รีวิวเครื่องเสียง Accuphase รุ่น DP-570 เครื่องเล่นแผ่น SACD/CD ที่มีอินพุตสัญญาณ Digital

ต้องยอมรับว่า ทางเลือกสำหรับนักเล่นเครื่องเสียงสาย digital มีอยู่หลายรูปแบบมาก เริ่มตั้งแต่เรียบง่ายมากๆ ไปจนถึงซับซ้อนสุดๆ แนวทางการเลือกก็ขึ้นอยู่กับความเอาจริงเอาจังของนักเล่นฯ คนนั้น

ในยุคแรกนั้น Pioneer เป็นแบรนด์แรกที่ทำเครื่องเล่นแผ่นประเภท รวมหลายอย่างในตัวเดียวกันที่เรียกว่า Universal Player ออกมา ซึ่งได้รับความนิยมมากในกลุ่มของนักเล่นโฮมเธียเตอร์ แต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมจากนักเล่นเครื่องเสียงที่เอาจริงเอาจังกับคุณภาพเสียงมากนัก เหตุผลก็เพราะว่าเครื่องเล่นประเภท Universal Player ที่ออกมาในยุคแรกๆ ไม่ได้เอาเฉพาะความสามารถในการเล่นแผ่นเพลงมารวมไว้เท่านั้น แต่ได้รวมเอาความสามารถในการเล่นแผ่นหนังคือ DVD และ Blu-ray เข้ามารวมไว้ด้วย ซึ่งเป็นประเด็นที่นักเล่นเครื่องเสียงกังวลในแง่ของการรบกวนกันระหว่างวงจรที่ใช้เล่นสัญญาณภาพกับวงจรที่ทำงานกับสัญญาณเสียง

หลังจาก Pioneer ประสบปัญหาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Oppo ก็เข้ามารับช่วงต่อ ด้วยการผลิตเครื่องเล่น Universal Player ออกมาป้อนตลาดต่อ แม้ว่าผลิตภัณฑ์ของ Oppo จะได้รับความนิยมอย่างสูงในวงการโฮมเธียเตอร์ แต่สำหรับวงการเครื่องเสียง Oppo ก็ยังเจาะไม่เข้า ซึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้เครื่องเล่นประเภท รวมมิตร” หรือ Universal Player ไม่สามารถเจาะเข้ามาในวงการเครื่องเสียงได้ก็เพราะว่ามีเครื่องเล่นอีกประเภทที่รวมความสามารถในการเล่นแผ่น CD และแผ่น SACD ไว้ในตัวเดียวกัน เรียกว่า SACD/CD Player ซึ่งนักเล่นเครื่องเสียงให้ความสนใจมากกว่าเครื่องเล่นประเภท Universal Player เพราะมันไม่มีการกวนจากวงจรภาพนั่นเอง

สุดท้าย Oppo ก็ลาจากวงการไปอีกเจ้า ปิดฉากเครื่องเล่นสารพัดแผ่น Universal Player ลงอย่างสิ้นเชิง หลีกทางให้กับสตรีมมิ่ง ในขณะที่วงการเครื่องเสียงก็มาจบลงที่เครื่องเล่นประเภท ไก่สามอย่างคือ เล่นแผ่น CD ได้, เล่นแผ่น SACD ได้ และมีคุณสมบัติเป็น external DAC ในตัว ซึ่งเป็นเครื่องเล่นสำหรับฟอร์แม็ตดิจิตัลที่นักเล่นเครื่องเสียงนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน

DP-570เครื่องเล่น ไก่สามอย่างระดับไฮเอ็นด์ฯ จาก Accuphase

นับถึงปัจจุบัน คิดว่า Accuphase น่าจะเป็นแบรนด์เดียวในวงการที่ทำทั้งเครื่องเล่นแผ่นซีดี (CD Player) และเครื่องเล่นแผ่นซุปเปอร์ ออดิโอ ซีดี (SACD Player) ออกมาทั้งสองชนิด ซึ่งเครื่องเล่นแผ่นซุปเปอร์ ออดิโอ ซีดี ที่ทำออกมาล่าสุดมีอยู่ 3 รุ่น คือ DC-1000 + DP-1000 (ทรานสปอร์ต + DAC), DP-750 และรุ่น DP-570 เรียงลำดับตั้งแต่ใหญ่ลงมาเล็ก โดยมีรุ่น DP-450 เป็นรุ่นเล็กสุดที่ทำออกมาเป็นเครื่องเล่นแผ่นซีดีอย่างเดียว

เครื่องเล่นแผ่น SACD ของ Accuphase ทั้ง 3 รุ่นก็เล่นแผ่น CD ได้เหมือนกัน จึงค่อนข้างแปลกใจที่พวกเขายังทำเครื่องเล่นแผ่นซีดีโดยเฉพาะออกมาอีก คงจะตั้งใจทำออกมาเพื่อตอบสนองความต้องการของคนที่สะสมแผ่นซีดีไว้เยอะๆ แต่ไม่มีแผ่น SACD กระมัง.?

แม้ว่า DP-570 จะอยู่ในระดับที่สามรองลงมาจากรุ่นรองท๊อป DP-750 และรุ่นท็อป DC-1000 + DP-1000 แต่ถ้ามองเจาะลงไปในการออกแบบและงานผลิตของ DP-570 จะเห็นว่าทางแอคคิวเฟสก็ไม่ได้ย่อหย่อนลงไปมากเมื่อเทียบกับรุ่นที่สูงกว่าอย่าง DP-750 คุณสมบัติหลายๆ อย่างที่เหมือนกัน อย่างเช่น เล่นแผ่น CD และแผ่น SACD ได้ และมีช่องดิจิตัลอินพุตไว้รองรับสัญญาณดิจิตัลจากภายนอกได้ และที่สำคัญคือ ใช้ชิป DAC รุ่นเดียวกันคือ ESS Technology เบอร์ ES9028

รูปร่างหน้าตาของ DP-570

รูปลักษณ์ภายนอกของ DP-570 ก็ยังไม่ทิ้งเอกลักษณ์ของแบรนด์ Accuphase ทุกจุดยังคงรักษาภาพลักษณ์ของความเนี้ยบเอาไว้ได้ทุกกระเบียดนิ้ว โดยเฉพาะแผงหน้าที่ทำเป็นสีทองแชมเปญ มลังเมลือง และดูล้ำค่า แผ่นหลังของตัวเครื่องของรุ่นนี้ทำด้วยอะลูมิเนียมที่ทำลายปัดเสี้ยนเป็นเส้นเล็กๆ บางๆ (Hairline) ทั่วทั้งแผ่น ดูเก๋ดี เหมือนมีลายในตัว

การจัดวางตำแหน่งของปุ่มปรับและรูเสียบทั้งด้านหน้าและด้านหลังดูเป็นระเบียบเรียบร้อยมาก ดูไม่รกเพราะมีเฉพาะฟังท์ชั่นที่จำเป็นเท่านั้น ความกว้างของเครื่องอยู่ที่ 465 .. (18.3 นิ้ว) x สูง 151 .. (6.0 นิ้ว) x ลึก 393 .. (15.5 นิ้ว)

แผงหน้า

1 = ปุ่ม power เปิด/ปิดการทำงานของเครื่อง
2 = ปุ่มกดเลือกเล่น CD หรือ SACD
3 = หน้าจอแสดงผล
4 = ปุ่มกดเลือกอินพุต
5 = ลิ้นชักรับแผ่น
6 = ปุ่มกดเพื่อเอาแผ่นออก
7 = ปุ่มกดที่ใช้ควบคุมการเล่นแผ่น

แผงหลัง

8 = ช่องดิจิตัล อินพุต (แถวบน) กับช่อง ดิจิตัล เอ๊าต์พุต (แถวล่าง)
9 = ช่อง อะนาลอก เอ๊าต์พุต XLR (บาลานซ์) และ RCA (อันบาลานซ์)
10 = สวิทช์เลือกรูปแบบการเชื่อมต่อสัญญาณของช่องเอ๊าต์พุตบาลานซ์ XLR

ดีไซน์ภายใน

DP-570 พัฒนาต่อเนื่องมาจากรุ่น DP-560 ที่ออกมาเมื่อปี 2016 ซึ่งเป็นกลุ่มของเครื่องเล่นแผ่น SACD/CD รุ่นย่อมเยาที่สุดของ Accuphase ถ้านับตั้งแต่รุ่นแรกของกลุ่มนี้คือรุ่น DP-600 ที่ออกมาเมื่อปี 2008 จนถึงปัจจุบันก็ถือว่า DP-570 ผ่านการพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพมาถึงเจนเนอเรชั่นที่ 4 แล้ว

ถ้าเปิดฝาเครื่องด้านบนออกส่องดูภายใน คุณจะเห็นว่าพื้นที่ด้านในนั้นแน่นเปรี๊ยะ แต่ไม่ได้รกนะ กลับถูกจัดสรรไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยมาก พื้นที่ทั้งหมดถูกแบ่งออกเป็น 5 โซน (ดูจากภาพด้านบน) โซนแรก A เป็นที่ติดตั้งระบบกลไก+อิเล็กทรอนิคสำหรับการขับหมุนแผ่น ถัดไปโซน B นั้นเป็นส่วนของวงจรสำหรับการควบคุมการทำงานในส่วนต่างๆ ของเครื่อง, โซน C เป็นวงจรสำหรับภาคดิจิตัลทั้งหมดที่ใช้ในการแปลงสัญญาณดิจิตัลให้เป็นสัญญาณอะนาลอกที่เรียกว่าภาค DAC ส่วนโซน D ที่อยู่ติดๆ กันคือภาคอะนาลอก เอ๊าต์พุต ทำหน้าที่ขยายสัญญาณอะนาลอกที่ได้จากภาค DAC ให้มีเกนขยายแรงขึ้นมาอยู่ในระดับไลน์เลเวลเพื่อส่งออกไปให้แอมป์ สุดท้ายคือโซน E เป็นภาคเพาเวอร์ซัพพลายที่ส่งไฟเลี้ยงไปให้กับภาคต่างๆ ทั้งหมดซึ่งใช้ทรานสฟอเมอร์ขนาดใหญ่ที่แยกขดลงดระหว่างไฟเลี้ยงของวงจรอะนาลอกและสำหรับไฟเลี้ยงวงจรดิจิตัลออกจากกัน เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดและป้องกันการรบกวนข้ามวงจรไปในตัว

ภาค Transport ขับเคลื่อนหมุนแผ่น

ไฮไล้ท์สำคัญของ DP-570 ก็คือภาคขับหมุนแผ่น SACD และแผ่น CD ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการขจัดคลื่นความสั่นสะเทือนที่มาจากภายนอกไม่ให้กล้ำกลายเข้าไปถึงส่วนของ laser pickup ที่ติดตั้งหัวอ่าน เพื่อให้หัวอ่านเคลื่อนตัวได้อย่างอิสระ ส่งผลให้การอ่านข้อมูลบนแผ่นเป็นไปด้วยความแม่นยำ ไม่คลาดเคลื่อน

ชิ้นส่วนที่ติดตั้งหัวยิงเลเซอร์ถูกผนึกอยู่บนฐานล่างที่แยกเป็น 3 ชั้น และยังมีล้อยางที่พัฒนาขึ้นมาล่าสุดซึ่งมีความยืดหยุ่นพอเหมาะอีก 4 ตัว รองรับที่มุมทั้งสี่ของส่วนฐานเพื่อแยกภาคไดร้กับแผ่นพื้นของเครื่องออกจากกัน ป้องกันคลื่นความสั่นสะเทือนบนตัวเครื่องไม่ให้แผ่ไปถึงภาคไดร้ อันนี้เป็นหัวใจหลักของการปรับปรุงจากเจนเนอเรชั่นที่สามรุ่น DP-560 มาเป็น DP-570 ในเจนเนอเรชั่นปัจจุบัน ซึ่งมีความสำคัญมากโดยเฉพาะเมื่อตอนเล่นแผ่น SACD ที่ภาคไดร้ต้องการความแม่นยำและความนิ่งเพื่อให้การอ่านข้อมูลบนแผ่น SACD มีความถูกต้องแม่นยำและครบถ้วนมากที่สุด

นอกจากความแม่นยำในการอ่านข้อมูลบนแผ่นแล้ว ยังมีอีกคุณสมบัติหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของเครื่องเล่นซีดี/เอสเอซีดีของค่ายนี้ นั่นคือความไหลลื่นของถาดรับแผ่นที่ไม่มีแบรนด์ไหนทำได้เหมือน ถาดรับแผ่นของ DP-570 ทั้งลื่นและเงียบสนิท สุดยอดของระบบแมคคานิคจริงๆ ..!!!

ภาค DAC แปลงสัญญาณ

Accuphase มีเทคโนโลยีเกี่ยวกับภาค DAC ของเขาเอง ชื่อว่า MDS+ ย่อมาจาก Multiple Delta Sigma+ ในทางปฏิบัติก็คือเอาวงจรแปลงสัญญาณ Digital-to-Anlog แบบ delta-sigma หลายๆ วงจรมาต่อขนานกัน ซึ่งในทางเทคนิคแล้ว การทำแบบนี้จะมีผลทำให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีกว่าใช้วงจร D/A แค่ชุดเดียวอยู่หลายแง่ อาทิเช่น noise ต่ำกว่า, ความเป็นเชิงเส้นจะดีกว่า และความเพี้ยนจะต่ำกว่าด้วย

DP-570 ใช้ชิป DAC ของ ESS Technology เบอร์ ES9028 PRO เป็นหัวใจของระบบโดยใช้ชิปเบอร์ AK4118A จัดการกับระบบ clock ของระบบ และเนื่องจากภายในตัวชิป ES9028 PRO มีวงจร D/A บรรจุอยู่ทั้งหมด 8 ตัว ทางทีมออกแบบของ Accuphase จึงทำการจับเอาวงจร D/A ในตัว ES89028 PRO มาต่อขนานกันเป็น 2 ชุด ชุดหนึ่งถูกใช้แปลงสัญญาณดิจิตัลเป็นอะนาลอกสำหรับแชนเนลซ้าย ส่วนอีกชุดใช้แปลงสัญญาณดิจิตัลเป็นอะนาลอกสำหรับแชนเนลขวา

DP-570 ถูกออกแบบมาให้เป็นทั้ง Player และ Transport ในตัวเดียวกัน ถ้ามองจากเลย์เอ๊าต์วงจรด้านบนนี้ ซีกบนเป็นช่องดิจิตัล อินพุตในกรณีที่ DP-570 แสดงบทบาทเป็น external DAC เพื่อรองรับสัญญาณดิจิตัลจากภายนอกแล้ววิ่งผ่านชิป ES9028 PRO เพื่อแปลงให้กลายเป็นสัญญาณอะนาลอกแล้วส่งออกไปที่ช่องอะนาลอก เอ๊าต์พุต XLR และ RCA โดยมีช่องดิจิตัล เอ๊าต์พุตให้เลือกใช้ทั้งหมด 4 ช่อง คือ HS-Link, Coaxial, Optical และ USB ส่วนซีกล่างเป็นช่องดิจิตัล เอ๊าต์พุตจำนวน 3 ช่อง คือ HS-Link, Coaxial และ Optical แยกไว้ให้ใช้ในกรณีที่ต้องการใช้งาน DP-570 ทำหน้าที่เป็น SACD/CD ทรานสปอร์ตเพื่อส่งสัญญาณดิจิตัลจาก DP-570 ไปแปลงสัญญาณที่ภาค DAC ภายนอก

ช่องดิจิตัล อินพุต/เอ๊าต์พุต HS-Link ไม่ใช่ช่องอินพุตสำหรับระบบโฮมเน็ทเวิร์คนะ แต่เป็นระบบการเชื่อมต่อเพื่อรับส่งสัญญาณเสียงระหว่างตัวทรานสปอร์ตกับ DAC ของ Accuphase ที่พวกเขาพัฒนาระบบการเชื่อมต่อนี้ขึ้นมาใช้กันเอง ไม่สามารถใช้งานร่วมกับระบบเน็ทเวิร์คทั่วไปได้

ช่องดิจิตัล อินพุตทั้ง 4 ช่อง ของ DP-570 มีความสามารถในการรองรับสัญญาณดิจิตัลต่างกัน ช่องที่รองรับสเปคฯ ของสัญญาณดิจิตัลอินพุตได้สูงที่สุดมีอยู่ 2 ช่อง คือ HD-Link เวอร์ชั่น 2 กับช่อง USB คือรองรับแซมปลิ้งฯ ของสัญญาณ PCM ได้สูงถึง 384kHz ที่ระดับบิตเรต 16-32bit และรองรับความละเอียดของสัญญาณ DSD ได้ถึงระดับ DSD5.6MHz (DSD128) เท่ากัน รองลงมาคือช่องอินพุต Coaxial รับ PCM ได้สูงสุด 192kHz ที่ระดับบิตเรต 16-24bit และไม่รองรับสัญญาณ DSD ส่วนช่อง Optical รองรับ PCM ได้สูงสุดที่ 96kHz ที่ระดับบิตเรต 16-24bit ไม่รองรับสัญญาณ DSD

ผมยังไม่เคยมีโอกาสทดลองฟังเสียงของการเชื่อมต่อสัญญาณผ่านทางช่อง HS-Link เลย เพราะมันต้องใช้ร่วมกันระหว่างตัวทรานสปอร์ตที่เป็นของ Accuphase เท่านั้น อยากรู้เหมือนกันว่ามันจะให้เสียงออกมา ดีกว่าการเชื่อมต่อผ่านทาง USB หรือเปล่า.? ถ้ามีโอกาสได้ลองฟังจะมาเล่าให้ฟัง

วงจร Direct Balanced Filter

ช่องอะนาลอก เอ๊าต์พุตของ DP-570 ที่ให้มาทั้งสองช่องคือ บาลานซ์ XLR กับอับาลานซ์ RCA นั้นถูกแยกวงจรออกจากกัน ซึ่งวงจร direct balanced filter ที่ใช้กับเอ๊าต์พุตบาลานซ์ XLR จะไม่ส่งผลกับเสียงของช่องเอ๊าต์พุตอันบาลานซ์ RCA นั่นเท่ากับว่า เอ๊าต์พุตทั้งสองให้ประสิทธิภาพได้สูงสุด แม้ว่าจะใช้งานพร้อมกันก็ตาม และที่ช่องเอ๊าต์พุตบาลานซ์ XLR มีสวิทช์ปรับการเชื่อมต่อขาสัญญาณ + ระหว่างขา 2 กับขา 3 เพื่อให้ได้เฟสสัญญาณที่ตรงกับอินพุตของแอมป์ปลายทาง นี่คือความละเอียดของการออกแบบที่ต้องชื่นชม Accuphase ที่ใส่ใจกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แต่ส่งผลกับเสียงแบบนี้ (สมัยก่อนที่ยังไม่มีอ๊อปชั่นนี้ ผู้ใช้ต้องไปคอยสลับสายลำโพงเพื่อปรับเฟสเอาเอง)

ฟังท์ชั่น + การใช้งาน

DP-570 ติดตั้งปุ่มกดสั่งงานการทำงานไว้บนแผงหน้า ปุ่ม Input ที่อยู่ด้านซ้ายของถาดรับแผ่นมีไว้ให้ใช้กดเลือกการทำงานของช่องดิจิตัลอินพุต เมื่อกดซ้ำๆ ลงไปจะไล่จากอินพุต USB > OPT > COAX > HS-LINK โดยมีไฟ LED สีแดงที่อยู่ใต้ชื่ออินพุตแต่ละอินพุตที่อยู่ในจอแสดงผล (มุมซ้ายมือบนของจอ) จะสว่างขึ้นให้รู้ว่ากำลังเลือกอินพุตช่องไหน กรณีที่ต้องการฟังเสียงจากการเล่นแผ่น SACD หรือแผ่น CD หลังจากใส่แผ่นลงไปในถาดรับแผ่นแล้ว คุณต้องกดปุ่ม Input ไล่ไปจนไม่มีไฟ LED ที่ Input ใดๆ สว่างอยู่ (ดับทุกดวง) ถ้าไม่เลือกปุ่ม Input ตามนี้ ถึงจะกดเล่นแผ่นจนแผ่นหมุนเริ่มทำงานก็จะไม่มีเสียงออกทางช่องอะนาลอก เอ๊าต์พุต มีแต่สัญญาณดิจิตัลออกไปทางช่องดิจิตัล เอ๊าต์ ในจอแสดงผลช่องขวาสุดในกรอบที่มีหน่วยเป็น -dB นั้นคือเกนของสัญญาณเอ๊าต์พุตที่สามารถปรับได้ผ่านรีโมทไร้สาย

รีโมทไร้สายที่แถมมาให้รุ่น RC-140 สีทอง ขนาดกระทัดรัด น้ำหนักกำลังดี

ทดสอบฟังเสียง

ในการทดสอบครั้งนี้ ผมมีโอกาสทดลองใช้งาน DP-570 อยู่ในซิสเต็มหลายๆ ชุด ทั้งชุดใหญ่และชุดเล็ก ได้ลองเล่นทั้งจากแผ่นซีดี, แผ่น SACD และได้ทดลองใช้ช่องอินพุต USB ด้วยโดยใช้ roon รุ่น nucleus+ เป็นสตรีมเมอร์เล่นไฟล์เพลงทั้งจาก TIDAL และดึงจาก NAS แล้วส่งสัญญาณดิจิตัล PCM และ DSD ไปที่อินพุต USB ของ DP-570 ผ่านสาย USB ของ Kimber Kable รุ่น USB-CU

จากการทดลองฟังเสียงของ DP-570 มานาน ทำให้พอจะรับรู้ได้ว่า คุณภาพเสียงเฉพาะตัวของ DP-570 อยู่ในระดับที่สูงมาก ความคุ้มค่าของมันจะปรากฏออกมาให้เห็น อย่างเต็มที่เมื่อนำไปใช้งานในซิสเต็มที่ใช้ แอมป์+ลำโพงอยู่ในระดับงบประมาณตั้งแต่ 300,000 บาทขึ้นไป

จุดเด่นของ DP-570 ข้อหนึ่งที่ผมชอบมากเป็นพิเศษ คือมันเป็นเครื่องเล่นประเภท ไก่สามอย่าง” (SACD, CD และ DAC) หนึ่งในไม่กี่ตัวจากที่ผมเคยทดสอบมาที่ให้คุณภาพเสียงที่ได้จากการเล่นแผ่น CD และแผ่น SACD รวมถึงเล่นไฟล์เพลงทางช่อง USB ออกมาในเกณฑ์ที่ดีมากน่าพอใจทั้งสามช่องทาง จริงอยู่ว่า ตอนเล่นแผ่น SACD จะให้เสียงโดยรวมออกมาแน่น เนียน และอิ่มกว่าตอนเล่นแผ่น CD แต่ก็ขึ้นอยู่กับ ขนาดและ ระดับของแอมป์+ลำโพงที่ใช้ด้วย ยกตัวอย่างกรณีที่ผมทดลองฟัง DP-570 ในซิสเต็มที่ใช้อินติเกรตแอมป์ Kinki Audio รุ่น EX-M1+ (REVIEW) จับกับลำโพง Totem Acoustics รุ่น The One ซึ่งงบประมาณแอมป์+ลำโพงอยู่ราวๆ 200,000 + บาท ผมพบว่า ใช้ DP-570 เล่นแผ่น SACD Hybrid จากข้อมูล PCM 16/44.1 ที่เป็นชั้นของ CD กับแอมป์+ลำโพงชุดนี้ หลายๆ อัลบั้มส่วนใหญ่จะได้ผลรวมของเสียงออกมา ดีกว่าฟังจากสัญญาณ DSD ที่อยู่บนชั้นข้อมูล SACD อยู่นิดหน่อยในแง่ ความสดและ ความเปิดโล่งของเสียง สาเหตุน่าจะเป็นเพราะเอ๊าต์พุตของ DP-570 ที่ได้จากการเล่นสัญญาณ DSD มันอาจจะให้ความหนาแน่น (resolution) ของมวลเสียงออกมามากกว่าตอนเล่นสัญญาณ PCM บนชั้นข้อมูล CD ซึ่งอาจจะมากเกินไปสำหรับ EX-M1+ กับ The One จะสามารถรับมือไหว แต่เมื่อผมทดลองใช้ DP-570 กับแอมป์ Gold Note รุ่น IS-1000 Plus (REVIEWจับคู่กับลำโพง Totem Acoustics รุ่น Element ‘Metal’ ซึ่งแอมป์+ลำโพงคู่นี้มีราคารวมกันประมาณ 600,000 – 700,000 บาท ผมพบว่า ผลจากการเล่นสัญญาณ DSD บนชั้นข้อมูล SACD ของแผ่น SACD Hybrid กับแอมป์+ลำโพงชุดนี้ได้เสียงออกมาดีกว่าเล่นสัญญาณ PCM บนชั้นข้อมูล CD อย่างเห็นได้ชัด และดีกว่ามากด้วย คือได้ทั้งเนื้อเสียงที่เนียนกว่า อิ่มกว่า และแน่นกว่า และที่เด่นชัดมากๆ คือเล่นสัญญาณ DSD บนชั้นข้อมูล SACD ยังให้ไทมิ่งของเพลงออกมาดีกว่าตอนเล่นข้อมูล PCM บนชั้น CD อีกด้วย จังหวะของเพลงไม่ถูกเร่งกระชั้นเกินไป

ผมมีโอกาสได้ทดลองฟังแผ่นซีดีธรรมดาๆ กับ DP-570 เยอะมาก เพราะพบว่ามันทำให้เสียงของแผ่นซีดีธรรมดาๆ ที่ผมสะสมอยู่ออกมาดีมาก ซึ่งก่อนหน้านี้ บางแผ่นให้เสียงออกมาธรรมดามาก บางๆ ใสๆ ไม่ค่อยมีเนื้อมวลและลีลาของการบรรเลงก็ออกมาทื่อๆ ชืดๆ แต่พอลองเอามาเล่นกับ DP-570 เสียงเปลี่ยนไปเยอะมาก.! เนื้อฉ่ำขึ้น มีมวลมากขึ้น และที่ผมชอบมากๆ คือไทมิ่งของการขยับเคลื่อนจากโน๊ตตัวหนึ่งไปสู่ตัวต่อไปที่มีความนิ่งและสม่ำเสมอ ทำให้รับรู้ได้ถึงลีลาการเอื้อน การเน้นย้ำ และการลงน้ำหนักของ touching ของนักดนตรีที่กระทำลงไปบนเครื่องดนตรีของพวกเขา ซึ่งทั้งหมดนี้คือองค์ประกอบสำคัญของอรรถรสความเป็นดนตรีที่ได้รับจากเพลงที่ฟัง ซึ่งผ่านการเล่นโดย DP-570 ตัวนี้.!!!

DP-570 ช่วยกลัดเกลาเอาความเป็นดนตรี ความน่าฟังออกมาจากแผ่นซีดีธรรมดาๆ ได้อย่างน่าพิศวง หลายๆ แผ่นที่ผมเลือกไปเก็บไว้ไกลมือเพราะไม่เคยคิดว่าจะหยิบมาฟังอีกหลังจากที่เคยหยิบมาลองฟังกับเครื่องเล่นแผ่นซีดีราคา 2-3 หมื่นที่ผมมีอยู่แต่ไม่ประทับใจ เมื่อหยิบมาลองฟังกับ DP-570 มันกลับแสดงความน่าฟังออกมาให้สัมผัส นั่งฟังไปก็ฉงนไปว่า ก่อนหน้านี้มันเอาความน่าฟังที่ว่านี้ไปซ่อนไว้ตรงไหน.? ทำไมตอนเล่นกับเครื่องเล่นซีดีของผมมันถึงไม่ได้อารมณ์เพลงที่น่าฟังแบบนี้..???

ความประทับใจอีกอย่างที่ผมแอบชอบ DP-570 ตัวนี้คือช่องอินพุต USB ของมัน ทำให้ผมสามารถสตรีมไฟล์เพลงที่ผมเก็บไว้ NAS มาเล่นผ่านอินพุต USB ของ DP-570 ได้โดยอาศัยสาย USB เป็นตัวเชื่อม ซึ่งไฟล์แทบทั้งหมดใน NAS ของผมที่สามารถเล่นกับช่องอินพุต USB ของ DP-570 ได้ ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ WAV ที่ผมใช้เก็บสัญญาณ PCM ตั้งแต่ระดับ 16/44.1 ไปจนถึงไฟล์ FLAC ที่เก็บสัญญาณ PCM ไฮเรซฯ ที่ระดับ 24/96 และ 24/192 ที่ผมซื้อมาจาก HDtracks.com และไฟล์ DSF ที่เก็บสัญญาณ DSD64 ที่ผมริปมาจากแผ่น SACD ก็สามารถเล่นได้ทั้งหมด… แฮ้ปปี้มาก.!!!

ลักษณะเสียงของ DP-570 มีความเป็น “Accuphaseทุกกระเบียดนิ้ว ถ้าคุณเคยใช้แอมป์หรืออุปกรณ์ประเภทดิจิตัล ฟร้อนต์เอ็นด์ของแบรนด์นี้มาก่อน คุณก็จะเข้าใจทันทีว่าที่ผมกล่าวมาข้างต้นนั้นหมายถึงอะไร.? นักเล่นฯ ที่เล่นมานานและเคยผ่านมือแบรนด์นี้มาก่อนต่างก็นำเอาลักษณะของ เสียงแบบแอคคิวเฟสไปใช้จำกัดความหมายของคำว่า เสียงแบบไฮเอ็นด์อยู่ในกลุ่มเดียวกับ Mark Levinson และ Krell ในอดีตด้วย เพราะถ้าวัดในแง่ คุณภาพเสียง” (Sound Quality) ทั้งสามแบรนด์ที่กล่าวมาข้างต้นถือว่าอยู่ในแร็งกิ้งเดียวกัน มีความเป็นไฮเอ็นด์ฯ พอกัน ส่วนที่ทำให้ทั้งสามแบรนด์แตกต่างกันก็คือส่วนของ บุคลิกเสียง” (Character) ที่แต่ละแบรนด์ปรับจูนกันมาไม่เหมือนกัน

ในแง่บุคลิกของเสียงที่เด่นชัดมากๆ ที่วิศวกรของ Accuphase ปรับจูนมาอย่างแรกก็คือ ความสะอาดของน้ำเสียง ซึ่งมันเป็นอะไรที่อธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ยากว่าความสะอาดของน้ำเสียงคืออะไร แต่วิธีที่ผมใช้ประเมินก็คือลองฟังจากอัลบั้มคอมเมอร์เชี่ยลที่ให้เสียงแหลมที่ไม่ค่อยดี เคยฟังแล้วหยาบหู พอเอามาฟังผ่าน DP-570 ตัวนี้แล้ว เสียงแหลมของอัลบั้มแย่ๆ เหล่านั้นมันกลบกลายเป็นฟังได้ แม้ว่าอาการฟุ้งๆ และแตกปลายยังคงอยู่ DP-570 ทำให้ฟังแล้วไม่รู้สึกรำคาญหูเหมือนตอนเล่นผ่านเครื่องเล่นซีดีตัวอื่น คุณอาจจะแย้งว่า DP-570 ตัวนี้ราคาสามแสนบาทเชียวนะ ก็ใช่.. เพราะราคามันสูงแต่แม้จะเป็นรุ่นที่เล็กกว่านี้ที่ผมเคยทดสอบไปอย่างรุ่น DP-430 (REVIEW) ซึ่งมีราคาต่ำกว่า DP-570 ตัวนี้แต่โทนเสียงก็มีเอกลักษณ์ของความสะอาดเนียนโดดเด่นมาให้รับรู้ได้ตั้งแต่แรกเหมือนกัน

ศิลปิน : Bon Jovi
อัลบั้ม : Slippery When Wet

ความสะอาดเนียนของเสียงที่ DP-570 ทำให้เกิดขึ้นไม่ได้ส่งผลกับอรรถรสของเพลงในแง่ลบ คือตอนแรกผมก็เข้าใจว่าความสะอาดของเสียงที่ได้ยินจาก DP-570 เกิดจากการใช้วงจรฟิลเตอร์เข้าไปจัดการกับสัญญาณเสียง แต่หลังจากทดลองฟังอัลบั้มชุด Slippery When Wet ของ Bon Jovi ที่เคยฟังตั้งแต่สมัยเรียนรามแล้วรู้สึกว่าเสียงแหลมของอัลบั้มนี้มันเสียดแทงรูหูมาก พอเอาเปิดฟังกับ DP-570 ผมพบว่า เสียงแหลมที่เซ็งแซ่ของอัลบั้มนี้ก็ยังคงมีอยู่ แต่อาการเสียดแทงรูหูมันน้อยลงไปมากจนแทบจะไม่เหลือ ผมเปิดฟังดังเพื่อให้เสียงกระจายเต็มห้องก็ยังฟังได้สบาย ซึ่งพอเปิดได้ดังโดยไม่มีอาการเสียดแทงรูหู (เพราะเสียงมันสะอาด) ผมจึงรู้สึกเข้าถึงอรรถรสของเพลงในอัลบั้มนี้ได้มากขึ้นกว่าสมัยก่อนเยอะเลย ได้ค้นพบกับความสละสลวยที่แอบซ่อนอยู่เบื้องหลังคามเซ็งแซ่ได้ชัดขึ้น

เพราะ DP-570 ไม่ได้เข้าไปลดหรือบีบอัดคุณสมบัติทางด้านไดนามิกเร้นจ์ของเสียงลงไปแต่อย่างใด แค่ไม่ได้เข้าไปเพิ่ม noise หรือสัญญาณรบกวนเข้าไปในระบบเสียง จึงทำให้ได้เสียงที่สะอาดแต่ยังคงความสดและให้ไดนามิกที่เปิดกว้าง เมื่อเปิดฟังดังๆ ในซิสเต็มขนาดใหญ่ เสียงที่ออกมาจึงเต็มอิ่มและน่าฟัง

อีกคุณสมบัติของเสียงที่ DP-570 ให้ออกมาได้ดี คือลักษณะของเสียงที่ อิ่มและแผ่เต็มซึ่งแสดงถึงความสามารถในการถ่ายทอดความถูกต้องของไทมิ่งของเพลงที่ดี เพราะไทมิ่งที่ดีจะนำไปสู่ฮาร์มอนิกที่ถูกต้องและครบถ้วน เมื่อลองฟังงานเลพงที่บันทึกเสียงจากเครื่องดนตรีอะคูสติกอย่างเช่นเพลงคลาสสิกจะตะหนักได้ถึงความเยี่ยมยอดในการถ่ายทอดฮาร์มอนิกของ DP-570 ตัวนี้ได้อย่างชัดเจนมาก

ศิลปิน : Eric Kunzel & Cincinnati Pops Orchestra
อัลบั้ม : Ein Straussfest

งานเพลงชุด Ein Straussfest ที่ค่าย Telarc ทำออกมาชุดนี้มันถึงพร้อมทั้งความสด ฉับพลัน ฉ่ำ และพลิ้วด้วยลีลาของบทเพลงวอลซ์ เป็นอัลบั้มที่ใช้พิสูจน์ความสามารถในการถ่ายทอดฮาร์มอนิกของอุปกรณ์เครื่องเสียงได้ดีเป็นพิเศษ ทรานเชี้ยนต์ของเสียงเอ็ฟเฟ็กต์ตั้งแต่ตูมแรกของอัลบั้มก็พิสูจน์ได้ว่า DP-570 สามารถตอบสนองสปีดของเสียงได้อย่างยอดเยี่ยมมาก เสียงเอ็ฟเฟ็กต์ที่ทำเลียนแบบเสียงพลุในแทรคแรก Explosions Polka Op.43 มันออกมาทั้งเร็วและแรง ส่งแรงปะทะจากหน้าดอกลำโพงออกมาจนถึงตำแหน่งนั่งฟัง ใครที่ยังไม่เคยฟังอัลบั้มนี้แล้วเปิดวอลลุ่มดังๆ พึงระวัง เพราะตูมแรกของอัลบั้มนี้มันอาจจะทำให้ลำโพงของคุณ ดับได้ง่ายๆ ซึ่งความเร็วกับน้ำหนักปะทะที่รุนแรงไม่ได้สร้างขึ้นโดย DP-570 แต่มันมาจากแผ่นที่บันทึกมาจากสตูดิโอ DP-570 แค่ทำหน้าที่ของมันในการปลดปล่อยพลังเสียงเหล่านั้นออกมาตามที่เสียงเหล่านั้น ถูกบันทึกอยู่ในแผ่นเมื่อถึงช่วงที่แผ่วพลิ้วของเสียงกลุ่มเครื่องสายในแทรคที่ห้า On The Beautiful Blue Danube Waltz, Op.314 อารมณ์ของเพลงก็เปลี่ยนไปตามลีลาที่แช่มช้อย พลิ้วไสว นี่ก็แสดงถึงประสิทธิภาพของ DP-570 ที่สามารถถ่ายทอดลีลาอารมณ์ของเพลงออกมาได้อย่างเที่ยงตรง อันนี้คือความเป็นไฮเอ็นด์ฯ แท้ๆ !!!

ศิลปิน : Ingram Washington
อัลบั้ม : What A Difference A Day Makes

ตลอดการทดลองฟัง DP-570 สลับกันไปมาระหว่างเล่นจากแผ่นและเล่นจากไฟล์ สลับไปมาระหว่าง PCM กับ DSD ผมพบว่า ส่วนใหญ่แล้ว DP-570 สร้างความพอใจให้กับผมได้ตลอด มัน (DP-570) สามารถดึงอรรถรสที่อยู่ในแต่ละอัลบั้มออกมาให้ผมเสพได้อย่างเต็มอิ่ม ยิ่งฟังยิ่งรู้สึกรัก ใครที่ชอบลักษณะของเสียงร้องที่ละเมียดละมัย นวลเนียน คุณจะไม่ผิดหวังเลยกับ DP-570 ตัวนี้ มันถ่ายทอดเสียงร้องนุ่มๆ เนียนๆ ของ Ingram Washington จากอัลบั้มชุด What A Difference A Day Makes ออกมาได้น่าฟังมาก ทุกอย่างมันออกมากำลังดี ฟังเพลินมาก

สรุป

DP-570 ให้ค่าเฉลี่ยของคุณภาพเสียงจากการเล่นแผ่น CD, แผ่น SACD และเล่นไฟล์ทางช่อง USB ออกมาได้น่าพอใจทั้งสามช่องทาง ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเล่นสายแผ่น หรือสายไฟล์ DP-570 รับใช้คุณได้เท่าเทียมกัน ใครที่เล่นทั้งแผ่นและเล่นทั้งไฟล์จะยิ่งคุ้มมากกับ DP-570 ตัวนี้

DP-570 เป็นเครื่องเล่นดิจิตัล ซอร์สระดับไฮเอ็นด์ที่มีความคุ้มค่ากับการลงทุนมากตัวหนึ่ง Highly Recommended.!!! /

**************************
ราคา : 300,000 บาท / เครื่อง
**************************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย :
Hi-End Audio
โทร. 02-101-1988
facebook : Hi-End Audio

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า