมมุติฐานนี้มีความเป็นไปได้ เพราะลำพังตัวแท่นเองก็มีน้ำหนักมากพอสมควร และจากการทดลองใช้งานจริง ผมพบว่า ถ้าใส่สปริงแค่ขาละ 2 ตัว (รวมทั้งสี่ขาก็ 8 ตัว) เมื่อประกอบขาตั้งเสร็จแค่เอาตัวแท่นวางคว่ำลง น้ำหนักของตัวแท่นก็ทำให้ตัวแทนจมลงไปจนแทบจะชนกับขาตั้งแล้ว สรุปคือถ้าใส่สปริงแค่ขาละ 2 ตัว มันจะรองรับน้ำหนักของเครื่องได้ไม่น่าเกิน 15 .. เท่านั้น ถ้าน้ำหนักเครื่องมากกว่า 15 .. ตัวแท่นจะจมลงไปแตะติดอยู่กับตัวขาตั้งทั้งสี่ ทำให้สปริงไม่มีผลในการดูดกลืนคลื่นความสั่นสะเทือน

ผลทางเสียงที่เกิดขึ้น vs จำนวนสปริงที่ใช้

ก่อนจะสรุปผลการทดลองฟังเสียงของแท่นรองตัวนี้กับอุปกรณ์เครื่องเสียงแต่ละตัวที่ผมนำมาทดสอบครั้งนี้ ผมจะขอสรุปถึงแนวทางของ ผลทางเสียงที่เกิดขึ้นกับอุปกรณ์เครื่องเสียงที่นำมาวางบนแท่น Base of Silence เมื่อเทียบกับ จำนวนของสปริงที่ใช้ในแต่ละขาตั้งของแท่น Base of Silence ตัวนี้ให้ทราบไว้ก่อน จะได้เป็นแนวทางการปรับจูนเบื้องต้นสำหรับคนที่คิดจะหาซื้อแท่นรองนี้ไปใช้

หลังจากปรับจูนด้วยการเพิ่มๆ ลดๆ จำนวนสปริงที่ขาตั้งของแท่นรองตัวนี้อยู่นานหลายวัน กับเครื่องเสียงสี่ห้าชิ้นที่ผมนำมาทดสอบ ผมก็พอจะ จับทางผลทางเสียงของแท่นรองตัวนี้ได้ ซึ่งพอจะแยกผลลัพธ์ออกมาได้เป็น 2 แนวทาง ดังนี้

แนวทางแรก – ถ้าคุณใช้จำนวนสปริงน้อยๆ อย่างเช่น ขาละ 2 – 3 ตัว จะมีผลให้ตัวแท่นรองมีความยืดหยุ่นสูง ให้ตัวได้มาก มีความไวต่อน้ำหนักมาก เหมาะกับเครื่องเสียงที่มีน้ำหนักตัวอยู่ระหว่าง 8 – 20 .. ลักษณะผลทางเสียงจะออกไปทางนุ่ม กลมกล่อม เสียงแหลมจะเป็นตัวในขณะที่ปลายหางเสียงจะไม่พุ่งเปิดและไม่ทอดยาวออกไปมาก ใครที่กำลังรู้สึกว่าโทนเสียงของซิสเต็มของตัวเองมีลักษณะเปิดสว่างเกินไป พุ่งล้ำหน้า (forward) ออกมามากเกินไป ถ้าต้องการคุมโทนให้สลัวลงไปหน่อย และดันเวทีเสียงให้ร่นลงไปด้านหลังลำโพงมากหน่อย แนวทางการปรับจูนแบบแรกนี้น่าจะช่วยคุณได้ ซึ่งโทนเสียงโดยรวมจะเอนเอียงไปทาง dark มากกว่าที่จะไปทาง bright ส่วนพื้นเสียงจะสงัด มิติ-เวทีเสียงจะเด่นไปทางลึกมากกว่าแผ่ออกไปทางกว้าง ทรานเชี้ยนต์ของหัวเสียง (อิมแพ็ค) จะคมและเป็นกลุ่มก้อน มีเนื้อมวล เบสจะมีลักษณะอิ่ม มวลหนา

แนวทางที่สอง พอเพิ่มสปริงเข้ามาอีก เริ่มตั้งแต่ 4 ตัวต่อข้าง (รวมทั้งสี่ขาเท่ากับ 16 ตัว) ขึ้นไปเรื่อยๆ จะมีผลทำให้แรงตึงของขาตั้งเพิ่มมากขึ้น ความยืดหยุ่นต่อน้ำหนักจะลดลง ต้องใช้เครื่องที่มีน้ำหนักตัวเยอะๆ ตั้งแต่ 25 .. ขึ้นไปจึงจะทำให้สปริงอ่อนตัวและมีความยืดหยุ่นกับน้ำหนักมากขึ้น ซึ่งแนวโน้มผลทางเสียงของการวางเครื่องเสียงที่มีน้ำหนักระหว่าง 8 – 20 .. ลงไปบนแท่นที่ใช้สปริงจำนวนตั้งแต่ 4 ตัวต่อขา ขึ้นไป) จะทำให้เสียงที่ได้ออกไปในลักษณะที่เปิดกระจ่าง เด้งตัว กระชับ เสียงกลางแหลมจะออกไปทางเปิดเผย จะแจ้ง โชว์รายละเอียด สปีดการเคลื่อนไหวของตัวโน๊ตจะฉับไว มีผลให้ภาพรวมของโทนเสียงจะออกไปทางสด โทนเสียงโดยรวมจะเอนไปทางสว่าง กลางแหลมจะไวและอ่อนไหวไปตามคุณภาพทวีตเตอร์ของลำโพงและคุณภาพของเพลง สรุปคือการปรับจูนแนวนี้จะทำให้บุคลิกของเสียงมีแนวโน้มออกไปทางมอนิเตอร์มากขึ้น

จุดเด่นที่ผมชอบมากๆ ของแท่นรอง Solid Tech ตัวนี้ คือมันสามารถปรับจูนเสียงให้ออกไปทาง “นุ่ม + สลัว (dark)หรือ กระชับ + สว่าง (bright)หรือระหว่างแนวเสียงทั้งสองแบบนั้นได้ตามต้องการ ด้วยการปรับใช้จำนวนสปริงที่ขาตั้งแต่ละขาของแท่นรองตัวนี้เท่านั้น พอได้ลองใช้งานจริงจะพบว่ามันไม่ยากในการเพิ่ม/ลดจำนวนสปริง และมันให้ผลลัพธ์ที่ฟังออกชัดเจนมาก บางครั้งผลลัพธ์ของมันเยอะมากจนทำเอาผมรู้สึกประหลาดใจซะด้วยซ้ำ เมื่อเลือกจำนวนสปริงที่ใช้ให้ลงตัวสัมพันธ์กับน้ำหนักของเครื่องเสียงที่วางบนแท่นได้แล้ว ผมบอกเลยว่าพอใจมากกับผลลัพธ์ทางเสียงที่ได้กลับมา ซึ่งผลลัพธ์ทางเสียงโดยรวมที่ได้ออกมามันไปทางบวกทั้งหมด ไม่มีผลข้างเคียงทางลบออกมาเลย

ในช่วงแรกที่ทำการทดลองฟังกับอุปกรณ์เครื่องเสียงแต่ละชิ้นผมพบว่า ต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลงจำนวนสปริงที่ใช้กับขาตั้งมากพอสมควร แต่เมื่อเริ่มจับทางความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนสปริงที่ใช้กับน้ำหนักของเครื่องและผลทางเสียงที่เกิดขึ้นได้แล้ว การทดลองกับเครื่องเสียงชิ้นที่สองที่สามก็ง่ายขึ้นมาก เพราะสามารถวิเคราะห์ประเมินผลล่วงหน้าได้ จึงทำให้ไม่ต้องใช้เวลาเยอะมากในการเปลี่ยนแปลงจำนวนสปริง

จากการทดสอบที่ผ่านมา หลังจากใช้เวลาไฟน์จูนด้วยจำนวนสปริงอย่างละเอียด ผมเจอจุดที่ทำให้ตัวออลอินวัน Gold Note รุ่น IS 1000 Deluxe Edition ที่ผมกำลังทดสอบเปล่งเสียงออกมาดีที่สุด เป็นช่วงที่ผมใช้สปริงจำนวน 3 ตัวต่อขาแต่ละขา (รวมใช้สปริงทั้งหมด 12 ตัว) คือเสียงที่ได้ออกมามันอยู่ในค่าเฉลี่ยที่ผมต้องการ โทนเสียงโดยรวมออกมากลางๆ ไม่ dark และก็ไม่ bright จนเกินไป แหลมกลางทุ้ม มีลักษณะที่เปิดกระจ่างใกล้เคียงกัน พอผมลองใช้สปริง 4 ตัว/ขา พบว่าเสียงโดยรวมมีความกระชับมากไปนิดนึง แม้ว่าจะมีผลดีตรงทรานเชี้ยนต์ที่คมและเร็ว แต่ผมพบว่าหางเสียงของความถี่แต่ละย่านถูกเก็บรวบเร็วไปหน่อย ไทมิ่งเร็วขึ้นนิดนึง โทนเสียงโดยรวมมีความสดมากขึ้นนิดนึง ในรสนิยมของผม ผมยอมให้ทรานเชี้ยนต์อิมแพ็คลดความกระชับเร็วลงมานิดนึงเพื่อแลกกับหางเสียงฮาร์มอนิกที่ทอดยาวออกไปอีกหน่อย แต่จริงๆ แล้ว กรณีที่ใช้แท่นตัวนี้รองตัวออลอินวัน IS 1000 Deluxe Edition ผมพบว่า ผลทางเสียงจากการใช้สปริง 3 ตัว/ขา หรือ 4 ตัว/ขา มันก็ให้ผลที่ดีไปคนละแบบอย่างที่ผมชี้แจงไว้ข้างต้น ความแตกต่างในเสียงมี แต่ไม่ถึงกับทำให้สูญเสียความเป็นดนตรีไป ยอมรับได้ทั้งคู่ มันเป็นการไฟน์จูนที่อยู่เหนือคำว่า ลงตัวไปแล้ว สุดท้ายคือเราเป็นคนตัดสินใจเองว่าจะเลือกผลรวมออกมาแนวไหน

สรุป

ขอสรุปประสิทธิภาพของแท่นรอง Solid Tech ตัวนี้สั้นๆ ด้วยการบอกคุณว่า ผมตกลงใจซื้อแท่นรองตัวนี้เข้ามาใช้ประจำการในห้องฟังของผมแทนที่แท่นไม้ของ Guizu ที่ผมใช้มานานหลายปี ซึ่งแท่นรองของ Guizu ที่ผมใช้นั้นเป็นแท่นรองเครื่องเสียงแบบ non-suspension คือไม่มีระบบดูดซับแรงสั่นสะเทือน ในขณะที่แท่นรองเครื่องของ Solid Tech รุ่น Base of Silence ตัวนี้เป็นแบบที่มีระบบ suspension โดยใช้สปริงในการดูดกลืนคลื่นความสั่นสะเทือน / ***Highly Recommended !!!

**********************
ราคา :
29,000 บาท / ตัว
**********************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย

. HI-END AUDIO
โทร. 02-101-1988
facebook: @hiendaudiothailand
**********************
Part II, เต้ารับปลั๊กผนัง Life Audio
Part III, ปลั๊กพ่วง Shunyata Research รุ่น Venom PS10

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า