รีวิวเครื่องเสียง Kinki Studio รุ่น EX-M1+ เพียว อะนาลอก อินติเกรตแอมปลิฟาย

ท่ามกลางกระแส all-in-one ที่กำลังไหลหลากเข้าสู่วงการเครื่องเสียงอย่างหนัก ได้มีผลิตภัณฑ์ชิ้นหนึ่งที่สวนกระแสขึ้นมาอย่างชัดเจน ในขณะที่หลายๆ แบรนด์กำลังยัดทุกอย่างลงไปอยู่ในตัวถังเดียวกับภาคขยาย แต่ผู้ผลิตแบรนด์เล็กๆ จากกวางโจวนามว่า Kinki Studio เจ้านี้กลับนำเสนออะนาลอกแอมป์ที่ไม่มี Phono, ไม่มี DAC และไม่มี Streamer ในตัว ชื่อรุ่นว่า EX-M1+ ซึ่งมีสถานภาพเป็นอินติเกรตแอมป์เพียวๆ ที่ทำงานด้วยวงจรขยาย Class A/B ไม่ใช่ Class-D ซะด้วย

Kinki Studio เป็นใคร.? มาจากไหน.?

ข้อมูลเกี่ยวกับ Kinki Studio ในเว็บไซต์ของแบรนด์ไม่ได้บอกอะไรมากเกี่ยวกับคน มีแต่ภาษาสวยๆ ที่ให้ข้อมูลเชิงโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าของตัวเองเท่านั้น ผมลองเซิร์สหาในอินเตอร์เน็ตพบว่า คุณ Srajan Ebaen รีวิวเวอร์ของสื่อออนไลน์ 6moons ได้ทำการทดสอบอินติเกรตแอมป์ของ Kinki Studio เอาไว้รุ่นหนึ่งเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2018 ชื่อรุ่นว่า EX-M1 ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นแรกของ EX-M1+ ที่ผมกำลังจะเขียนรีวิวตัวนี้

ในรีวิว EX-M1 ของสราจัน (https://www.6moons.com/audioreviews2/kinki/1.html) มีข้อมูลที่เขาเขียนถึงข้อมูลเบื้องหลังแบรนด์ Kinki Studio ไว้ละเอียดกว่าในเว็บไซต์ของ Kinki Studio เองเยอะ ในนั้นมีเอ่ยถึงชื่อของดีไซเนอร์อยู่เบื้องหลังแบรนด์นี้ด้วย เป็นคนจีน ชื่อว่า Liu (น่าจะออกเสียงว่า หลิว) ก่อนจะมาออกแบบแอมป์ตัวนี้ พื้นฐานของคุณหลิวแกเริ่มมาจากงานออกแบบอุปกรณ์เรด้าสื่อสารให้กับทหาร ซึ่งมีโรงงานอยู่ที่เมืองกวางโจว ส่วนแบรนด์ Kinki Studio นี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2007 นับถึงตอนนี้ก็สิบห้าปีมาแล้ว

เป้าหมายของแบรนด์ Kinki Studio คือทำของดีระดับไฮเอ็นด์ด้วยเทคโนโลยีที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ พูดถึงแนวทางการออกแบบของคุณหลิวแกมาทางมินิมอลิสต์ คือเน้นออกแบบวงจรให้เรียบง่าย ใช้ทางเดินสัญญาณสั้นๆ เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของสัญญาณเอาไว้ให้ได้มากที่สุด หลีกเลี่ยงการใส่วงจรอิเล็กทรอนิคที่ไม่จำเป็นลงไปขวางทางเดินของสัญญาณ “.. The audio aspect involves the combination of electronic and physical properties. Therefore the control of physical vibrations inside the chassis is particularly important.” จากข้อความในรีวิวของสราจันที่อ้างถึงคำพูดของหลิว แสดงให้เห็นว่า คุณหลิวคนนี้แกเป็นนักออกแบบเครื่องเสียงที่มีความเข้าใจธรรมชาติของเครื่องเสียงไฮเอ็นด์ฯ เป็นอย่างดี เพราะแกใส่ใจไปถึงเรื่องความไม่มั่นคงแน่นหนาในการติดตั้งคอมโพเน้นต์ภายในตัวเครื่องซึ่งส่งผลต่อเสียงด้วย ผมชอบข้อความที่เขาพิมพ์ไว้บนแผงหลังของตัวเครื่องที่ว่า “We Come From Chinaมันเป็นการแสดงออกถึงตัวตนที่ชัดเจนและหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของตัวเองมาก เป็นยุคที่จีนต้องการประกาศศักดา ไม่ต้องแอบไม่ต้องซ่อนอีกต่อไป.!!

รูปร่างหน้าตามีความเป็นจีนน้อยมาก

EX-M1+ มาในรูปลักษณ์ที่ดูเรียบง่าย มินิมอลิสต์สไตล์สแกนดิเนเวี้ยน สัดส่วนตัวเครื่องขนาดฟูลไซร้มาตรฐานของเครื่องหน้ากว้าง 43 .. (17.2 นิ้ว) สูงไม่มากคือ 12.5 .. ผมว่ากำลังดี ดูแล้วไม่แบนหรือหนาเกินไป ส่วนความลึกก็สมส่วน สั้นกว่าหน้ากว้าง 6 .. คืออยู่ที่ 37 .. ส่วนน้ำหนักตัวอยู่ที่ 25 กิโลกรัม ถึงไม่หนักเท่ากับพวกซุปเปอร์แอมป์ แต่ก็เอาเรื่องอยู่เหมือนกัน ยกลอยขึ้นมาได้ไม่นานต้องรีบวาง

ฟังท์ชั่นใช้งานบนแผงหน้าปัด

แผงหน้าของ EX-M1+ ดูเท่ห์ด้วยลายเส้นเล็กๆ ที่เรียงตัวในแนวราบปูเต็มไปทั้งแผงหน้า พื้นที่ตรงกลางมีจอแสดงผลขนาดใหญ่ (3) กว้าง 14 .. x สูง 4 .. ไว้แสดงรายละเอียดในการใช้งาน ขนาบข้างจอแสดงผลด้วยปุ่มหมุนขนาดใหญ่ 2 ปุ่ม ปุ่มซ้ายมือ (1) ใช้หมุนเลือกแหล่งอินพุต ส่วนปุ่มขวา (2) ใช้หมุนเพิ่ม/ลดความดัง ผมชอบปุ่มสองปุ่มนี้จังเลย มันใหญ่เต็มมือ ใช้สะดวกดี

ลำตัวด้านข้างซ้ายขวาของตัวเครื่องปิดทับด้วยแผ่นอะลูมิเนียมเรียบสนิท ส่วนด้านบนของตัวถังก็ปิดทับด้วยแผ่นอะลูมิเนียม เยื้องไปทางด้านหลังตัวเครื่องจะมีเจาะช่องให้แผงฮีทซิ้งค์ของโมดูลเพาเวอร์แอมป์สีทองๆ (4) ส่งผ่านระบายความร้อนออกมา

แผงหลังก็ไม่รก

ขั้วต่อสายลำโพงของ EX-M1+ ให้มาแบบซิงเกิ้ล ซ้ายขวาข้างละคู่เดียวโดดๆ (5, 6) ตัวขั้วต่อทำด้วยพลาสติกสีแดง+ดำ ในขณะที่ส่วนประกอบที่เป็นโลหะตัวนำที่สัมผัสกับขั้วต่อของสายลำโพงชุบทองเพื่อเพิ่มความสามารถในการเชื่อมต่อสัญญาณ ตัวล็อคให้การขันยึดที่แน่นหนามั่นคงกับขั้วต่อสายลำโพงแบบหางปลา และมีรูแกนกลางขนาด 4 .. ไว้ให้เสียบขั้วต่อสายลำโพงแบบบานาน่าด้วย ตัวขั้วต่อ +/- แยกตัวห่างจากกัน ให้ความสะดวกกับการใช้ขั้วต่อแบบหางปลาที่มีขนาดใหญ่ ไม่ต้องกลัวขั้วต่อแตะกัน

ช่องต่อสำหรับสัญญาณอินพุตทั้งหมด (7) ถูกติดตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางของแผงหลังเยื้องไปทางด้านบนของตัวเครื่อง ในจำนวนอินพุตทั้งหมด 4 ชุด ที่ให้มาประกอบด้วยช่องอินพุตบาลานซ์ 1 ช่อง ผ่านขั้วต่อ XLR ตั้งชื่อเรียกว่า CH4 กับช่องอินพุตแบบซิงเกิ้ลเอ็นด์อีก 3 ชุด ตั้งชื่อเรียกว่า CH1, CH2 และ CH3 โดยแยกขั้วต่อสำหรับแชนเนลซ้าย (Left) และแชนเนลขวา (Right) ของแต่ละอินพุตแยกจากกัน ซึ่งผมชอบแบบนี้ เพราะตอนเสียบใช้งานมันทำให้หัวแจ๊คของสายสัญญาณข้างซ้าย/ขวามันไม่เบียดกัน และตำแหน่งของช่องเสียบแต่ละช่องก็มีทิ้งระยะห่างไว้มากกว่าปกติเล็กน้อย ทำให้ไม่เป็นปัญหากับหัวแจ๊คของสายสัญญาณไฮเอ็นด์ที่มักจะมีขนาดใหญ่

ความพิเศษของรุ่น EX-M1+ ที่เหนือกว่ารุ่น EX-M1 ดั้งเดิมก็คือมีอินพุตไดเร็กต์ “HT Bypassมาให้ด้วย เอื้ออำนวยให้กับคนที่ต้องการเอาอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ไปใช้กับชุดโฮมเธียเตอร์เพื่ออัพเกรดคุณภาพเสียงของการฟังเพลงสองแชนเนล ส่วนคนที่ใช้ EX-M1+ กับชุดฟังเพลงเพียวๆ ก็สามารถใช้ประโยชน์จากอินพุตช่องนี้รองรับสัญญาณเอ๊าต์พุตจากปรีแอมป์ หรือ external DAC ที่มีภาคปรีฯ ในตัวก็ได้ ซึ่งสัญญาณที่เข้ามาทางอินพุต HT Bypass ของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้จะไม่ผ่านวอลลุ่ม นั่นก็หมายความว่า EX-M1+ ทำตัวเป็นเพาเวอร์แอมป์เพียวๆ นั่นเอง

หรือใครที่ชอบโทนเสียงของ EX-M1+ อยู่แล้ว คุณก็สามารถอัพเกรดคุณภาพของภาคเพาเวอร์แอมป์ได้เพราะผู้ออกแบบได้จัดช่อง “Output Preamp” (9) มาให้ด้วยแล้ว ช่องเสียบสายไฟเอซี (10) เป็นแบบ IEC สามขาถอดเปลี่ยนเพื่ออัพเกรดคุณภาพของสายไฟเอซีได้ ซึ่งผู้ผลิตแนะนำมาให้ทำเช่นนั้นซะด้วย..!!

ฟังท์ชั่นพิเศษของ EX-M1+

ได้ลองเล่นแล้วถึงได้รู้ว่า ภายใต้หน้าตาที่เรียบง่ายของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ มันมีฟังท์ชั่นพิเศษๆ ซ่อนอยู่หลายอย่างเหมือนกัน

อย่างแรกคือระบบกราวนด์ ซึ่งพูดได้ว่า EX-M1+ ให้ความสำคัญกับระบบกราวนด์มากเป็นพิเศษ เขามีทำจุดเชื่อมต่อสำหรับกราวนด์ของอุปกรณ์ที่พ่วงในระบบ (GND) กับ กราวนด์ลงดิน” (Earth)(12) ไว้ให้ใช้แก้ปัญหาหากมีกราวนด์ลู๊ปเกิดขึ้น ซึ่งอาจจะเกิดเสียงซ่าหรือฮัมเบาๆ ขึ้นได้ในกรณีที่ EX-M1+ ถูกนำไปใช้งานในซิสเต็มที่ไม่มีการติดตั้งระบบกราวนด์เอาไว้ นอกจากนั้น ยังติดตั้งสวิทช์โยกสำหรับยกลอย (Float) หรือเชื่อมโยง (Link) กราวนด์ตัวถังของ EX-M1+ (13) กับกราวนด์ของแหล่งต้นทางที่มากับสายสัญญาณ เป็นการเพิ่มอ๊อปชั่นสำหรับการแก้ปัญหากราวนด์ลู๊ปเข้ามาอีกทางหนึ่ง นอกจากนั้น คุณหลิวคนออกแบบอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ยังแถมวงจรกรองไฟ DC (DC Filter) ที่แฝงมากับไฟเอซีไว้ให้ใช้ด้วย (11) ซึ่งคุณสามารถโยกสวิช์เลือกใช้ (On)/ไม่ใช้ (Off) ได้โดยอาศัยฟังเสียงเอา… เป็นการออกแบบที่ละเอียดมาก ไม่ค่อยจะได้เห็นในอินติเกรตแอมป์ทั่วไป ผ่านๆ มาที่คุ้นตาก็มีอินติเกรตแอมป์ของ Cambridge Audio ที่มีสวิทช์เลือกต่อหรือไม่ต่อกราวนด์มาให้ แต่นั่นก็เป็นเพราะ CA มีแผงวงจรของภาค digital input ที่มีช่อง USB เลยต้องมีสวิทช์กราวนด์มาให้เพื่อป้องกันกราวนด์ลู๊ปจากคอมพิวเตอร์ที่ส่งสัญญาณเข้าทางอินพุต USB แต่ EX-M1+ ตัวนี้ไม่มีวงจร digital input มาให้แต่ก็เผื่อฟังท์ชั่นนี้มาให้ด้วย นี่แหละที่ผมชมว่ามันออกแบบได้ละเอียดมาก.!!

14 = ปุ่มควบคุมฟังท์ชั่น HT Bypass
15 = ปุ่มควบคุมความสว่างของหน้าจอได้ 3 ระดับ คือ สว่าง, หรี่, ดับ
16 = ปุ่มสั่งเปิดเครื่อง/สแตนด์บาย
17,18 = ปุ่มเลือกอินพุต
19 = ปุ่มปรับเพิ่ม/ลดวอลลุ่ม
20 = ปุ่มปรับเลือกโหมดการทำงานของช่อง Preamp Output
21 = ปุ่มเปิด/ปิดเสียงชั่วคราว

EX-M1+ ซ่อนฟังท์ชั่นพิเศษ 2 ฟังท์ชั่น ไว้บนรีโมทไร้สาย คือ ฟังท์ชั่น HT Bypassกับ ฟังท์ชั่น Pre-Outซึ่งคุณต้องใช้รีโมทไร้สายที่แถมมาให้ในการเปิดใช้งานและเลือกอ๊อปชั่นของทั้งสองฟังท์ชั่นนี้

ฟังท์ชั่น HT Bypass

ถ้าคุณหมุนปุ่ม Input Selector ไปทางซ้ายหรือทางขวาจนสุด คุณจะพบว่า มีอินพุตอยู่แค่ 4 อินพุตคือ CH1, CH2, CH3 และ CH4 ไม่มีอินพุต HT Bypass ขึ้นมาให้เลือก นั่นเพราะกรณีที่คุณต้องการใช้งานอินพุต ‘HT Bypassของ EX-M1+ ตัวนี้ คุณต้องกดเลือกอินพุต HT Bypass จากรีโมทไร้สายเท่านั้น (ปุ่ม 14 จากภาพรีโมทข้างบน)

ในการใช้งานอินพุต HT Bypass ต้องใช้ความระมัดระวังมากหน่อย ไม่ว่าจะนำไปใช้ในชุดโฮมเธียเตอร์ หรือในชุดเครื่องเสียงฟังเพลงสองแชนเนล เพราะเมื่อคุณกดปุ่ม HT Bypass บนรีโมทฯ สัญญาณเสียงจากแหล่งต้นทางจะพุ่งตรงเข้าสู่ภาคเพาเวอร์แอมป์ของ EX-M1+ แบบเต็มที่ไม่มีวอลลุ่มเข้ามาคั่น ดังนั้น ก่อนจะเชื่อมต่อสายสัญญาณเข้าที่ช่องอินพุต HT Bypass และก่อนกดปุ่มเลือกอินพุต HT Bypass บนรีโมทฯ แนะนำให้ลดวอลลุ่มที่อุปกรณ์ต้นทาง (Pre-Processor, DAC/Pre, Pre-amp) ให้ลงมาจนสุดก่อน

มีคำแนะนำที่เป็นประโยชน์จากผู้ผลิตสำหรับคนที่ต้องการใช้อินพุต HT Bypass ของ EX-M1+ ร่วมกับปรีแอมป์จากภายนอก คือทางผู้ผลิต ไม่แนะนำให้ใช้ปรีแอมป์หลอดที่ออกแบบวงจรเอ๊าต์พุตเป็นแบบ DC-Coupled OTL กับอินพุต HT Bypass ด้วยเหตุผลที่ว่า ปรีแอมป์หลอดลักษณะนั้นจะทำให้เกิดเสียงคลิ๊กเบาๆ เกิดขึ้นที่ลำโพง เนื่องจากมี DC-offset ออกมาจากตัวปรีแอมป์หลุดเข้าไปที่ภาคขยายของ EX-M1+ ซึ่งเป็นอันตรายกับลำโพง ทางผู้ผลิตแอมป์ตัวนี้แนะนำไว้ว่า ถ้ามีปริมาณของ DC หลุดรอดออกมา ก็ควรจะอยู่ในระดับที่ ต่ำกว่า 50mVDCกรณีที่คุณไม่มั่นใจให้สับสวิทช์ DC Filtering ที่แผงหลังของ EX-M1+ ไปที่ตำแหน่ง ‘On

ลักษณะการเชื่อมต่อระบบเพื่อทดสอบอินพุต HT Bypass

ผมทดสอบประสิทธิภาพของภาคเพาเวอร์แอมป์ของ EX-M1+ ผ่านทางอินพุต HT Bypass ของมัน โดยใช้ DAC/Pre ของ MyTek รุ่น Liberty DAC II (REVIEW) เป็นทั้งแหล่งต้นทางสัญญาณ (source) และปรีแอมป์ โดยอาศัย Roon รุ่น nucleus+ (REVIEW) ทำหน้าที่เป็นทรานสปอร์ตในการสตรีมไฟล์เพลงทั้งจาก TIDAL, NAS และ USB HDD แบบพกพา เป็นการสตรีมไฟล์เพลงผ่านทางเน็ทเวิร์คเพื่อนำเข้าไปเพลย์แบ็คด้วยโปรแกรมเล่นไฟล์เพลงของ Roon ใน nucleus+ ก่อนจะจัดส่งสัญญาณดิจิตัล PCM, DSD และ MQA ไปที่ Liberty DAC II ผ่านเข้าทางอินพุต USB

ผมทำการเชื่อมต่อสัญญาณเอ๊าต์พุตที่ช่อง RCA ของ Liberty DAC II ไปเข้าที่อินพุต HT Bypass ของ EX-M1+ ด้วยสายสัญญาณอะนาลอกยาว 7 เมตรของ Life Audio รุ่น Essence I MK II จากนั้นก็ต่อสายลำโพง Kimber Kable รุ่น 12TC (REVIEWไปที่ลำโพง Totem Acoustics รุ่น The One ซึ่งจากการทดลองฟังคร่าวๆ ไม่พบว่ามีเสียงคลิ๊กที่ลำโพงเกิดขึ้นจากปัญหา DC รั่วแต่อย่างใด

อย่างแรกที่ต้องตั้งข้อสังเกตสำหรับการเล่นแบบนี้ก็คือเรื่องของ “gain matchingซึ่งหลักง่ายๆ ที่จะดูว่าเกนของภาคปรีฯ จากแหล่งต้นทางมีความแม็ทชิ่งกับเกนอินพุตของภาคเพาเวอร์แอมป์ของ EX-M1+ หรือเปล่า.? ไม่ต้องไปวิเคราะห์ตัวเลขสเปคฯ ให้ปวดหัว ให้ทดลองฟังเสียงเอาเป็นหลัก คือดูว่า ปริมาณวอลลุ่มของภาคปรีฯ ของแหล่งต้นทางที่ใช้มันสัมพันธ์กับ ความดัง” + “ไดนามิกเร้นจ์ของเสียงที่ออกมาหรือไม่ ซึ่งไม่ใช่ดูที่ความดังอย่างเดียวนะ ถ้าแม็ทชิ่งกัน เสียงที่ออกมาจะต้องดังและมีอัตราสวิงไดนามิกที่กว้างพอด้วย และควรจะเป็นจุดที่ใช้ระดับวอลลุ่มอยู่ระหว่าง “11 โมงไปจนถึงบ่ายสองโมงกำลังสวย (ความไวของลำโพงมีส่วนด้วย) ซึ่งจากการทดสอบครั้งนี้ผมพบว่า Liberty DAC II เป็น DAC/Pre ที่แม็ทชิ่งกับอินพุต HT Bypass ของ EX-M1+ มากเมื่อขับลำโพง Totem Acoustics รุ่น The One ของผม คือผมใช้วอลลุ่มอยู่ระหว่าง 11 – 13 . ก็ได้ทั้งความดังและไดนามิกที่เพียงพอและมีคุณภาพเสียงที่ดีมากน่าพอใจกับทุกเพลงที่ลองฟัง ผมลองฟังเทียบกับการต่อเอ๊าต์พุตของ Liberty DAC II ไปเข้าที่อินพุต CH4 ของ EX-M1+ เพื่อฟังผ่านวอลลุ่มในตัว EX-M1+ ปรากฏว่าได้เสียงออกมาต่างกันอย่างชัดเจน คือต่อเชื่อมแบบหลังจะให้เสียงออกไปทางนุ่ม ไม่เหมือนต่อเข้าที่อินพุต HT Bypass ที่ให้เสียงออกมาสดกว่า เหตุผลก็เพราะว่า การเชื่อมต่อเข้าทางอินพุต CH4 เพื่อใช้วอลลุ่มของภาคปรีฯ ของ EX-M1+ ควบคุมความดังมันมีลักษณะของวอลลุ่มซ้อนวอลลุ่ม เนื่องจากตัว Liberty DAC II ไม่มีฟังท์ชั่น Fixed volume ต้องผ่านวอลลุ่มในตัวเสมอ หลังจากทดสอบแล้ว โดยส่วนตัวผมชอบวิธีต่อตรงเข้าที่อินพุต HT Bypass มากกว่า เสียงที่ออกมามันมีความเที่ยงตรงมากกว่า มิติเวทีเสียงขึ้นรูปทรงเป็นสามมิติมากกว่า ที่เด่นมากๆ คือบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกโอบล้อมและกลมกลืนมากกว่า ใครใช้ Liberty DAC II แนะนำให้หาเพาเวอร์แอมป์มาทดลองฟังแบบนี้ดู

ฟังท์ชั่น Preamp Output

ช่องปรีแอมป์ เอ๊าต์พุตของ EX-M1+ ไม่ได้ทำงานตลอดเวลานะ คือมันไม่ได้ใช้งานได้ทันทีหลังจากเชื่อมต่อสายสัญญาณจากช่อง Preamp Output ของ EX-M1+ ไปเข้าที่อินพุตของเพาเวอร์แอมป์ที่เอามาใช้ร่วมกัน คุณต้องกดปุ่ม Mode (ปุ่มหมายเลข 20 ในรูปรีโมทข้างบน) เพื่อเลือกรูปแบบการทำงานของภาคปรีแอมป์เอ๊าต์พุตซะก่อน ซึ่งมีอ๊อปชั่นให้เลือก 3 รูปแบบ คือ

OUT1 = ภาคปรีแอมป์ถูกปิดไม่มีสัญญาณออก (EX-M1+ ทำงานเป็นอินติเกรตแอมป์เพียวๆ)

OUT2 = ภาคเพาเวอร์แอมป์ในตัว EX-M1+ ถูกตัดออกไป สัญญาณปรีแอมป์ในตัว EX-M1+ จะถูกส่งออกไปที่ช่องเอ๊าต์พุต Preamp Output

OUT3 = ตัว EX-M1+ จะทำงานเป็นอินติเกรตแอมป์ตามปกติ ในขณะเดียวกันที่ช่อง Preamp Output ก็มีสัญญาณปรีแอมป์ออกไปด้วย และเกนของสัญญาณก็ถูกปรับผ่านวอลลุ่มเดียวกัน จึงเหมาะสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มเติมลำโพงแอ๊คทีฟซับวูฟเฟอร์เข้าไปทำงานร่วมกับลำโพงสองแชนเนลหลักให้เป็นระบบเสียง 2+1 แชนเนล หรือจะเพิ่มเพาเวอร์แอมป์ 2 แชนเนลเพื่อขับลำโพงแบบ bi-amp ก็ได้

นอกจากนั้น ผู้ผลิตยังให้คำแนะนำในการใช้งานให้ได้ประสิทธิภาพจาก EX-M1+ สูงสุดไว้ด้วย โดยให้ความสำคัญอยู่ 3 เรื่อง เรื่องแรกเป็นชั้นที่ใช้วางตัว EX-M1+ ซึ่งผู้ผลิตอ้างว่าอินติเกรตแอมป์ตัวนี้มีคุณสมบัติในการถ่ายทอดไดนามิกที่เหนือธรรมดา และให้ความใสโปร่งของพื้นเสียงที่ดีมาก เพื่อให้ได้คุณลักษณะที่ว่านี้ออกมาอย่างเต็มที่ พวกเขาจึงแนะนำให้วางตัว EX-M1+ ไว้บนชั้นวางที่เรียบแข็ง อย่างเช่นชั้นวางเครื่องมาตรฐาน ไม่แนะนำให้วางบนพื้นผิวที่นุ่มอย่างเช่นพรม

ในการทดสอบครั้งนี้ ผมวาง EX-M1+ ไว้บนแท่นวางเครื่องของ Solid Tech รุ่น ‘Base Of silence’ (LINK) ซึ่งออกแบบมาเป็นชั้นวางเครื่องเสียงแบบชั้นเดี่ยวที่มีระบบขจัดแรงสั่นสะเทือนอยู่ในตัว หลังจากใส่สปริงที่ขาตั้งของแท่นตัวนี้จุดละ 4 อัน (ขาตั้งทั้งหมด 4 ขา) พบว่า ความสามารถในการซับคลื่นความสั่นสะเทือนมันสอดคล้องพอดีกับน้ำหนักตัวของ EX-M1+ ทำให้เสียงของ EX-M1+ มีลักษณะที่โปร่งลอยขึ้นมา ไม่จมและทึบแบน ผมจึงใช้แท่นวางเครื่อง Base Of Silence ของ Solid Tech ตัวนี้ในการทดสอบ EX-M1+ ตลอดเวลา

อีกประเด็นที่ผู้ผลิตแนะนำคือเรื่องของการ burn-in กับการวอร์มอัพ ซึ่งทางผู้ผลิตแจ้งว่าอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ต้องการเวลาในการเบิร์นอินนานถึง 300 ชั่วโมง ส่วนกรณีที่ไม่ได้ใช้งานติดต่อกันนานๆ เขาแนะนำให้วอร์มอัพเครื่องประมาณ 20 – 45 นาที เพื่อให้ภายในตัวเครื่องมีอุณหภูมิประมาณ 40 องศาซี เสียงถึงจะออกมาเต็มที่ ซึ่งในขั้นตอนเก็บรายละเอียดของเสียงผมก็ปฏิบัติตามขั้นตอนนี้ทุกประการ (* นับถึงตอนทดสอบเสียง ตัวเครื่องผ่านการใช้งานมาประมาณสองร้อยยี่สิบชั่วโมง)

ดีไซน์ภายใน

ก่อนจะทดลองฟังเสียง ผมอยากจะพาไปดูการออกแบบด้านในของแอมป์ตัวนี้กันหน่อย บอกเลยว่ามันมีอะไรน่าสนใจไม่น้อย

ถึงจะไม่ค่อยรู้เรื่องอิเล็กทรอนิคมากนัก แต่ที่ผมเจอมาส่วนใหญ่ ภาพไส้ในวงจรของเครื่องเสียงมักจะส่งผลต่อความรู้สึกของคนเหล่านี้เสมอ เพราะต่างก็มีความเชื่อกันว่า ภาพวงจรภายในตัวเครื่องมันสะท้อนไปถึงคุณภาพเสียงด้วย ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น พอได้เห็นโครงสร้างภายในตัวตัวอินติเกรตแอมป์ตัวนี้แล้วต้องบอกเลยว่า เริ่ดมาก.!!

EX-M1+ เป็นอินติเกรตแอมป์ที่ออกแบบภาคเพาเวอร์แอมป์เป็น quasi monoblock คือพูดได้ว่าแยกซ้ายขวา อิสระ เกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ แค่ว่าใช้ไฟจากแหล่งเดียวกันเท่านั้นเอง ส่วนภาคจ่ายไฟแยกของใครของมันโดยอาศัยหม้อแปลงวงแหวนขนาด 400VA ที่ครอบปิดกันสนามแม่เหล็กรั่วไหลเป็นฐานกำลังแยกแชนเนลละตัว

แท่งสีทองๆ ที่อยู่เยื้องไปทางด้านท้ายของตัวถังทั้งสองข้างนั้นคือฮีทซิ้งค์ที่ใช้ระบายความร้อนทำมาจากอะลูมิเนียมชุบอะโนไดซ์สีทองซึ่งแปะติดอยู่กับแผงวงจรของภาคขยาย ถ้าแกะออกมาเป็นชิ้นๆ จะพบว่า วงจรขยายในภาคเพาเวอร์แอมป์ของอินฯ ตัวนี้ถูกแยกจากกันเด็ดขาดตามที่เขาโฆษณาไว้จริงๆ แต่ที่พิเศษกว่าดีไซน์โมโนบล็อกก็คือตัวทรานซิสเตอร์ที่ผู้ออกแบบเลือกใช้ ซึ่งข้อมูลที่ผู้ผลิตให้ไว้คือมันเป็นอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ประเภท Mosfet ชนิดพิเศษที่ออกแบบโดยบริษัท EXICON (EXcellence In semiCONductors) จากประเทศอังกฤษ ที่ทำมาเพื่อทดแทนมอสเฟ็ตทรานซิสเตอร์ยอดนิยมของ Hitachi เบอร์ 2SJ50 กับ 2SK135 ที่ประกาศยุติการผลิตไป

เนื่องจากมอสเฟ็ต ทรานซิสเตอร์ EXICON ที่ใช้ในอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานในภาคขยายสัญญาณเสียงแบบลิเนียร์ที่เน้นคุณภาพเสียงสูงสุด จึงทำให้มอสเฟ็ต ทรานซิสเตอร์ EXICON ตัวนี้มีคุณสมบัติเด่นในแง่ของความสามารถในการผ่านกระแสได้สูง, ทนต่อความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิได้ดี, มีความเพี้ยนต่ำ และตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงของกระแสสัญญาณ (slew rate) ที่เร็วมาก ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นคุณสมบัติที่ต้องการสำหรับวงจรขยายที่อยู่ในระดับมาตรฐานไฮเอ็นด์ทั้งนั้น

ข้างบนนี้คือภาพเปรียบเทียบประสิทธิภาพของมิสเฟ็ต ทรานซิสเตอร์ EXICON กับทรานซิสเตอร์ยอดนิยมอีกสองยี่ห้อคือ Sanken กับ Toshiba จะเห็นว่ากำลังขับของ EXICON จะไม่ตกแม้ว่าจะได้รับแรงดันมากๆ ในขณะที่ทรานซิสเตอร์ของ Sanken และ Toshiba จะมีความอ่อนไหวในแง่นี้ ในอินติเกรตแอมป์ EX-M1+ ใช้มอสเฟ็ต ทรานซิสเตอร์ของ EXICON ข้างละ 2 คู่ ขยายด้วยวงจรขยาย Class-AB ผลิตกำลังขับออกมาได้สูงถึง 215 วัตต์ต่อข้าง ที่โหลด 8 โอห์ม และสามารถอัดฉีดกำลังขึ้นไปได้ถึง 290 วัตต์ต่อข้างเมื่อโหลดที่เอ๊าต์พุตลดลงไปอยู่ที่ 4 โอห์ม

นอกจากตัวทรานซิสเตอร์ที่เลือกใช้แล้ว EX-M1+ ยังมีความพิเศษอยู่ที่ระบบวอลลุ่มที่เลือกใช้ ซึ่งคุณหลิว คนออกแบบแอมป์ตัวนี้เชื่อใจในประสิทธิภาพวอลลุ่มของ MUSES ที่ให้ความแม่นยำสูง และมีอัตราสัญญาณรบกวนต่ำ

ทดสอบฟังเสียงของ EX-M1+

กำลังขับที่ EX-M1+ ให้ออกมาสูงถึง 215 วัตต์ที่ 8 โอห์ม และพุ่งไปได้ถึง 290 วัตต์ที่ 4 โอห์ม ซึ่งสเปคฯ นี้แทบจะครอบจักรวาลแล้ว คิดว่าลำโพงระดับกลางๆ ทั่วไปที่มีราคาคู่ละไม่เกิน 2 แสนบาทไม่น่าจะเป็นปัญหาสำหรับแอมป์ตัวนี้ ช่วงที่แอมป์ตัวนี้อยู่กับผม ผมมีโอกาสจับมันทดลองขับลำโพง 2-3 คู่ด้วยกัน นั่นคือ ATC รุ่น SCM7 เวอร์ชั่นแรกสุด ซึ่งเป็นลำโพงสองทางวางขาตั้งตัวเล็กๆ แต่ขับยากมากตัวหนึ่ง ผมเก็บไว้ทดสอบความสามารถทางด้านกำลังขับของแอมป์โดยเฉพาะ ซึ่ง EX-M1+ สามารถควบคุมให้ SCM7 ถ่ายทอดเสียงออกมาได้อย่างราบลื่น เสียงโดยรวมเป็นอิสระไม่มีอาการบีบและเค้น แม้ว่าในย่านทุ้มจะมีออกมาไม่มากนัก ซึ่งก็เป็นไปตามสรีระของลำโพงและแนวทางการปรับจูนของผู้ออกแบบที่ไม่ได้เน้นเบสเพราะมีพื้นฐานไปทางมอนิเตอร์ที่ใช้ในสตูดิโอ แสดงถึงสมรรถนะของกำลังขับของ EX-M1+ ที่มีประสิทธิภาพมากพอสำหรับลำโพงโหดๆ คู่นี้

คู่ที่สองที่ผมทดลองจับกับ EX-M1+ เป็นลำโพงสองทางวางขาตั้งที่มีขนาดตัวตู้ใหญ่กว่า SCM7 ขึ้นมาประมาณ 30% เป็นลำโพงคู่บุญของผมนั่นคือ Totem Acoustics รุ่น The One ซึ่งก็เป็นลำโพงที่มีชื่อเสียงทางด้านโหดหินอยู่พอสมควร (รุ่น The One ขับง่ายกว่า Model 1 เยอะ) ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ออกมาอยู่ในระดับที่ผมพึงพอใจอย่างมาก.!! แทบจะพูดได้ว่า The One กับ EX-M1+ เป็นคู่ขาที่เหมาะสมกันมาก และเป็นอีกครั้งที่กำลังขับของ EX-M1+ ได้รับการยืนยันว่ามีประสิทธิภาพมากพอสำหรับขับดันลำโพงที่อยู่ในระดับเกาะบันไดไฮเอ็นด์ฯ ได้อย่างสบายๆ เพราะเสียงที่ได้จากการขับลำโพง The One มันแสดงชัดถึงความ หลุดตู้ไม่เหลือหรอ EX-M1+ ดันชิ้นเสียงให้กระจายหลุดออกไปลอยอยู่ในอากาศได้อย่างอิสระเต็มที่ แม้ในจังหวะที่ต้องใช้พลังขับดันอย่างรุนแรงตอนฟังเพลงแนวคลาสสิกและร็อค EX-M1+ ก็ไม่ได้แสดงความย่นย่อออกมาให้เห็น มันอัดฉีดพลังออกไปรับมือกับสัญญาณทรานเชี้ยนต์ไดนามิกที่รุนแรงและฉับไวได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีอาการสะทกสะท้านหวั่นไหว พิสูจน์ได้จากโฟกัสที่นิ่ง มิติที่มั่นคง ไม่มีอาการยุบให้เห็น แต่ละเสียงตั้งแต่แหลมสุดลงมาถึงทุ้มต่ำๆ ถูกดันออกมาอย่างมีพลังพร้อมด้วยความฉับไว เป็นอีกครั้งที่ผมได้ยินเสียงของ The One ในระดับท็อปฟอร์ม.!!

ลำโพงอีกคู่ที่ผมตั้งใจทดสอบขอบเขตความสามารถของ EX-M1+ เป็นลำโพงตั้งพื้นรุ่น Avanti 35 ของแบรนด์ Audio Physic ซึ่งเป็นลำโพงรุ่นย่อมๆ ของแบรนด์นี้ ราคาจำหน่ายอยู่ในระดับสองแสนกลางๆ ซึ่งสูงกว่าราคาจำหน่ายของ EX-M1+ ขึ้นไปกว่าเท่าตัว ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ออกมานั้นต้องบอกว่า เกินคาดแม้ว่าเสียงที่ออกมาจะไม่เต็มเท่ากับตอนขับ The One แต่โดยเฉลี่ยที่ออกมาก็ถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจมาก โดยเฉพาะกับเพลงที่ไม่ได้ใช้พลังดุนดันมากเกินไปอย่างเช่นเพลงร้องแนวแจ๊สสมัยใหม่

ขณะทำการแม็ทชิ่งเพื่อทดสอบคุณภาพเสียงของ EX-M1+ ผมพบว่า การต่อสัญญาณเสียงจากแหล่งต้นทางเข้าที่อินพุต CH4 ซึ่งเป็นช่องอินพุตบาลานซ์ที่ใช้ขั้วต่อ XLR ให้คุณภาพเสียงสู้อินพุต RCA ที่เหลืออีกสามช่องไม่ได้ คือเสียงของอินพุต XLR มันจะออกมาตึงตัว ไม่ผ่อนคลาย ส่วนตัวแล้วผมชอบต่อเข้าอินพุต RCA มากกว่า เสียงมันผ่อนและให้ตัวมากกว่า ให้จังหวะผ่อนหนักผ่อนเบาดีกว่า ตลอดการทดสอบผมจึงใช้อินพุต RCA ตลอด

ในช่วงท้ายของการทดสอบ ผมใช้เวลาแม็ทชิ่งซิสเต็มเพื่อทดสอบประสิทธิภาพของช่องอินพุต ‘HT Bypassของ EX-M1+ ด้วย ซึ่งพบว่า MyTek รุ่น Liberty DAC II เป็น DAC/Pre ที่แม็ทชิ่งกับอินพุต HT Bypass มากเป็นพิเศษ gain ทางด้านเอ๊าตืพุตของ Liberty DAC II กับเกนทางด้านอินพุตของช่อง HT Bypass ของ EX-M1+ มันเข้ากันได้เป๊ะมาก กับเพลงที่มีเกนเฉลี่ยตามมาตรฐานทั่วไป ผมใช้ระดับวอลลุ่มอยู่ราวๆ 11 – 13 นาฬิกาก็ได้เสียงที่มีทั้งความดังและไดนามิกสวิงที่เพียงพอ รายละเอียดเยี่ยมมากทั้งในระดับ Peak Level ลงไปจนถึงระดับ Low Level ไทมิ่งก็เป๊ะมาก ทำให้ขุดอารมณ์ของเพลงออกมาได้เต็ม ไม่ว่าจะเป็นเพลงช้าหรือเพลงเร็ว ประสาทหูของผมก็สามารถตามเก็บรายละเอียดของการบรรเลงของเสียงร้องและเสียงของแต่ละชิ้นดนตรีในเพลงนั้นออกมาได้อย่างครบหมด ตอนฟังเพลงเร็ว ถ้าคุณฟังจับรายละเอียดในเพลงไม่ทัน ไม่ได้หมายความว่าเพลงมันเร็ว เกินไปคือไม่มีเพลงไหนเร็วเกินไป เพราะจังหวะของเพลงมันถูกออกแบบมาเพื่อให้หูของมนุษย์ฟัง แต่สาเหตุที่คุณตามเก็บรายละเอียดในเพลงเร็วๆ ได้ไม่หมดเป็นเพราะระบบเพลย์แบ็คมันตอบสนองกับ ไทมิ่ง ของสัญญาณเพลงนั้นไม่ทันต่างหาก ระบบเพลย์แบ็ค (เพลเยอร์ + แอมป์ + ลำโพง) ที่มีปัญหา latency จะทำให้รายละเอียดของเสียงมันมีลักษณะที่เบลอไปจากต้นฉบับ

เสียงของช่อง HT Bypass แสดงถึงประสิทธิภาพของภาคเพาเวอร์แอมป์ของ EX-M1+ ที่เยี่ยมยอดมาก ความสามารถในการตอบสนองความถี่ที่กว้างมาก ตั้งแต่ 10Hz ขึ้นไปจนถึง 150kHz ช่วยเปิดเผยรายละเอียดเสียงจากไฟล์เพลงฟอร์แม็ต DSD ออกมาได้อย่างอร้าอร่าม ถ้าระบบวอลลุ่มของ source ต้นทางมีคุณภาพสูงพอและมีเกนที่มากพอ แนะนำให้ต่อตรงและใช้วอลลุ่มจาก source ต้นทางเป็นตัวควบคุมความดังเพื่อตัดปัญหาวอลลุ่มซ้อนวอลลุ่มออกไปจะได้เสียงที่มีความบริสุทธิ์สูงขึ้น แต่ถ้าระบบวอลลุ่มของ source มีคุณภาพต่ำ แนะนำให้ปรับไปใช้เอ๊าต์พุตของ source แบบ fixed แล้วต่อเข้าอินพุตของ EX-M1+ เพื่ออาศัยวอลลุ่ม MUSES ในตัว EX-M1+ ที่มีความแม่นยำในระดับที่น่าพอใจทำหน้าที่ควบคุมความดัง

เสียงของ EX-M1+

นานๆ จะเจอสักที กับแอมปลิฟายที่ยากต่อการระบุตัวตนของมัน ทุกครั้งที่ผมเลือกเพลงมาลองฟังก็หวังว่าจะได้ยินบุคลิกที่เป็นตัวตนของแอมป์ตัวนี้ปรากฏออกมากับเพลงเหล่านั้น แต่จนแล้วจนรอด สิ่งที่ได้ยินออกมามันกลับกลายเป็น บุคลิกของเพลงที่แตกต่างกันไปตามลักษณะการบันทึกเสียงและลักษณะการบรรเลงของนักดนตรีที่อยู่ในเพลงนั้นๆ เป็นแบบนี้อยู่นาน ในขณะที่ผมพยายามที่จะเจาะเข้าไปถึงตัวมัน แต่มันกลับหักเหความตั้งใจของผมไปที่เพลงที่กำลังฟังซะงั้น.!!!

จำไว้เลยว่า แอมป์ที่ให้แบนด์วิธ (ความถี่ตอบสนอง) กว้างๆ + ให้กำลังขับสูงๆ + มีแด้มปิ้งแฟ็คเตอร์สูงๆ เหล่านี้คือคุณสมบัติของแอมป์ที่ให้เสียงที่ปราศจากตัวตน ซึ่ง EX-M1+ ตัวนี้ก็เข้าสูตรนี้เป๊ะ หลังจากฟังอยู่นาน คุณสมบัติแรกที่ผมพบและสรุปจดลงสมุดบันทึกก็คือ “ไทมิ่งของเพลงที่แอมป์ตัวนี้ตอบสนองได้เป๊ะมากๆ มันทำให้เพลงช้าฟังแล้วไม่รู้สึกยืดยาด แต่ดึงดูดอารมณ์และความรู้สึกให้อ้อยอิ่งไปกับลีลาของเพลงนั้นโดยไม่รู้สึกเบื่อ ในขณะเมื่อฟังเพลงเร็วที่บรรเลงด้วยลีลาที่ปราดเปรียวมันก็ไม่ได้ทำให้สปีดของการบรรเลงของเครื่องดนตรีแต่ะชิ้น หลุดออกไปจากครรลองของการรับรู้ของประสาทหู

อัลบั้ม : Heavy Weather (DSF64)
ศิลปิน : Weather Report
สังกัด : Sony Music

อัลบั้ม : Jaco Pastorius (DSF64)
ศิลปิน : Jaco Pastorius
สังกัด : Epic Records

งานเพลงในอัลบั้ม Heavy Weather ชุดนี้ออกมาในแนวแจ๊ส-ร็อคที่บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีหลายชิ้นในสไตล์ show-off คือต่างคนต่างประเคนเข้าใส่กันแบบไม่บันยะบันยัง ลักษณะของดนตรีจึงออกมาแน่นๆ ถี่ๆ โน๊ตดนตรีวิ่งกันให้วุ่นไปทั้งเพลง คนที่ไม่คุ้นกับการบรรเลงลักษณะนี้คงจะรับได้ยาก แต่สำหรับผมบอกเลยว่ามันส์มาก.. แซ่บเหมือนซดแกงป่าร้อนๆ

เหตุผลที่ผมหยิบอัลบั้มนี้ขึ้นมาทดสอบแอมป์ตัวนี้ก็เพราะว่าที่ผ่านมา ผมเคยฟังอัลบั้มนี้กับแอมป์บางตัวแล้วพบว่าออกมาไม่ดี บางตัวนั้นถึงขั้นฟังไม่ได้เลยก็มี เพลงที่มีลีลาการบรรเลงที่ฉับไวและรุนแรงแบบนี้ แอมป์ที่ใช้ฟังต้องมี slew rate สูงๆ damping factor ก็ต้องสูงพอ เพื่อให้การตอบสนองกับทรานเชี้ยนต์ของหัวโน๊ตที่ฉับไว ทันกับต้นฉบับสัญญาณที่ป้อนเข้ามาทางอินพุตของแอมป์ ซึ่ง EX-M1+ ตัวนี้สอบผ่านตรงจุดนี้ด้วยคะแนนที่สูงลิบ เพราะผมสามารถติดตามโน๊ตเบสของ Jaco Pastorius ได้ตลอด ทำให้ได้เห็นถึงลีลาการเล่นเบสที่รวดเร็วดุจจักรพันของมือเบสสัญชาติอเมริกันคนนี้ เขาเล่นเบสได้มันส์มาก จนผมอดที่จะตามไปฟังในอัลบั้มเดี่ยวของเขาไม่ได้ ซึ่ง EX-M1+ ก็สามารถถ่ายทอดโน๊ตเบสฝีมือของเขาออกมาได้อย่างชัดเจน ทุกเม็ด” ..!!!

อัลบั้ม : Belafonte At Carnegie Hall (DSF64)
ศิลปิน : Harry Belafonte
สังกัด : Top Music

มีคนบอกว่า SACD อัลบั้ม Belafonte At Carnegie Hall เวอร์ชั่นที่รีมาสเตอร์โดยค่าย Top Music ชุดนี้ทำออกมาได้ดี เสียงดีกว่าแผ่น SACD เวอร์ชั่นที่ทำออกมาโดยค่าย BMG มาก ผมเพิ่งมีโอกาสได้ลองฟังเปรียบเทียบกันจริงๆ จังๆ คอนทดสอบ EX-M1+ ครั้งนี้นี่แหละ และผมพบว่ามันจริงอย่างที่ได้ยินเขาว่ามา อินติเกรตแอมป์ตัวนี้แสดงให้เห็น (ได้ยิน) ว่า เวอร์ชั่นที่รีมาสเตอร์โดยค่าย Top Music ชุดนี้ให้ไทมิ่งของเพลงที่ลื่นไหลมาก มันไม่เร่งและไม่เอื่อย ทำให้ฟังแล้วได้อารมณ์เพลงที่ลึกซึ้งมากขึ้น ซึ่งอัลบั้มนี้เหมาะมากที่ใช้ทดสอบประเด็นที่ว่านี้ เพราะตลอดทั้งอัลบั้มมันมีหลายอารมณ์สลับปรับเปลี่ยนลีลาไปมา เดี๋ยวช้า เดี๋ยวเร็ว

ตอนฟังเพลงช้าๆ อย่างเช่นแทรค ‘Danny Boyในอัลบั้มชุดนี้ผ่าน EX-M1+ มันทำให้เข้าใจคำว่า ไทมิ่งมากยิ่งขึ้น ซึ่งบางคนอาจจะเข้าใจว่า ไทมิ่งหมายถึงความเร็ว แต่จริงๆ แล้วมันหมายถึงความถูกต้องของ speed ในการ เกิดขึ้น‘ (หัวโน๊ต), ‘คงอยู่‘ (บอดี้) และ สลายไป‘ (ฮาร์มอนิก/หางสียง) ที่ถูกต้องแม่นยำครบทั้งสามสถานะ ถึงบทที่เกิดขึ้นเร็ว (ทรานเชี้ยนต์ ไดนามิก) มัน (EX-M1+) ก็สามารถดันหัวโน๊ตตัวนั้นออกมาได้ทันในเสี้ยววินาทีนั้น พอถึงบทช้า EX-M1+ ตัวนี้ก็สามารถเชื่อมโยงความดังของเสียงที่ค่อยๆ ดังขึ้น หรือค่อยๆ ลดความดังลง (คอนทราสน์ ไดนามิก) ได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ขาดตอน ทำให้ได้เสียงที่ลื่นไหล เนียนละเอียด ส่งผลให้อารมณ์ของเพลงยังคงคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา ไม่ถูกทำลายไป

อัลบั้ม : La Fille Mal Gardee (DSF64
ศิลปิน : John Lanchbery& The Royal Opera House
สังกัด : Analogue Productions

เมื่อก่อนผมเคยคิดว่า จะมีแอมป์ที่ดีเฉพาะบางด้านมั้ย.? แบบว่าบางด้านดี แต่บางด้านแย่ อะไรอย่างนี้.? แต่เมื่อได้มาทำอาชีพทดสอบเครื่องเสียง มีเครื่องเสียงผ่านมือไปเยอะๆ ทำให้ผมพบความจริงว่า แอมป์ที่จะให้เสียงที่ดีเฉพาะบางด้านนั้นมีความเป็นไปได้ยากครับ.. คือถ้ามันถูกออกแบบมาได้ถูกหลักการจริงๆ มันจะให้คุณสมบัติดีๆ หลายอย่างออกมาพร้อมกัน และก็เป็นจริงดังที่ว่า ตอนลองฟังอัลบั้ม La Fille Mal Gardee ชุดนี้ผมก็แทบจะสำลักความสุข ทันทีที่โน๊ตแรกของอัลบั้มนี้ดังขึ้นมา ห้องฟังของผมก็กลายสภาพเป็นโรงละคร The Royal Opera House ไปในทันที.! เวทีเสียงแผ่กว้าง ฉีกตัวออกไปในทุกมิติ รายละเอียดพร่างพราย บรรยากาศมาเต็ม อันนี้น่าจะเป็นเพราะคุณสมบัติทางด้าน frequency response ที่กว้างขวางของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ ซึ่งเปิดแบนด์วิธออกมาตั้งแต่ 10Hz ขึ้นไปจนถึง 150kHz รายละเอียดของส่วนที่เป็นฮาร์มอนิกและแอมเบี้ยนต์จึงพรั่งพรูออกมาเต็มไปหมด และที่น่าทึ่งมากสำหรับแอมป์ตัวนี้ก็คือ เนื้อเสียงที่เข้มข้นที่มันให้ออกมา ซึ่งแอมป์บางตัวที่ให้แบนด์วิธกว้างๆ มักจะให้เสียงที่บาง ขาดเนื้อมวลโดยเฉพาะในย่านแหลม แต่ EX-M1+ ตัวนี้ไม่มีอาการข้างเคียงนั้น มันให้เนื้อเสียงที่มีมวลเข้มออกมาได้พร้อมกับการขยับเคลื่อนของตัวโน๊ตที่ฉับไว บวกกับไดนามิกที่สวิงได้เต็มเหนี่ยว ซึ่งผมเข้าใจว่าผลลัพธ์เหล่านี้น่าจะเป็นมรรคผลที่ได้มาจากประสิทธิภาพในการผ่านกระแสที่สูงมากของทรานซิสเตอร์ มอสเฟ็ต EXICON แน่ๆ ..!!

อัลบั้ม : Closer To The Music, Volume 4 (DSF64)
ศิลปิน : Various Artists
สังกัด : Stockfish Records

อัลบั้ม : AYA – Authentic Audio Check (DSF64)
ศิลปิน : Various Artists
สังกัด : Stockfish Records

หลังจากฟังเพลงคลาสสิกไปแล้ว ผมนึกขึ้นมาได้ว่า ถ้าแอมป์ให้ไทมิ่งได้ดี แสดงว่ามันถูกออกแบบมาให้ตอบสนองต่อ เฟสของสัญญาณที่ถูกต้องแม่นยำ ตรงตามอินพุตที่รับเข้ามา ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง แอมป์ตัวนั้นก็จะต้องถ่ายทอด เวทีเสียงที่เปิดกว้างแผ่ขยายออกไปในทุกมิติ ผมเลยเลือกงานเพลงของค่าย Stockfish ขึ้นมาลองฟังสองชุดตามที่เห็นข้างต้น ซึ่งสองอัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มรวมเพลงที่โชว์มิติเวทีเสียงที่แผ่กว้างมากเป็นพิเศษ ในขณะเดียวกัน ทั้งสองอัลบั้มนี้ยังมีแทรคที่โชว์ มวลเสียงที่มีเนื้ออิ่มเข้มอยู่ด้วย ซึ่งแอมป์ที่ให้เสียงกว้างๆ บางตัวถ้าออกแบบมาไม่ดี ตอบสนองกับสัญญาณอินพุตได้ไม่เร็วพอ มักจะมีผลข้างเคียงตามมาคือเนื้อเสียงจะบาง แต่ถ้าออกแบบมาถูกต้องได้คุณสมบัติออกมาตามสเปคฯ ในอุดมคติจริงๆ เวทีเสียงจะแผ่กว้างในขณะที่เนื้อเสียงก็จะยังคงอิ่มข้น ไม่บาง ซึ่ง EX-M1+ สอบผ่านในกรณีนี้จากการทดลองฟังทั้งสองอัลบั้มข้างต้น คือมันให้เสียงที่แผ่กว้างมาก บางแทรคฟังแล้วทึ่ง เบสลงลึก ในขณะที่เนื้อเสียงอิ่มข้น ชิ้นเสียงขึ้นรูปเป็นสามมิติ ไม่มีอาการบางออกมาให้ได้ยินเลย.. สุดยอดมาก.!!

สรุป

เป็นอีกครั้ง (ในไม่กี่ครั้ง) ที่ผมหาจุดอ่อนของเครื่องที่ทดสอบไม่เจอ ไม่ว่าจะมองในมุมไหน EX-M1+ ตัวนี้มันก็ทำได้ดีไปหมด ในแง่คุณภาพเสียง ผมพอใจมากในทุกประเด็น ค่อนข้างมั่นใจที่จะสรุปว่า EX-M1+ คือแอมป์ที่ให้เสียงดีที่สุดในงบประมาณ ไม่เกิน 100,000 บาท มันอาจจะไม่ใช่แอมป์ที่ให้เสียงดีที่สุดในโลก แต่ถ้าจำกัดกันที่งบประมาณเท่านี้ ผมเชื่อว่า ให้พลิกแผ่นดินก็คงหาคู่แข่งไม่เจอ

ในแง่ ฟังท์ชั่นใช้งาน‘ – ผมก็ไม่มีอะไรติ ที่ให้มาผมว่ามันก็เจ๋งมากแล้ว ตอบโจทย์ผมได้ครบโดยเฉพาะฟังท์ชั่น HT Bypass ผมชอบมาก.! สำหรับคนที่เล่น source ดิจิตัลอย่างเดียว จับกับ DAC/Pre ดีๆ สักตัวก็จบ ผมลองกับ Liberty DAC II ตัวละไม่ถึงห้าหมื่นยังให้เสียงออกมาน่าขนลุกขนชันขนาดนี้ ถ้าไปถึง DAC/Pre หลักแสนจะขนาดไหน.?

ในแง่ กำลังขับ‘ – ผมก็ไม่ติดใจอะไรเลย เพราะลองขับลำโพงโหดๆ ดูแล้วมันไปได้สบาย แถมได้เสียงออกมาดีซะด้วย เชื่อว่ากำลังขับของ EX-M1+ ตัวนี้จะไปได้ดีกับลำโพงระดับกลาง ทุกคู่ในปัฐพีนี้

ถ้ามองในแง่ ดีไซน์และ ชาติกำเนิดล่ะ.? สำหรับคนที่ตั้งใจจะคอยดีสเครดิตแหล่งกำเนิดของแอมป์ตัวนี้ผมต้องขอแสดงความเสียใจด้วย เพราะ EX-M1+ ตัวนี้มันเป็นผลิตภัณฑ์ของประเทศจีนที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ตีตราว่า ‘Made In Chinaสามารถเชิดหน้าชูตาได้อย่างเต็มภาคภูมิ ผมเชื่อว่า ถ้าคุณได้สัมผัสคุณภาพเสียงของมัน ได้ลูบไล้ไปบนตัวเครื่องและได้มองทะลุลงไปเห็นไส้ในของแอมป์ตัวนี้ คุณจะไม่สนใจคำว่า ‘Chinaอีกต่อไป / *** Highly Recommended.!!!

**********************
ราคา : 99,200 บาท / ตัว
**********************
สนใจติดต่อ
TAV Audio (วี)
โทร. 098-554-2561
facebook: Kinki Studio Thailand
facebook: TAVAudio

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า